รีวิว Hisense 55B7700 4K Android TV รองรับ Dolby Vision รุ่นคุ้มค่า ราคาสบายกระเป๋า !!!
รีวิว Hisense 55B7700 4K Android TV
รองรับ Dolby Vision รุ่นคุ้มค่า ราคาสบายกระเป๋า !!!

หนึ่งในแบรนด์ TV จากแดนมังกร ที่กำลังมาแรงและเป็นที่พูดถึงมากที่สุดแบรนด์หนึ่งในช่วงนี้ จะเป็นอะไรไปไม่ได้เลยนอกจากแบรนด์ Hisense นั่นเอง ซึ่งปีนี้เรียกว่าเตรียมบุกตลาดประเทศไทยอย่างเต็มตัวด้วยการขน TV รุ่นต่างๆ มาแบบจัดเต็ม ไม่ว่าจะเป็น Laser TV ขนาด 100 นิ้ว OLED TV ที่ให้คุณภาพภาพที่ดีเยี่ยม รวมไปถึงรุ่นคุ้มค่าคุ้มราคาอีกมากมาย มาให้เราได้เลือกจับจองเป็นเจ้าของกัน
โดยวันนี้ผมจะพาทุกคนไปรู้จักกับ Hisense B7700 Android TV ความละเอียดภาพแบบ 4K รองรับการแสดงผลภาพแบบ HDR ขั้นท๊อปสุดอย่าง Dolby Vision ในราคาสบายกระเป๋าแบบสุดๆ จะน่าสนใจแค่ไหนมาติดตามในรีวิวกันได้เลยครับ….!!!
สเปค Hisense B7700
– ขนาดจอภาพ 55 นิ้ว และ 65 นิ้ว
– ความละเอียดภาพแบบ 4K หรือ 3840 x 2160 พิกเซล
– รองรับรับ HDR 10 และ Dolby Vision
– ระบบปฏิบัติการ Android TV 8.0 มาพร้อมผู้ช่วยอัจฉริยะ Google Assistant
– รองรับ YouTube, Netflix
– รับประกัน 3 ปี
ราคาเปิดตัว ขนาด 55 นิ้ว อยู่ที่ 20,990 บาท
ราคาเปิดตัว ขนาด 65 นิ้ว อยู่ที่ 27,990 บาท
เมื่อต้นปีที่ผ่านมา คุณโรมัน และ ทีมงาน LCDTVTHAILAND ของเราได้บินลัดฟ้าไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตทีวีและศูนย์วิจัยและพัฒนาของทาง Hisense ณ เมืองซิงเต่า ประเทศจีน งานนี้เราได้ทำคลิปพาทัวร์อาณาจักรของแบรนด์นี้ให้ได้รับชมกันที่คลิปด้านล่างนี้ได้เลย
ดีไซน์
จุดเด่น สำคัญอย่างหนึ่งของแบรนด์ Hisense ที่เห็นได้ชัดหลังจากนำ B7700 ออกมาจากกล่องคือ ดีไซน์ของกรอบตัวเครื่องรวมถึงขาตั้งแทบทุกส่วนจะใช้วัสดุเป็นโลหะสีเงินทั้งสิ้น ให้ความรู้สึกสวยงาม เรียบหรู ดูแพง ถือเป็นเอกลักษณ์ประจำแบรนด์เลยก็ว่าได้

หน้าตาโดยรวมของ B7700 เครื่องนี้เรียบหรู สวยงาม ดูแพงจริงๆ

โลโก้ Hisense เด่นสง่า อยู่บริเวณกึ่งกลางของตัวเครื่อง

กรอบบริเวณด้านล่างของตัวเครื่องวัสดุเป็นโลหะมั่นคงแข็งแรง

ขอบจอบางมากจนแทบเรียกว่าไร้ขอบเลยทีเดียว
ขาตั้ง มาในทรงกิ่งไม้ ให้ความรู้สึกมั่นคง แข็งแรง ยกสูงในระดับหนึ่ง สามารถสอดวางลำโพง Soundbar ได้อย่างสะดวก ด้านข้างของตัวเครื่องมีความบางเพียง 0.9 ซม. เท่านั้น เรียกว่าบางสุดๆ ส่วน ขนาดของตัวเครื่อง รุ่นที่ผมได้รีวิวในครั้งนี้จะเป็น 55 นิ้ว มีขนาดแบบไม่รวมขาตั้งอยู่ที่ กว้าง 123.1 x สูง 71.8 x หนา 6.6 เซนติเมตร และมีน้ำหนักอยู่ที่ 15.5 กิโลกรัม

ขาตั้งทรงกิ่งไม้ มั่นคงแข็งแรง แต่อาจกินพื้นที่ในการวางบ้างเล็กน้อย

ตัวเครื่องบางเพียง 0.9 ซม. เท่านั้น !!!
ด้านหลัง ดูเรียบร้อยสะอาดตาแทบไม่มีน็อตให้เห็นเลยทีเดียว มีด้ามจับ 2 อันยื่นออกมาเพื่อใช้จับยกเคลื่อนย้ายตัว TV ได้อย่างสะดวก พร้อมช่องต่อต่างๆ รวมถึงที่เสียบสายไฟ AC เข้าสู่ตัวเครื่อง

ด้านหลังของตัวเครื่อง

ช่องระบายอากาศมีขนาดใหญ่พอสมควร

ด้ามจับบริเวณด้านหลังตัวเครื่องช่วยให้เคลื่อนย้ายตัวทีวีได้อย่างสะดวกสบาย

ช่องต่อสายไฟเข้า AC IN
รีโมท ที่ให้มามีดีไซน์ที่ดูดีทันสมัย ให้ปุ่มมาอย่างครบครัน เช่น ปุ่ม เปิด/ปิด เครื่อง, ปุ่มเลือกช่องสัญญาณ Input, ปุ่ม Menu, ปุ่มลูกศรควบคุมการใช้งาน, ปุ่ม เพิ่ม/ลด เสียง, ปุ่มเลื่อนช่อง, ปุ่ม Google Assistant, ปุ่มเข้า App ยอดนิยมโดยตรง ได้แก่ Netflix, YouTube กับ Google Play และที่สำคัญมี ไมโครโฟน สำหรับใช้งานคำสั่งเสียงร่วมกับ Google Assistant ที่ด้านบนของรีโมทอีกด้วย ในส่วนของปุ่มเข้าหน้าเมนูหลัก หรือ Home จะเป็นรูปสัญลักษณ์วงกลม ซึ่งใช้งานครั้งแรกๆ อาจจะสังเกตซักเล็กน้อย แต่ใช้ไปนานๆ คาดว่าไม่มีปัญหาครับ

รีโมทให้ปุ่มมาแบบครบครัน พร้อมปุ่มลัดเข้าแอปยอดนิยมอย่าง YouTube, Netflix อีกด้วย
ช่องต่อ
ถึงแม้จะเป็น TV รุ่นระดับกลาง แต่ช่องต่อที่ให้มาถือว่าจัดเต็มพอสมควร โดยในรุ่น B7700 นี้ ได้แบ่ง ช่องต่อ ไว้เป็น 2 จุดหลักๆ โดยด้านข้างจะเป็นสายที่เราใช้งานบ่อย ได้ถูกออกแบบให้สามารถเข้าไป ถอด/เสียบสาย ได้อย่างสะดวกสบาย และ ทางด้านหลังจะเป็นช่องต่อที่เราไม่ค่อยได้ใช้งานกัน โดยประกอบเป็นช่องต่างๆ ตามด้านล่างนี้

ช่องต่อบริเวณด้านซ้ายของตัวเครื่อง
ช่องต่อด้านข้าง
1.Antenna x 1
2.USB 3.0 x 1, USB 2.0 x 1
3.HDMI 2.0 x 2, HDMI 1.4 x 1 (HDMI ARC อยู่ที่ช่อง HDMI 2)
4.Optical x 1

ช่องต่อบริเวณด้านหลังของตัวเครื่อง
ช่องต่อด้านหลัง
1.AV In x 1
2.Headphone 3.5 mm. x 1
3.Ethernet
4.Service
ภาพ

มาเริ่มทดสอบด้านภาพกันครับ
สเปคด้านภาพ ของ Hisense B7700 เครื่องนี้ เป็น TV ความละเอียด 4K UHD หรือ 3840 x 2160 พิกเซล ใช้ พาเนลแบบ VA ที่ให้คุณภาพของภาพรวมถึงระดับความดำอยู่ในเกณฑ์ที่ดี มาพร้อมรองรับการแสดงผลภาพแบบ HDR ทั้ง HDR 10 และ HDR ขั้นสูงสุดในปัจจุบันอย่าง Dolby Vision มี ความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 340 nits ในโหมด HDR Dynamic ซึ่งโดยรวมถือว่าสว่างในระดับกำลังดีสำหรับห้องทั่วๆ ไป แต่หากใครที่นำไปใช้งานที่ห้องโดนแสงแดดสาดส่องเข้ามาแบบเต็มๆ อาจจะต้องหา “ม่านคุมแสง” มาช่วยสักเล็กน้อยครับ

ค่าต่างๆ ของ Hisense B7700 ก่อนทำการปรับภาพ
เรื่องคุณภาพของภาพ แม้ B7700 เครื่องนี้จะเป็น TV 4K รุ่นระดับกลางแต่คุณภาพของภาพก็ไม่ได้ลดหย่อนจากรุ่นใหญ่เลย ภาพมาในโทน “คมชัดสบายตาเป็นธรรมชาติ สีสันมีความสดอิ่มในระดับหนึ่ง” โหมดภาพสำเร็จรูปจากโรงงานถือว่ามีความเที่ยงตรงในระดับ “ใช้ได้”
ในการรับชม คอนเทนต์ ทั่วไปในรูปแบบ SDR ปกติ เช่น Digital TV หรือ แผ่น Blu-ray ธรรมดาทั่วไป โหมดภาพที่แนะนำ ให้เลือกใช้จะเป็น โหมด Calibrated โดยแนะนำให้ปรับ Contrast ลงเหลือประมาณ 36 จะช่วยลดอาการภาพโพลนหรือทำให้สามารถเห็นรายละเอียดภาพในที่สว่าง หรือ Highlight Details ได้ชัดเจนมากขึ้น
B7700 เครื่องนี้มีเครื่องมือปรับภาพแบบละเอียด อย่าง 20p White Balance, CMS และ Gamma แต่ผลลัพธ์ยังออกมาไม่ดีนัก เพราะหากเราปรับค่าพารามิเตอร์ในบางส่วนมากเกินไป สีสันของภาพโดยรวมจะเกิดอาการผิดเพี้ยนขึ้นมา คาดว่าจะมีการอัพเดทเฟิร์มแวร์เพื่อแก้ไขปัญหาตรงจุดนี้ในอนาคตอย่างแน่นอน ตอนนี้จึงแนะนำว่าให้เลือกปรับ White Balance แบบ 2P ก็เพียงพอครับ

ค่ากราฟต่างๆ ก่อนปรับ มีติดโทนอุ่นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น

หลังทำการปรับภาพ สมดุลสีดูดีขึ้น ภาพโดยรวมดูดีขึ้นพอสมควร

ตัวอย่างภาพ SDR จากภาพยนตร์ใน Netflix

ภาพจากการ์ตูนแอนิเมชั่นสีสันฉูดฉาดกำลังดี
ต่อมาในส่วนของการแสดงผลภาพ HDR 10 กันบ้าง โดย โหมดที่ให้ค่าสมดุลสีที่ดีที่สุด ให้ภาพที่เป็นธรรมชาติใกล้เคียงมาตรฐานภาพตามอุตสาหกรรมภาพยนตร์ที่สุด จะเป็นโหมด HDR Cinema อาจจะมีติดภาพโทนอุ่นสักเล็กน้อย แต่โดยรวมถือว่าเที่ยงตรงพอสมควร สามารถวัดค่า ขอบเขตสี จากโหมดนี้ได้ที่ 74.9% ของมาตราฐาน DCI-P3 ส่วนความสว่างจะอยู่ที่ 257 nits เท่านั้นในโหมดนี้ ซึ่งอาจดูมืดสักเล็กน้อยในห้องที่มีแสงสว่างมาก แต่หากดูในห้องที่ปิดไฟ หรือมีม่านมากันแสงจากภายนอกสักหน่อยภาพที่ได้ออกมาดีเลยทีเดียว

ค่าก่อนปรับภาพสำหรับ HDR ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี

หลังปรับสีสันโดยรวมดูดีเป็นธรรมชาติมากขึ้น แถมวัดค่าขอบเขตสีได้เพิ่มมากขึ้นเล็กน้อยจากก่อนปรับอยู่ที่ 74.9% เพิ่มขึ้นเป็น 75.2% ของมาตราฐาน DCI-P3

สำหรับการรับชมแบบ HDR แนะนำให้เลือกเป็น HDR Cinema ครับ

ตัวอย่างภาพ HDR 10 จากแผ่น UHD 4K Blu-ray
สิ่งหนึ่งที่ผมรู้สึกประหลาดใจหลังจากได้สัมผัส B7700 เครื่องนี้คือไม่น่าเชื่อว่า TV ราคาระดับนี้จะ รองรับ การแสดงผลภาพแบบ Dolby Vision ด้วย โดยภาพที่ได้ก็ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ที่ดี พอสมควรสำหรับ 4K TV ระดับกลาง มีความสวยงามเป็นธรรมชาติ ไล่เฉดแสงสี รวมถึงสีสันมีความฉูดฉาดแบบพอดีๆ โดยหากใครที่อยากได้คุณภาพของภาพที่สดเด้งดีขึ้นไปอีกก็แนะนำให้อัพเป็น ULED รุ่น B8000 หรือจะเลือกเป็น OLED TV รุ่น A91 ไปเลยจะดีกว่า
ซึ่งในการแสดงผลภาพแบบ Dolby Vision ใน B7700 เครื่องนี้จะมีตัวเลือกโหมดภาพให้เพียง 2 ตัวเลือก เท่านั้น โดยสามารถเลือกใช้งานเป็นโหมด Dolby Vision Bright หรือ Dolby Vision Dark ได้ตามสภาพแสงภายในห้องหรือตามความรอบได้เลยครับ

โหมดภาพของ Dolby Vision ในภาษาไทยอาจยังใช้คำได้ไม่ถูกนัก แต่ยังสามารถเข้าใจได้ครับ

โลโก้ Dolby Vision ยืนยันกันแบบชัดๆ !!!

แสงสีธรรมชาติสวยงาม สีผิวคนก็ดูดีเช่นกัน
B7700 เครื่องนี้ยังมีฟีเจอร์ Motion แทรกเฟรมภาพ มาให้ด้วย โดยหากใครที่ชอบภาพแบบลื่นไหลก็สามารถเลือกปรับได้ตามสบาย แต่หากใครที่ต้องการภาพไหลลื่นตามแบบภาพต้นฉบับแนะนำให้เลือกเป็นแบบ Custom แล้วปรับระดับ Dejudder เป็น 1 (มากสุด 3) จะได้ภาพที่เป็นธรรมชาติที่สุดครับ
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ถือเป็นทางเลือกให้ผู้ใช้งานคือฟีเจอร์ Dimming โดยหากเปิดฟีเจอร์นี้จะเป็นการหรี่หรือ Dim หลอดไฟทั้งจอลงในฉากมืด ซึ่งในการรับชมจริงอาจทำให้ภาพมีอาการวูบวาบเสียอรรถรสในการรับชมได้ จึง แนะนำให้ปิด ฟีเจอร์นี้จะดีกว่า
มาปิดท้ายการทดสอบภาพกับการการ เล่นเกม Street Fighter V บน PS4 Pro กันสักหน่อย ในส่วนของ Input Lag สำหรับโหมด Game ของ B7700 เครื่องนี้จะอยู่ที่ 45.1 ms ถือว่าอยู่ในระดับที่ดี ไม่เจออาการดีเลย์ต่อการตอบสนองของจอยแต่อย่างใด ส่วนโหมดอื่นๆ จะมีค่า Input Lag ที่ใกล้เคียงกันอยู่ที่ประมาณ 65.7 ms ซึ่งถือว่าไม่เยอะกว่ากันสักเท่าไหร่

ทดสอบเล่นเกม Street Fighter V บน PS4 Pro
เสียง

มาทดสอบเรื่องเสียงกับภาพยนตร์เรื่อง Bohemian Rhapsody กัน
คุณภาพเสียง ของ B7700 เครื่องนี้สามารถตอบสนองต่อการใช้งานทั่วไปได้เป็นอย่างดี จากการทดสอบผมแนะนำให้เลือกใช้ 2 โหมดด้านล่างนี้ได้ตามใจชอบเลยครับ
โหมดมาตรฐาน : เป็นโหมดที่ให้เนื้อเสียงเป็นธรรมชาติที่สุด เนื้อเสียงโดยรวมมีความชัดเจน เบสมาแบบพอดีๆ
โหมดโรงภาพยนตร์ : โหมดนี้จะเป็นการจำลองเสียงรอบทิศทางขึ้นมาจากลำโพงทีวี ซึ่งจากการทดลองรับชมคอนเสิร์ตเมื่อเปิดโหมดนี้ บรรยากาศของเสียงนั้นกว้างขึ้นจริงๆ แบบฟังได้ไม่ยาก

โหมดเสียงต่างๆ ให้เลือกใช้งาน
แนะนำ : ฟีเจอร์ Total Sonic : ในโหมดนี้เนื้อเสียงโดยรวมจะเหมือนเดิม แต่จะเป็นการเพิ่มเสียงเบสขี้นมาให้ระดับหนึ่งแบบสัมผัสได้เลย แต่โหมดนี้จะให้เสียงที่เบา ต้องเร่งมากกว่าปกติพอสมควรถึงจะอยู่ในระดับการฟังทั่วไป

ฟีเจอร์ Total Sonic ที่ช่วยเพิ่มพลังเสียงให้มีน้ำหนักได้ดี

B7700 รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณในรูปแบบ 5.1 Ch เข้ากับ Soundbar ที่รองรับได้ทั้งแบบ HDMI ARC และ Optical
เพิ่มเติม
แน่นอนหละว่าเมื่อซื้อ TV สักเครื่องหนึ่งต้องมีการนำไปรับชมช่อง TV ที่ออกอากาศตามปกติกันอย่างแน่นอน โดย B7700 เครื่องนี้ได้ติดตั้ง Tuner Digital TV แบบ DVB-T2 มาให้ในตัว สามารถเสียบสายอากาศแล้วกดค้นหาช่อง ก็สามารถรับชมรายการโปรดจากช่องที่คุณชื่นชอบได้เลยครับ

ตัวอย่างชื่อช่องและรายการต่างๆ ของ Digital TV

ภาพแบบ 1080i คนชัดตามต้นฉบับ
หากใครที่เป็นแฟนตัวจริงจะสังเกตได้ว่า Smart TV จากแบรนด์ Hisense นั้นจะใช้ระบบปฏิบัติการของตนเองอย่าง VIDAA U เป็นส่วนใหญ่ แต่ B7700 เครื่องนี้มีความพิเศษที่ไม่เหมือนรุ่นอื่นๆ นั่นคือ ใช้ระบบปฏิบัติการเป็น Android TV 8.0 ที่มาพร้อมผู้ช่วยคำสั่งเสียงอัจฉริยะอย่าง Google Assistant ที่มี Google Play Store ไว้สำหรับโหลดแอปพลิเคชั่นต่างๆ เช่น YouTube กับ Netflix, รวมถึงฟีเจอร์ Chromecast Built-in ที่ให้เราสามารถส่งคลิปวีดีโอหรือรายการต่างๆ ที่ชื่นชอบจากสมาร์ทโฟนขึ้นมาดูบนทีวีจอใหญ่ได้อย่างสะดวกสบาย

หน้า Home ของ Android TV

เวอร์ชั่น 8.0 ยืนยันกันแบบชัดๆ !!!
Google Assistant หรือ ผู้ช่วยอัจฉริยะสั่งการใช้งานด้วยเสียง นับเป็นหนึ่งในฟีเจอร์ที่ช่วยสร้างความสะดวกสบายในการใช้งานให้มากขึ้นได้เป็นอย่างดี โดยสามารถสั่งการใช่งานได้อย่างหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น สั่งเปิด Netflix, สั่งค้นหาคลิปบน YouTube, ถามเส้นทาง, สอบถามสภาพอากาศ รวมถึงใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ Smart Home อื่นๆ ได้ด้วย จากการทดสอบการใช้งานหากต้องการใช้คำสั่งเสียงภาษาไทยผสมผสานกับภาษาอังกฤษ ต้องตั้งค่าภาษาของตัวเครื่องให้เป็นภาษาไทยก่อน ถึงจะใช้งานได้สมบูรณ์แบบ

ค้นหาเพลง “รักติดไซเรน” ที่กำลังมาแรงในช่วงนี้
Netflix แอปพลิเคชั่นดูหนังสตรีมมิ่งยอดนิยมก็สามารถใช้งานได้อย่างราบลื่น รองรับการแสดงผลภาพ HDR ขั้นสูงสุดอย่าง Dolby Vision และหากทำการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ที่รองรับ TV ก็จะสามารถส่งสัญญาณเสียงแบบ 5.1 Ch ไปรับบน ลำโพง Soundbar หรือ เครื่องเสียงของคุณได้เลย

มาทดสอบการรับชมภาพยนตร์จาก Netflix กัน

ขึ้นโลโก้ Dolby Vision อย่างชัดเจน
YouTube แหล่งรวมคลิปวีดีโอจากทั่วทุกมุมโลกที่เป็นที่นิยมอย่างมากในประเทศไทย ก็รองรับการเล่นคลิปวีดีโอได้ความละเอียดสูงสุดถึง 4K แต่น่าเสียดายที่ปัจจุบันยังไม่รองรับการแสดงผลแบบ HDR ซึ่งในอนาคตหากมีการอัพเดทจะมาแจ้งให้ทราบกันอีกทีครับ

เลือกคลิปที่อยากรับชมได้ตามสบาย

สามารถปรับความละเอียดได้สูดแบบ 2160p หรือ 4K นั่นเอง

ใน Google Play Store มีเกมต่างๆ ทั้งแบบฟรี และ เสียเงิน ให้สามารถโหลดมาเล่นกันได้

ใครที่ชอบอุดหนุนภาพยนตร์แบบถูกลิขสิทธิ์ ก็มีให้เลือกซื้อเช่นกัน

เว็บ Broswer สามารถเข้าเว็บต่างๆ ได้สะดวกสบาย อาจไม่ลื่นเท่าบนคอมพิวเตอร์ แต่ก็ถือว่าใช้งานได้ดี

B7700 สามารถเล่นไฟล์ต่างๆ ได้อย่างรายลื่น สามารถเลือกภาษา เลือกคำบรรยายได้อย่างครบถ้วน
สรุป
Hisense B7700 เครื่องนี้ เป็น Andoid TV รุ่นคุ้มค่าแบบสุดๆ รุ่นหนึ่งในตลาดตอนนี้เลยก็ว่าได้ ทั้งการรองรับการแสดงผลภาพแบบ Dolby Vision, ดีไซน์ตัวเครื่องที่มีความเรียบหรู ดูแพง, ระบบ Android TV ที่มาพร้อม Google Assistant ผู้ช่วยคำสั่งเสียงอัจฉริยะที่ช่วยให้การใช้งานสะดวกมากขึ้น รวมถึงคุณภาพของภาพที่ถือว่าดีเป็นธรรมชาติ สดเด้งในระดับหนึ่ง คุ้มค่าคุ้มราคาค่าตัวเป็นอย่างดีครับ

Hisense B7700 ของเขาดีจริง