คุณภาพจัดเต็ม รีวิว OLED55C6T รองรับทั้ง HDR10 และ Dolby Vision

ก่อนจะอ่านรีวิวนี้ผมต้องขอบอกก่อนนะครับว่า OLED55C6T ที่ทางเราได้รับมาทดสอบเป็นตัวทดสอบยังไม่ใช่ตัววางจำหน่ายจริง ดังนั้นพวกฟีเจอร์ ซอฟต์แวร์ หรือการแสดงศักยภาพเรื่อง “ภาพ” จะเป็นรองรุ่นที่วางจำหน่ายจริงอยู่บ้าง รวมไปถึงคำอธิบายพอร์ต ช่องต่อต่างๆ บริเวณด้านหลังเครื่องก็จะไม่มีเช่นกัน ถึงอย่างนั้นความประทับใจในเรื่องของความดำสนิท สีสัน ก็สามารถสะกดผมที่นั่งดูอยู่ได้อย่างง่ายๆ เลย รวมไปถึงรุ่นนี้ได้นำเอาจุดเด่นทั้งในปัจจุบัน และในอนาคตทุกอย่างมาไว้รวมกัน ไม่ว่าจะเป็นการสตรีมมิ่ง ความละเอียดภาพถึงขีดสุด ดีไซน์จอโค้ง รวมไปถึงฟีเจอร์ HDR ที่จะช่วยสร้างอรรถรสให้กับผู้ชมได้มากยิ่งขึ้น

OLED55C6T ราคาเปิดตัวอยู่ที่ 129,990 บาท
– Size 55″
– HDMI 2.0
– USB 3.0
– OLED Panel
– UHD Resolution 3840×2160
– Support HDR10, Dolby Vision
– Smart TV WebOS 3.0
– Media Playback
– Passive 3D
Design – การออกแบบ
งานดีไซน์ของ C6T รุ่นนี้ดูจะไม่หนีกับรุ่นที่ออกมาก่อนหน้าสักเท่าไหร่ ฐานตั้งยังคงเป็นรูปทรงสีเหลี่ยมผืนผ้าสีเงินด้านลงลานเส้นทรงโค้ง มุมขวาล่างของฐานติดคำว่า OLED สีเงิน ดูดีมีระดับ เหนือขึ้นไปเป็นแผ่นคริสตัลใสแบบหนาคงทนแข็งแรงใช้เป็นที่ยึดติดระหว่างจอทีวี กับฐานตั้ง ถ้าเข้าใจไม่ผิดแนวคิดของคนออกแบบน่าจะอยากให้เหมือนกับว่ากรอบจอมันลอยอยู่บนอากาศเวลาที่ผู้ชมกำลังรับชมภาพอยู่ และเนื่องจากโคงสร้าง OLED นั้นเม็ดพิกเซลสามารถให้กำเนิดแสงได้ด้วยตัวเอง ทำให้ตัวจอมีความบางกว่าแบบ LED ในรุ่นนี้ยังเป็นจอโค้งอีกด้วย แต่เท่าที่ผมดูองศาในการโค้งดูจะไม่โค้งมากขนาดที่เพิ่มอรรถรสให้กับผู้ชมได้มากมาย คิดว่าทาง LG น่าจะออกแบบทรงโค้งนี้เพื่อลดแสงสะท้อนจากจอเสียมากกว่า แต่อย่างไรก็ต้องลองชมกับภาพจริงๆ ว่าความโค้งขนาดนี้ให้ผลขนาดไหน?

ดูเผินๆ แล้วเหมือนกับว่าทีวีมันลอยอยู่เลยใช่ไหมล่ะ!!

กลางจอด้านล่างใต้โลโก้มีไฟแสดงสถานะ

ตัวฐานเคลือบผิววัสดุสีดำด้าน แต่ก็ยังแอบเงา พร้อมโลโก้ OLED แบบนูนต่ำ

มุมด้านข้าง เห็นแบบนี้ไม่ใช่ทีวีมันเบี้ยวนะ เป็นเพราะดีไซน์จอโค้ง

องศาการโค้งไม่มากเกินไป และไม่น้อยเกินไป ช่วยลดแสงสะท้อน
Connectivity – ช่องต่อ
ช่องต่อของรุ่นนี้แบ่งออกเป็นสองส่วนตามสมัยนิยมครับคือด้านท้ายเครื่อง กับด้านข้าง ย้ำกันอีกครั้งว่ารุ่นนี้เป็นตัวทดสอบฉะนั้นไม่ต้องแปลกใจครับว่าทำไมไม่มีคำอธิบายแต่ละพอร์ตกำกับไว้ ในตัวที่วางจำหน่ายจริงจะมีบอกอย่างแน่นอน

ช่องต่อส่วนที่ 1

ช่องต่อส่วนที่ 2
ช่องต่อทั้งหมดของ OLED55C6T
HDMI 2.0 x 3
Antenna x 1
Optical Digital x 1
Ethernet x 1
AV x 1
USB 2.0 x 2
USB 3.0 x 1
Headphone x 1
Wi-Fi Built In
Picture – ภาพ
OLED55C6T เครื่องนี้มีความละเอียดภาพ 3,840 x 2160 หรือก็คือ 4K, UHD สุดแท้แต่จะเรียก อีกทั้งยังรองรับทั้ง HDR 10 และ Dolby Vision น่าเสียดายครับที่ในปัจจุบันการจะหาคอนเทนท์แบบ 4K HDR แบบเป็นกลาง นี่ยากเย็นแสนเข็ญเสียเหลือเกินในบ้านเรา ดังนั้นสิ่งที่พอจะทดสอบให้เห็นภาพกันได้จริงๆ จังๆ ก็จะเป็นการแสดงผลภาพจากคอนเทนท์ความละเอียดแบบ Full HD ซึ่งยังถือว่าเป็นความละเอียดหลัก ที่ทุกๆ คนสามารถหามาเปิดได้ มีติดไว้อยู่ทุกบ้าน
เริ่มแรกผมคว้าแผ่น The Revenant มาทดสอบก่อนเลย ภาพในเรื่องนี้ส่วนใหญ่จะอยู่ในโทนทึมๆ มืดๆ และมีฉากเคลื่อนไหว แพนกล้องค่อนข้างเยอะ ทำให้สามารถดูเรื่องการแสดงรายละเอียดในที่มืด ภาพเคลื่อนไหว ได้ง่าย คือแค่ฉากแรกตอนที่แพนต้นไม้กลางป่า เส้นขอบต้นไม้ไม่ขาด มีความต่อเนื่องลื่นไหล และเมื่อดูไกลไปอีกหน่อยก็จะพบกับฉากที่พระเอกของเรารำลึกถึงอดีต ช่วงนี้ในภาพเดียวกันจะมีความเปรียบต่างของแสงค่อนข้างมาก หากทีวีเครื่องไหนที่ไล่ระดับสีดำได้ไม่ดีจริงก็จะเห็นภาพเป็นปื้นๆ ทุกรายไป แต่กับ OLED55C6T รุ่นนี้ขอให้วางใจครับ เพราะเนื่องจากเม็ดพิกเซลแต่ละเม็ดสามารถให้กำเนิดแสงได้ด้วยตัวเอง จึงทำให้การไล่ระดับสีดำ การแสดงความสว่างแต่ละตำแหน่ง เป็นไปอย่างที่ภาพที่มันควรจะเป็นตรงตามจุดประสงค์ที่ผู้กำกับภาพต้องการ ไม่ขาด ไม่เกิน แนวภาพของรุ่นนี้มีความเป็นธรรมชาติสูงมาก ไม่สดจี๊ดจ๊าดแต่มีความอิ่มเข้ม สามารถรับชมภาพได้นานไม่ทำให้เหนื่อยล้า โดยโหมดภาพที่ผมใช้รับชมก่อนการปรับภาพนั้นก็คือโหมด ISF Expert Dark ซึ่งเหมาะกับห้องปิด ไม่มีแสงจากภายนอกรบกวน แต่ถ้าท่านผู้อ่านไม่มีห้องปิดแบบนี้ก็สามารถใช้โหมด ISF Expert Bright ได้ครับ ทั้งสองโหมดนี้ให้อุณหภูมิสี โทนภาพใกล้เคียงกัน ต่างกันหลักๆ ที่ระดับความสว่างของ OLED Light และระดับ Gamma เท่านั้น ซึ่งทั้ง 2 โหมด Default Color Temperature คือ Warm2

ส่วนเปรียบต่างแสงเยอะขนาดนี้ ทีวีก็ยังขุดรายละเอียดมาให้เห็น

ภายในปีนี้ความเปลี่ยนแปลงเรื่องภาพที่เพิ่มเข้ามาก็คือโหมดภาพอัตโนมัติที่มีความยืดหยุ่นกับผู้ใช้มากขึ้น จากเดิม ISF Expert 1, ISF Expert 2 ค่าทุกค่าจะเหมือนกันซึ่งผู้ใช้จะต้องมาปรับแต่งเอง แต่ในปี 2016 นี้สองโหมดภาพ ISF ดังกล่าวจะกลายเป็นเป็น ISF Expert (Bright) และ ISF Expert (Dark) จุดต่างหลักๆ ก็คือระดับความสว่างของภาพ อย่างที่บอกไปในตอนต้น และที่มีเพิ่มเข้ามาก็คือโหมด HDR Effect ซึ่งจะเป็นการจำลองให้ภาพจากคอนเทนท์ธรรมดากลายเป็นคอนเทนท์แบบ HDR มีตัวเลือกย่อยให้ปรับสามระดับคือ Low, Middle และ High แต่จากการทดสอบ พบว่าการจำลองนี้ให้ผลที่ไม่ดีเท่าไหร่นัก เพราะทำจุดที่สว่างหม่นลง ระดับสีดำดูเป็นปื้นมากกว่าเดิม ฉะนั้นใช้โหมด ISF เหมือนเดิมจะดีกว่า แต่เพื่อให้ได้ภาพที่ดีที่สุด และต้องการอยากจะรู้ว่าเจ้า OLED55C6T เครื่องนี้ขุมพลังที่แท้จริงมันมีอยู่แค่ไหน ผลจากการปรับภาพทำให้ได้อุณหภูมิสีที่เพอร์เฟกต์ 6498K สาเหตุที่ทำได้ขนาดนี้เพราะตัวเครื่องมีเมนูการปรับแต่งค่าได้อย่างลึกซึ้ง ปรับไฟล์จูนค่า White Balance ได้ถึง 20จุด รองรับการปรับค่า CMS ได้อย่างละเอียด ที่สำคัญ รองรับมาตรฐานขอบเขตสีของ DCI P3 ได้เกิน 95% ซึ่งทำได้เหนือกว่า 4K/UHD OLED TV เจนฯ ก่อนอย่างมีนัยสำคัญ

ค่าก่อนปรับภาพ ที่วัดด้วยโหมด ISF Expert Bright ใช้ Color Temp เป็น Warm 2 ก็จัดว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี

โหมดเดียวกัน แต่เมื่อปรับจูน CMS, White Balance ต่างๆ แล้ว ค่าอุณหภูมิสีเพอร์เฟกต์มาก!!
สำหรับท่านไหนที่ชื่นชอบความมืดสนิท ถือว่าท่านได้มาถูกทางแล้วที่สนใจ OLED TV เพราะด้วยความที่โครงสร้างพิกเซลให้กำเนิดแสงได้ด้วยตัว แม้จะปิดไฟมืดสนิทแล้วดูภาพเราจะไม่เห็นอาการแสงลอดแต่อย่างใด ความดำสนิทกลับจะยิ่งขับเน้นความดุดัน และสีสัน ให้ดีมากยิ่งขึ้น

ทดสอบอาการแสงลอด กินขาดนิ่มๆ ไปเลยถ้าเป็น OLED
OLED55C6T รุ่นนี้รองรับคอนเทนท์แบบ HDR ด้วย ทั้ง HDR 10 (HDR10 คือ มาตรฐานภาพ HDR ที่ถูกพัฒนามาจาก HDR ธรรมดา) และ Dolby Vision (Dolby Vision คือระบบภาพ HDR ที่มีการพัฒนาในทิศทางของ Dolby) ปัจจุบันเรายังไม่ทราบนะครับว่าภาพ HDR จากทั้งสองระบบนี้แตกต่างกันยังไง แบบไหนดีกว่ากัน แต่จุดประสงค์หลักของทั้งสองก็คือต้องการให้ภาพที่ฉายออกมามีความใกล้เคียงกับที่ตามนุษย์เห็นได้มากที่สุด ไม่ว่าจะเป็นสีสัน การไล่เฉดสี โดยเฉพาะส่วนที่สว่างที่สุด กับส่วนที่ดำมืดที่สุดในภาพ โชคดีครับที่เราได้คอนเทนท์สาธิตทั้งสองแบบมาจากทาง LG ย้ำนะครับว่ามันเป็นคอนเทนท์สาธิต ดังนั้นคอนเทนท์นี้จึงบอกเรื่องอะไรเกี่ยวกับภาพไม่ได้ เนื่องจากภาพในคอนเทนท์มันถูก “ดัดแปลง” มาตั้งแต่ต้นนั่นเอง แต่สิ่งที่บอกได้จริงๆ ก็คือ ตัวเครื่องรองรับ HDR และ Dolby Vision ได้จริงไม่มีโมเม สังเกตได้จากตอนเปิดคอนเทนท์ HDR ตัวทีวีจะมีโหมดภาพสำหรับปรับแต่งภาพ HDR แต่ละแบบมาให้โดยเฉพาะ อีกทั้งทีวีก็จะมีการแจ้งเตือนว่า “คุณกำลังรับชมคอนเทนท์ HDR แบบนั้นๆ อยู่” คราวนี้ก็มารอดูในอนาคตกันว่าคอนเทนท์ HDR จะเริ่มแพร่หลายเมื่อไหร่
ปล.เล่นผ่านช่อง USB 3.0 ของทีวีนะครับ

เปิดกับคอนเทนท์ HDR, HDR 10 ก็จะมีป๊อบอัพเด้งขึ้นมาแจ้งเตือนที่บริเวณมุมขวาบน
ส่วนด้านซ้ายมือตรง Info ก็จะมีรายละเอียดไฟล์กำกับไว้ว่าเป็น 3840×2160 HDR

คอนเทนท์สาธิต HDR ในรูปแบบ Dolby Vision ก็จะมีป๊อบอัพแจ้งเตือนขึ้นมาเช่นเดียวกัน
อีกทั้งบริเวณด้านซ้ายที่แสดง Info ก็จะมีคำว่า Dolby Vision แสดงขึ้นมากำกับไว้ด้วย

รุ่นนี้รองรับภาพสามมิติด้วยนะครับ ค่าเดิมๆ นี่ดีมากอยู่แล้วไม่ต้องปรับแต่งอะไร ลอยเด้งๆ เลย

ดูดิจิตอลทีวีภาพก็คมชัด จอใหญ่ 55 นิ้ว ความละเอียด 4K ไม่ได้เกินกำลังระบบอัพเสกลภาพแต่อย่างใด
คนที่สนใจ OLED TV หรือที่กำลังศึกษาอยู่คงจะพอรู้กันบ้างแล้วว่า OLED TV นั้นก็มีโอกาสเกิด Burn In (โอกาสนี้น้อยมากครับ น้อยกว่า Plasma TV) เผื่อคนที่มาใหม่จะไม่รู้ว่ามันคืออะไร เพราะ Plasma TV ได้ตายจากไปแล้ว อาการ Burn In นั้นก็คือเป็นอาการที่ภาพติดค้างที่หน้าจอ ยกตัวอย่างเช่นเวลาเราเปิดฟรีทีวีมันก็จะมีโลโก้ของช่องนั้นประจำอยู่ตำแหน่งเดิมตลอดเวลาใช่ไหมครับ เมื่อเราดูช่องนั้นหลายชั่วโมงเข้า โลโก้นั้นก็มีโอกาสติดค้างที่หน้าจอ ตามหลอกหลอนเรื่อยไป ไม่ว่าจะดูหนังจากบลูเรย์ หรือฟรีทีวีจากช่องอื่น เพื่อป้องกันอาการนี้ หรือในกรณีที่มีอาการเกิดขึ้น ทางผู้ผลิตจึงเพิ่มฟีเจอร์ “Clear Panel Noise” เข้ามาแก้ปัญหา

ถึงแม้ว่ามันจะเกิดยากแต่ก็ใช่ว่าจะไม่มี ถือว่าดีมากที่ผู้ผลิตอย่าง LG ให้ฟีเจอร์นี้มา
Sound – เสียง
สำหรับทีวีระดับนี้เรื่องพลังเสียงก็ต้องถูกคาดหวังมากเป็นเงาตามตัว OLED55C6T มีกำลังขับเสียง 40Watts จากลำโพง 4 ตัว ตำแหน่งการวางลำโพงก็อยู่ในตำแหน่งมาตรฐานของทีวีทั่วไป คือจัดวางในรูปแบบ Down Filling ยิงเสียงจากลำโพงสะท้อนกับชั้นวาง เสียงสะท้อนนั้นค่อยส่งมายังผู้ฟัง ด้วยกำลังขับที่มากทำให้พลังของเสียงที่ออกมาสามารถครอบคลุมห้องนั่งเล่นของท่านได้อย่างสบายๆ อย่างช่วงที่ผมทดสอบในห้องปิดก็เปิดระดับเสียงประมาณ 20-25 ก็ฟังดังชัดจันเจนแล้ว ส่วนโหมดเสียงอัตโนมัติที่เครื่องนี้ให้มา ที่แนะนำกันเลยก็จะมี Cinema กับ Standard เพราะฟังแล้วเสียงกลางยังคงชัด เสริมกับเสียงต่ำที่มีให้ได้ยินเป็นระลอกแม้จะไม่เต็มอิ่มเหมือนรุ่นสูงกว่าที่มีลำโพงซับวูฟเฟอร์ แต่ก็บังเกิดเป็นความกลมกล่อม ฟังเพลงก็ได้ ดูหนังก็ดี

Standard กับ Cinema สองโหมดนี้ขอแนะนำ หรือจะใช้โหมดอื่นก็ไม่ว่ากัน เพราะความชอบแตกต่างกันอยู่แล้ว
Extra – เพิ่มเติม
สำหรับในปี 2016 นี้ WebOS ถูกอัพเกรดเป็นเวอร์ชัน 3.0 ซึ่งมียูสเซอร์อินเตอร์เฟซคงเดิมแต่เพิ่มเติมลูกเล่นเข้ามา แต่จะมีอะไรบ้างเดี๋ยวจะพาชมกันไปเป็นข้อๆ ตรงนี้ผมขอพูดถึงเรื่อง “User Experience” ก่อนว่ามันต่างจากเวอร์ชันเก่ายังไง เริ่มจากอุปกรณ์ที่ใช้ในการควบคุมก่อนซึ่งก็คือรีโมท ในปีก่อนหน้านี้ในรุ่นสมาร์ท LG จะให้รีโมทคอนโทรลมาด้วยกันสองแบบคือรีโมทแบบปกติที่มีปุ่มตัวเลข และเมจิครีโมทที่มีลูกกลิ้งควบคุมแบบ Air Mouse (ทีวีเครื่องเดียวปาไป 2 รีโมท) บวกกับในปัจจุบันเรามีรีโมทอะไรมากมายเต็มไปหมด มีรีโมททีวีแล้ว 2 รีโมทบลูเรย์ 1 รีโมทกล่อง Set-Top-Box 1 รีโมทเครื่องเล่นไฟล์อีก 1 รวมๆ แล้วก็มีรีโมททั้งหมด 5 อันเข้าไปแล้วดูวุ่นวายสุดๆ แต่รีโมทรุ่นใหม่ของ LG ได้นำเอารีโมทแบบธรรมดา + เมจิครีโมท เอามาไว้ด้วยกัน นอกจากนี้ยังสามารถทำให้ตัวเองกลายเป็นรีโมทควบคุมกล่อง Set Top Box ได้ด้วย เท่ากับว่าลดการใช้งานรีโมทอื่นๆ ลง จาก 3 เหลือแค่ 1

รีโมทแบบใหม่ทำได้ทุกสิ่ง!!
ฟีเจอร์แรกที่เพิ่มมาใหม่ใน WebOS 3.0 คือ Multiview ฟีเจอร์นี้จะคล้ายๆ กับ Picture in Picture แต่ถูกอัพเกรดขึ้นมา โดย Multi View นี้จะเป็นการนำภาพจากแหล่งสัญญาณสองแห่งขึ้นมาฉายพร้อมๆ กัน โดยผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะฉายภาพจากแหล่งสัญญาณใด การแสดงภาพก็จะเป็นในลักษณะแบ่งหน้าจอออกเป็นสองฝั่ง ส่วนเสียงก็จะเลือกจากแหล่งสัญญาณหลักที่ผู้ใช้ได้เลือกไว้

Multi view เลือกอินพุตได้หลากหลาย

การแสดงผลจะแบ่งออกเป็นสองฝั่งเท่าๆ กัน
อีกฟีเจอร์ที่เพิ่มมาและเหมาะกับคนดูหนังสายฮาร์ดคอร์มากๆ เลยก็คือ Magic Zoom ฟีเจอร์นี้จะช่วยขยายภาพบนจอทีวีให้มีขนาดใหญ่ขึ้น โดยสามารถขยายภาพได้สูงที่สุดถึง 300% โดยที่ภาพสูญเสียรายละเอียดน้อยมาก ทำให้คอหนังสามารถค้นหา Easter Egg ในฉากนั้นๆ ได้อย่างชัดเจน ทะลุปรุโปร่ง

ซูมดูเข็มวินาทีสักหน่อยสิ ทายกันถูกไหมว่ามาจากเรื่องอะไร?
เพิ่มทางเลือกในการควบคุมทีวี แชร์ภาพ ผ่านทางแอปพลิเคชัน LG TV Plus ซึ่งแอปนี้มีให้ดาวน์โหลดทั้งในบนระบบปฏิบัติการ Android และ iOS โดยก่อนการใช้งานผู้ใช้จะต้องมั่นใจว่าระหว่างทีวีกับอุปกรณ์สมาร์ทดีไวซ์ ได้เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกัน ซึ่งถ้าทุกอย่างถูกต้องตัวแอปจะค้นหาทีวีบนเครือข่ายเจอได้โดยอัตโนมัติ แอปนี้สามารถทำแทนรีโมทได้ทุกอย่าง ไม่ว่าจะเปิดแอพส์ คุมแอร์เมาส์ ทำ Screen Mirroring หรือจะตั้งเวลาเปิดเครื่องก็ยังได้






แอปพลิเคชันส่วนใหญ่ไม่แตกต่างจากของเดิมมาก แต่เพิ่มเติมคือความลื่นไหลในการใช้งาน และที่เด็ดคือมี Netflix ไว้ใช้ดูภาพยนตร์ 4K ได้
อย่างไรก็ดีในระหว่างการทดสอบ WebOS 3.0 ก็มีบัคเล็กๆ น้อยๆ ให้เห็นอยู่บ้าง เช่น ไม่ยอมโหลดแอปพลิเคชัน เป็นต้น ซึ่งอาการนี้พบเห็นได้เป็นระยะๆ ตลอดเวลาการใช้งาน โดยส่วนตัวแล้วผมมองว่าปัญหานี้น่าจะมาจากตัวรุ่นที่ทางเราได้รับมาเป็นตัวที่ใช้ในการทดสอบ ยังไม่ใช่ตัวที่วางจำหน่ายจริง ดังนั้นจึงยังมีบัคเหล่านี้ให้เห็นอยู่ซึ่งถือเป็นเรื่องปกติครับ เพราะขนาดระบบปฏิบัติการอื่นๆ ที่วางจำหน่ายแล้ว ยังมีบัคให้เจอ นับอะไรกับตัวทดสอบ จึงต้องมีให้เห็นมากกว่าปกติ
Conclusion – สรุป

LG OLED55C6T ราคาเปิดตัว 129,990 บาท
ข้อดีของ LG OLED55C6T
1.ดีไซน์แม้จะดูคล้ายกับรุ่นปีก่อนหน้าอย่าง EG920T อยู่บ้าง แต่ก็ถูกปรับปรุงขึ้น ตัวฐานมีความดุดัน จุดยึดแน่นหนาแข็งแรงกว่าเดิม
2.โหมดภาพอัตโนมัตอย่าง ISF Expert ที่เดิมก็ดีอยู่แล้ว ถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น ค่าของแต่ละโหมดคำนึงถึงสภาพห้องของผู้ใช้แต่ละคน ว่าอยู่ในห้องปิด (ISF Expert Dark) หรือห้องเปิด (ISF Expert Bright) ก็สามารถเลือกใช้ได้อย่างเหมาะสม
3.รองรับระบบ HDR10, HDR และ Dolby Vision ว่าง่ายๆ ครอบคลุม HDR ทุกแบบ
4.เมื่อเปิดคอนเทนท์แบบ HDR จะมีโหมดภาพเฉพาะแบบ HDR ให้ปรับแต่ง แยกเป็นส่วนๆ ไปเลยว่าเป็น HDR ประเภทไหน HDR10 หรือ Dolby Vision
5.เมจิครีโมทแบบใหม่ ลดทอนความยุ่งยากในการใช้งาน ใช้ควบคุมกล่อง Set Top Box ได้ด้วย
6.ฟีเจอร์ที่เพิ่มเข้ามาใน WebOS 3.0 ช่วยเพิ่มประสบการณ์ใหม่ๆ ให้กับผู้ใช้ เช่น Magic Zoom ไว้ขยายภาพในจุดที่ต้องการ และยังทำงานได้รวดเร็วมากขึ้นอย่างเห็นได้ชัด เมื่อเทียบกับเวอร์ชันก่อนหน้า
7.ดีไซน์จอโค้งให้บรรยากาศภาพโอบล้อมกำลังดี และช่วยลดแสงสะท้อนได้
ข้อเสียของ LG OLED55C6T
1.โหมดภาพ HDR Effect ให้ผลได้ไม่ดีเท่าโหมด ISF Expert ซึ่งต้องปรับปรุงพัฒนาต่อไป
2.โหมด ISF ลดความเที่ยงตรงของสมดุลสีลง ภาพจะติดเหลืองอมเขียวหน่อยๆ แต่หลังจากปรับภาพแล้วให้ค่าที่เพอร์เฟกต์ทีเดียว
3.WebOS 3.0 ในตัวที่ได้รับมาทดสอบ เป็นเวอร์ชันที่ยังไม่สมบูรณ์เท่าไหร่ บัคต่างๆ ยังมีให้เห็น คาดว่าตัววางจำหน่ายจริงจะดีกว่านี้
4.รีโมทแบบใหม่ ดูจะกินพลังงานของแบตเตอรี่มากกว่าเดิมระดับหนึ่ง
สรุป
OLED55C6T ถือเป็นทีวีที่รองรับความขีดสุดทั้งในปัจจุบัน และอนาคต แม้รูปลักษณ์ภายนอกเราจะไม่ได้ความเปลี่ยนแปลงอะไรมากมายนอก แต่สิ่งที่อยู่ข้างใน กลับเปลี่ยนไปหลายอย่าง โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเรื่องภาพ ที่นอกจากจะความละเอียดสูงสุด 3840×2160 แล้ว ยังรองรับ HDR ทุกรูปแบบ (HDR10, Dolby Vision) มีโหมดภาพอัตโนมัติที่เหมาะกับสภาพห้องของผู้ใช้แต่ละคน ด้านภาพเคลื่อนไหว และระดับความดำ ก็หายห่วงอยู่แล้ว เพราะเรื่องพวกนี้เป็นจุดเด่นที่สุดของ OLED TV ส่วนระบบปฏิบัติการก็ถูกพัฒนาให้ทำงานได้รวดเร็ว เพิ่มฟีเจอร์ต่างๆ เข้ามา ถึงแม้ว่าในรุ่นที่ผมได้ทดสอบจะยังมีบัค ทำให้เล่นติดๆ ขัดๆ บ้าง แต่โดยรวมถือว่าดีมากเลยทีเดียว
*มาตรฐานคะแนนปี 2016