รีวิวชุดลำโพง Klipsch Reference Premiere 2018 ตอกย้ำตัวตนสไตล์อเมริกัน ไม่ลดความดุดันแต่เพิ่มความนวล

ด้วยความนิยมที่ได้กระแสตอบรับในแง่บวกอย่างล้นหลามจากทั่วโลก ทำให้ Klipsch ซีรีส์ Reference Premiere เป็นชุดลำโพงคุณภาพสูงที่มักเป็นซีรีส์แนะนำ สำหรับใครก็ตามที่ต้องการยกระดับการฟังให้ใกล้เคียงโรงภาพยนตร์ ตามนิยามประจำซีรีส์ คือ “ถ่ายทอดคุณภาพเสียงที่ถูกต้องตรงตามมาตรฐานอ้างอิง” ตรงตามความต้องการที่ผู้กำกับภาพยนตร์มากที่สุด
Klipsch Reference Premiere 2018
ซึ่งรีวิวครั้งนี้ก็เป็นชุดลำโพงซีรีส์ Reference Premiere เจเนเรชั่นล่าสุด ประจำปี 2018 ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นก่อนหน้า ปรับปรุงพัฒนา แต่ยังคงเอกลักษณ์ดั้งเดิมเอาไว้อย่างครบถ้วน ไม่ว่าจะเป็นดอกลำโพงวูฟเฟอร์สีทองแดง Cerametallic หรือดอกทวีตเตอร์ไทเทเนียมที่ครอบทับด้วย Tractrix® Horn เอกสิทธิ์เฉพาะ Klipsch ที่สามารถขับเสียงย่านแหลมได้แบบถึงพริกถึงขิงไม่เหมือนใคร เป็นต้น
ลำโพงในซีรีส์ Reference Premiere ประจำปี 2018 มีทั้งหมด 16 รุ่นด้วยกัน ได้แก่…
ลำโพงตั้งพื้นบิลต์อินลำโพงยิงฝ้า Dolby Atmos Enabled Speaker : RP-8060FA
ลำโพงตั้งพื้น จำนวน 4 รุ่น : RP-8000F, RP-6000F, RP-5000F และ RP-4000F
ลำโพงวางหิ้ง จำนวน 3 รุ่น : RP-600M, RP-500M และ RP-400M
ลำโพงเซ็นเตอร์ จำนวน 5 รุ่น : RP-504C, RP-404C, RP-600C, RP-500C และ RP-400C
ลำโพงเซอร์ราวด์ 2 ทางแบบ Bi-Pole จำนวน 2 รุ่น : RP-502S และ RP-402S
ลำโพงแขวนผนัง : RP-500SA
ส่วนชุดลำโพงที่นำมาทดสอบนั้น ประกอบด้วย…
ลำโพงตั้งพื้นรุ่น RP-8000F ราคา 65,900 บาท
ลำโพงเซ็นเตอร์รุ่น RP-504C ราคา 37,900 บาท
ลำโพงวางหิ้งรุ่น RP-600M ราคา 29,900 บาท
ลำโพงเซอร์ราวด์รุ่น RP-502S ราคา 45,900 บาท
ซับวูฟเฟอร์รุ่น SPL-120 ราคา 30,900 บาท
ซึ่งซับวูฟเฟอร์ที่เพิ่มเติมมา ก็เป็นรุ่นใหม่ประจำปีนี้เช่นกัน ใช้ชื่อซีรีส์ว่า SPL Series ทั้งหมดจะมีความแตกต่างจากเดิมอย่างไรบ้าง โดยเฉพาะพัฒนาการด้านเสียง มาเริ่มทำความรู้จักกันให้มากขึ้นเลย…
Design – การออกแบบ
หากดูรูปลักษณ์ภายนอก เอกลักษณ์ความเป็น Klipsch ทุกอย่างยังคงอยู่ครบถ้วน ปราดสายตาเพียงแว่บเดียว ก็รู้ได้ทันทีว่านี่คือชุดลำโพงจาก Klipsch อย่างแน่นอน ตู้ลำโพงยังคงใช้วัสดุ MDF ผิวไม้สีดำ ตัดด้วยดอกลำโพงสีทองแดง และเพิ่มรายละเอียดบางส่วนให้แตกต่างจาก Reference Premiere รุ่นปีก่อน ตรงที่บริเวณดอกลำโพงจะมีเส้นวงทองแดงล้อมกรอบเอาไว้ในลำโพงทุกรุ่นของปีนี้ ช่วยให้ดูสวยงาม ดูดีมีระดับมากขึ้น
ลำโพงตั้งพื้นรุ่นใหญ่สุดในซีรีส์ RP-8000F มีรูปโฉมที่ดูพรีเมี่ยมมากขึ้นกว่าเจนฯ ก่อนหน้าอย่างรุ่น RP-280F ตัวลำโพงมีขนาดใหญ่กว่าเดิมเล็กน้อย สัดส่วนอยู่ที่ 43.12” x 10.90” x 17.56” (สูง x กว้าง x ลึก) ส่วนฐานได้เปลี่ยนจากที่แบนราบกับพื้น เพิ่มขาตั้งขึ้นมา สร้างความมั่นคงแข็งแรงในการติดตั้ง

ซ้าย : Klipsch RP-8000F
ขวา : Klipsch R-820F
ดอกลำโพงยังคงซิกเนเจอร์ของตัวเองเอาไว้ ดอกทวีตเตอร์ไทเทเนียม LTS ขนาด 1 นิ้ว ได้เพิ่มช่องว่างด้านหลังดอกทวีตเตอร์ เพื่อสลายคลื่นเสียงตกค้าง ครอบทับด้วย Hybrid Tractrix® Horn เอกสิทธิ์เฉพาะ Klipsch ช่วยถ่ายทอดเสียงให้กระจากเปิดกว้าง ซึ่งฮอร์นนี้ใช้วัสดุเป็นซิลิโคน ผิวสัมผัสคล้ายยาง ช่วยในเรื่องของอะคูสติกเสียงที่มาจากทวีตเตอร์
ส่วนดอกวูฟเฟอร์ทองแดง Cerametallic จำนวน 2 ดอก ในรุ่น RP-8000F มีขนาด 8 นิ้ว โครงสร้างภายในนั้นยังคงใช้วัสดุที่เป็นส่วนผสมระหว่างโลหะและเซรามิกที่มีคุณสมบัติแข็งแแกร่งแต่น้ำหนักเบา ด้าน Voice Coil เป็นขดทองแดงพันรอบแกนไทเทเนียม บรรจุบนโครงสร้างเหล็กกล้า เพื่อความทนทานต่อช่วงชักจากแม่เหล็กตัวขับเสียง

หลังตู้ลำโพงของ RP-8000F มีช่องคายเสียงอยู่ทางด้านล่าง ใช้การออกแบบที่เรียกว่า Tractix port รูปทรงคล้ายกับ Tractix Horn ภายในบุด้วยใยสังเคราะห์ เพิ่มศักยภาพในการระบายมวลอากาศ ลดความผิดเพี้ยนของย่านเสียง ใกล้ๆ กันนั้นเป็นช่องต่อสายลำโพง Binding Post ชุบทองแบบ Bi-Wire รองรับสายลำโพงหัวกล้วย มีบริดจ์เชื่อมช่องต่อมาให้ด้วย สำหรับการใช้สัญญาณแบบ Single-Wire
ถัดมาที่ลำโพงเซ็นเตอร์ไซส์ยักษ์รุ่น RP-504C ขนาดตัวจะพอๆ กับเจนฯ ก่อนหน้า อยู่ที่ 6.81” x 31.13” x 14.46” น้ำหนักประมาณ 15 กก. แนะนำว่าควรใช้ขาตั้งลำโพงเซ็นเตอร์ที่มีความแข็งแรง รองรับต่อขนาดและน้ำหนักของ RP-504C รุ่นนี้ใช้ทวีตเตอร์ไทเทเนียม LTSขนาด 1 นิ้ว ครอบทับด้วย Hybrid Tractrix® Horn ส่วนวูฟเฟอร์ทองแดง Cerametallic มีจำนวน 4 ดอก เป็นขนาด 5.25 นิ้ว ใช้ช่องต่อ Binding Post แบบ Single-Wire

ด้านล่างคือลำโพงเซ็นเตอร์ RP-504C พระเอกของงานนี้
ส่วนลำโพงวางหิ้ง RP-600M ขนาดตัวจะกะทัดรัดขึ้นกว่า RP-160M ขนาดตัวอยู่ที่ 15.69” x 7.95” x 11.85” จัดวางติดตั้งสะดวกกว่าเดิม ใช้ดอกลำโพงทวีตเตอร์ไทเทเนียม LTS ขนาด 1 นิ้ว และวูฟเฟอร์ทองแดงขนาด 6.5 นิ้ว อย่างละ 1 ดอก ใช้ช่องต่อสายลำโพง Binding Post แบบ Bi-Wire เช่นเดียวกับลำโพงตั้งพื้น
อีกหนึ่งรุ่นที่โดดเด่นไม่แพ้กัน ลำโพงเซอร์ราวด์ Bi-Pole รุ่น RP-502S ใช้คู่ทวีตเตอร์ไทเทเนียม LTS ขนาด 1 นิ้ว และคู่วูฟเฟอร์ทองแดง Cerametallic ขนาด 5.25 นิ้ว ตัวตู้มีขนาด 13.85” x 11.88” x 7.49” น้ำหนักประมาณ 7 กก. สามารถติดตั้งได้ทั้งแบบวางหิ้งหรือแบบแขวน ซึ่งด้านหลังตัวตู้จะมีรูสำหรับแขวนผนังมาให้ด้วย

สิ่งที่พิเศษของชุดนี้ยังอยู่ที่ RP-500SA ลำโพง Dolby Atmos Enabled Speaker หรือลำโพงแยกชิ้นที่ออกแบบไว้สำหรับใช้งานกับระบบเสียงเซอร์ราวด์ด้านสูง Dolby Atmos ติดตั้งบนตัวลำโพงตั้งพื้น เพื่อยิงเสียงกระทบเพดานตกลงมายังตำแหน่งนั่งฟัง ซึ่งในรุ่นนี้ได้เพิ่มสวิตช์ทางด้านหลังตัวตู้ สลับจุดตัดเสียงสำหรับการติดตั้งแบบยิงขึ้นฝ้า หรือแบบแขวนผนัง

ปิดท้ายส่วนนี้ด้วยซับวูฟเฟอร์รุ่น SPL-120 ซึ่งอยู่ในซีรีส์ SPL เป็นรุ่นที่สูงกว่าซีรีส์ Reference ขึ้นมาอีกขั้น เป็นซีรีส์ซับวูฟเฟอร์ที่จับคู่กับ Reference Premiere โดยเฉพาะ จุดแตกต่างอยู่ที่รุ่นนี้บิลต์อินแอมป์คลาส D ไว้ในตัว ให้กำลังขับสูงสุดถึง 600W ขณะเดียวกันก็ประหยัดพลังงาน ในสถานะ Stand By ใช้ไฟต่ำกว่า 0.5W ดีไซน์ให้ยิงเสียงแบบ Front-Firing มี Bass Reflex อยู่ทางด้านหน้าเช่นกัน ขับเสียงผ่านดอกลำโพงทองแดง Cerametallic ขนาดใหญ่ถึง 12 นิ้วเลยทีเดียว ซึ่งตัวลำโพงมีขนาด 17.75” x 14.7” x 19.9” มีน้ำหนักประมาณ 20 กก.
ปุ่มควบคุมทางด้านหลังมีให้ครบครัน ได้แก่ ปุ่มเปิด/เปิด, ปุ่มสลับเฟส 0-180°, ปุ่มปรับจุดตัดเสียง และปุ่มเพิ่ม/ลดระดับ Gain ส่วนช่องต่อ RCA มีมาให้ 2 ช่อง สำหรับใช้งานแบบ 2-Ch และมี 1 ช่องที่รองรับ LFE นอกจากนี้ยังมีช่องต่อสำหรับใช้งานกับอุปกรณ์รับสัญญาณ Klipsch-WA2 ให้ผู้ที่ต้องใช้งานแบบไร้สายได้อัพเกรด
Setup – การติดตั้ง
การทดสอบครั้งนี้ได้ติดตั้ง 2 ระบบด้วยกันคือ 7.1-Ch และ 7.2.4-Ch เพื่อเทียบศักยภาพของ Reference Premiere ซึ่งการนำลำโพงประเภท Bi-Pole มาประกอบในชุด 7.1-Ch นั้น สามารถช่วยเติมเต็มการรับฟังให้มีความโอบล้อมครอบคลุมมากขึ้นไปอีก ลดช่องโหว่ของพื้นที่เสียงในระยะนั่งฟัง อันเป็นธรรมชาติของลำโพง Bi-Pole ที่ขับเสียงออก 2 ทาง ได้มิติการฟังที่กว้างขึ้นกว่าลำโพงแบบทางเดียว
ในส่วนการทดสอบด้วยระบบ 7.2.4-Ch ได้ใช้ห้องทดสอบที่โชว์รูม Sound Republic นำลำโพง Reference Premiere 2018 เข้าชุดกับเอวีรีซีฟเวอร์ Marantz SR8012 ที่รองรับลำโพงได้สูงถึง 11.2-Ch พร้อมใช้ซับวูฟเฟอร์รุ่น SPL-120 จำนวน 2 เครื่อง และลำโพงฝังฝ้าจาก KEF ซึ่งจะเติมเต็มการฟังได้มากน้อยแค่ไหน รับชมกันต่อพาร์ททดสอบเสียงเลย

Sound – เสียง
เริ่มต้นการทดสอบด้วยระบบเสียง 7.1-Ch กับคอนเท็นต์หนังที่ขึ้นชื่อเรื่องความเซอร์ราวด์เป็นอย่างยิ่ง นั่นคือเรื่อง “Saving Private Ryan” อันเกี่ยวกับเหล่าทหารที่ได้รับภารกิจให้ไปพาตัวพลทหารนามว่า “ไรอัน” ออกจากสมรภูมิสงครามโลกครั้งที่ 2 จนกวาดรางวัลมากมายสร้างชื่อเสียงให้กับพ่อมดแห่งฮอลลีวูด “สตีเว่น สปีลเบิร์ก” ซึ่งเชื่อว่าหลายท่านคงต้องคุ้นตากับหนังเรื่องนี้เป็นแน่

คาแร็กเตอร์เสียงที่ได้ฟังจากชุด Reference Premiere 2018 บ่งบอกได้ทันทีว่านี่คือเสียงจาก Klipsch แน่นอน เสียงย่านแหลมมีความคมชัดจะแจ้งและรวดเร็ว ตอบโจทย์คอหนังแอ็คชั่น โดยเฉพาะการชมเรื่องนี้ ที่ต้องการความแม่นยำสูง เพื่อสร้างอารมณ์ร่วมแก่ผู้รับชม ยกตัวอย่างด้วยฉากเริ่มของเรื่อง เหล่าทหารฝ่ายสัมพันธมิตรกำลังยกพลขึ้นบกที่อ่าวนอร์มังดี
ในฉากนี้ ขณะที่เรือใกล้ถึงฝั่ง ลำโพงเซอร์ราวด์ Bi-Pole รุ่น RP-502S สามารถสร้างบรรยากาศได้ครอบคลุม ให้มิติเสียงการฟังที่กว้างขึ้น ขับเสียงปืนและเสียงระเบิดออกมาแผ่วๆ รู้สึกถึงระยะห่างระหว่างเรือกับป้อมปืนใหญ่บนหาด ประกอบกับเซอร์ราวด์หลังจาก RP-600M เสียงกระสุนปะทะเรือมีแรงกระทบที่สัมผัสได้จากเนื้อเสียง ชวนให้สะดุ้งไม่ใช่น้อย เมื่อเหล่าทหารขึ้นหาด เสียงกระสุนและเศษซากระเบิดปลิวว่อนโฉบเฉี่ยวอยู่รอบด้าน อันเป็นผลจากความสามารถของทวีตเตอร์ LTS ที่ครอบด้วย Hybrid Tractrix® Horn จึงกระหน่ำรายละเอียดชนิดถึงพริกถึงขิงได้อย่างตื่นเต้น
ยกระดับระบบเสียงขึ้นมาอีก ด้วยการทดสอบระบบ 7.2.4-Ch ซิสเต็มขนาดใหญ่ในฝันของใครหลายคน อ้างอิงการทดสอบระบบด้วยแผ่น DolbyAtmos Demo Blu-ray เริ่มที่คอนเท็นต์ยอดฮิต Atmosphere สำหรับระบุตำแหน่งเสียงของลำโพง เอวีรีซีฟเวอร์ Marantz SR8012 สามารถขับ Reference Premiere 2018 ได้อย่างแม่นยำและให้พลังเต็มสูบ ขับออกหมดจด
เมื่อทดสอบด้วยคอนเท็นต์ Horizon ลำโพงเซ็นเตอร์ RP-504C นั้น มีเสียงกลางโดดเด่น แต่ในขณะเดียวกัน ก็มีเสียงย่านต่ำและแหลมมาสมทบอย่างกลมกลืน สามารถให้เสียงที่อิ่มและเป็นธรรมชาติ เพราะเสียงพูดของคนเราไม่ได้มีแค่ย่านกลางเพียงย่านเดียว ส่วนคอนเท็นต์ Amaze ที่นิยมทดสอบความสัมพันธ์ของลำโพงคู่หน้า ลำโพงท็อปเซอร์ราวด์ และซับวูฟเฟอร์ ก็สอบผ่านแบบคะแนนเต็ม เสียงฟ้าผ่าแผดเสียงกรีดกรายเป็นเส้นสาย เสียดสนั่นสะท้านห้องไปพร้อมกับซับวูฟเฟอร์ โดยไม่กลบกลืนเสียงย่านใดหายไป

ทดสอบกันต่อที่เรื่อง Deepwater Horizon ที่ถูกยกให้เป็นอีกหนังอ้างอิงระบบเสียง Dolby Atmos โดยฉากหนีตายจากแท่นขุดเจาะน้ำมันก่อนที่จะระเบิด ชุดลำโพงนี้ระเบิดเสียงความวินาศสันตะโรได้เร้าใจ วูฟเฟอร์ทองแดงที่เห็นสวยๆ นั้น สามารถให้อิมแพ็กต์ได้อย่างกระแทกกระทั้นฉับไว ไดนามิกเสียงพุ่งวูบวาบไปมาจากตำแหน่งเซอร์ราวด์ ได้อารมณ์เปลวไฟและแรงระเบิดที่ปะทุลุกโชนตลอดเวลา
ซึ่ง RP-8000F และ SPL-120 สามารถขับพลังเสียงได้อย่างกลมกลืน เสียงเบสกระชับเก็บตัวเร็ว ทันท่วงทีกับการระเบิดหรือกระแทกชัวขณะ ส่วนฉากระเบิดใหญ่ๆ ก็ให้ความแผ่สะท้านแบบเนื้อๆ จนจับต้องได้ ให้ย่านต่ำที่ลงลึกทอดยาว สะใจชาว Bass Lover ผลพวงจากการออกแบบดอกลำโพงวูฟเฟอร์ Cerametallic ที่ให้ช่วงชักของดอกลำโพงได้ลึก อัดพลังเบสออกมาเต็มๆ
บางท่านอาจขยาดการรับชมด้วยชุดโฮมเธียเตอร์ของ Klipsch ที่ในรุ่นก่อนๆ มีความดุดันจัดจ้าน จนต้องรู้สึกอึดอัดอยู่บ้าง แต่ในรุ่นนี้ มีพัฒนาการที่ดีขึ้น โดยไม่เสียเอกลักษณ์ ยังคงให้ความดุดันจัดจ้านเช่นเดิม เพิ่มเติมด้วยความนวลที่ลงตัวของย่านเสียงต่ำและแหลม เสริมไดนามิกที่มีสมดุลย์ ทุกๆ ย่านมาพร้อมๆ กัน ไม่เน้นไปทางย่านใดย่านหนึ่ง ช่วยให้รับชมภาพยนตร์เป็นเวลานานๆ ได้โดยไม่ล้าหู
Sound (Con.)
ด้านการฟังเพลงก็สามารถถอดทอดอารมณ์เพลงได้ดี เช่นการรับชมคอนเสิร์ต Imagine Dragons : Smoke + Mirrors Blu-ray ที่เป็นระบบ Dolby Atmos ในเพลง Radioactive นั้น เสียงบรรยากาศของฮอลล์ลอยมาแบบเต็มๆ รวมถึงเสียงกลองใบใหญ่ ที่กระทุ้งออกมาเป็นระยะๆ จากซับวูฟเฟอร์ โดยไม่กลบเสียงเบสต้นจากลำโพงคู่หน้า ได้ยินการเดินเบสที่ชัดเจนเป็นลูก ลำโพงเซ็นเตอร์ RP-504C ให้เสียงร้องชัดถ้อยชัดคำ โดดเด่นเป็นธรรมชาติ ไม่จมหายไปกับเสียงเครื่องดนตรีอื่นๆ ซึ่งทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์หนุนเสียงกันอย่างมีสมดุลย์เป็นกลาง ไม่เทโทนเสียงไปยังทางใดทางหนึ่ง
ทดสอบส่วนสุดท้ายด้วยการฟังเพลงผ่านลำโพงคู่หน้า RP-8000F แบบ 2-Ch หลังทดสอบกับแผ่น Best Audiophile Voices II ที่มีจุดเด่นเรืองรายละเอียดของเครื่องดนตรีและเสียงร้อง คอเพลง Audiophile ไม่ผิดหวังเลย เพราะลำโพงคู่นี้สามารถขานเสียงร้องได้เป็นธรรมชาติ ไดนามิกเสียงลื่นไหลมีน้ำหนัก ไม่แห้งแบนเป็นระนาบเดียว

ยังตอบสนองการฟังเพลงได้อย่างลุ่มลึก
โดยเฉพาะเพลง Better To Be Home Soon เสียงย่านต่ำจากเครื่องเคาะมีแรงปะทะกระชับแน่น แยกออกจากเสียงเบสของเครื่องสายอย่างสิ้นเชิง ไม่กลืนเป็นเนื้อเดียวจนแยกรายละเอียดไม่ได้ อันเป็นข้อดีของรุ่นนี้ ให้เบสที่ชัดสะอาด กระชับฉับไว ไม่เก็บตัวเร็วจนเกินไป ทั้งเสียงร้องก็โปร่งกระจ่าง สัมผัสได้ถึงรีเวิร์บจากการบันทึกเสียง ซึ่ง Hybrid Tractrix® Horn ทำหน้าที่อย่างสมบูรณ์ กระจายเสียงร้องให้มีความโปรง แต่ไม่ลดคุณภาพเนื้อเสียงให้ตกลงไป
จุดเด่นสำคัญที่ได้สัมผัสหลังจากทดสอบเทียบระหว่าง RP-8000F กับ R-820F ที่เป็นโมเดลท็อปสุดของซีรีส์ Reference ประจำปีนี้ อยู่ตรงที่ ความสงัด ซึ่ง RP-8000F ให้แบ็คกราวด์เสียงที่เงียบ ไม่มี Noise Floor รวมถึงเสียงร้องไม่มีอาการเสียงอูม อันเกิดจากคลื่นเสียงที่ตกค้างด้านหลังจุดขับเสียง ซึ่งการเพิ่ม Housing ด้านหลังทวีตเตอร์มาก็เพื่อแก้ไขจุดนี้เอง
ด้วยสุ้มเสียงที่ชัดสะอาดและเผยรายละเอียดหมดจดแบบนี้ เมื่อฟังเพลงที่มีความละเอียดต่ำ RP-8000F ก็ฟ้องถึงคุณภาพเสียงจากไฟล์ได้ชัดเจน กลับกันเมื่อทดสอบด้วยไฟล์ Hi-Res สามารถตอบสนองได้ทุกย่านเสียง ขุดรายละเอียดออกมาชัดทุกเม็ด ให้ความเที่ยงตรงสูงตามแบบฉบับ Klipsch เลยทีเดียว ค่อนข้างเคลียร์กว่ารุ่นก่อนหน้า
ทดสอบกันถึงตรงนี้แล้ว หากยังไม่เห็นภาพว่าคุณภาพเสียงของ Klipsch Reference Premiere 2018 มีสุ้มเสียงประมาณไหน เชิญรับชมคลิปทดสอบด้านล่างนี้กันได้เลย…
Klipsch Reference Premiere 2018
Conclusion – สรุป
หากถามถึงลำโพงสำหรับใช้รับชมภาพยนตร์ หลายท่านต่างก็แนะนำ Klipsch เป็นจำนวนไม่น้อย เหตุจากคุณภาพเสียงดุดันหนักแน่นตามสไตล์แบรนด์อเมริกัน จนเกิดนิยาม “ถ้าชอบดูหนัง ลำโพง Klipsch ไม่ทำให้ผิดหวัง” ซึ่ง Klipsch Reference Premiere 2018 ก็ได้พัฒนานิยามนี้ให้มีความชัดเจนขึ้น ฟังสนุกรุกเร้า ถ่ายทอดเสียงได้ตามอารมณ์ของภาพยนตร์ โดยไม่ทำให้อึดอัดล้าหู อันมักเกิดจากเสียงย่านต่ำหรือสูงมีความ “ล้น” จนไม่เป็นธรรมชาติ ซึ่งพัฒนาการจากซีรีส์นี้ ได้ปรับปรุงสิ่งที่ขาดเกินไป ให้กลมกล่อยฟังอร่อย แต่ไม่ทิ้งเอกลักษณ์เสียงของ Klipsch แม้สักนิด
ไม่ใช่แค่ด้านการชมภาพยนตร์ ด้านการฟังเพลงก็สามารถถ่ายทอดตัวตนของ Reference Premiere ไปพร้อมๆ กับตัวตนของบทเพลงได้อย่างกลมกล่อม ขับขานย่านเสียงได้ค่อนข้างเที่ยงตรง ไม่ผิดเพี้ยน และเผยรายละเอียดได้อย่างหมดจด สัมผัสถึงเสียงต่างๆ ที่ศิลปินต้องการจะสื่อสาร แต่ก็ยังเป็นตัวของตัวเองตรงที่มีความหนักแน่นจะแจ้ง กระชับฉับไว โดยไม่ทิ้งความนุ่มนวล ชวนให้ผู้ที่เคยรับฟัง Klipsch รุ่นก่อนๆ ที่อาจขยาดกับความจัดจ้าน กลับมาสนใจในยี่ห้อนี้อีกครั้ง
ราคาของชุดนี้
ลำโพงตั้งพื้นรุ่น RP-8000F ราคา 65,900 บาท
ลำโพงเซ็นเตอร์รุ่น RP-504C ราคา 37,900 บาท
ลำโพงวางหิ้งรุ่น RP-600M ราคา 29,900 บาท
ลำโพงเซอร์ราวด์รุ่น RP-502S ราคา 45,900 บาท
ซับวูฟเฟอร์รุ่นน SPL-120 ราคา 30,900 บาท
*** มาตรฐานคะแนนประจำปี 2018 ***
สนใจสินค้าติดต่อ
Sound Republic (บริษัท โฮม ไฮ ไฟ จำกัด)
สำนักงานใหญ่และศูนย์บริการ (ตรงข้ามสายใต้ใหม่): 284, 286 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
Tel. 02-448-5489, 448-5465-6 Fax. 02-408-8172