หลักการเลือกซื้อ TV ง่ายๆ แค่นี้ก็ได้ทีวีตรงใจคุณ

1.จำนวนของพิกเซล!!
ในปัจจุบันที่เทคโนโลยีเรื่องภาพนั้นพัฒนาไปอย่างรวดเร็ว ทีวีที่เราเลือกซื้ออย่างน้อยๆ ควรจะมีความละเอียดอย่างน้อยๆ ระดับ Full HD 1080p ขึ้นไป แต่ถ้าใครพอมีกำลังซื้อมากหน่อยจะพิจารณาความละเอียดที่สูงขึ้นคือ Ultra HD หรือที่เรียกกันฮิตๆ ว่า 4K (3840×2160) ก็ได้ไม่ว่ากัน หลายคนอาจคิดว่าทีวีความละเอียดสูงยังไม่มีความจำเป็นเพราะคอนเทนท์ยังไม่แพร่หลาย แต่ทางเราอยากจะบอกนะครับว่าในปัจจุบันระบบอัพสเกลภาพของ UHD TV นั้นพัฒนาไปไกลแล้ว แม้คอนเทนท์ที่เปิดจะยังคงความละเอียดแค่ 1080p แต่เมื่อเปิดดูแล้วก็ไม่ได้น่าเกลียดอะไร
HD = 720p
Full HD =1080p
4K UHD = 2160p
8K Super Hi Vision = 4320p

2.Contrast Ratio
ค่านี้ยิ่งสูงยิ่งดีนะครับ เพราะค่า Contrast Ratio คืออัตราส่วนสีดำที่ดำที่สุดและสีขาวที่ขาวที่สุดที่ทีวีสามารถแสดงได้ ทีวีเครื่องไหนมีค่าคอนทราสต์เรโชสูงๆ จะแสดงภาพได้ดูลึกมีมิติสมจริง คุณจะเก็บรายละเอียดของภาพในฉากมืดๆ ได้ดี (สีดำไม่เป็นสีเทา) สีสันความสว่างของภาพจะดี ภาพทีได้จะมีมิติ มีรายละเอียดไม่คลุมเครือ
3. Response Time
ค่านี้ยิ่งต่ำมากๆ ยิ่งดีครับ อย่างน้อยควรจะต่ำว่า 4ms ซึ่งค่า Response Time นี้ เป็นความเร็วในการตอบสนองของเม็ดพิกเซลเมื่อเปลี่ยนจากการแสดงสีดำมาเป็นสีขาว แล้วก็เปลี่ยนจากสีขาวมาเป็นสีดำอีกครั้งนึง โดยมีหน่วยเป็นมิลลิวินาที (ms) อย่างไรก็ดีผู้ใช้อย่างเราๆ มักเห็นสเปคข้างกล่องที่อ้างอิงตัวเลขที่ค่อนข้างเกินจริง สาเหตุก็เป็นเพราะผู้ผลิตแต่ละแบรนด์ต่างมีวิธีวัดค่า Response Time เป็นของตัวเอง ดังนั้นผู้ซื้อจึงควรทดสอบด้วยตาตัวเองมากกว่าเชื่อสเปคที่เขียนไว้ข้างกล่อง
4. มีช่องต่อที่ครอบคลุม
สำหรับทีวีในปัจจุบันมาตรฐานของช่องต่อ HDMI ควรจะเป็นเวอร์ชัน HDMI 2.0 ขึ้นไป และถ้าให้ดีที่สุดคือ HDMI 2.1 และควรจะมีช่องต่อ HDMI ให้เป็นอย่างน้อย 3 ช่อง มีพอร์ต USB, Ethernet, Optical Digital และ Antenna
5. ขาตั้งและมุมมอง

ต้องยอมรับว่าขาตั้งของทีวีในปัจจุบันส่วนใหญ่เกือบ 80% ไม่สามารถหมุนซ้าย – ขวาได้ ก่อนเลือกซื้อผู้ใช้ควรคิดคำนึงด้วยว่าเวลาเราใช้งานจริง มีการหมุนทีวีมากน้อยแค่ไหน แต่อย่างไรก็ดีด้วยความที่เทคโนโลยีการผลิตพัฒนาไปเป็นอย่างมาก ทำให้ผู้ใช้สามารถเลือกซื้อทีวีที่มีขนาดใหญ่ขึ้นได้ในราคาที่ถูกลง ดังนั้นปัญหาเรื่องการหมุนของขาตั้งจึงแทบไม่ต้องใส่ใจ ผู้ใช้ควรมาพิจารณาถึงเรื่องมุมมองของทีวีแทน ฉะนั้นก่อนเลือกซื้อผู้ใช้ควรลองดูมุมมองด้านข้างของทีวีด้วย ว่าให้ภาพเป็นอย่างไร สีสันเป็นอย่างไร แตกต่างจากการมองตรงกลางมากน้อยแค่ไหนด้วย
6. ดีไซน์
หากจะพูดว่าทีวีนั้นไม่ได้ต่างอะไรกับเฟอร์นิเจอร์ก็คงไม่ผิดนัก เพราะทีวีเครื่องแรกมักจะถูกจัดวางอยู่ที่ห้องนั่งเล่น ดังนั้นการเลือกดีไซน์ของทีวีให้เข้ากับเฟอร์นิเจอร์ก็ถือว่าเป็นศิลปะอย่างหนึ่ง ดังนั้นแต่ละแบรนด์นอกจากจะใส่เรื่องภาพแล้วยังคิดคำนึงถึงการดีไซน์ที่ถูกใจผู้ใช้ด้วย แต่ก็อย่างว่าแหล่ะครับเรื่องดีไซน์มันขึ้นอยู่กับแต่ละบุคคล เพราะความชอบแต่ละคนก็ไม่เหมือนกัน
7. ขนาดของจอภาพ (ปัจจัยสำคัญมาก)
เชื่อว่าหลายๆคนที่เคยซื้อทีวีไปแล้วพอใช้ไปซักพักจะเจอปัญหา “จอหด” คือทีวีที่มีอยู่ที่บ้านมันดูเล็กเหลือเกินทั้งๆ ที่ตอนซื้อเราก็ว่าใหญ่แล้วนะ ทางผู้เขียนแนะนำให้ซื้อขนาดที่ใหญ่ และเป็นขนาดที่ “ใหญ่แบบพอเหมาะ” ไม่ใช่ใหญ่จนเกินไปจนสายตากวาดไม่ทั่วประหนึ่งนั่งแถวหน้่าสุดในโรงหนัง หากมีระยะดูซัก 1.5-2.0 เมตรขึ้นไปก็แนะนำระดับ 55″ ขึ้นไป หรือหากมีระยะรับชมซัก 3.0 เมตรก็แนะนำขนาด 75″ ขึ้นไปได้ ยิ่งขนาดใหญ่ก็ยิ่งเป็นการขยายขอบเขตความสุขในการรับชมให้มากยิ่งขึ้น และเป็นการซื้อทีเดียวจบด้วยครับ