รีวิว LG OLED65B7T เจ้าตำรับ OLED TV รุ่นเล็กปีนี้จะกินเรียบ หรือจะโดนเจ้าอื่นข่ม !!?
LG OLED65B7T UHD HDR OLED TV



ยอมรับว่าทีแรกหนักใจแทน LG อยู่ไม่น้อย เมื่อทราบข่าวว่า “คู่แข่งตัวท็อป” จากแดนอาทิตย์อุทัย ทั้ง Sony และ Panasonic ต่างก็เข้ามาร่วมชิงชัยในตลาด OLED TV ประจำปี 2017 ที่น่ากลัว คือ ทั้ง 2 ค่าย จัดเต็มแบบไม่ยั้งเพราะปล่อยรุ่นเด็ด เรือธงสเป็กเทพ ดีไซน์งี้ล้ำมาเลย แต่… อย่าลืมว่า LG ก็ยังเป็นเจ้าของพาเนลอยู่นะครับ

W7 “Wallpaper” OLED TV หนึ่งในทีวีระดับท็อปที่มีนวัตกรรมโดดเด่นที่สุดเครื่องหนึ่งประจำปี 2017 แต่น่าเสียดายที่ทาง LG ไม่นำเข้ามา (อ้างอิงขณะทำการทดสอบ) รุ่นรองที่มีจำหน่ายในประเทศไทยก็อิงดีไซน์เดิมจากปีก่อนมาแทบจะทุกจุด (ความต่างน้อยมาก) หลายท่านจึงมองว่ายังไม่สมศักดิ์ศรีหากจะนำไปเทียบกับดีไซน์อันหวือหวาของ OLED TV เรือธงจากแบรนด์คู่แข่ง… แต่ ถ้าตัดประเด็นเรื่องความหวือหวาของรูปลักษณ์ภายนอกออก แล้วเน้นเรื่องของคุณภาพภายในล่ะ LG OLED TV ประจำปี 2017 จะสู้ได้ไหม?

ปีนี้ LG ถือเป็นผู้ผลิต OLED TV ที่มีจำนวนรุ่นมากที่สุดถึง 5 ซีรี่ส์ (หากนับ W7 ด้วย) ซึ่งไม่น่าแปลกใจ เพราะเดิมเป็นผู้ผลิตหนึ่งเดียวมานานแล้ว โดยรุ่นที่ทีมงาน LCDTVTHAILAND จะทำการทดสอบครั้งนี้ คือ OLED65B7T ถือเป็นซีรี่ส์น้องเล็ก ราคานับว่าเย้ายวนมากที่สุดเมื่อเทียบกับ OLED TV ซีรี่ส์อื่นๆ ของ LG เอง และรวมถึงของคู่แข่งด้วย (ปัจจุบันมีกันแค่แบรนด์ละรุ่น)
Design – การออกแบบ

ดังที่เกริ่นไปว่า OLED TV ของ LG ปีนี้ (นอกเหนือจาก W7) จะอิงดีไซน์ตามแบบของรุ่นปีที่แล้ว และหากดูรูปลักษณ์ภายนอกของ B7 จะเหมือนกับ B6 นั่นเอง ดูไม่ตื่นเต้นเท่าไหร่…

B7 ขนาดอื่นที่มีวางจำหน่ายนอกจาก 65 นิ้ว ยังมี 55 นิ้ว ด้วย ราคาย่อมเยากว่า เริ่มต้นไม่ถึง 1 แสนบาท เหมาะมากสำหรับท่านที่กำลังมองหา 4K/UHD OLED TV ราคาไม่แรง

เมื่อเป็น OLED TV เรื่องความบางของจอภาพไม่ต้องห่วง บางจริงครับ ส่วนที่บางทีสุดอยู่ระดับไม่กี่มิลลิเมตรเท่านั้น!

ฐานตั้งเป็นวัสดุใสรองรับด้วยแผ่นโลหะ มองเผินๆ เหมือนทีวีลอยอยู่ (โครงสร้างฐานลักษณะนี้ใกล้เคียงกันรุ่น C7 แต่ B7 จะมีขนาดฐานเล็ก ประหยัดเนื้อที่กว่า)

ด้านหลังจอภาพส่วนบนเป็นวัสดุเรียบเงา น่าจะเป็นโลหะ ส่วนล่างตกแต่งด้วยวัสดุสังเคราะห์สีขาวด้านดูดี แต่ต้องระมัดระวังเล็กน้อยเพราะสีขาวจะเปื้อนง่ายและถ้าเปื้อนจะเช็ดออกยากหน่อย

รีโมตคอนโทรลของ LG OLED TV ทุกรุ่นจะเป็น Magic Remote ที่รวมความสามารถของ Air Mouse มาด้วย หน้าตาจะเหมือนที่แถมมากับรุ่น Super UHD TV (ไม่ใช่รีโมตหน้าตาแบบที่แถมในรุ่น E7T และ G7T) มีเพิ่มปุ่มลัด Netflix และ Amazon เข้ามา เพื่อการเข้าถึงที่สะดวกรวดเร็วขึ้น
Connectivity – ช่องต่อ
OLED65B7T ติดตั้งจุดเชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงมาครบครัน ไม่ต่างกับทีวีระดับท็อปยี่ห้ออื่น แบ่งได้เป็น 2 ฝั่ง คือ ด้านหลังและด้านข้างของจอภาพ (เยื้องไปทางฝั่งขวา เมื่อมองจากด้านหลัง)

ด้านหลังประกอบไปด้วย HDMI In 2 ช่อง, ช่องต่อสัญญาณภาพและเสียงอะนาล็อกแบบ Composite และ Component 1 ชุด (ใช้ร่วมกัน), USB 1 ช่อง, Optical Audio Out, Ethernet, Headphone Out พ่วงด้วย Service Input

ส่วนด้านข้าง ประกอบไปด้วย HDMI In 2 ช่อง และ USB 2 ช่อง (เป็น USB 3.0 1 ช่อง)

Extra – เพิ่มเติม

ระบบปฏิบัติการ Smart TV ของ LG ยังคงเป็น WebOS เช่นเคย พัฒนามาถึงเวอร์ชั่น 3.5 แล้ว ซึ่งอินเทอร์เฟสหลักยังคงเดิม ผู้ที่เคยใช้งานรุ่นก่อนหน้านี้ก็ไม่ต้องทำความคุ้นเคยกันใหม่ ซึ่งแอพฯ ต่างๆ สามารถเลือกจากแถบเมนูหลักด้านล่างจอภาพได้เลย

คอนเทนต์ที่ถือเป็นเอกสิทธิ์เฉพาะสำหรับผู้ใช้ LG Smart TV คือ LG On TV ซึ่งจะเน้นให้ข้อมูลผลิตภัณฑ์เป็นหลัก ไม่ว่าจะเป็นสเป็ก แนะแนวการใช้งาน รวมถือวิดีโอรีวิวโดยทีมงาน LCDTVTHAILAND ด้วยครับ

เช่นเดียวกับมาตรฐาน Smart TV ในปัจจุบันที่สามารถติดตั้งแอพฯ เพิ่มเติมได้ โดยจำนวนแอพฯ จาก WebOS ถือว่าพอสมควร อาจไม่มากที่สุดแต่ก็ไม่โหรงเหรง

บริการวิดีโอสตรีมมิ่งยอดฮิตอย่าง Netflix ก็มาพร้อม ซึ่ง LG เป็นหนึ่งในทีวีไม่กี่แบรนด์ที่สามารถรับชม “Dolby Vision” HDR ผ่าน Netflix ได้แล้ว หลายเรื่องมาพร้อมระบบเสียง 5.1 และปัจจุบันเริ่มมีพากย์ไทย-ซับไตเติลไทยด้วย คุณภาพของภาพ 4K HDR โอเคเลย รายละเอียดชัดเจนกว่าสตรีมมิ่งวิดีโอทั่วไประดับที่ HD อย่างเห็นได้ชัด แต่จำเป็นที่ความเร็วอินเทอร์เน็ตต้องเพียงพอ

หากเป็นการรับชม HDR มาตรฐาน Dolby Vision ทาง LG จะแยกโหมดภาพออกมาต่างหาก และเป็นการยืนยันไปในตัวว่ากำลังแสดงผลแบบ Dolby Vision อยู่นะ (ภาพที่เห็นเป็นการรับชมผ่าน Netflix)

อีกหนึ่งความบันเทิงยอดฮิตผ่านวิดีโอสตรีมมิ่งคงไม่พ้น YouTube ซึ่ง YouTube App ของ WebOS เวอร์ชั่นใหม่รองรับการแสดงผลแบบ 4K HDR YouTube เป็นที่เรียบร้อย แต่เนื่องจากผู้ใช้ยังไม่สามารถปรับ Quality (Resolution) ด้วยตนเองผ่าน YouTube App ปัญหาที่พบ คือ หลายครั้งระบบจะไม่ปรับการแสดงผลเป็น 4K แม้คลิปต้นฉบับจะมีความละเอียด 4K ผิดกับการรับชมผ่าน Web Browser ที่สามารถกำหนด Resolution ของ YouTube ได้ครับ

ก่อนหน้านี้การรับชม YouTube ผ่าน Web Browser แม้จะเห็นว่าสามารถปรับ Quality (Resolution) เป็น “2160p” ได้ อย่างไรก็ดีด้วยข้อจำกัดด้านการแสดงผลของ Web Browser ของ Smart TV ในอดีต ภาพที่เห็นยังไม่ใช่คุณภาพ 4K เต็ม 100% ครับ (จุดนี้เป็นเช่นเดียวกับ Web Browser ของ Smart TV ยี่ห้ออื่น) อย่างไรก็ดีข้อจำกัดนี้ได้รับการปรับปรุงแล้วกับทีวีหลายๆ รุ่น และ LG 65B7T ก็เป็นหนึ่งในนั้น การรับชม 4K YouTube ผ่าน Web Browser จึงแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่ (แต่ Web Browser ยังไม่รองรับ YouTube HDR) สิ่งที่ต้องกังวล คือ ความเร็วอินเทอร์เน็ตแล้วล่ะครับว่าเพียงพอสำหรับสตรีมมิ่ง 4K ไหม

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่มีเฉพาะ LG OLED TV โดยเปลี่ยนหน้าจอของ OLED TV เสมือนเป็น Gallery แสดงผลงานภาพสวยๆ ที่ถูกรวบรวมเอาไว้อยู่ภายในหน่วยความจำของทีวี และผู้ใช้ยังสามารถเพิ่มเติมอัลบั้มภาพของตัวเองได้ด้วยครับ
Picture – ภาพ
LG OLED65B7T มีจำนวนโหมดภาพจากโรงงานสำหรับการรับชม SDR Content 9 โหมด (เท่ากับปีที่แล้ว)

LG 65B7T Factory Picture Mode Data (SDR Mode)
ไม่ต้องเดาก็บอกได้ว่าโหมดภาพที่เที่ยงตรงที่สุดสำหรับการรับชม SDR Content คือ ISF Expert (Bright Room) และ ISF Expert (Dark Room) ความแตกต่างของทั้ง 2 โหมด ก็ตามชื่อ คือ Bright Room สำหรับการรับชมเวลากลางวัน โหมดนี้อาจไม่ใช่โหมดที่สว่างมากที่สุดก็จริง (เมื่อเทียบกับ Vivid, Football หรือ HDR Effect) แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานตามบ้านพักอาศัย ส่วน Dark Room ระดับความสว่างต่ำลง เหมาะสำหรับรับชมในห้องที่คุมแสงได้… ก่อนนี้ใครที่มีปัญหาดูทีวีแล้วเหมือนภาพมันจ้าแสบตาเกิน ลองปรับโหมดภาพให้เหมาะกับสภาพแวดล้อมดูนะครับ ช่วยได้

การรับชม SDR Content ร่วมกับโหมดภาพโรงงาน จะอ้างอิงในสภาพแวดล้อมคุมแสงรบกวนกับ ISF Expert (Dark Room) จากผลทดสอบพบว่า “ความเที่ยงตรง” ไม่ผิดหวัง ผลลัพธ์อาจไม่เจ๋งเท่า OLED TV ตัวท็อป ของบางยี่ห้อ แต่ถือว่าโอเคมาก และดีกว่ามาตรฐานรุ่นปีที่แล้วของ LG เองด้วย โดยอุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ 6522K และเมื่อดูที่กราฟสมดุลสี อาจจะติดอมเขียวหน่อยๆ ช่วง Shadow Detail แต่ก็เล็กน้อย ขอบเขตสีจากตัวเลือก Colour Gamut = Auto ทำได้ครอบคลุมราว 98.1% ของมาตรฐาน Rec.709 ส่วนค่า Gamma ก็ใกล้เคียง BT.1886

หลังจากปรับภาพละเอียด ทั้ง 20-point White Balance และ CMS นี่แหละของจริง! ซึ่งประเด็น “สมดุลสี” ที่ได้นั้น ไม่แพ้พวกระดับท็อปๆ เลยทีเดียว ผลลัพธ์เข้าใกล้อุดมคติมากๆ ขอบเขตสีหลังปรับภาพ ทำได้ 99.7% ของมาตรฐาน Rec.709

ตัวเลือกปรับภาพละเอียดในส่วนของหัวข้อ Expert Control สามารถดำเนินการได้ครบทั้ง 20-point White Balance และ CMS ร่วมกับโหมดการรับชมแบบ SDR และ HDR (ในภาพอ้างอิงตัวเลือกจากโหมด HDR Cinema)

โหมดภาพสำเร็จรูปเมื่อรับชม HDR มีทั้งหมด 5 โหมด ได้แก่ Vivid, Standard, Cinema Home, Cinema และ Game ซึ่งโหมดที่ให้ความสว่างสูงสุด ผิดคาดว่าไม่ใช่ Vivid แต่เป็น Game ระดับ Peak Brightness อยู่ที่ราว 683 nits

อย่างไรก็ดี โหมดที่แนะนำเนื่องจากได้สมดุลสีดีกว่า คือ Cinema โหมดนี้ระดับ Peak Brightness จะต่ำกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ 619 nits ความเที่ยงตรงในแง่สมดุลสีอยู่ในเกณฑ์ดีมาก ดีกว่าเจนฯ ก่อนอย่างเห็นได้ชัด ความสามารถด้านขอบเขตสี (Color Space) ไม่แตกต่างจากปีก่อนมากนัก ทำได้ครอบคลุมราว 95% ของมาตรฐาน DCI-P3

ถึงแม้ LG จะเปิดโอกาสให้ผู้ใช้ทำการปรับภาพละเอียดกับโหมดภาพ HDR ผ่าน 20-point Whit Balance ได้ก็จริง แต่เนื่องจากไปอิงมาตรฐาน Code Value ที่เข้าใจยาก (แตกต่างจาก 20-point WB เมื่อปรับโหมด SDR) หากมีความจำเป็นต้องปรับสมดุลสี เบื้องต้นอาจปรับแบบ 2-point ก็ให้ผลลัพธ์ที่ลงตัวเพียงพอครับ โดยหลังจากปรับภาพแล้วจะให้ความเที่ยงตรงสำหรับการรับชม HDR ดีขึ้นอีกเล็กน้อย ความสว่าง Peak Brightness ลดลงไม่มาก อยู่ที่ 605 nits ยังสูงกว่ามาตรฐาน Ultra HD Premium ที่กำหนดไว้ 540 nits จึงถือว่า 65B7T ผ่านเกณฑ์ Ultra HD Premium ครับ!

โมชั่นแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวของ LG เรียกว่า TruMotion ปรับได้ 2 ระดับสำเร็จรูป และ User สำหรับปรับแต่งเพิ่มเติมผ่านตัวเลือก De-Judder และ De-Blur
จากการใช้งานพบว่า เลือก User แล้วปรับแต่งเองจะให้ผลลัพธ์ที่ลงตัวกว่าค่าตั้งต้น ซึ่งระบบรองรับการปรับแต่งได้ยืดหยุ่นดี เบื้องต้นสำหรับการรับชมภาพยนตร์ทั่วไปอาจกำหนด De-Judder ไว้ราวๆ 3 จะบาลานซ์ระหว่างความไหลลื่นจากการจำลองแทรกเฟรมเสมือนเข้ากับปริมาณเฟรมต้นฉบับได้ค่อนข้างดี ยังคงความเป็นธรรมชาติอยู่ แต่กับคอนเทนต์บางลักษณะ เช่น ภาพยนตร์อนิเมชั่น อาจต้องปรับลดระดับ De-Judder ลงอีก เพราะคอนเทนต์ลักษณะนี้จะเห็นจุดบกพร่องจากการจำลองแทรกเฟรมเสมือนได้ง่ายกว่าครับ

ความเที่ยงตรงที่ได้จากตัวเลือกปรับภาพละเอียดของ B7 สามารถนำไปใช้งานเป็นจอภาพอ้างอิงได้อย่างยอดเยี่ยม การถ่ายทอดสีดำที่ดำสนิทช่วยให้การอ้างอิง Black Level สำหรับงานบางลักษณะใกล้เคียงอุดมคติขึ้น
ส่วนท่านที่กังวลว่าการใช้งานเป็นจอมอนิเตอร์ที่ต้องเปิดภาพนิ่งค้างไว้จะเป็นปัญหากับ OLED TV หรือเปล่า? ด้วยฟีเจอร์ Screen Shift จะช่วยป้องกันปัญหาภาพติดค้าง (Image Retention) กับ OLED TV เมื่อเปิดภาพนิ่งค้างไว้เป็นเวลานานได้ อย่างไรก็ดีการใช้งานเป็นมอนิเตอร์ร่วมกับคอมพิวเตอร์แนะนำว่า อาจใช้เป็นจอภาพรอง เช่น จอภาพสำหรับพรีวิวงานตัดต่อวิดีโอที่เป็นภาพเคลื่อนไหวจะสบายใจกว่า ส่วนท่านใดจะใช้งานนอกเหนือจากนี้ไม่มีข้อห้าม แค่ระมัดระวังหน่อย ไม่ต้องกังวลจนเกินไปนัก
ส่วนการเล่นเกมร่วมกับเครื่องเกมคอนโซล หากท่านเป็นคนหนึ่งที่เซ็นซิทีฟกับ Input Lag แนะนำให้เปลี่ยนโหมดภาพเป็น Game เพื่อระดับ HDMI Input Lag ต่ำเพียง 21.2 ms (โหมดอื่นๆ Input Lag จะอยู่ที่ราว 88 ms) แต่ในโหมด Game ภาพจะติดอมฟ้า ถ้าซีเรียสเรื่องดุลสี คงต้องดำเนินการปรับภาพเพิ่มเติมเอง
Sound – เสียง
เมื่อเป็นรุ่นน้องเล็ก จุดที่ยังเป็นรองรุ่นพี่จากตระกูล OLED TV ด้วยกัน คงไม่พ้นเรื่องระบบเสียง แต่ถ้าเทียบกับลำโพงทีวีทั่วไปที่จัดวางลำโพงไว้เฉพาะส่วนล่างของจอภาพ โดยรวมผลลัพธ์คุณภาพเสียงของ B7 อยู่ในเกณฑ์ดี เสียงไม่คลุมเครือ ปริมาณเบสใช้ได้ ไม่ถึงกับหนักหน่วง แต่ก็ไม่บางจนเกินไป (เข้าใจว่าจะมีซับวูฟเฟอร์ซ่อนอยู่ด้านในโครงสร้างด้านหลัง)

B7 สามารถถอดรหัสเสียง Dolby Digital และ DTS ได้ในตัว ซึ่งคงไม่ใช่เรื่องแปลกอะไรสำหรับทีวีระดับนี้ แต่ที่เด็ด เห็นจะเป็นรองรับระบบเสียงใหม่อย่าง Dolby Atmos โดยดูได้จากตัวเลือกตั้งค่าในส่วนของ Sound อย่างไรก็ดีในแง่การตอบสนองเสียงรอบทิศทางที่รวมถึงมิติเสียงด้านสูงสำหรับลำโพงทีวี ยังมีข้อจำกัดอยู่
Dolby Atmos ของทีวีอย่าง B7 จะใช้พื้นฐานการถอดรหัสข้อมูล Metadata จากระบบเสียง Dolby Digital+ (แตกต่างจาก AV Receiver ที่ถอดรหัส Atmos Metadata จากระบบเสียง Dolby TrueHD) นอกจากนี้ยังไม่มีการแยกลำโพงสำหรับสร้างเอฟเฟ็กต์ด้านสูงโดยเฉพาะ แต่ก็จำลองมิติเสียงโอบล้อมได้ ผลลัพธ์อิงตามสภาพแวดล้อม (ระยะห่างจากผนังด้านข้าง ด้านหลัง และฝ้าเพดาน) โดยอิงกับขนาดห้องที่ไม่ใหญ่เกินไป

อันที่จริงด้านหลังทีวีมีที่เหลือพอติดตั้งลำโพงเอฟเฟ็กต์สำหรับ Atmos เพิ่มเติมได้ แต่เท่าที่ลองส่อง B7 ดู รุ่นนี้ยังไม่มีครับ ลำโพงจะมีอยู่แค่ส่วนล่างของจอภาพเท่านั้น มิติเสียงด้านสูงจึงยังให้ได้ไม่ชัดเจน แต่ต้องยอมรับว่าเป็นจุดเริ่มต้นที่เปิดมิติใหม่ให้กับระบบเสียงทีวีได้น่าสนใจ
ฟอร์แม็ตไฟล์เสียงเมื่อเล่นผ่าน USB Storage ได้แก่ WAV, FLAC, ALAC, AIFF, MP3, WMA, AAC, APE และ midi แน่นอนว่ารองรับ Hi-res ด้วยครับ
Conclusion – สรุป
ราคาเปิดตัว LG OLED65B7T 169,990 บาท
ข้อดีของ LG OLED65B7T
1. OLED TV เจ้าตำรับ จากผู้ผลิต WRGB OLED Panel เพียงหนึ่งเดียวในปัจจุบัน (แต่อนาคตไม่แน่แล้ว) แน่นอนว่าเป็นความได้เปรียบที่ทำให้กระจายรุ่นได้อย่างครอบคลุม และ OLEDB7T ถือเป็นรุ่นหนึ่งที่คุ้มค่าหากอิงราคามาก่อนเป็นอันดับแรก
2. โหมดภาพจากโรงงาน อาทิ ISF Expert ทั้ง 2 ตัวเลือก ให้สมดุลสีมีความเที่ยงตรงดี แม้ไม่เด่นที่สุดในบรรดาทีวีระดับสูงของปีนี้ แต่ก็ดีกว่ามาตรฐานปีที่แล้วของ LG แบบสังเกตได้
3. ในส่วนของตัวเลือกปรับภาพละเอียดทั้งโหมด SDR และ HDR อิงตามมาตรฐาน ISF อาทิ 20-point White Balance และ CMS ภายหลังปรับภาพให้ความเที่ยงตรงสูง
4. Game Mode ให้ระดับ HDMI Input Lag ต่ำเพียง 21.2 ms แต่โหมดนี้สมดุลสีจะติดอมฟ้า หากต้องการสีสันที่เที่ยงตรงต้องทำการปรับภาพเพิ่มเติม
5. รีโมตแบบ Air Mouse หน้าตาอิงของเดิมแต่ยังใช้ควบคุมฟังก์ชั่น Smart TV ได้สะดวกดีเช่นเคย เพิ่มปุ่มลัด Netflix และ Amazon มาด้วย
ข้อเสียของ LG OLED65B7T
1. ดิไซน์เดิมๆ ไม่ต่างจากปีก่อน แต่เรื่องความสวยนั้นนานาจิตตัง อาจเป็นที่ถูกใจของหลายๆ ท่านก็ได้, ไม่มีโครงสร้างเก็บซ่อนสาย หลังทีวีดูรุงรังเมื่อเสียบสายสัญญาณเยอะๆ
2. โหมดภาพเมื่อรับชม HDR แม้รองรับการปรับภาพละเอียด White Balance 20-point แต่อ้างอิงมาตรฐานพารามิเตอร์เฉพาะแบบ Code Value เข้าใจยาก
3. ช่องต่อหูฟัง (3.5 mm) อยู่ด้านหลัง หากแขวนทีวีกับผนังจะเสียบยากหน่อย แต่รองรับหูฟังไร้สายแบบ Bluetooth สามารถใช้งานแทนได้ สะดวกกว่าด้วย
4. รองรับ Atmos แต่การติดตั้งลำโพงทีวียังมีข้อจำกัด ต้องกะระดับเสียงให้ดีๆ อย่าเปิดวอลลุ่มดังมากจนเกินไป
5. ผิววัสดุสังเคราะห์สีขาวแบบด้านที่ใช้ตกแต่งด้านหลังทีวี เปื้อนง่าย เมื่อเปื้อนแล้วเช็ดออกยาก