รีวิวชุดโฮมเธียเตอร์ Pioneer HTP-076 ครบเซ็ตเรื่อง 4K รองรับได้ทุกระบบเสียงแห่งอนาคต

Pioneer HTP-076 เซ็ตโฮมเธียเตอร์ระบบเสียง 5.1 สำเร็จรูปตัวล่าสุดจากทาง Pioneer ที่อัปเกรดความสามารถให้กับ AVR ให้ถอดรหัสเสียงสองตัวใหม่ที่กำลังกลายเป็นมาตรฐานในวงการอย่าง Dolby Atmos และ DTS:X ได้ พร้อมใส่ความสามารถในการรองรับสัญญาณภาพแบบ HDR10 มาอีกด้วย ทำให้มันกลายเป็นอีกหนึ่งเซ็ต HTiB ที่รองรับอนาคตได้ยาวไกลที่น่าสนใจตัวหนึ่งในท้องตลาด

สเปคโดยย่อของ Pioneer HTP-076
– รองรับระบบเสียงสูงสุดที่ Dolby Atmos และ DTS:X
– สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพแบบ Ultra-HD ด้วย HDCP 2.2
– สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพแบบ HDR10, HLG และ BT.2020
– รองรับ Dolby Vision
– รองรับการอัปสเกลภาพจาก 1080p เป็น 4K
– รองรับการเชื่อมต่อแบบ Bluetooth 4.2
ราคาจำหน่าย 19,900 บาท
Design – การออกแบบ
ด้านการออกแบบถ้าเทียบกับในรุ่น HTP-075 ซึ่งออกมาเมื่อราว ๆ สองปีที่แล้ว ถือว่ามีพัฒนาการมาพอสมควร เริ่มจากตัว AVR ที่มีหน้าตาทันสมัยฉีกดีไซน์เดิมของทางบริษัท ซึ่งน่าจะได้เห็นจาก AVR รุ่นใหม่ ๆ ตั้งแต่นี้เป็นต้นไป ตัวอย่างเช่น VSX-534 เป็นต้นครับ

ด้านหน้าประกอบไปด้วยตัวหมุนปรับวอลู่มขนาดใหญ่ถึงสองตัวด้วยกัน

ด้านซ้ายเอาไว้สำหรับเลือก Input พร้อมกับปุ่มปิดเครื่อง

ด้านขวาไว้เพิ่มลดเสียงและช่องต่อ AUX ขนาด 3.5 มม.

หน้าปัดด้านหน้าและปุ่มควบคุมพื้นฐานต่าง ๆ ให้สามารถเอาชีวิตรอดปรับค่าต่าง ๆ ได้หากลืมว่าวางรีโมทไว้ที่ไหน

สำหรับลำโพงแซทเทิลไลท์ในเซ็ตนั้นจะมีการปรับดีไซน์ใหม่เพิ่มเส้นสายให้รู้สึกถึงความทันสมัย รวมถึงจะวางแล้วเชิดหน้าขึ้นเล็กน้อยไม่แน่ใจว่าต้องการจะจำลองลักษณะการโปรเจคเสียงแบบลำโพง Dolby Enable Speaker หรือเปล่า ส่วนไดร์เวอร์น่าจะเป็นตัวเดิมที่มีกำลังขับ 150 วัตต์ต่อแชนแนล แบบเดียวกันหมดทั้ง 5 แชนแนลครับ

ด้านหลังลำโพงแซทเทิลไลท์สามารถต่อเข้ากับขาแขวนผนังได้ ช่วยเพิ่มตัวเลือกในการติดตั้งให้มากยิ่งขึ้น
ซับวูฟเฟอร์ในเซ็ตก็มีการปรับปรุงเช่นกัน โดยขนาดตัวตู้จะมีความกว้างลดลงแต่มีความสูงกับความลึกมากขึ้น บริเวณด้านล่างก็จะเป็นไดร์เวอร์และท่อเบสรีเฟล็กซ์ยิงอัดลงพื้น โดยจะมีกำลังขับตามสเปคอยู่ที่ 120 W

ซับวูฟเฟอร์หน้าตาดูทันสมัยขึ้นจากของเดิมที่อยู่ในเซ็ต HTP-075 พอสมควร

ด้านล่างจะเป็นไดร์เวอร์ขนาด 16 ซม. พร้อมท่อเบสรีเฟล็กซ์

รีโมทก็เป็นอีกหนึ่งส่วนที่มีการเปลี่ยนแปลง โดยจะดูเป็นมิตรกับผู้ใช้มากขึ้น
แต่อย่างไรก็ตามผมยังรู้สึกว่าการวางปุ่มเพิ่ม-ลดเสียง อยู่ในตำแหน่งที่กดค่อนข้างยากไปหน่อย

นอกจากนี้ในกล่องยังมีสายลำโพงครบทั้ง 5.1 แชนแนลแถมมาให้ โดยได้ทำการเคลือบตะกั่วที่ปลายสายไว้ให้เรียบร้อย
Connectivity – ช่องต่อ
บริเวณด้านหลังของ VSX-326 AVR ภายในเซ็ตประกอบไปด้วยสารพัดช่องต่อ โดยในครั้งนี้ทาง Pioneer ก็ได้อัปเกรดให้ช่อง HDMI รองรับ 4K HDR และ HDCP 2.2 ได้หมดทุกช่องทั้ง In และ Out กันเลย
รายชื่อช่องต่อทั้งหมดบริเวณด้านหลัง VSX-326
– HDMI 5 ช่อง แบ่งเป็น In 4 ช่อง และ Out+ARC 1 ช่อง
– USB 1 ช่อง
– Audio In 3 ช่อง
– Coaxial 1 ช่อง
– Optical 1 ช่อง
– Zone B Line Out สำหรับหูฟังไร้สาย 1 คู่
– ช่องต่อสายลำโพงจำนวน 6 แชนแนล โดยคู่หน้าจะเป็นแบบไบน์ดิ้งโพสต์ ส่วนแชนแนลอื่นจะเป็นแบบสปริงหนีบ
– ช่องต่อซับวูฟเฟอร์แบบ 2 Pre Out
– ช่องต่อเสาอากาศ AM และ FM

หากไล่ช่องต่อดูดี ๆ จะพบว่าเป็นแอมป์ที่ให้ทุกอย่างมาครบเลยทีเดียว เพราะนอกจากจะรองรับ 4K HDR เต็มระบบแล้ว หากมองในมุมของการอัปเกรด เราอาจจะเลือกปรับเปลี่ยนลำโพงคู่หน้าให้ชิ้นใหญ่ขึ้นพร้อม ๆ กับปรับสายลำโพงให้มีพื้นที่หน้าตัดมากขึ้นโดยไม่ต้องกังวลว่าจะเสียบเข้าช่องสปริงหนีบไม่ได้ เช่นเดียวกันกับซับวูฟเฟอร์ที่เราสามารถจะไปซื้อซับแบบ active ราคาเบา ๆ แต่ดุดันขึ้นมาเสียบพ่วง เพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมได้อีกด้วย
Setup – การติดตั้ง

สำหรับการเปิดเครื่องครั้งแรก ตัว AVR จะพาเราไปยังหน้า Initial Setup ก่อน ซึ่งจะช่วยแนะนำการปรับตั้งค่าต่าง ๆ เบื้องต้นให้ ไม่ว่าจะเป็นระยะห่างและความดังของลำโพงแต่ละแชนแนล รวมไปถึงเปิดใช้งาน HDMI ARC ในกรณีที่เรามีการเชื่อมต่อในรูปแบบดังกล่าวอยู่ เพื่อให้เสียงจากคอนเทนต์บนทีวีมาออกที่แอมป์แทน
ด้วยความที่ HTP-076 รองรับระบบเสียงแบบสามมิติทั้ง Dolby Atmos และ DTS:X ฉะนั้นมันจึงรองรับรูปแบบการติดตั้งลำโพงแบบ 2.1.2 และ 3.1.2 ได้ แล้วแต่ว่าเราจะอยากได้มิติเสียงจากด้านหลังของแบบ 5.1 หรือจากด้านบนมากกว่ากัน

จะใช้งานที่ระบบไหนให้มาเซ็ตตรงนี้ก่อน
แต่ถ้าถามความเห็นทีมงาน ทางเราอยากจะแนะนำให้เซ็ตเป็น 5.1 เพราะว่าเราจะได้เรื่องการโอบล้อมพื้นที่ฟังจากลำโพงเซอร์ราวด์ด้านหลังมากกว่าแบบ 2.1.2 หรือ 3.1.2 และถ้าใครเกิดอยากได้มิติเสียงจากด้านบนสักหน่อย ก็สามารถเลื่อนจุดวางลำโพงดังกล่าวให้สูงขึ้นเพื่อจำลองเสียงได้เช่นเดียวกัน

สำหรับใครที่สนใจอยากจะลองติดตั้งระบบแบบ 3.1.2 ดู ก็สามารถเข้าไปดาวน์โหลดวิธีการได้ที่รูปด้านบนครับ
Sound – เสียง
คอนเทนต์แรกที่เลือกมาทดสอบก็จะเป็น John Wick ในฉากขับรถตะลุมบอนกันท้ายเรื่อง ชึ่งเราจะได้ฟังทั้งเสียงรถ เสียงปืน และถ้าลากยาวไปกว่านั้นก็จะเป็นเสียงฝนตกในฉากที่ดวลกันมือเปล่า ที่จะช่วยทดสอบบรรยากาศการโอบล้อมที่แยกจากเสียงพูดของตัวละครได้เป็นอย่างดี

ถึงแม้ว่าเสียงต้นฉบับจะมาเป็นแบบ DTS-HD MA 7.1 แต่เสียงที่ได้จากการฟังผ่านเซ็ตอัป 5.1 ของ HTP-076 ก็เรียกว่าให้บรรยากาศที่โอบล้อมเหมือนมีฝนตกในห้องเช่นกัน และอย่างที่ได้เกริ่นไปข้างบนช่วงติดตั้งนะครับ ถ้าเราวางลำโพงเซอร์ราวด์สูง ทิศทางของเม็ดฝนก็จะตกจากมุมสูงขึ้น

ลองทดสอบกันอีกเรื่องกับ Mission Impossible : Rogue Nation ในฉากขี่มอเตอร์ไซค์ไล่ล่าช่วงกลางเรื่อง ซึ่งเสียงจะมีการแพนไปมาซ้ายขวาตลอด ตัวซิสเต็มก็สามารถตอบสนองต่อทิศทางได้ชัดเจนรวดเร็ว ไล่ตามสถานการณ์ที่เกิดขึ้นบนหน้าจอได้อย่างไม่มีสะดุด

ยิ่งช่วงท้าย ๆ ก่อนปิดซีนตัวดนตรีประกอบและสถานการณ์ในเรื่องจะยิ่งบีบเร้าให้เราลุ้นไปกับเหตุการณ์ ยิ่งได้เสียงแพนซ้ายขวาเข้ามาช่วยจะทำให้อรรถรสในการรับชมเพิ่มมากขึ้นเป็นเงาตามตัวไป
จบจากดูหนังมาลองเล่นเกมกันต่อกับสองเกมฟอร์มยักษ์อย่าง God of War และ Uncharted 4 ซึ่งทั้งสองเกมนั้นมีเสียงประกอบอยู่ในระดับเยี่ยมยอด อย่างเสียงระเบิดกับเสียงปืนจาก Uncharted 4 ก็มีทิศทางกับความสมจริงไม่แพ้ภาพยนตร์แอ็คชั่น


God of War ผ่าน HTP-076 เสมือนไปนั่งเรือเล่นในมิดการ์ด ซึ่งการได้เล่นเกมแบบระบบ 5.1 มันช่วยเพิ่มความสมจริง ให้กับทุกการเคลื่อนไหวของตัวละคร เพิ่มความน่าสนใจและความอยากเล่นให้แบบไม่รู้จบ
แม้ว่าจะเป็นเซ็ตโฮมเธียเตอร์ แต่ก็ปฏิเสธไม่ได้ว่ามันคงจะถูกนำมาฟังเพลงด้วยในบางโอกาส สำหรับโหมดที่ทีมงานแนะนำและใช้อ้างอิงเพื่อทดสอบ คือการกดที่ Stereo บนรีโมท เพื่อเปิดใช้งานลำโพงแบบ 2.1 แชนแนล เพราะว่าลำโพงคู่หน้าที่แถมมาให้ในเซ็ตมีขนาดที่เล็กจนเกินไป เราจึงจำเป็นที่จะต้องกำหนดจุดตัดความถี่เสียง เพื่อผลักภาระบางส่วนไปยังซับวูฟเฟอร์ให้มาช่วยเติมเต็มมวลของย่านเบสไม่ให้แห้งจนเกินไป
เพลงที่ใช้ระหว่างฟังก็จะได้แก่ Bullet In the Head – Rage Against The Machine, Time – Hans Zimmer (OST. Inception), World A Music – Ini Kamoze โดยเสียงที่ได้จะมีความโดดเด่นในย่านเสียงกลางค่อนไปทางเสียงสูง อาจจะขาดความต่อเนื่องในช่วงมิดเบส แล้วมาดังอีกทีบริเวณเบสต้นจากนั้นก็จะหายไป ฉะนั้นเสียงเบสที่ออกมาจึงไม่ค่อยลึกมากนัก แต่ยังสัมผัสได้และยังพอสร้างมิติเสียงให้พอฟังแล้วไม่แบนราบ ซึ่งถ้าหากได้ลำโพงคู่หน้าที่ตอบสนองดีขึ้นก็จะช่วยปรับให้องค์รวมของซิสเต็มดูเหมาะกับการฟังเพลงขึ้น แน่นอนว่ามันจะส่งผลโดยตรงไปถึงการดูหนังหรือเล่นเกมอีกด้วย
คลิปทดสอบเสียงชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ Pioneer HTP-076
Conclusion – สรุป
ข้อดี
– รองรับระบบภาพและเสียงแบบเจอเนอเรชั่นใหม่ครบทุกรูปแบบ
– ขั้วต่อสายลำโพงเอื้อให้กับการอัปเกรดในอนาคตเพื่อเพิ่มความจริงจังให้กับซิสเต็ม
– งานดีไซน์โดยรวมดูดีทันสมัยขึ้นกว่ารุ่นก่อนหน้า
ข้อเสีย
– แม้ว่าทางด้านซอฟต์แวร์จะรองรับระบบใหม่ แต่ทางด้านฮาร์ดแวร์ตัวแอมป์รองรับลำโพงได้แค่เพียง 6 แชนแนล รวมซับวูฟเฟอร์ ทำให้อาจจะรีดเร้นประสิทธิภาพออกมาจากระบบเสียงได้ไม่เต็มที่เท่าที่ควร
ความน่าสนใจหลัก ๆ ของ HTP-076 ไม่ได้อยู่ที่ตัวลำโพงหรือซับวูฟเฟอร์ แต่อยู่ที่ AVR ในเซ็ตซึ่งมีรหัส VSX-326 เพราะมันรองรับการส่งผ่านภาพแบบ 4K HDR, HDCP 2.2 และ Dolby Vision รวมถึงสามารถทำ Upscaling สัญญาณภาพจาก 1080p ไปเป็น 4K ได้ในตัวโดยไม่สนว่าจะรับสัญญาณจากพอร์ต HDMI ช่องไหนหลังเครื่อง ยิ่งไปกว่านั้นยังสามารถถอดรหัสเสียงเจเนอเรชั่นใหม่ทั้งสองค่ายอย่าง DTS:X และ Dolby Atmos ได้ทันที เท่ากับว่ามันคือแอมป์ที่จะมาอยู่กับเราได้อีกนาน จนกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในวงการเครื่องเสียงอีกครั้ง

นอกจากฟีเจอร์ภายในแล้ว ถ้าหันมาดูที่ช่องต่อด้านหลัง เราจะพบกับขั้วต่อสายลำโพงแบบไบน์ดิ้งโพสต์ และช่อง pre out สำหรับซับวูฟเฟอร์ ตรงนี้เอื้อให้เราสามารถหาลำโพงมาอัปเกรดได้ หากเราคิดว่าอยากจะได้ความแน่นและเนื้อเสียงที่มีความจริงจังมากยิ่งขึ้นจากลำโพงแซทเทิลไลท์ตัวที่มาในเซ็ต ที่ทำได้ดีและเหมาะกับการใช้งานทั่วไปอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตามแม้ว่าตัวเครื่องจะรองรับระบบเสียงแบบใหม่สองค่าย แต่ว่าตัวแอมป์รองรับลำโพงได้เพียงแค่ 5 แชนแนล ทำให้เราต้องเลือกระหว่าง 2.1.2 หรือ 3.1.2 ถ้าอยากได้ระบบเสียงสามมิติ ซึ่งถ้าว่าการตามตรง อาจจะไม่สามารถโอบล้อมได้ครบทุกทิศทางอย่าง 5.1.2 หรือ 7.1.2 ฉะนั้นทีมงานจึงอยากจะแนะนำให้เซ็ตซิสเต็มนี้เป็นแบบ 5.1 แชนแนล และวางเซอร์ราวด์ให้สูงหน่อยจะทำให้ภาพรวมออกมาดีกว่า 2.1.2 หรือ 3.1.2 ครับผม
สุดท้ายถ้าลองชั่งน้ำหนักดูแล้วรู้สึกพึงพอใจกับฟีเจอร์ที่ HTP-076 มอบให้ มันก็นับว่าเป็นเซ็ต Home Theater in the Box ในระดับเริ่มต้นเหมาะกับมือใหม่โฮมเธียเตอร์ที่มองหาสิ่งที่จะมาตอบโจทย์เรื่องบรรยากาศโอบล้อมที่ดีกว่าซาวด์บาร์ แต่ก็ต้องยอมแลกกับการติดตั้งที่ยุ่งยากมากกว่ากันนิดนึง