ข้ามไปที่เนื้อหา
|

ปรับภาพนั้น…สำคัญไฉน !!! ความสำคัญของการปรับภาพและเทคนิคการปรับภาพเบื้องต้น

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 18 Nov 2025

 

เนื่องด้วยเว็บไซต์ LCDTVTHAILAND ก็มีอายุอานามหลายปีแล้ว ด้วยประสบการณ์ที่สั่งสมมา กระผมนายโรมันเองเลยขอเขียนบทความพิเศษ “สอนเทคนิคการปรับภาพทีวีเบื้องต้น” ให้กับสมาชิกครับ ครั้นจะเขียนรีวิวทดสอบสินค้าแบบปกติก็รู้สึกจะธรรมดาไปสักนิดครับ เอาเป็นว่าใครใช้พวก OLED / LED / LCD TV หรือ Plasma TV (ยังมีอีกไหม?) อยู่ที่บ้านในตอนนี้สามารถลองเอาไปปรับเล่นดูได้ครับ

ภาพที่ดีคืออะไร?

เชื่อเหลือเกินว่าโดยทั่วไปแล้วเมื่อเราเดินไปที่แผนกเครื่องใช้ไฟฟ้าโซนทีวี เห็นภาพที่แบรนด์ทีวีชั้นนำต่างเปิดเรียงรายกันด้วย Content ระดับเทพที่ทำมาเพื่อการแสดงหน้าร้านโดยเฉพาะ ส่วนใหญ่เป็นพวกการ์ตูนหรือหนังตัวอย่าง ที่ได้รับการปรับให้มีความสดจัดจ้าน เน้น Sharpness สูงเสียจนคมแต่แข็ง พวกเราจะคิดว่า “ทีวีตัวนั้นภาพดี” แต่ในความเป็นจริงแล้วมันไม่ใช่ครับ ภาพที่ดีคือ “ภาพที่เหมือนหรือใกล้เคียงกับต้นฉบับ อาทิเช่นฟิล์มภาพยนตร์ หรือไฟล์ดิจิทัลต้นฉบับ ในสตูดิโอนั่นเอง”

หากให้เปรียบเทียบกับพวกเครื่องเสียงก็คือ เครื่องเสียงที่ดีจะต้องสามารถถ่ายทอดรายละเอียดออกมาให้เหมือนกับนักร้องมา “ร้องสด” ต่อหน้าเราจริงๆ หรือหากเทียบกับแผ่น CD Audio ก็คือเสียงที่เหมือนกับเวลาที่นักร้องกำลัง “บันทึกอยู่ในสตูดิโอ หรือคอนเสิร์ตฮอลล์” นั่นแหละครับ แต่ส่วนใหญ่คนทั่วไปจะเข้าใจว่าเครื่องเสียงที่ดีจะต้องถ่ายทอดเสียงแบบคมชัดสุดๆ เสียงร้องชัดๆ คมๆจัดๆ เสียงใส เบสกระหึ่ม เหมือนกับที่ร้านเครื่องเสียงบางแห่งมักจะเซ็ตอัพให้เราได้ลองฟังกัน

 

ทำไมต้องปรับภาพ ?

แน่นอนครับทีวีที่ออกมาจากโรงงานมักจะปรับภาพหรือเซ็ตอัพให้สดสว่างๆ ชัดจัดจ้าน ซึ่งแน่นอนว่าภาพมันจะ “เกินจริง” เหตุผลเพราะว่าภาพมันจะได้ “เรียกร้องความสนใจ” เมื่อแรกเห็น กับลูกค้าที่เดินเข้ามาภายในบูธของแบรนด์ทีวีนั้นๆ ครับ เครื่องเสียงเช่นเดียวกันกับเครื่องเสียงหากเซ็ตอัพให้ฟังแล้วคมชัดๆจัดจ้านตั้งแต่ต้น บางทีลูกค้าอาจจะมีความรู้สึก “ว้าว” กับ First Impression ที่ได้สัมผัส ดังนี้ภาพที่ได้ในตอนแรกมักไม่ถูกต้องครับ กล่าวได้ว่าพวก Contrast, Brightness, Color, Sharpness และค่าตัวช่วยเรียกร้องความสนใจด้านภาพอื่นๆ จะ “ถูกเร่งมาสูงเกินจริงเสมอ” เราต้องเข้าใจด้วยว่าภาพแบบนั้นมันเหมาะกับการโชว์ในห้างร้านอย่างเดียว

ประโยชน์ของการปรับภาพ

1.ได้ภาพถูกต้องเฉกเช่นที่ “ผู้กำกับต้องการสื่ออออกมาให้เราได้เห็น” :: นั่นหมายถึงเราจะเข้าถึงอารมณ์และความหมายของหนังที่แท้จริงได้ ยกตัวอย่างเช่นหากเราดูหนังเรื่อง 300 ขุนศึกพันธุ์สะท้านโลก เกี่ยวกับการต่อสู้ในสมรภูมิของนักรบสปาร์ตันที่มีกำลังพลเพียงแค่ 300 คนเท่านั้น สังเกตได้ว่าโทนแสงสีของหนังจะออกแนวกึ่งโมโนโทน ค่อนข้าง “ทะมึนทึมทึบ” ทั้งหุบเขา ต้นไม้ ใบหญ้า เพื่อจะสื่อให้เห็นบรรยากาศแห่งความ “หดหู่” และ “กดดัน” ในสภาวะสงคราม หนังจึงมีอารมณ์บีบหัวใจเป็นอย่างมาก บางท่านไม่เข้าใจโทนแสงสีแบบนี้และไม่ชอบอะไรที่ดูทะมึนๆ ก็จะไปปรับแสงสีให้ดูสดจัดจ้าน ไปเร่งค่า Brightness และ Contrast จนโอเว่อร์ ภาพที่ได้ก็จะเกินจริงกว่าที่ผู้กำกับต้องการสื่อออกมาให้เห็น

ในขณะเดียวกันหนังเรื่อง AVATAR จะสังเกตได้ว่าโทนแสงสีของต้นไม้ ใบหญ้าในป่า Pandora นั้นมีความจัดจ้าน เขียวชอุ่ม ทะเลสาบสีน้ำเงินเข้ม ท้องฟ้าก็สีฟ้าสดใส นี่คือสิ่งที่ผู้กำกับ “เจมส์ คาเมรอน” ต้องการสื่อออกมาให้เห็นความ “อุดมสมบูรณ์” ในป่า Pandora ในช่วงที่ไม่มีเหล่า “มนุษย์” เข้ามารุกราน แต่บางท่านชอบแนวภาพนวลตา อาจไปลดความสดอิ่มของสี ให้มันดูจืดๆ ลง เพราะเข้าใจว่า ระดับสีสันที่นวลตาให้ความรู้สึกเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่อย่าลืมว่านี่เป็นการอ้างอิงจากสิ่งที่พบเห็นในชีวิตประจำวัน มิได้รวมถึง “จินตนาการ” จากสิ่งที่ไม่มีอยู่จริง หากปรับแบบนี้ก็จึงเป็นการบิดเบือนภาพที่ผู้กำกับต้องการสื่อให้เราได้รับรู้

2. นำไปใช้เป็นค่ากลางในการอ้างอิงเปรียบเทียบประสิทธิภาพของจอแบบตัวต่อตัวได้ :: แน่นอนว่าหากจะเอาทีวีมาเปรียบเทียบกันแบบตัวต่อตัวแล้ว หากเราไม่ปรับภาพให้ถูกต้องตามมาตรฐานอุตสาหกรรมวีดีโอก่อนหละก็ ทีวีตัวเป็นแสนก็สามารถแพ้ทีวีตัวละไม่กี่หมื่นได้ ยิ่งทำงานทางด้านรีวิวสินค้าแบบนี้ ซึ่งต้องฟันธงและให้คะแนนทีวีแต่ละตัว ก็ยิ่งต้องปรับภาพให้ถูกต้องเป็นมาตรฐานเดียวกันเสียก่อนครับ

หลักการปรับภาพ 4 ข้อ (อ้างอิงจากสถาบัน Imaging Science Foundation “ISF”)

1. Dynamic Range :: คือการปรับ Brightness และ Contrast เพื่อให้จอสามารถแสดงรายละเอียดในที่มืดและที่สว่างออกมาได้อย่างครบถ้วนเต็มศักยภาพ นี่เป็นส่วนที่สำคัญที่สุดของการปรับภาพ

2. Color Saturation :: คือการปรับระดับความสดอิ่มของสี ให้ถูกต้องเป็นธรรมชาติ ไม่สดเกินไป และไม่จิดเกินไป โดยเราจะปรับค่า Color และ Tint

3. Colorimetry :: ความถูกต้องของสี แบ่งเป็น 2 ส่วนได้แก่ 1) White Balance : การกำหนดให้อุณหภูมิสีใกล้เคียง 6500°K ซึ่งจะทำให้ White balance หรือสมดุลสีขาวอยู่ตรงจุด D65 White Balance อันเป็นการอ้างอิงอุณหภูมิสีของแสงจากดวงอาทิตย์ตอนเที่ยงตรง เป็นแสงสีขาวที่ใช้อ้างอิงว่าเป็นแสงสีขาวที่ถูกต้องในแง่สมดุล ไม่ใช่ขาวอมน้ำเงิน อมเหลือง หรือขาวอมเขียว เป็นต้น 2) Color Space หรือ การอ้างอิงความสัมพันธ์ของขอบเขตและความถูกต้องของแม่สีหลัก RGB และแม่สีรอง CMY

4. Resolution :: คือการปรับ Aspect Ratio หรือ Picture Size ของทีวี (สัดส่วนภาพ) ให้แสดงภาพแบบ 1:1 Pixel Matching ได้ คือ Input มากี่พิกเซล ก็สามารถ Output ออกจอต้องเท่ากับจำนวน Input แบบเป๊ะๆ เพื่อมิให้บิดเบือนรายละเอียด รวมไปถึงพื้นที่การแสดงภาพ

 

 

เตรียมความพร้อมก่อนการปรับภาพ :: Pre-Calibration

1. แผ่น Digital Video Essential :: แผ่นปรับภาพที่มีความแม่นยำสูง แถมใช้งานง่ายมากด้วย มี Pattern เอาไว้ปรับภาพ และทดสอบภาพดีๆ เยอะแยะไปหมด ผมเองก็เริ่มเรียนรู้การปรับภาพจากแผ่นนี้เหมือนกัน

2. กำหนดโหมดภาพสำเร็จรูปของจอภาพ ให้เป็นโหมดที่มีอุณหภูมิสีใกล้เคียงกับ 6500°K หรือ White Balance ใกล้เคียงกับจุด D65 มากที่สุด โดยส่วนมากจะเป็นโหมด Expert / Professional / Cinema / Movie / Custom ซึ่งแต่ละแบรนด์จะใช้ชื่อเรียกต่างกัน แต่ให้จำง่ายๆ คือ ให้เลือกโหมดที่แปลว่า โหมดปรับเอง หรือโหมดภาพยนตร์ครับ ค่าอุณหภูมิสีมักจะใกล้เคียง 6500°K บวก-ลบไม่เกิน 500°K ถือว่าใกล้เคียงต้นฉบับในสตูดิโอในระดับที่รับได้ ! รวมถึงการปิดตัวช่วยภาพเช่น Dynamic Contrast / Dynamic Color / Edge Enhancement / Light Sensor ทิ้งให้หมดเพื่อให้ค่าภาพที่ได้มี “ความนิ่ง” ในการอ้างอิง “ไม่แปรผัน” ตามสภาพแวดล้อมและคอนเทนต์

 

เริ่มปรับภาพ :: ค่าภาพต่างๆ ที่เราต้องปรับเพื่อบรรลุเป้าหมาย 4 ข้อข้างต้น

1. Brightness :: แปลว่า “ระดับของสีดำ” ค่านี้จัดได้ว่าเป็นหัวใจสำคัญที่สุดของการปรับภาพเลยก็ว่าได้ หากท่านเคยเจอปัญหาภาพ “ดำจม” หรือ “รายละเอียดในที่มืดแสดงไม่ชัดเจน” ไปจนถึง “ดำลอย” คือ สีดำที่ขาดน้ำหนัก ไม่ดำจริง นั่นหมายถึงเราปรับระดับ Brightness ไม่ถูกต้อง  หากปรับ Brightness มากไป สีดำจะไม่ดำสนิท ออกดำสว่าง ดำอมเทา หากเป็น Plasma TV บางรุ่นก็จะเกิดเม็ด Noise ยิบๆขึ้นมาเป็นของแถมด้วย *_* ในทางกลับกันหากเราปรับ Brightness น้อยเกินไป รายละเอียดในที่มืดก็จะจมหายไป หรือที่เราเรียกกันว่า  “ดำจม” นั่นแหละครับ

หมายเหตุ :: ศัพท์อื่นๆที่ใช้แทน Brightness ได้แก่ Shadow Detail และ Black Level

      Brightness มากไป = ดำเทา        Brightness น้อยไป = ดำจม             Brightness ถูกต้อง

Pattern เอาไว้ทดสอบระดับ Brightness ขั้นตอนคือ 
ปรับระดับ Brightness ของจอภาพจนเห็นแถบดำ ซ้าย-ขวา ด้านละ 3 แท่ง

จากนั้นปรับลดระดับ Brightness ลงจนแท่งริมสุด (ดำเข้ม) กลืนเข้ากับพื้นหลัง 
จะเห็นว่าแถบเทา 2 แท่ง ทั้ง 2 ด้าน ยังมองเห็นได้อยู่

ปรับถูกต้อง :: จะเห็นแถบสีเทาด้านละ 2 แท่ง เท่านั้น ! ระดับ Brightness จะเป็นตำแหน่งที่แถบดำเข้มจะกลืนไปกับพื้นหลังพอดี
ปรับมากไป :: แถบสีดำเข้ม (ริมสุด) จะโผล่มา ผลคือ พื้นหลังจะไม่ดำสนิท กลายเป็นดำสว่างอมเทาไปซะงั้น
ปรับน้อยไป :: จะกระทบกับแถบสีเทาหายไป เท่ากับเป็นการลดทอนรายละเอียดในส่วนมืดให้มองเห็นได้ลำบากขึ้น กล่าวคือ รายละเอียดในฉากมืดจม จึงมองไม่เห็นในส่วนที่ควรจะเห็น

2. Contrast :: แปลว่า การเปรียบต่าง แต่สำหรับจอภาพจะเกี่ยวเนื่องกับ “ระดับสีขาว หรือความสว่าง” (การปรับระดับความสว่างสูงขึ้นจะทำให้ความเปรียบต่างของระดับสีขาวและดำของจอภาพเพิ่มขึ้น) แต่ค่ายทีวีแทบทุกเจ้าดันแปลว่า ความคมชัด หรือ ความเข้ม ซึ่งถือว่าเป็นการสื่อสารที่ไม่ถูกต้องเสียทีเดียว หากเราปรับระดับ Contrast สูงมากจนเกินไป จะส่งผลให้รายละเอียดการไล่ระดับสีขาวจะขาวโพลนไปทั้งหมด ในขณะที่หากเราปรับ Contrast น้อยเกินไป สีขาวที่ได้ก็จะหม่นๆ แบบขาวขุ่น ไม่ได้ขาวจั๊วะ แถมภาพยังจะดูมืดๆ เสียอีก แต่เป็นข้อโชคดีของเราอย่างหนึ่งเพราะว่าทีวีในปัจจุบันนี้ (ไม่นับรวมถึง โปรเจ็กเตอร์) จะสามารถปรับ Contrast ปรับเต็ม 100 หรือกดเต็มแม็กซ์ได้โดยไม่เกิดอาการขาวโพลนครับ  แต่ถ้าหากเป็นพวก Projector หากเราปรับเต็มแม็กซ์แล้วรับรองว่าภาพขาวโพลนเกิดขึ้นแน่นอนเพราะสามารถเร่ง Contrast ภาพให้สว่างได้มากกว่าทีวี (แรงกว่า…ว่างั้นเถอะ !) เพราะฉะนั้นหากจะปรับ Contrast ใน Projector ก็ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ !

 

Pattern ไว้เช็ค Contrast ขั้นตอนคือ ปรับระดับ Contrast สูงที่สุด 
ในขณะที่ไม่ส่งผลถึงระดับสีขาว 2 แท่ง ริม (ต้องเกือบจะกลืนกัน แต่ยังคงแยกแยะได้เล็กน้อย)

ปรับถูกต้อง ::ที่ให้แท่งสีขาว 2 แท่งสุดท้ายมีระดับที่สังเกตความต่างกันได้เล็กน้อย

ปรับมากไป :: หากปรับ Contrast มากไปจะสังเกตได้ว่าแท่งสีขาวด้านริมๆจะขาวโพลนกลืนกันไปหมดเลยผลลัพธ์หากเป็นการแสดงภาพจริงก็เช่นตัวอย่างเสื้อขาวโพลนข้างต้น

*อีกจุดหนึ่งที่สำคัญ คือ ระหว่างปรับ Contrast ต้องสังเกตแถบสี Grayscale ในภาพทั้งหมด โดยจะต้องมีสมดุลสีคงที่ ไม่ผิดเพี้ยน หากมีแถบใดแถบหนึ่งที่มีเฉดสีเปลี่ยนแปลงไปในทางที่แย่ลง ต้องทำการปรับลด Contrast ลง

 3. Color / Tint ::  Color คือ “ความสดอิ่ม” ของสีสันโดยรวมทั้งหมด หากปรับมากไปสีสันก็จะสดโอเว่อร์จนเกินจริง เช่นใบหน้าติดแดง หญ้าเขียวฉ่ำเกินไปเหมือนในนิยาย ในขณะที่ปรับน้อยไปสีก็จะจืดชืดเกินไป  หรือหากลดระดับลงไปสุดๆ ให้เหลือ 0 จะกลายเป็นภาพขาวดำทันทีครับ ในส่วนของ Tint เป็นการปรับความสัมพันธ์ระหว่างสีแดงกับสีเขียว โดยส่วนมากแล้วจะเอาปรับ “สีผิวของคน”  (Skin Tone) ให้ถูกต้อง หากปรับมากไป (R) สีผิวของคนจะ “อมแดง” ในขณะที่ปรับน้อยไป (G) สีผิวของคนจะกลายเป็น “อมเขียว” เหมือนไอ้ยักษ์เขียว Hulk ซะงั้น ^ ^ อย่างไรก็ตาม จากที่ผมได้มีโอกาสทดสอบทีวีมาหลายยี่ห้อหลายรุ่น ทีวียุคนี้ถือว่าเซ็ตค่า Tint มาค่อนข้างดีตั้งแต่ต้น โดยแทบไม่ต้องปรับแก้ไขอะไรเพิ่มเติมเลย ดังนี้เรามาดูการปรับค่า Color อย่างเดียวก็พอ

Pattern จาก DVE อันนี้เอาไว้ทดสอบความถูกต้องของค่า Color

4. Color Temperature :: แปลว่า “อุณหภูมิสี” หากเราปรับอุณหภูมิสีถูกต้องที่ 6500°K (K=Kelvin) จะได้ “สมดุลสีขาว” หรือ “White Balance” ที่ถูกต้องเฉกเช่นเดียวกับจอมอนิเตอร์ในสตูดิโอซึ่งผู้กำกับเอาไว้ใช้ดูภาพเวลาตัดต่อ Master นั่นแหละครับ  ศัพท์เทคนิคของนักปรับภาพระดับโปรเฟสชั่นแนล เรียกจุดสมดุลสีขาวที่ถูกต้องว่าจุด “D65” ซึ่งตัวเลข 6500°K นั้น เป็นค่าอุณหภูมิแสงสีที่ “ดวงอาทิตย์” ส่องแสงสว่างในเวลา “กลางวัน” โดยถือว่าแสงขาวที่ได้รับจากดวงอาทิตย์ในช่วงเวลานี้เป็นแสงสีขาวที่ใช้ในการอ้างอิงสำหรับการมองเห็น จึงใช้เป็นมาตรฐานในอุตสาหกรรมวีดีโอ และ Digital Imaging รวมถึงมาตรฐานที่เกี่ยวข้อง ผมมีตัวอย่างจาก “หลอดไฟ” แม้มาตรฐานการส่องสว่างของหลอดไฟจะแตกต่างจากจอภาพอยู่บ้าง แต่ใช้เปรียบเทียบให้เห็นภาพว่าในแต่ละช่วงอุณหภูมิสีของแสงขาวนั้น จะติดโทนสีอื่นแตกต่างกันออกไป

ข่าวร้ายคือการวัดอุณหภูมิสีอย่างแม่นยำนั้น มิอาจฟันธงด้วยตาเปล่าได้ จึงจำเป็นต้องมีอุปกรณ์และซอฟท์แวร์ปรับภาพระดับโปรโฟสชั่นแนลพร้อมมิเตอร์ไว้วัดค่าต่างๆ เข้ามาช่วย ซึ่งมีราคาค่อนข้างสูงและใช้งานค่อนข้างยากสำหรับมือใหม่หรือคนทั่วไป อย่างไรก็ตามในเบื้องต้นมิใช่ว่าเราจะไม่สามารถได้ White Balance จากจอภาพที่ใกล้เคียงกับค่าอ้างอิงได้ โดย “เคล็ดลับ” ก็คือการเลือกตัวเลือกตั้งค่าในส่วนของ “Color Temperature” ให้ถูกต้อง ซึ่งปกติจะให้มาดังต่อไปนี้

กราฟแสดงอุณหภูมิสี :: ดูแนวเส้นอ้างอิงตรงกลางได้ว่า Color Temperature ในแต่ละช่วง °K เช่น 10000K / 6500K / 4800K / 2850K มีโทนสีขาวที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน

แต่เป้าหมายสำหรับมาตรฐานการอ้างอิง คือราว 6500K โดยอ้างอิงร่วมกับ RGB Balance เพื่อความเที่ยงตรงสูงสุด !!!

White Balance & Color Space:: เครื่องมือที่ใช้ในการอ้างอิง White Balance และ Color Space คือ Gamut CIE Chart ตำแหน่งกรอบสี่เหลี่ยมสีขาว คือ จุดอ้างอิงขอบเขตการแสดงสีที่ถูกต้องตามมาตรฐานอุตสาหกรรมวีดีโอของ “แม่สีหลัก” (Red Green Blue) และ “แม่สีรอง” (Cyan Magenta Yellow) / ส่วนจุดสีเหลี่ยมสีขาวตรงกลางเรียกว่า “จุดสมดุลแสงขาวที่ถูกต้อง” หรือ “D65” นั่นเอง (ก็จุดอ้างอิงในแนวเส้นอุณภูมิสีที่ 6500K) การปรับและวัดค่าทั้ง 2 อย่างนี้จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ปรับภาพและวัดค่าภาพช่วยเพื่อความเที่ยงตรง แต่ไม่ต้องกังวลเพราะผมมีแนวทางพื้นฐานที่ง่าย และประหยัดกว่าในการอ้างอิงอุณหภูมิสีที่ถูกต้องแบบคร่าวๆ

Color Temperature Mode :: ใช้แบบไหนดี ?

5.1 Cool :: โทนเย็น สีขาวจะติดอมน้ำเงิน สังเกตว่าสีขาวจะขาวโอโม่ติดน้ำเงินหน่อยเหมือนเสื้อนักเรียก โดยโทนนี้มักจะอยู่ในโหมด Vivid หรือ Dynamic ที่สว่างสุด

5.2 Neutral :: โทนเย็นกลางๆ สีขาวจะติดอมฟ้าเล็กน้อย โดยโทนนี้มักจะอยู่ในโหมดภาพสำเร็จรูปอย่าง Standard (บางค่ายใช้ว่า Normal หรือ Medium)

5.3 Warm :: โทนสีอุ่น สีขาวจะติดอมเหลืองแดงเล็กน้อย  โดยอุณหภูมิสีแบบ Warm นี้มักจะอยู่ในโหมด Movie/Cinema/Custom/Professional/Expert หรืออาจจะรวมถึงโหมด Photo ในบางยี่ห้อ (ต่างแบรนด์ก็ต่างชื่อเรียก) ซึ่งเป็นโหมดที่ให้อุณหภูมิสีและสมดุลสีขาวใกล้เคียงกับมาตรฐานอุตสาหกรรมวีดีโอมากที่สุด !!!
 **อุณหภูมิสีจะอยู่ที่ประมาณ 6000K-7000K หากเป็นทีวีตัวเทพๆ อาทิเช่น Sony HX925 รุ่นท็อปปี 2011 มันก็ Hit ที่ 6500K เลย จะบวกลบไม่เกิน 50K เท่านั้น (เทพมาก) วิธีการไม่มีอะไรซับซ้อนเลย เพียงแค่ปรับเป็นโหมด Custom พร้อม Scene ภาพแบบ Cinema 1 และ Color Temperature แบบ Warm 1 โดยผมเองและทีมงานก็ได้สาธิต “วัดอุณหภูมิสี” เจ้า Sony ตัวนี้ให้ดูกันสดๆ ในงานบรรยายของ LCDTVTHAILAND ในงาน BAV HI-END SHOW 2012 ที่โรงแรมแลนด์มาร์คสุขุมวิท ที่ผ่านมา แนะนำหากจะ ใช้เป็นจอภาพอ้างอิง ไว้ดูหนัง Blu-ray, แหล่งโปรแกรม HD หรือใช้เป็นมอนิเตอร์ระดับโปร ให้ใช้โหมดนี้เลย !!!

 

5. Resolution – Aspect Ratio or Picture Size :: แปลว่า “สัดส่วนภาพ”  เช่นหนัง Blu-ray เรื่อง AVATAR มีความละเอียดต้นฉบับที่ 1920 x 1080 พิกเซล เราจะทำอย่างไรให้ทีวีนั้นแสดงภาพ 1920 x 1080 พิกเซล ออกมาครบทุกเม็ดทุกหน่วย ไม่ขาดไปแม้แต่พิกเซลเดียว หรือถูกบิดเบือนขนาด และอัตราส่วนให้บิดเบี้ยว รวมถึงรายละเอียดขอบภาพไม่โดน Crop ตัดหายไป ซึ่งมีศัพท์ทางเทคนิคเรียกว่า 1:1 Pixel Matching โดยผมเองได้สรุปชื่อเรียกสัดส่วนภาพที่ถูกต้องของแต่ละแบรนด์มาให้แล้วดังต่อไปนี้

สัดส่วนภาพที่ “ถูกต้อง” 1:1 Pixel Matching (แนะนำเวลาดูหนัง หรือใช้งานเป็นมอนิเตอร์)

LG = Just Scan
Philips = Unscaled
Panasonic = 16:9 แล้วไปปิด Overscan เป็น Off
Samsung = Screen Fit
Sony = Full Pixel
Sharp = Dot by Dot
Toshiba = Native

ในขณะที่สัดส่วนภาพที่มีชื่อว่า “16:9” เหมือนจะเป็นชื่อที่ถูกต้อง ก็แหมสัดส่วนเดียวกับทีวี Widescreen 16:9 ของเราเลยหนิ แต่หารู้ไหมว่า “คดีพลิก” !!! ทำให้หลายท่านเข้าใจผิดไปยกใหญ่ เพราะโหมด 16:9 มักจะเป็นโหมดที่ “Crop ภาพ” ทั้งด้านบน, ด้านข้างและด้านล่างไปซัก 2.5%-5% ทำให้ขอบภาพในแต่ละด้าน “หายไปหน่อยนึง” เหตุผลที่แบรนด์ทีวีต่างๆมักใช้โหมดนี้เป็น “ค่าแรกเริ่ม” ตั้งแต่ต้นก็เพราะบริเวณขอบภาพของฟิล์มภาพยนตร์ และวิดีโอ ในอดีตมักจะมีรอยขีดเขียน หรือรอยจากพวกมาร์กเกอร์ ทำให้ขอบภาพดูไม่สะอาดและไม่เรียบร้อย จึงตั้งให้โหมด 16:9 Crop ส่วนขอบนี้ทิ้งไปตั้งแต่ต้นซะเลย ขณะเดียวกันก็ใช้เป็น “โหมดขยายภาพให้เต็มจอ 16:9” เมื่อรับชมกับคอนเทนต์อัตราส่วนอื่น (เช่น 4:3)


ปรับไม่ถูกต้อง :: รูปประกอบข้างบนเป็นการเลือกสัดส่วนภาพของทีวีที่โหมด 16:9 จะพบว่าโดน Crop ขอบภาพหายไปประมาณ 2.5%-5 (สังเกตว่าเส้นกรอบสี่เหลี่ยมที่เขียนว่า safe action 5% จะหลุดขอบออกไป)

ปรับถูกต้อง :: หากปรับสัดส่วนภาพแบบ 1:1 Pixel Matching ภาพจะไม่ถูก Crop แม้แต่นิดเดียว แสดงออกมาทุกพิกเซล สังเกตจากเม็ดสีดำๆตรงกลาง บริเวณขอบด้านบนและด้านข้าง จะโผล่ไล่ระดับให้เห็นครบถ้วน

6. Resolution – Sharpness :: ถึงแม้จะแปลว่า “ความคมชัด” แต่หากปรับค่านี้มากไปจะทำให้ภาพขึ้นขอบจนแตก เป็นรอยหยัก ออกเรื้อนแบบหยาบกร้าน หรือมีวุ้นขาวๆ เรืองตามขอบภาพ พร้อมทั้ง Noise ไม่พึงประสงค์ต่าง ๆ ที่แฝงมากับคอนเทนต์จะปรากฏขึ้นมาให้เห็นชัดเจนขึ้น แต่ถ้าหากปรับน้อยไป ภาพก็จะออกแนวนุ่มนวล เบลอ มัว มน ไม่คมชัด เรามาดูผลเสียของปรับ Sharpness ไม่ถูกต้องตามรูปดังต่อไปนี้

ปรับถูกต้อง :: Pattern นี้นอกจากเอาไว้ทดสอบ Aspect Ratio แล้ว ยังใช้ทดสอบ Sharpness ในเบื้องต้นได้ครับ หากปรับมากไปจะมีวุ้นเรืองๆสีขาวเกิดขึ้น ตามขอบเส้น ปรับให้ถูกต้องพอดีพวกวุ้นเรืองๆ จะหายไป

ปรับภาพให้ถูกต้อง VS ถูกใจ

คำถามนี้เป็น “คำถามโลกแตก” รองมากจาก LCD หรือ Plasma อะไรดีกว่ากัน? ซึ่งได้สร้างดราม่ามานานหลายปีติดต่อกัน ผมคงไม่อาจกำหนดให้ทุกท่านเชื่อในสิ่งที่นำเสนอมานี้ เพราะอย่างไรเสียความชอบส่วนบุคคลถือเป็นสิ่งที่มิอาจประเมินได้ แต่ขอสรุปแบบนี้นะครับว่า ประโยชน์สำหรับผู้ชมทั่วไป ในการปรับภาพถูกต้องจะช่วยให้เรา “ตอบโจทย์” ของ “ผู้กำกับหนัง” ที่ต้องการสื่อออกมาให้เราได้รับทราบ ในมุมมองของผมคือ เราจะเข้าใจถึงอรรถรสของหนังอย่างถ่องแท้มากยิ่งขึ้น ไม่มีบิดเบือนในรายละเอียดของภาพที่หายไปรวมถึงโทนแสงสีที่ผิดเพี้ยนไปจากต้นฉบับ แนวภาพจะเป็นโทนอุ่นถูกต้องตามมาตรฐานสตูดิโอ ดูแล้วสบายตา ภาพเป็นธรรมชาติมาก (หากผู้กำกับต้องการสื่อออกมาอย่างนั้น) สังเกตให้ดีว่าแนวภาพแบบถูกต้องเช่นนี้จะใกล้เคียงกับโรงหนังมากครับ และประโยชน์สำหรับผู้ทำงานด้านจอภาพโดยตรง อย่างเช่นสตูดิโอที่จำเป็นต้องปรับตั้งค่าจอมอนิเตอร์เพื่อใช้อ้างอิงในการผลิตหนังออกมา ตลอดจนนักออกแบบกราฟิก ช่างภาพ นักทดสอบ ฯลฯ ที่จำเป็นต้อง “อิงมาตรฐานความถูกต้อง” ผ่านจอภาพ เช่นเดียวกับการทดสอบของ เว็บ LCDTVTHAILAND และนิตยสาร Videophile ที่ต้องทำการเปรียบเทียบทีวี และฟันธงคุณภาพของจอว่าตัวไหนดีกว่ากัน? ย่อมจำเป็นต้องปรับภาพให้เป็นมาตรฐานเดียวกันซะก่อน จึงจะตัดสินได้

อย่างไรก็ตาม หากให้พิจารณากันใน “มุมมองของผู้ใช้ทั่วไป” ทีวีก็คือเครื่องใช้ไฟฟ้าที่สร้างความสุขให้กับเรา ภาษาอังกฤษยังจัดให้อยู่ในหมวด Home Entertainment ที่แปลว่า ความบันเทิงภายในบ้านเลย ! หากเราปรับภาพแบบถูกต้องแล้วรู้สึกว่ามันนวลไป ดูธรรมชาติไปซักนิด แล้วไปเร่งแสงสี คอนทราสท์ให้สดขึ้น อยากให้ภาพจากจอมันดูสดใสจัดจ้าน มีชีวิตชีวา ก็สามารถเลือกปรับภาพให้ถูกใจเช่นนี้ได้ ถ้าหากมันเป็นส่วนหนึ่งที่ให้ความสุขกับท่านได้มากกว่าก็ถือว่าแนะนำอย่างยิ่งครับ (บางกรณีผมก็ชอบนะ อิอิ) ดังนี้การไปยึดติดกับหลักการและความถูกต้องมากเกินไปอาจจะ “ไม่ตอบโจทย์” ในเชิงปฏิบัติเสียทีเดียว สรุปคำตอบของคำถามดราม่าว่า ให้ลองปรับภาพทั้ง 2 แบบทั้งแบบ “ถูกต้อง” และ “ถูกใจ” ดูเสียก่อน แล้วลองดูหนังไปหลายๆ เรื่อง ลองเปรียบเทียบภาพกันว่าเราชอบแบบไหนมากกว่ากัน? แบบไหนสร้างความสุขให้เราได้มากกว่ากัน? หากเราสามารถตอบโจทย์ข้อนี้ได้แล้ว ผมเชื่อว่าทุกท่านสามารถ “บรรลุความสุขที่แท้จริง” จากทีวีตัวโปรดของท่านได้ แต่หากจะก้าวข้ามความชอบส่วนบุคคลไปถึงขั้น “อ้างอิง” ยังไงเราก็ต้องมี “มาตรฐาน” ครับ !

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้