รีวิว BenQ W1700 4K HDR DLP Projector เพื่อระบบ Home Cinema ในราคาเอื้อมถึงได้
Home Theater Projector
BenQ W1700

4K HDR DLP Projecoter
เพื่อระบบ Home Cinema ในราคาเอื้อมถึงได้ !!
ข่วงมหกรรมบอลโลกที่ผ่านมา หลายท่านคงจะได้เชียร์บอลกันมันสะใจ เต็มตาด้วยรูปแบบการออกอากาศแบบ 4K HDR “บนจอฉายโปรเจ็คเตอร์ขนาดใหญ่” กันไปเป็นที่เรียบร้อย ต้องขอบคุณผู้ผลิตหลายเจ้า รวมถึง BenQ ที่วางจำหน่าย 4K HDR DLP Projector ราคาคุ้มค่า มาให้เลือกใช้งานกันอย่างทันท่วงที…
TK800 คือ ที่ได้การตอบรับอย่างดียิ่งช่วงบอลโลกนี้ ด้วยราคาค่าตัวไม่ถึง 4 หมื่นบาทก็ได้ 4K HDR Home Entertainment Projector ฉายขึ้นจอยักษ์แล้ว แต่สำหรับท่านใดที่ต้องการ Home Cinema Projector ที่เน้นศักยภาพสูงขึ้น จริงจังกับการนำมาใช้งานในห้องโฮมเธียเตอร์โดยเฉพาะ BenQ ยังมีรุ่น “W1700” อีกหนึ่งตัวเลือกมาแนะนำครับ
หลายท่านคงมีคำถามว่า W1700 กับ TK800 ซึ่งเป็น 4K HDR DLP Projector ราคาต่างกันนั้น แตกต่างกันตรงไหน? คุ้มค่าที่จะเพิ่มเงินหรือไม่? เดี่ยวเราจะมาหาคำตอบกันครับ? แต่ก่อนอื่นอยากจะแนะนำให้ลองดู Video Review ของรุ่น W1700 และ TK800 โดยคุณโรมันกันก่อน รับชมได้ตามลิงค์แนบ
ดีไซน์

ดีไซน์ W1700 อิงพื้นฐานบอดี้เดียวกับรุ่นน้อง TK800 ภายนอกจึงดูคล้ายคลึงกันมากทั้งรูปทรงและขนาดที่ค่อนข้างกะทัดรัด ดูไม่ใหญ่โตและหนักเหมือนรุ่นพี่ W11000 Hi-End Home Cinema Projecotr จึงให้ความสะดวกเมื่อต้องยกเคลื่อนย้าย (พกพา) การติดตั้ง W1700 นั้นก็ทำได้ง่ายเหมือน TK800 เพราะไม่ต้องกังวลกับโครงสร้างยึดแขวนมากนักกรณีที่จะห้อยกับเพดาน

ดีไซน์ W1700 อิงพื้นฐานบอดี้เดียวกับรุ่นน้อง TK800 ภายนอกจึงดูคล้ายคลึงกันมากทั้งรูปทรงและขนาดที่ค่อนข้างกะทัดรัด ดูไม่ใหญ่โตและหนักเหมือนรุ่นพี่ W11000 Hi-End Home Cinema Projecotr จึงให้ความสะดวกเมื่อต้องยกเคลื่อนย้าย (พกพา) การติดตั้ง W1700 นั้นก็ทำได้ง่ายเหมือน TK800 เพราะไม่ต้องกังวลกับโครงสร้างยึดแขวนมากนักกรณีที่จะห้อยกับเพดาน

มีช่องเปิดเพื่อถ่ายเทระบายลมร้อน 3 ด้าน คือ ด้านหน้า (เยื้องไปทางซ้าย) และที่บริเวณด้านข้างซ้าย-ขวา ภายในติดตั้งแหล่งกำเนิดแสงชนิด UHP 240 วัตต์ ความสว่างอิงสเป็กที่ 2200 ANSI lumens อายุการใช้งาน 4,000 (Normal), 10,000 (Eco) และ 8,000 (Smart Eco) ชม.

ตำแหน่งกระบอก Zoom และ Focus อยู่ด้านบน (ไม่มีกลไก Lens Shift)

ตำแหน่งกระบอก Zoom และ Focus อยู่ด้านบน (ไม่มีกลไก Lens Shift)

แผงควบคุมพร้อมไฟแสดงสถานะการทำงานอยู่ที่ด้านบนตัวเครื่องเช่นกัน แต่เยื้องไปทางด้านหลัง จากรูปนี้จะเห็นวงกลมสีขาวขุ่นที่บริเวณขวาบนของปุ่มควบคุม อันนี้คือเซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมต IR จุดที่ 2 นั่นเองครับ

รีโมตคอนโทรลสีขาว มี Back-lit สว่างเห็นชัดทุกปุ่มแม้ใช้งานในห้องมืด ที่ตัวเครื่องโปรเจคเตอร์สามารถรับรับสัญญาณ IR จากรีโมต ผ่านเซ็นเซอร์ 2 จุด ครอบคุลมทั้งด้านหน้าและด้านหลัง
ช่องต่อ
W1700 รับสัญญาณภาพความละเอียดระดับ 4K Ultra HD ผ่านทาง HDMI Input จำนวน 2 ช่อง โดย HDMI In 1 เท่านั้นที่เป็น Version 2.0 (with HDCP 2.2) รองรับสัญญาณภาพความละเอียดสูงสุดที่ 4K/60Hz พร้อม HDR จึงแนะนำให้เชื่อมต่อ 4K HDR Blu-ray Player หรือ 4K HDR Game Console ที่ช่องนี้

ส่วน HDMI In 2 เป็น Version 1.4 (with HDCP 1.4) รองรับสัญญาณภาพความละเอียดสูงสุดที่ 4K/30Hz
ช่องรับสัญญาณภาพลำดับถัดมา คือ VGA In เผื่อว่าจำเป็นต้องใช้เชื่อมต่อกับคอมพิวเตอร์รุ่นเก่าๆ สามารถรับสัญญาณ PC (RGB) ความละเอียดสูงสุด 1920 x 1200 @60Hz
และยังมี USB, DC 12V Trigger และ RS232 สำหรับการเชื่อมต่ออุปกรณ์หลากหลาย

หลายท่านคงสงสัยว่า ช่องต่อ USB ที่ W1700 มีไว้ทำอะไร? กรณีที่ใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม Wireless HDMI Dongle ช่องต่อ USB จะเอาไว้จ่ายกระแสไฟ DC 5V นั่นเอง ส่วนอุปกรณ์ Wireless HDMI Dongle ที่ว่านี้มีความสามารถอะไรบ้าง ไว้ถ้าได้รายละเอียดข้อมูลเพิ่มเติมจากทาง BenQ แล้ว จะมาอัพเดทให้ทราบกันอีกครั้งครับ

นอกจากนี้ W1700 ยังติดตั้ง ลำโพงพร้อมภาคขยาย 5 วัตต์ (Mono) มาด้วย สามารถรับและถอดรหัสสัญญาณเสียงดิจิทัลจากช่อง HDMI In โดยตรง หรือจะเชื่อมต่อสัญญาณเสียงอะนาล็อกจากแหล่งโปรแกรมอื่นๆ ที่ช่อง 3.5mm Audio In ก็ได้ และหากต้องการอัพเกรดระบบเสียง จะเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจาก W1700 ออกไปยังชุดเครื่องเสียงภายนอกผ่านทาง 3.5mm Audio Out ก็ได้เช่นเดียวกัน
เพิ่มเติม

W1700 ติดตั้งเลนส์ฉายพร้อมระบบซูม 1.2 เท่า กรณีที่จะฉายขึ้นจอรับภาพขนาดใหญ่จำเป็นต้องเผื่อระยะฉายไกลสักหน่อย ยกตัวอย่าง หากเป็นจอรับภาพขนาด 120 นิ้ว (16:9) ระยะตั้งวางโปรเจคเตอร์ใกล้สุดจะอยู่ที่ 3.90 ม. และไกลสุดที่ 4.67 ม. (ระยะที่แนะนำกลางๆ คือ 4.29 ม.) หรือถ้ากำหนดระยะห่างตั้งวางโปรเจคเตอร์ตายตัวที่ 3.90 ม. จะสามารถซูมเพื่อย่อ-ขยายภาพให้พอดีจอรับภาพครอบคลุมขนาด 120 – 135 นิ้ว (16:9)

W1700 มีตัวเลือก Test Pattern ไว้ให้อ้างอิงในการติดตั้ง เพิ่มความสะดวกในการปรับตำแหน่งตั้งวางโปรเจคเตอร์ให้พอดีกับจอรับภาพ (รุ่นนี้ยังไม่มีระบบ Lens Shift แนะนำให้ตั้งโปรเจคเตอร์พอดีกับตำแหน่งจอรับภาพเท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อหลีกเลี่ยงการใช้ Digital Keystone ที่อาจลดทอนคุณภาพของภาพลง)

W1700 มาพร้อมความสามารถรองรับการแสดงผล 3D Video ร่วมกับ BenQ 3D Active Glasses แต่แว่นเป็นอุปกรณ์เสริมต้องซื้อเพิ่ม ไม่ได้แถมมาด้วยครับ
ภาพ

BenQ เป็นแบรนด์แรกที่นำเสนอ DLP Projector มาพร้อมกับเทคโนโลยีการแสดงผลแบบ 4K XPR (พ่วงด้วย THX Certified) ในรุ่น W11000 (อ่านรีวิวได้ >>ที่นี่<<) ซึ่งข้อดีของ DLP 4K XPR (Single DMD chip) คือ รายละเอียดความคมชัดของภาพจากการที่ไม่มีปัญหาสีเหลื่อม หรือ Misconvergence รบกวนโดยสิ้นเชิง (หากโฟกัสได้เป๊ะ) และไม่มีความจำเป็นต้องทำ Panel Alignment ซึ่งเป็นขั้นตอนก่อนใช้งานที่ค่อนข้างยุ่งยาก
หลักการของ 4K XPR ในรุ่น W11000 จะอาศัย Single DMD (Digital Micromirror Device) Chip จาก Texas Instrument ขนาด 0.66 นิ้ว ที่มี micromirrors หรือกระจกขนาดเล็กจำนวนทั้งสิ้น 2716 x 1528 = 4.15 ล้านชิ้น เป็นตัวหักเหแสงเพื่อสร้างภาพในแต่ละพิกเซล แสงที่สะท้อนจาก micromirrors ดังกล่าวจะถูกนำมาผ่าน “Optical Actuator” ที่ทำงานรวดเร็วมากจนสามารถสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้น 2 เท่า รวมกันทั้งสิ้นจะได้ความละเอียดเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ตรงตามมาตรฐาน 4K (UHD) จากการรับรองของ Consumer Technology Association หรือ CTA

สำหรับ W1700 (และรุ่นต่ำกว่าอย่าง TK800) ก็อิงเทคโนโลยี 4K XPR เหมือนเช่น W11000 แต่ต่างกันตรง Single DMD chip ที่ใช้ จะมีขนาดเล็กกว่าที่ 0.47 นิ้ว และมีจำนวน micromirrors ทั้งสิ้น 1920 x 1080 = 2 ล้านชิ้น กระบวนการนำแสงสะท้อนผ่าน Optical Actuator จึงเป็นขั้นตอนสำคัญในการเพิ่มรายละเอียดจำนวนพิกเซลขึ้น 4 เท่า! เป็น 8.3 ล้านพิกเซล

จุดที่ W1700 แตกต่างจาก W11000 อีกประการ คือ คุณภาพเลนส์ฉายที่ลดทอนลง (จากข้อจำกัดเรื่องของขนาดเลนส์ที่ต้องไม่ใหญ่จนเกินบอดี้เครื่องฉายขนาดเล็ก) จึงพบอาการฟุ้งนิดๆ แต่จะสามารถสังเกตเห็นได้ต้องเพ่งมองในระยะใกล้เท่านั้น ระยะรับชมทั่วไปมิได้มีนัยนัก เพราะสังเกตความแตกต่างได้ยากครับ แนะนำโฟกัสให้เป๊ะ ความฟุ้งจะน้อยลงมาก ทั้งนี้ผลลัพธ์ที่ได้หากอิงราคาค่าตัวของ W1700 ที่ต่ำกว่า 4 เท่า!! (เมื่อเทียบกับราคาเปิดตัว W11000) ก็นับว่าคุ้มค่ามาก

หมายเหตุ: กรณีที่ปลดล็อคในส่วนของ ISFccc จะมีโหมดภาพเพิ่มเติมเข้ามาอีก 2 โหมด ได้แก่ ISF Night และ ISF Day
W1700 ให้โหมดภาพสำเร็จรูปพื้นฐานเมื่อรับชม SDR Content มาทั้งสิ้น 6 ตัวเลือก (นับ User 1 และ 2 รวมกัน) ซึ่งเป็นจำนวนเท่ากับรุ่น TK800 แต่หากสามารถเปิดใช้งาน ISFccc Mode ได้ (ต้องมี ISF Calibrator Password) จะมีโหมดภาพเพิ่มขึ้นมาอีก 2 โหมด คือ ISF Day และ ISF Night
โหมดภาพสำเร็จรูปพื้นฐาน ที่ให้ความเที่ยงตรงเหมาะสำหรับการรับชมภาพยนตร์ในห้องโฮมเธียเตอร์ (คุมแสงได้) คือ Cinema โหมดนี้ถึงแม้ให้ระดับความสว่างต่ำกว่าโหมดอื่นราว 17% (เทียบกับโหมด Vivid TV โดยอ้างอิงที่ Lamp Mode – Normal เหมือนกัน) แต่จะให้สมดุลสีใกล้เคียงมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ (ค่าอุณหภูมิสีใกล้เคียง D65 มากกว่าโหมดอื่นๆ) เบื้องต้นหากทำการปรับลดระดับ Contrast ลงมาที่ราวๆ 37-38 เพื่อแก้ปัญหาอาการภาพโพลนช่วง Highlight details และชดเชย Gamma อีกเล็กน้อย พร้อมปรับลด Sharpness ลงอีกหน่อย จะได้ไดนามิกเรนจ์และรายละเอียดที่ครบถ้วนจาก SDR Content ดียิ่งขึ้นจนเป็นที่พอใจมากครับ

ผลการทดสอบการรับชมสัญญาณภาพ SDR กับโหมดภาพโรงงาน Cinema พบว่า W1700 ให้สมดุลสีอยู่ในเกณฑ์ดี อมเขียวนิดเดียว อุณหภูมิสีเฉลี่ย 6414K (หากอ้างอิงที่ Light Mode – Normal แต่จะได้ 6551K เมื่อปรับ Light Mode – Eco) ระดับ Gamma ที่โรงงานกำหนดมาอาจทำให้ Shadow Detail ติดโพลนนิดนึง แต่สามารถแก้ไขได้ ขั้นตอนในการคาลิเบรทไม่ยุ่งยากครับ ค่าความผิดเพี้ยนของสมดุลสี (dE) อยู่ที่ 6.17 ส่วนขอบเขตสีหรือ Color Space ทำได้ครอบคลุมราว 95.4% ของมาตรฐาน sRGB/Rec.709

W1700 รองรับการปรับภาพละเอียด โดยสามารถไฟน์จูนในส่วนของ White Balance (2-point), CMS และ Gamma เพิ่มเติมได้ ซึ่งภายหลังดำเนินการพบว่าให้ผลลัพธ์ความเที่ยงตรงดีเยี่ยม จุดนี้เองที่ทำให้ W1700 เหนือกว่า TK800 ชัดเจน ซึ่งค่าความผิดเพี้ยนของสมดุลสี (dE) หลัง Calibrate จะลดต่ำเหลือเพียง 1.76 เท่านั้น ขอบเขตสีจะขยายกว้างขึ้นอีกนิดหนึ่งเป็น 96.9% Rec.709/sRGB แต่สำคัญตรงที่มันเที่ยงตรงขึ้นด้วย

ความเที่ยงตรงด้านการถ่ายทอดสีสันของ W1700 นี้ ส่วนหนึ่งต้องยกอานิสงส์ให้ 6-segment RGBRGB Color Wheel (แบบเดียวกับที่ใช้ในรุ่น Hi-End W11000) พร้อมเทคโนโลยี CinematicColor ของ BenQ ในการควบคุมแสงสีในทุกๆ การไล่ระดับความสว่างเหนือกว่ารุ่นเริ่มต้นอย่าง TK800 ซึ่งในการรับชมภาพยนตร์นั้น ความสมบูรณ์ของสมดุลสีจะช่วยให้ภาพมีความสมบูรณ์แลดูเป็นธรรมชาติกว่าในทุกมิติ แต่ที่สังเกตได้ชัดก็จากสกินโทน นอกจากนี้ Rainbow Effect ยังน้อยมากๆ ท่านที่การรับรู้ไวกับประเด็นนี้จึงสบายใจได้ เพราะสามารถดูได้สบายตาเลยล่ะ

ความเที่ยงตรงของสมดุลสีนี้ นอกเหนือจากการรับชมภาพยนตร์แล้ว ยังพบว่า สามารถนำมาใช้อ้างอิงกับงาน Graphic/Presentation เมื่อเชื่อมต่อกับ PC ได้เป็นอย่างดี

จากข้อมูลสเป็กที่ BenQ เผยแพร่ แจ้งว่ารุ่นนมีระดับความสว่างอยู่ที่ 2200 ANSI Lumen ซึ่งต่ำกว่ารุ่น TK800 ที่ 3000 ANSI Lumen แต่ผลการใช้งานจริงพบว่า หากเลือกโหมดภาพอื่น เช่น Bright (ไม่แนะนำเพราะสีเพี้ยนมาก), Vivid TV, Sport หรือ Football ก็ยังสู้แสงได้ดีใกล้เคียง TK800 แต่ความสว่างของ W1700 ที่ต่ำกว่าก็นับว่าเป็นข้อดีที่เอื้อต่อการรับชมในห้องโฮมเธียเตอร์ที่คุมแสงได้มืดสนิท เพราะมีส่วนช่วยให้โปรเจคเตอร์สามารถควบคุมระดับแสงลอดได้ง่ายกว่า ถึงแม้ผลลัพธ์จะยังเป็นรอง Hi-End Home Theater DLP Projector ที่มีระบบ Dynamic Iris แต่พูดได้ว่าระดับ Black Level ของ W1700 จะดูดำลึกกว่า TK800 ขึ้นอีกระดับหนึ่งครับ

การใช้งานในห้องโฮมเธียเตอร์ที่คุมแสงได้มืดสนิทนี้ ระดับความสว่างของ W1700 ถือว่าให้ความชัดเจนเจิดจ้าได้เพียงพอ จนอาจกำหนดปรับลด Light Mode จาก Normal เป็น Eco เพื่อยืดอายุหลอดไฟออกไปได้ถึง 10,000 ชม. (จาก 4,000 ชม.) และประหยัดไฟลง 25% (238 วัตต์ เทียบกับ 316 วัตต์) โดยแลกกับความสว่างที่ลดลงราว 34% แต่ถ้าต้องการให้เสียงพัดลมระบายความร้อนเงียบลงอย่างมีนัยสำคัญ แนะนำให้ On ตัวเลือก Silence ครับ

มาดูในส่วนของความสามารถรองรับ HDR10 กันบ้าง โดยปกติ W1700 จะปรับเปลี่ยนการแสดงผลเป็น HDR Mode โดยอัตโนมัติเมื่อได้รับสัญญาณจาก 4K HDR Blu-ray Player หรือ 4K HDR Game Console แต่ขณะเดียวกันผู้ใช้สามารถปรับเปลี่ยนตั้งค่าเพื่อ เปิด-ปิด การแสดงผล HDR ด้วยตนเองได้ จากตัวเลือกเมนูตามภาพ
ทั้งนี้เมื่อ W1700 อยู่ในสถานะการแสดงผลแบบ HDR จะพบว่ามีตัวเลือกที่ใช้ปรับตั้งค่าภาพเพิ่มขึ้น (จากเดิมที่ไม่สามารถกำหนดได้ในโหมดการแสดงผล SDR) คือ Color Gamut และ HDR Brightness

Color Gamut ก็ตรงตัว คือ ใช้ปรับรูปแบบการแสดงผลของขอบเขตสี ให้แม็ตช์กับมาตรฐานคอนเทนต์ในปัจจุบัน คือ BT.709 (SDR), BT.2020 (HDR) และ DCI-P3 (Digital Cinema) นั่นเอง อย่างไรก็ดี เนื่องจากความสามารถในการถ่ายทอดขอบเขตสีของ W1700 ครอบคลุมมาตรฐาน BT.709 (Rec.709) การเปลี่ยนแปลงตัวเลือกอื่น จึงไม่ส่งผลใดๆ ครับ
ซึ่งความสามารถถ่ายทอดขอบเขตสีของ W1700 ทั้งโหมดการแสดงผลแบบ SDR และ HDR จะครอบคลุม Rec.709 ที่ 95.4/96.3% (Pre/Post) หรือเทียบได้ประมาณ 72.1% ของ DCI-P3

ส่วนตัวเลือก HDR Brightness นั้น เปิดโอกาสให้ผู้ใช้สามารถกำหนดเพิ่มลดได้ 5 ระดับ กล่าวคือ จากระดับ 0 ที่เป็นค่าเริ่มต้น หากปรับเพิ่มขึ้น (ไปทางบวก) ภาพโดยรวมจะดูสว่างเจิดจ้าขึ้น ทว่าต้องแลกกับการสูญเสีย Highlight Details ไปบางส่วน ในขณะที่การปรับลด (ไปทางลบ) ระดับความสว่างสูงสุดจะลดต่ำลง เหมาะสำหรับท่านที่ชอบภาพสไตล์สบายตา ไม่เน้นเอฟเฟ็กของ HDR ให้ดูเจิดจ้ากระแทกตามากนัก

อีกหนึ่งตัวเลือกตั้งค่าที่อาจจำเป็นต้องใช้ไฟน์จูนภาพ (ในขณะที่ W1700 แสดงผลแบบ HDR) คือ เมนู Cinema Master
ทั้งนี้ในขั้นตอนการแสดงผล HDR โปรเจคเตอร์จะต้องดึงศักยภาพในการถ่ายทอดระดับความสว่างเท่าที่มีออกมาให้สูงที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้ ตรงนี้เองที่อาจส่งผลกระทบกับความอิ่มเข้มหรือ “มวลสี” ซึ่งกรณีนี้สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับเพิ่ม Color Enhancer ขึ้น และอาจจำเป็นต้องปรับระดับ Fresh Tone ให้สัมพันธ์กันจนได้สมดุล
หมายเหตุ: ในโหมดการรับชมแบบ SDR กรณีที่ทำการไฟน์จูนค่าภาพในส่วนอื่นได้ถูกต้องเที่ยงตรงดีแล้ว 2 ตัวเลือกในเมนู Cinema Master นี้ ไม่มีความจำเป็นต้องปรับเพิ่ม

มาลองในส่วนของการเล่นเกมกันบ้าง ซึ่งดังที่หลายท่านทราบว่า การเล่นเกมบนจอฉายโปรเจคเตอร์ขนาดใหญ่นั้นได้อรรถรสเพียงใด และในจุดนี้ W1700 สามารถตอบสนองได้เป็นอย่างดี ส่วนหนึ่งก็เป็นผลจากการแสดงสีสันที่สมบูรณ์ขึ้นกว่ารุ่นเริ่มต้นนั่นเอง ในการรับชมในห้องมืดสนิทนั้น ระดับ Black Level ที่ลึกเข้มกว่า TK800 ช่วยให้ได้บรรยากาศที่มีมิติและสร้างอารมณ์ร่วมได้ดีขึ้นอีกระดับหนึ่ง ในส่วน HDMI Input Lag อยู่ที่ราว 48.1 ms ทุกโหมดภาพ
เสียง

ระบบเสียงของ W1700 เป็นอีกจุดเด่นที่ต้องพูดถึง แม้แจ้งกำลังขยายมาเบาะๆ ที่ 5 วัตต์ แต่ต้องบอกว่าการใช้งานจริงนั้นให้ระดับเสียงดังดีเป็นที่พอใจเลยทีเดียว (ดังกว่า 10 วัตต์ ของยี่ห้ออื่นอีก) แต่ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดน้ำหนักเสียงเกินตัวมาก เบสคงไม่ถึงกับถล่มทลายเมื่อเทียบกับขนาดไดรเวอร์ แต่นับว่าเกินตัว รายละเอียดย่านเสียงครบถ้วน ความผิดเพี้ยนน้อยสำหรับลำโพงเล็กแค่นี้ ช่วยให้การรับชมความบันเทิงทั้งภาพและเสียงแบบลำลองมีอรรถรสขึ้นมาก สามารถปรับเปลี่ยน Sound Mode ได้ 6 แบบ แต่ Standard ดุลเสียงดีที่สุดแล้วครับ
สรุป
ระบบเสียงของ W1700 เป็นอีกจุดเด่นที่ต้องพูดถึง แม้แจ้งกำลังขยายมาเบาะๆ ที่ 5 วัตต์ แต่ต้องบอกว่าการใช้งานจริงนั้นให้ระดับเสียงดังดีเป็นที่พอใจเลยทีเดียว (ดังกว่า 10 วัตต์ ของยี่ห้ออื่นอีก) แต่ที่สำคัญ คือ การถ่ายทอดน้ำหนักเสียงเกินตัวมาก เบสคงไม่ถึงกับถล่มทลายเมื่อเทียบกับขนาดไดรเวอร์ แต่นับว่าเกินตัว รายละเอียดย่านเสียงครบถ้วน ความผิดเพี้ยนน้อยสำหรับลำโพงเล็กแค่นี้ ช่วยให้การรับชมความบันเทิงทั้งภาพและเสียงแบบลำลองมีอรรถรสขึ้นมาก สามารถปรับเปลี่ยน Sound Mode ได้ 6 แบบ แต่ Standard ดุลเสียงดีที่สุดแล้วครับ

จุดเด่นของ BenQ W1700
– เทคโนโลยี DLP 4K XPR รองรับการแสดงผล HDR และ 3D
– ใช้กงล้อสี RGBRGB แบบเดียวกับโฮมเธียเตอร์โปรเจ็คเตอร์รุ่นสูง และมี ISF Mode การถ่ายทอดสีสันหลังจากคาลิเบรทมีความเที่ยงตรงดีมาก
– Rainbow Effect น้อยมาก ความสบายตาเทียบรุ่นสูงๆ ได้เลย
– แหล่งกำเนิดแสง UHP สามารถยืดอายุการใช้งานได้นานถึง 10,000/8,000 ชม. ในโหมด Eco/Smart Eco
– ติดตั้งลำโพง (Mono) มาด้วย ระดับเสียงดังกำลังดี แต่ที่น่าสนใจ คือ ดุลเสียงครบเครื่อง ดีเกินตัว
จุดด้อยของ BenQ W1700
– ไม่มี Lens Shift ในบางสถานการณ์ที่ต้องปรับแก้ภาพจากตำแหน่งติดตั้งด้วย Digital Keystone อาจลดทอนคุณภาพของภาพลง
– ปกติสำหรับรุ่นเริ่มต้นที่คุณภาพเลนส์ฉายยังไม่เทพเท่ากับรุ่นสูง ภาพฟุ้งนิดๆ
– ขอบเขตสียังไม่ครอบคลุมถึง DCI-P3 แต่สำหรับมาตรฐาน sRGB/Rec.709 นั้น ทำได้ครอบคลุมดี
– ไม่แถม 3D Active Glasses มาด้วย ต้องซื้อเพิ่ม
– ไม่มี Frame Interpolation แต่การรับชมภาพเคลื่อนไหวต่างๆ มิได้รู้สึกว่าสะดุดไปกว่าต้นฉบับ หรือขาดความต่อเนื่อง
* รุ่นนี้รองรับการแสดงผล 3D แต่เนื่องจากไม่มีแว่น 3D Active Glasses ส่งมาด้วย จึงไม่สามารถทดสอบได้
หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2018
ราคา BenQ W1700
60,900 บาท (ราคาเปิดตัว)
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่
บริษัท เบ็นคิว(ประเทศไทย) จำกัด
โทร. 02670 0310-1
สนใจสั่งซื้อสินค้าได้ที่ตัวแทนจำหน่าย อาทิ
Clef Audio, Save Audio & Video, Khonkaen HIFI, Cinema-nia, Magnet, Theater House, Neo Entertainment, Grand Audio & Visual, Projector Pro, Projector Outlet และ Projector 108