รีวิว Samsung 55NU8000 4K HDR LED TV เด่นทั้งดูหนัง และเหมาะกับการเล่นเกม อย่างแท้จริง !!


เด่นทั้งดูหนัง และเหมาะแก่
การ “เล่นเกม” อย่างแท้จริง !!?
ขึ้นชื่อว่า “ทีวี” ก็แน่นอนว่าวัตถุประสงค์เอาไว้ชมภาพยนตร์ ดูละครบนจอใหญ่ๆ เป็นหลัก แต่ปีนี้ Samsung ถือว่าแหวกแนว เพราะนอกจากทีวีรุ่นใหม่ประจำปี 2018 อย่าง 55NU8000 เครื่องนี้จะใช้ดูหนังได้ดีคุ้มราคาค่าตัวที่ไม่แพงมากแล้ว ยังเอามาเล่นเกมได้โดดเด่นเกินหน้าเกินตาใครๆ…

ดีไซน์

ก่อนรายงานเรื่องของประสิทธิภาพ ก็ขอพูดถึง “ดีไซน์” กันก่อน รุ่นนี้ไม่เสียชื่อ Premium UHD TV Series ของทาง Samsung รูปลักษณ์โดยรวมอาจจะดูเรียบง่าย ฐานตั้งแบบเสาเดี่ยวอยู่กึ่งกลางก็เป็นรูปแบบที่เคยเห็นกันมาแล้ว แต่ในแง่ความสวยงามโดยรวมก็นับว่าลงตัว

4K RGB VA Panel ขนาด 55 นิ้ว กับการออกแบบ Boundless Design จึงมีช่องว่างระหว่างขอบจอน้อย ให้การแสดงภาพชิดเกือบสุดขอบ

ด้านล่างของจอภาพ และด้านหน้าในส่วนของฐานตั้ง ปิดผิวด้วยวัสดุคล้ายโลหะ

จอภาพมีความหนาไม่มากนัก ดูเพรียว ไม่เทอทะ

ด้านหลังเซาะร่องเส้นตรงแนวขวางเป็นลวดลายเท็กเจอร์ดูไม่เรียบจนเกินไป สวยไปอีกแบบ

Clean Cable Solution มีร่องสำหรับเก็บสายสัญญาณ และร้อยสายทั้งหมดออกทางด้านหลังของฐานตั้งเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูไม่พะรุงพะรัง แต่จะใช้ได้ดีกับสายที่มีขนาดหน้าตัดไม่ใหญ่นัก

ท่านที่ได้ใช้งาน 55NU8000 รุ่นนี้เป็นครั้งแรก คงสงสัยว่าทีวีรุ่นใหม่ๆ ตัดปุ่มควบคุมและสวิตช์เพาเวอร์ที่ทีวีออกไปหมดแล้วเหรอ เพราะหาไม่เจอเลย? อันที่จริงปุ่มควบคุมซ่อนอยู่รวมกับเซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมต IR ครับ การใช้งานหากกด 1 ครั้ง จะเป็นการเลื่อนเคอร์เซอร์ กดค้างจะเป็นการเลือก (Enter)
ช่องต่อ
จุดเชื่อมต่อสัญญาณทางด้านหลังของ 55NU8000 จะอยู่เยื้องไปทางฝั่งซ้ายเมื่อมองจากด้านหลัง โดยเว้นร่องอยู่ลึกเข้ามาด้านในจากขอบจอมากสักหน่อย ช่องต่อประกอบไปด้วย USB 2.0 2 ช่อง, Digital Optical Audio Out, HDMI In 4 ช่อง , Ethernet (LAN) พร้อม Wi-Fi & Bluetooth Built-in, Analog Composite/Component & Audio In, และ Antenna In (DVB-T2)

HDMI In 4 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.0 ทั้งสิ้น รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDR หรือ 1440p/1080p 120Hz SDR ส่วนฟังก์ชั่น ARC จะรองรับที่ HDMI In 4

อินเทอร์เฟสบนหน้าจอ Samsung 55NU8500 เมื่อเลือกเปลี่ยนแหล่งสัญญาณ (Source) จะสามารถแสดงชื่ออุปกรณ์ที่เชื่อมต่อได้ด้วย
สรุปจำนวนต่อของ Samsung 55NU8000 ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านข้าง) |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านข้าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | 1 (ด้านข้าง) |
| Component Video In | 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite) |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite) |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านข้าง) |
| Audio/Headphone Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |
เพิ่มเติม

Smart TV ของ Samsung รุ่นปี 2018 จะได้รับการอัพเกรดระบบอัจฉริยะที่เรียกว่า SmartThings ระบบควบคุมใช้งานทีวีที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ทีวีจะรองรับคำสั่งเสียงที่ยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็รองรับสั่งการอุปกรณ์ Smart Home Devices อื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟน ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ฯลฯ เพื่อแชร์ข้อมูลสถานะ หรือประสานควบคุมการทำงานบนหน้าจอทีวีอย่างเป็นระบบ

Auto Recognition อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของ SmartThings ในการลิงค์ข้อมูลแอคเคาท์บริการออนไลน์ต่างๆ ที่ใช้งานประจำบน Smart TV แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งไล่ใส่ Log in, Password ทีละแอพ วิธีใช้งานก็เพียงเชื่อมต่อ Smartphone กับ Samsung Smart TV ผ่าน SmartThings App แล้วดำเนินการเพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น (ผู้ใช้จำเป็นต้องมี Samsung Account)

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ คือ One Remote รีโมตขนาดกะทัดรัดที่ติดตั้งไมโครโฟนในตัว พร้อมรับคำสั่งเสียงและควบคุมทีวี ขณะเดียวกันก็ใช้ทดแทนรีโมตควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อใช้งานร่วมกับ Samsung Smart TV เช่น Blu-ray Player, Set top Box, Soundbar, Home Theater ฯลฯ

สิทธิ์พิเศษสำหรับผู้ใช้งาน Samsung Smart TV คือ การรับชมรายการเรียลลิตี้โชว์ หรือซีรี่ส์ภาพยนตร์ส่งตรงจากเกาหลีได้ฟรีๆ กว่า 30 ช่อง ผ่านบริการ TV Plus! ความละเอียดภาพระดับ HD ในแบบ Online Streaming

แอพดูหนังขวัญใจหลายๆ ท่าน อย่าง Netflix ก็มีมาพร้อม รองรับการแสดงผล 4K HDR10 ระบบเสียง 5.1 (เมื่อเชื่อมต่อ Audio Bitstream กับชุดโฮมเธียเตอร์) แต่พิเศษเห็นจะเป็นบริการจาก Amazon Prime เพราะในอนาคตฟอร์แม็ต HDR10+ จะสามารถรับชมได้จากที่นี่

จะดูหนังแบบซื้อขาดจาก Google Play Movies ก็ได้

YouTube app สามารถเลือกรับชมที่ความละเอียดสูงสุด 4K (2160p) ไม่ว่าจะปรับอัตโนมัติหรือกำหนดเอง และยังรองรับการแสดงผล HDR ด้วยครับ

นอกเหนือจากแอพฯ ความบันเทิงที่กล่าวไปข้างต้น ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแอพฯ อื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกครับ ถือว่าจำนวนมีความหลากหลายดี มี Local app สำหรับคนไทยด้วย

การรองรับฟอร์แม็ตไฟล์ จาก Media Player ของทีวีอาจไม่หลากหลายมากที่สุด แต่ก็ให้คุณภาพของภาพที่ดี รองรับ 4K HDR (สังเกตสถานะการแสดงผล HDR ได้จากสัญลักษณ์ที่มุมซ้ายล่าง) ทั้งนี้ ช่องต่อ USB 2.0 ของ 55NU8000 มีแบนด์วิดธ์เพียงพอสำหรับการเล่นไฟล์วิดีโอ 4K 24-30p HDR การเปลี่ยนเสียงและซับไตเติลทำได้โดยกดปุ่ม Shortcut ที่รีโมตพื้นฐาน
เปรียบเทียบสมดุลสีของโหมดภาพสำเร็จรูปจาก Samsung 55NU8000 (โหมด SDR และ HDR ให้สมดุลสีไปในแนวทางเดียวกัน)
สำหรับ Samsung โหมดภาพจากโรงงานกรณีที่รับชม SDR Content จะมีให้ 4 โหมด เช่นเคย แม้จำนวนไม่มาก แต่ก็ถือว่าใช้งานได้เน้นๆ เลือกปรับเปลี่ยนได้ยืดหยุ่นพอตัว ซึ่งผล Lab Test เป็นดังนี้

จากผลการตรวจวัดข้างต้นจะเห็นว่าปรับตั้งระดับ Backlight มาเต็มแทบทุกโหมด นัยว่าให้ใช้งานสู้แสงกันเต็มที่ แต่ในบางสถานการณ์เช่นการใช้งานในห้องที่คุมแสงรบกวนได้ หรือในเวลากลางคืน หากรู้สึกว่าแสงทีวีจ้าไป อาจต้องปรับลด Backlight ลงตามความเหมาะสม (ในการทดสอบผมปรับลงมาอยู่ที่ 27 สำหรับ SDR Movie Mode)

โหมดภาพจากโรงงานกรณีรับชม SDR Content ที่ให้ผลลัพธ์เที่ยงตรงที่สุด ยังคงเป็น Movie เช่นเคย ระดับ Gamma ทำได้ดีใกล้เคียงมาตรฐาน ITU BT.1886 มาก อุณหภูมิสีเฉลี่ย 6964K อาจติดม่วงอยู่นิดๆ (น้ำเงิน+แดง นำ) แต่ถือว่าอยู่ในเกณฑ์ดี ค่าความผิดเพี้ยนของสมดุลสี (dE) อยู่ที่ 9.12 ขอบเขตสีก็ทำได้ดีครอบคลุม 98.1% ของมาตรฐาน Rec.709

มาตรฐานทีวีของ Samsung สามารถไฟน์จูนปรับภาพเพิ่มเติมได้ละเอียดลำดับต้นๆ White Balance สามารถปรับได้ถึง 20-point รองรับการปรับ CMS ผลลัพธ์ที่ได้จึงยอดเยี่ยมดังคาด ค่าความผิดเพี้ยนของสมดุลสี (dE) ลดต่ำลงเหลือ 1.04 เท่านั้น! ขอบเขตสีเที่ยงตรงและขยายกว้างขึ้นเป็น 99% Rec.709

โหมดภาพจากโรงงานกรณีที่รับชม HDR Content อิงจำนวนตาม SDR แต่จะแยกพารามิเตอร์ออกมาไม่ปะปนกัน ในส่วนของการถ่ายทอดระดับความสว่างสูงสุด หรือ HDR Peak Brightness กลับเป็นโหมด Natural สูงสุดที่ 886 nits ในขณะที่ Movie ทำได้ดีไม่แพ้กันที่ 863 nits หย่อนจากข้อกำหนดของ Ultra HD Premium ที่ 1,000 nits ไม่มากนัก แต่ที่น่าสนใจคือรุ่นนี้ให้ขอบเขตสี Color Space ครอบคลุม 91.2% DCI-P3 รองรับ Wide Color Gamut ในส่วนของขอบเขตสี 55NU8000 ถือว่าผ่านมาตรฐาน Ultra HD Premium (>90% DCI-P3)

ในส่วนของโหมดภาพ HDR ที่ให้ความเที่ยงตรงใกล้เคียงมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์มากที่สุด ไม่พ้น Movie เหมือนเดิม โดยอุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ 7124K การไล่ระดับความสว่างทำได้ดีใกล้เคียง EOTF Curve มีตกเพียงนิดเดียวช่วง 70IRE

กรณีที่ต้องการความเที่ยงตรง สามารถ Calibrate เพิ่มเติมได้ โดย Samsung เปิดโอกาสให้ทำการปรับ 20-point White Balance และ CMS ได้ละเอียดเช่นเดียวกับ SDR (แยกพารามิเตอร์โหมดภาพ SDR และ HDR ออกจากกันโดยอิสระ) ผลลัพธ์สมดุลสีโดยรวมดีขึ้น ค่าความผิดเพี้ยน (dE) ลดเหลือเพียง 5.45 ระดับความสว่าง HDR Peakbrightness หลังทำการปรับ White Balance จะลดลงเล็กน้อยที่ 800 nits ขอบเขตสี 90.2% DCI-P3

55NU8000 มาพร้อมความสามารถรองรับการแสดงผล “HDR” ทั้งมาตรฐาน HDR10+, HDR10 และ HLG ทั้งการรับชมผ่าน HDMI In, USB (Video Files) และ Online Streaming (Netflix, Amazon Prime, YouTube)

55NU8000 มาพร้อมความสามารถควบคุมไฟส่องด้านหลัง (Backlight) แบบ Edge LED Local Dimming ถึงแม้การแบ่งโซนจะทำได้ไม่ละเอียดเหมือน Full-array Local Dimming แต่ผลลัพธ์ในแง่การคุมแสงลอดเพื่อให้ได้ระดับ Black Level ที่ดำลึกนั้นดีเกินคาด ฉากพื้นหลังสีดำแบบในภาพแม้ดิมไฟในห้องลงให้สลัวก็ยังเห็นแสงลอดจากทีวีออกมาน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐาน Edge LED TV ด้วยกัน เมือผนวกกับข้อดีของ VA Panel ให้คอนทราสต์ได้โดดเด่น แต่แนะนำให้รับชมมุมตรงและในแนวระดับสายตาเท่านั้น ในด้านการเกลี่ยแสง (Uniformity) ก็ทำได้ดีทั่วถึงทั้งในสถานะที่จอภาพแสดงพื้นขาวและดำ ไม่สว่างช้ำเป็นหย่อมๆ ดูไม่เท่ากัน
ถัดไป มาดูในส่วนของไฮไลท์เด็ดของ 55NU8000 ว่าในแง่ของการเล่นเกมนั้น รุ่นนี้สามารถตอบสนองได้โดดเด่นแตกต่างจากทีวีทั่วไปอย่างไรกันครับ…
55NU8000 มาพร้อมกับระบบประมวลผลแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวที่มีชื่อเรียกว่า Motion Plus เป็นคุณสมบัติหนึ่งที่ช่วยให้ภาพวิดีโอที่มีอัตราเฟรมเรตต่ำ (24, 25, 30 FPS) ดูไหลลื่นไม่สะดุด ทว่าต้องแลกมาด้วย Input Lag ที่สูงขึ้น หากเป็นภาพยนตร์คงไม่เป็นประเด็นสำคัญ แต่กับเกม Input Lag สูงๆ คงไม่ดีแน่ เมื่อเปิดใช้งาน “Game Mode” ระบบของทีวีทั่วไปจึงมักจะปิดการประมวลผลแทรกเฟรมลง เพื่อลดระดับของ Input Lag ให้ต่ำที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

แต่สำหรับ 55NU8000 ผู้ใช้สามารถเลือกเปิดใช้งาน Motion Plus ร่วมกับ Game Mode ได้ (โดยตัวเลือกนี้จะไปอยู่ในหัวข้อ Game Motion Plus) ผลลัพธ์เมื่อเปิดระบบแทรกเฟรมจะกระทบกับ Input Lag น้อยมากๆ ค่าที่วัดได้อยู่ที่ 25.6 ms เท่านั้น แต่หากเกมที่เล่นมีอัตราเฟรมเรตที่สูงอยู่แล้วก็ไม่จำเป็นต้องเปิดแทรกเฟรมก็ได้ เมื่อ Off – Motion Plus ตัวเลข Input Lag ก็จะยิ่งต่ำลงอีก เพียง 15.6 ms ถือว่าต่ำมากๆ เลย!
แต่มีติเล็กน้อยสำหรับ Game Mode ของ Samsung คือ ดุลสีภาพเมื่อเปิดใช้ Game Mode จะดูคล้าย Dynamic สีจะอมฟ้ามากๆ และเร่ง Contrast, Color, Sharpness มาเกินพอดี ต้องทำการ calibrate เพิ่ม จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

สำหรับคอเกม (โดยเฉพาะพีซี) คงเข้าใจดีว่าภาพเคลื่อนไหวจากเกมนั้นแตกต่างจากภาพยนตร์ เฟรมเรตของเกมจะไม่คงที่ มีพุ่งบ้าง ตกบ้าง ขึ้นกับความซับซ้อนของกราฟิกที่เป็นภาระต่อการประมวลผลของฮาร์ดแวร์ในช่วงเวลานั้นๆ ผลกระทบที่เกิดขึ้น คือ ปัญหาอาการภาพขาด (Screen Tearing) อันเกิดจากอัตราเฟรมเรตไม่ตรงกับรีเฟรชเรตที่ตายตัวของจอภาพ
แต่ปัญหานี้จะหมดไป เมื่อทีวี (รวมไปถึงมอนิเตอร์ยุคใหม่) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการแสดงผลล่าสุด ที่เรียกว่า Variable Refresh Rate (ชื่อเรียกของทาง HDMI Licensing) หรือ Adaptive-Sync (ชื่อเรียกของทาง VESA)

อ้างอิงช่วงเวลาทดสอบ Samsung เป็นผู้ผลิตทีวีเพียงแบรนด์เดียวที่เพิ่มคุณสมบัติ VRR ให้กับทีวีรุ่นระดับกลาง-สูงประจำปี 2018 และ 55NU8000 ถือเป็นหนึ่งในนั้น โดยผนวกเทคโนโลยี VRR ของทาง AMD ที่เรียกว่า FreeSync เข้ามา โดยหลักการคร่าวๆ ของ FreeSync คือ กระบวนการที่ช่วยให้จอภาพสามารถ “ปรับเปลี่ยนรีเฟรชเรตแบบเรียลไทม์” ให้สัมพันธ์กับ “อัตราเฟรมเรตของเกมที่ไม่คงที่” จึงแก้ปัญหา Screen Tearing ได้! แต่อุปกรณ์แหล่งสัญญาณต้นทาง ก็ต้องรองรับเทคโนโลยี FreeSync ด้วยเช่นเดียวกัน จึงจะเปิดใช้งานและตอบสนองต่อแนวทางนี้ได้โดยสมบูรณ์
อุปกรณ์ต้นทางในปัจจุบันที่รองรับเทคโนโลยี FreeSync และสามารถใช้งานร่วมกับ 55NU8000 ได้ คือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้กราฟิกการ์ดของทาง AMD รุ่นที่รองรับ คือ Radeon R7, R9, RX Series, … เป็นต้น หรือเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Xbox One S และ X

กรณีเชื่อมต่อใช้งานกับ Xbox One S จะต้องตั้งค่าในส่วนของ Allow variable refresh rate และ Allow auto low-latency mode เพื่อเปิดใช้ฟีเจอร์ FreeSync แบบเต็มระบบ รองรับความละเอียดสูงสุดที่ 1440p 120Hz (เมื่อใช้งาน FreeSync ในส่วนของ HDR จะถูก Disable โดยอัตโนมัติ)

กรณีที่เชื่อมต่อรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ หากสเป็กกราฟิกการ์ดไม่ใช่ AMD จะยังสามารถเอาต์พุตสัญญาณ High Frame Rate 4K 60Hz หรือ 1440p/1080p 120Hz ไปแสดงผลบนจอ 55NU8000 ได้ แต่จะไม่สามารถเปิดใช้งาน FreeSync ได้ครับ อย่างไรก็ดีฮาร์ดแวร์จะสามารถรันเฟรมเรตสูงระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ก็ขึ้นกับสเป็กของคอมพิวเตอร์เป็นสำคัญ
เสียง
ท่านใดที่ไปงาน LCDTVTHAILAND Best of Best TV Shootout เมื่อปี 2016 น่าจะพอจำได้ถึงคุณภาพเสียงของ Samsung SUHD TV รุ่น KS9000 ที่แม้ระบบเสียงจะใช้เทคนิคดูไม่หวือหวา ภายนอกเหมือนลำโพงทีวีธรรมดาที่จัดวางตัวขับเสียงยิงลงด้านล่างของจอภาพ แต่น้ำเสียงที่ได้เรียกว่าเป็นม้ามืดคะแนนนำเหนือทีวีตัวท็อปแบรนด์อื่นๆ ที่มาประชันในเวลานั้น… (และโดยส่วนตัว ผมว่าเสียงดีกว่า Q9F ของปี 2017 เสียอีก) พอมาถึงรุ่น 55NU8000 ก็มาในแนวทางเดียวกันกับ KS9000
หลักการจัดวางตัวขับเสียงยังใช้เทคนิคยิงลงด้านล่างจอภาพเหมือนเดิม แต่ด้วยลักษณะแบบ 2.1 ที่มีตัวขับเสียงต่ำโดยเฉพาะ พร้อมจูนท่อ Bass-reflex ขนาดเล็กตามรูป ดุลเสียงที่ได้นับว่าไม่ธรรมดา เบสพอมีเนื้อมีหนังไม่แห้งบาง รายละเอียดเสียงชัดเจน ไม่ก้องอู้ ในแง่คุณภาพเสียง 55NU8000 จึงถือว่าสอบผ่านครับ ใช้ดูหนังฟังเพลงแบบลำลองได้ไม่ขัดใจแน่นอน!
สรุป

จากคุณสมบัติเด่นทั้งหมดที่กล่าวไป คงปฏิเสธมิได้ว่า Samsung 55NU8000 เป็นหนึ่ง 4K HDR LED TV ที่สามารถตอบสนองการใช้งานทั้งรับชมภาพยนตร์และเล่นเกมได้โดดเด่นเหนือใคร ด้วยคุณสมบัติด้านภาพน้องๆ มาตรฐาน UltraHD Premium ทั้ง HDR Peak Brightness เกือบๆ 900 nits, 91.2% DCI-P3 Wide Color Gamut พร้อม Edge LED Local Dimming คุมคอนทราสต์ได้ดี แต่เหนืออื่นใด คือ คุณสมบัติพิเศษที่ช่วยสร้างประสบการณ์เล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการรับสัญญาณ High Frame Rate ทาง HDMI ที่ 4K 60Hz และ 1440p/1080p 120Hz ผนวกเทคโนโลยี FreeSync ให้ความสมบูรณ์ต่อเนื่องจากภาพเคลื่อนไหวของเกมได้ดี โดยที่ยังไม่มีผู้ผลิตทีวีอื่นใดทำได้เวลานี้
ข้อดีของ Samsung 55NU8000
1. หนึ่งในซีรี่ส์ Premium UHD TV ดีไซน์ดูดีไปถึงด้านหลัง ให้ One Remote ขนาดกะทัดรัดมาด้วย รีโมตอันเดียวควบคุมได้หลายอุปกรณ์
2. 4K HDR VA Panel คอนทราสต์ดี Edge LED Local Dimming คุมแสงลอดได้ดีเกินคาด
3. พร้อมแสดงผล HDR10+, HDR10 และ HLG ที่ระดับ Peak Brightness เกือบ 900 nits รองรับ Wide Color Gamut (91.2% DCI-P3)
4. รองรับ High Frame Rate ทาง HDMI Input ทั้ง 4K 60Hz, 1440p/1080p 120Hz พร้อมเทคโนโลยี FreeSync
5. สามารถเปิดใช้งาน Motion Plus กับ Game Mode ได้ โดย HDMI Input Lag ต่ำเพียง 25.6 ms (Motion – On) และ 15.6 ms (Motion – Off)
ข้อเสียของ Samsung 55NU8000
1. แม้ VA Panel รุ่นใหม่ๆ จะปรับปรุงมุมมองรับชมด้านข้างได้ดีขึ้น แต่ยังแนะนำให้รับชมมุมตรงในระดับสายตา เพื่อคุณภาพของภาพดีที่สุดทั้งคอนทราสต์ที่ลึกเช้ม และสีสันที่ไม่ซีดจาง
2. Game Mode ให้ภาพคล้าย Dynamic ต้องทำการปรับภาพเพิ่มเติมจึงจะได้ดุลสีที่ดี รายละเอียดครบถ้วน ไม่ติด Over saturation
3. จัดวางช่องต่อรับสัญญาณอยู่ลึกห่างจากขอบจออยู่สักหน่อย หากแขวนทีวีเข้ากับผนังจะเสียบต่อสายยากอยู่บ้าง
4. Clean Cable Solution จะใช้ได้ไม่เต็มที่หากสายสัญญาณมีหน้าตัดขนาดใหญ่, ยังไม่มีระบบ One Connect แยกจุดเชื่อมต่อภายนอกทีวีเพื่อจัดการสายได้อิสระแบบรุ่น QLED TV
5. ต้องรออุปกรณ์ Smart Home ที่รองรับระบบ SmartThings วางจำหน่ายแพร่หลายก่อน จึงจะสามารถใช้งานได้เต็มระบบ