มิดเอ็นด์สุดคุ้มค่า ! รีวิว Samsung UA48H6300 LED Smart TV ของดีเกินราคา
ทีวีระดับ “มิดเอ็นด์” ซึ่งมีราคาระดับกลาง ไม่ถูกไม่แพงจนเกินไปนักมักจะได้รับความนิยมจากแฟนๆเว็บมากที่สุด ครั้งนี้ผมมีโอกาสได้ทดสอบทีวีระดับกลางของ Samsung รุ่น UA48H6300AK เป็น LED Smart TV รุ่นใหม่ประจำปี 2014 โดยรุ่นนี้ให้ทุกอย่างมาสำหรับการใช้งานเน้น “ดูคอนเทนต์” หรือ “ดูรายการทีวี” โดยเฉพาะ เน้นคัดเลือกลูกเล่นที่จำเป็นมาผนวกใส่เช่นพวก Smart TV ที่เทียบเท่ารุ่นท็อป โดยเลือกตัดฟีเจอร์ที่คิดว่าไม่จำเป็นอย่าง 3D ออกไป มาดูกันซิว่าทีวีขนาด 48″ ตัวนี้กับราคาที่เปิดมา 29,990 บาทจะคุ้มค่าตัวหรือไม่ ?


Samsung UA48H6300AK (48″)
– LED TV
– Digital TV
– Full HD 1920 x 1080
– Soccer Mode
– 20 Watts Speaker Output
– HDMI x 4
– USB x 3
– ราคาเปิดตัว 29,990 บาท
ดีไซน์
Samsung UA48H6300AK มีดีไซน์อันเป็นเอกลักษณ์ของ Samsung ได้แก่ขาตั้งโครเมี่ยมแบบ 4 แฉกทำให้ดูเพรียวบางประหยัดพื้นที่ ขอบทีวีก็ยังบางเฉียบเช่นเคยแอบได้เอารมณ์ทีวีไร้ขอบ มีคิ้วโครเมี่ยมไล่ตามขอบจอด้านล่างเป็นรูปตัว V แบบกว้างๆ มีโลโก้ Samsung สกรีนไว้ตรงกลางด้านล่างของขอบจอ ดีไซน์โดยรวมมิได้ฉีกหนีคอนเซปต์ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมามากนัก ส่วนปุ่มกดด้านหลังมาในรูปแบบ “จอยสติ๊ก” ปุ่มเดียวทำได้หมดทุกอย่างใช้ง่ายกว่าพวกปุ่มเล็กหลายๆปุ่มด้วยซ้ำ ด้านรีโมทคอนโทรลก็เป็นดีไซน์ทรงอนุกรักษ์นิยม ใช้งานง่าย มีปุ่มลัดพวก Smart Hub และ Soccer Mode ไว้ให้ใช้งานได้อย่างรวดเร็ว


ช่องต่อ
สำหรับช่องต่อของ Samsung UA48H6300AK ถือว่าแอบใจป้ำกระหน่ำให้มาถึงแม้จะเป็นเพียง LED รุ่นกลางเท่านั้น โดยให้ HDMI มาถึง 4 ช่อง รวมถึงช่องต่อ USB 3 ช่อง ไม่ว่าจะใช้เสียบ HDD หรือพวกกล้องเว็บแคม เมาส์ คีย์บอร์ดไร้สายได้สบาย มีช่อง Antenna In เสียบสายอากาศรองรับ Digital TV ทันที ไฮไลท์คือมีระบบ WiFi Built-In รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายโดยไม่ต้องพึ่งพวก USB WiFi Dongle
– HDMI x 4
– USB x 3
– Component x 1
– AV x 1
– Optical Out x 1
– LAN x 1
– Antenna In x 1
– Audio 3.5 mm Out x 1

ภาพ
มาดูเรื่องภาพกันบ้าง Samsung UA48H6300AK มีความละเอียดหน้าจอระดับ Full HD 1920 x 1080 ใช้ชิพ HyperReal Engine ช่วยประมวลผลภาพ โดยแหล่งกำเนิดแสงใช้หลอดแบ็คไลท์แบบ Edge LED ทั้งนี้รุ่น H6300 ไม่ได้ให้ฟีเจอร์ภาพ 3 มิติมาให้ หากจะเล่นตัวที่มีภาพ 3 มิติต้องเขยิบขึ้นไปเล่นรุ่น H6400 ซึ่งจะมีระดับราคาสูงขึ้นไปอีกสเต็ป ซึ่งโดยส่วนตัวผมคิดว่าฟีเจอร์เรื่องภาพของเจ้า H6300 ก็มาเพียงพอคุ้มค่ากับราคาที่จ่ายไปมากอยู่แล้ว
โหมดภาพสำเร็จรูป : Picture Mode
มีทั้งหมด 4 โหมดได้แก่ Dynamic, Standard, Natural, Movie โดยโหมดที่วัดค่าแล้วเที่ยงตรงสุดคือโหมด Movie (ภาพยนตร์) แสงสีเป็นธรรมชาติ ใช้ดูหนัง ดูทีวีปกติได้เลย ค่อนข้างแนะนำอย่างแรงสำหรับผู้ใช้งานทุกท่าน ส่วนโหมดอื่นจะติดจัดจ้านขึ้นมาหน่อย อาจจะมีติดอมแดงไปบ้างในโหมด Natural ดังนี้ฟันธงโหมด Movie พร้อม Color Tone เป็น Warm 2 โอเคสุด อย่างไรก็ดีหากคิดว่าสีจืดไปหน่อยก็ลองโหมด Standard ดูก็ได้เช่นกัน ได้ความกระฉับกระเฉงเพิ่มขึ้นมาอีกเล็กน้อย

| Picture Mode | CTT | Gamma | Luminance | Backlight | Power |
| avg | avg | fL | W | ||
| Dynamic | 17674 | 1.39 | 96.5 | Max | 106 |
| Standard | 10606 | 1.91 | 74.2 | 14 | 80 |
| Natural | 10850 | 1.73 | 82.7 | Max | 95 |
| Movie | 7383 | 2.17 | 55.7 | 18 | 98 |
| Calibrated (Movie) | 6499 | 2.2 | 50.9 | 17 | 92 |
ค่า CTT = อุณหภูมิสี / Luminance = ความสว่าง ในโหมดภาพสำเร็จรูปต่างๆโดยโหมด Movie ให้ค่าอุณหภูมิสีใกล้เคียงกับค่าอ้างอิง D65 (6500K) มากที่สุด เลยแนะนำสำหรับการใช้งานจริง

Pre-Calibration โหมด Movie ค่า White Balance และ CMS อยู่ในเกณฑ์ดีใช้ได้

Post-Calibration ปรับภาพอย่างละเอียดด้วย 10p White Balance เป็นเรื่องที่ดีเพราะทีวี Samsung ช่วงปี 2013-2014 ปรับภาพง่ายมาก ขยับนิดๆหน่อยก็ลงล็อก ค่าออกมาดีมาก นำไปใช้เป็นมอนิเตอร์อ้างอิงได้แบบไม่ต้องเขินอาย
สัดส่วนภาพ : Picture Size
หากท่านดูหนัง HD แนะนำให้เลือกสัดส่วนภาพเป็น Screen Fit ซึ่งเป็นสัดส่วนที่ถูกต้องไม่มีครอปด้านข้างหายไป สำหรับการรับชมดิจิตอลทีวีก็แนะนำให้เลือกเปิดเป็น 16:9 ภาพที่ได้ก็จะเต็มจอ Widescreen พอดี

ทดสอบภาพ 2 มิติ
เลือกเปิดด้วยแผ่นหนัง Blu-ray เรื่อง The Avengers ซึ่งผมเองใช้อ้างอิงบ่อยมากเพราะมีทั้งสีผิวของตัวละครและบรรดาเสื้อผ้าหน้าผมที่สามารถโชว์ศักยภาพการแสดงสีสัน แนวภาพที่ได้เป็นสไตล์พาแนล VA ค่อนข้างชัดเจนคือออกแนว “ใส เปิดโปร่ง มีความสะอาดสะอ้าน” ดูแล้วสบายตาเป็นอย่างมาก เรื่องของสีสันอยู่ในเกณฑ์กำลังดี ไม่ได้สดจัดหรือเน้นสีหนักเข้มจนเกินควร ฉากต่อสู้ที่เหล่าทีมพระเอกเตรียมรวมพลสู้สับเอเลี่ยนต่างดาวให้สีสันที่สมจริง โมชั่นภาพค่อนข้างลื่นไหลจึงสามารถถ่ายทอดอารมณ์ตึงเครียดสลับกับผ่อนคลายได้อย่างมีจังหวะจะโคน รายละเอียดในที่มืดทำได้ดี อาการดำจงดำจมแทบไม่สังเกตเห็น การควบคุมพวก Noise ก็ทำได้อย่างน่าประทับใจ ไม่พบความหยาบกร้านที่มักเกิดขึ้นกับทีวีระดับกลาง ภาพที่ได้มี “ความเนียน” ประดุจผิวเด็ก (ก็ว่าไปนั้น) ส่วนเรื่องมิติภาพโดยส่วนตัวผมให้อยู่ในระดับสมราคากล่าวคือถึงจะมิได้อิ่มลึกทะลุทะลวงเหมือนพวกตัวท็อปแต่ก็มีความใกล้เคียงสูง อีกจุดที่ห้ามมองข้ามเลยคือด้วยความใหญ่ของจอขนาดถึง 48″ ที่มากกว่าพวกจอ 46″ และ 40″ อยู่อีกหนึ่งสเต็ป ซึ่งน่าจะใหญ่พอกับการรับชมระยะซัก 2 เมตรโดยไม่เจอโรคจอหดมารังควานได้ในภายภาคหน้า


สำหรับการทดสอบภาพเคลื่อนไหวด้วย Motion Plus ระดับต่างๆ ด้วยฉากของ Logan (Wolverine) ใน X-Men ภาค 2 ในฉากเดินลงบันไดจากระเบียงบ้าน พบว่าระดับ Clear ให้ภาพมีความลื่นไหลที่ดี โดยไม่ก่อให้เกิดวุ้นเรืองแสงเหมือนระดับอื่นที่สูงกว่าเช่น Standard / Smooth สรุปว่า Motion Plus เลือกได้ 2 แบบ คือแบบ Off ปิดไปเลยหรือระดับ Clear ได้ภาพที่ลื่นไหลและยังคงความเป็นธรรมชาติได้อยู่
สำหรับการคอนโทรล Backlight ตัว H6300 ไม่มีเมนูมาให้เลือกเปิด/ปิดฟีเจอร์ Local Dimming เหมือนพวกรุ่นพี่ Series 8 และ 9 จึงทำการทดสอบด้วยค่าปกติของโหมด Movie ซะเลย การคุมแสงด้วยตัวพาแนล VA ก็แอบทำได้ดีตั้งแต่ต้นอยู่แล้ว การใช้งานในทุกสภาพแสงจึงไม่มีปัญหาแต่อย่างใด จุดสำคัญคือการปรับระดับ Backlight เพิ่มลดให้เหมาะสมกับความสว่างของห้องอย่าให้จ้าตาหรือมืดทึมเกินไปนั่นเอง
หมายเหตุ: เราสามารถเล่นลูกเล่นประหยัดพลังงานอย่าง “Eco Solution” ทั้ง “Power Saving” โหมดประหยัดพลังงานหรือ “Eco Sensor” เซ็นเซอร์ปรับระดับสว่างของหน้าจออัตโนมัติ พวกนี้จะปรับระดับความสว่างขอจอให้เหมาะสม ช่วยถนอมสายตาและช่วยประหยัดไฟได้นิดหน่อย
การรับชมฟรีทีวีผ่าน Digital TV ก็สามารถเสียบสายอากาศแล้วกดจูนช่องพร้อมดูได้ทันที แนวภาพก็ใกล้เคียงกับการทดสอบดูหนัง HD กล่าวคือมีความเนียนสะอาด ดูโปร่งๆผ่อนคลาย โดยส่วนตัวผมว่าเป็นแนวที่คนส่วนมากชอบโดยเฉพาะผู้ใหญ่ที่มีอายุขึ้นมาหน่อย โดยโหมด Movie ยังคงดีที่สุดสำหรับการรับชม Digital TV



เสียง
ระบบเสียง Samsung UA48H6300AK ให้กำลังขับมา 20 Watts พร้อมส่งสัญญาณเสียงแบบ DTS 5.1 ผ่านช่องต่อ Optical เพื่อเชื่อมต่อชุดเครื่องเสียงภายนอก โหมดเสียงสำเร็จรูปมีเลือกให้ใช้งานหลายแบบทั้ง Standard, Music, Movie, Amplifly จากการทดสอบกับคอนเสิร์ตของวง Air Supply – Live in Hongkong โหมดเสียงที่ให้คุณภาพเสียงที่ฟังได้มากที่สุดคือโหมด Standard ให้ความสมดุลทุกย่านค่อนข้างถูกต้อง เสียงร้องของ Russell Hitchcock นักร้องนำจอมเก๋าซึ่งมีพลังเสียงเหลือล้นถือว่าฟังได้ จะเด่นที่กลางแหลม จะไม่ได้อิ่มเนื้อเหมือนพวกรุ่นใหญ่ที่ผนวกวูฟเฟอร์ฝังในมาให้ ส่วนโหมดอื่นอย่างพวก Music หรือ Movie จะเน้นบูสต์เสียงให้เด่นไปย่านใดย่านหนึ่งเป็นพิเศษ จึงมีโอกาสเกิดอาการเสียงจัดไปทางใดทางหนึ่งมากจนเกินไป คุณภาพเสียงโดยรวมผมให้อยู่ในเกณฑ์ปานกลางเพียงพอกับการใช้งานดูทีวีทั่วไป

เพิ่มเติม
1. Samsung Smart TV : ก็ยังคง “ขึ้นชื่อ” สำหรับแอพพลิเคชั่นทั้งไทยและเทศที่พาเหรดกันมาทั้งปริมาณและคุณภาพที่สำหรับ Samsung Smart TV ปี 2014 แอพส์ไทยยอดฮิตก็ได้แก่ Samsung Smart TV Showtime ซึ่งรวบรวมวีดีโอคอนเทนต์ทั้งหนัง, รายการทีวี, CTH ไว้ดูฟุตบอลพรเมียร์ลีก เป็นการก้าวข้ามขีดจำกัดของตัวทีวีว่าจะต้องดูดิจิตอลทีวีได้แค่ 48 ช่องเท่านั้น แต่นี่มีออนไลน์วีดีโอคอนเทนต์อีกเป็นตั้งรอท่านอยู่ ตลอดจนแอพ Samsung Karaoke ร้องเพลงจากค่าย GMM Grammy โดยตรงจากทีวี แอพส์เหล่านี้ก็ถือเป็นสิทธิประโยชน์ของผู้ใช้งาน Samsung Smart TV ซึ่งค่ายทีวีคู่แข่งจะไม่ได้มีมาให้ หรือหากมีก็มีปริมาณไม่เยอะเท่า


เป็นอีกหนึ่งจุดเด่นที่ Smart TV ค่ายอื่นยังทำไม่ค่อยได้




2. Screen Mirroring : คือฟีเจอร์นำภาพจากโทรศัพท์มือถือ Smart Phone ของท่านไปแสดงบนจอ Smart TV จอใหญ่ผ่าน WiFi Direct กล่าวคือตัวโทรศัพท์และตัวเครื่องทีวีเชื่อมต่อกันโดยตรงไม่ต้องผ่าน Router ตัวกลาง โทรศัพท์รุ่นที่ทำได้ส่วนใหญ่ก็ต้องเป็นรุ่นท็อปๆใหม่ๆหน่อยอย่างพวก Galaxy S4, S5, Note 3 เป็นต้น ส่วนวิธีการทำของรีวิวแบบละเอียดที่หน้า 5 นะครับ

สรุป
ข้อดี
1. ภาพ 2 มิติอยู่ในเกณฑ์ดีโปร่งใสสะอาดสบายตา (โดยเฉพาะโหมด Movie)
2. รองรับดิจิตอลทีวีอย่างสมบูรณ์ จูนปุ๊บดูได้ปั๊บ
3. ให้ HDMI มาถึง 4 ช่องถึงแม้เป็นแค่รุ่นกลางตาราง
4. ลูกเล่น Smart TV มีเยอะเทียบเท่ารุ่นใหญ่ แค่ไม่มีกล้องเว็บแคมมาให้ก็เท่านั้นเอง
ข้อเสีย
1. โหมดภาพอื่นๆที่ไม่ใช่ Movie เช่นโหมด Natural / Standard อาจมีติดกร้านและติดโทนแดงบ้าง
2. การตอบสนองการใช้งาน Smart TV มีหน่วงบ้างบางจังหวะ คาดว่า CPU ที่ใช้จะต่ำกว่ารุ่นท็อปๆ
3. ไม่มีเมนูให้เลือกเปิด/ปิดฟีเจอร์ Local Dimming
ผมบอกได้เต็มปากว่า “เชียร์” หากท่านที่กำลังมองหาทีวีระดับมิดเอ็นด์ขนาดใหญ่พอประมาณที่มีลูกเล่นและการใช้งานเพียงพอต่อการรับชมหนังและรายการทีวีทั่วไปโดยไม่ได้ใช้งานพวกทีวี 3 มิติว่าเจ้า Samsung UA48H6300AK “น่าเล่น” และ “ให้ความคุ้มค่าสูง”คุณภาพที่ได้กับราคาที่จ่ายไปถือว่าคุ้มราคา ภาพ 2 มิติได้แนวภาพใสสะอาด เนียนสบายตา ความคมชัดกำลังพอเหมาะ แถมไม่กั๊กเรื่องช่องต่อโดยให้ HDMI และ USB มาเยอะเท่ารุ่นท็อป ตลอดจนฟีเจอร์ Smart TV และแอพส์ต่างๆก็จัดมาให้ครบถ้วน ส่วนจุดที่ให้ติก็ขอบอกว่าไม่มีอะไรให้เป็นประเด็นเท่าไหร่กับทีวีระดับราคาขนาดนี้ แค่อยากให้เน้นเรื่องปรับโหมดภาพและเสียงให้ถูกต้องตามที่แนะนำไปเพื่อใช้ศักยภาพที่มีให้เต็มประสิทธิภาพขึ้นก็เท่านั้นครับ




