รีวิว Samsung 55NU8500 Premium HDR UHD TV จอโค้ง 120 Hz ตัวท็อป พร้อม FreeSync !!?
Samsung 55NU8500 UHD HDR LED TV

วิธีเชื่อมต่อ Internet กับ Samsung Smart TV !!!
Premium HDR UHD TV
จอโค้ง 120 Hz ตัวท็อป พร้อม FreeSync !!?
อีกหนึ่ง Premium UHD TV สเป็กแจ่ม ประจำปี 2018 จาก Samsung ที่เอาใจทั้งคอภาพยนตร์และขวัญใจเกมเมอร์ ด้วยดีไซน์จอโค้งขนาด 55 นิ้ว ความละเอียด 4K รองรับการแสดงผล HDR แถมคุณสมบัติรองรับสัญญาณ High Frame Rate ทาง HDMI 2.0 สูงสุดถึง 120 Hz พร้อม FreeSync ซึ่ง 55NU8500 จะสามารถตอบสนองการใช้งานได้เด็ดดวงเพียงใด ติดตามจากรีวิวนี้ได้เลย…

ดีไซน์

หากเปรียบเทียบกับรุ่น 55NU8000 ที่รีวิวไปก่อนหน้านี้ ความแตกต่างที่สังเกตเห็นได้ชัด คือ รุ่น 55NU8500 จะใช้ 4K RGB VA Panel “แบบโค้ง” พร้อมดีไซน์ฐานตั้งที่โค้งรับกันอย่างลงตัว

การออกแบบ Boundless Design ทำให้มีช่องว่างระหว่างขอบจอน้อย ให้การแสดงภาพชิดเกือบสุดขอบ

ด้านล่างของจอภาพ และด้านหน้าในส่วนของฐานตั้ง ปิดผิวด้วยวัสดุคล้ายโลหะ ฐานตั้งโค้งรับกับหน้าจอ

ด้านล่างของจอภาพ และด้านหน้าในส่วนของฐานตั้ง ปิดผิวด้วยวัสดุคล้ายโลหะ ฐานตั้งโค้งรับกับหน้าจอ

ด้านหลังเซาะร่องเส้นตรงแนวขวางเป็นลวดลายเท็กเจอร์ดูไม่เรียบจนเกินไป สวยไปอีกแบบ Clean Cable Solution ออกแบบให้มีร่องสำหรับเก็บสายสัญญาณ และร้อยสายทั้งหมดออกทางด้านหลังของฐานตั้งเพื่อความเป็นระเบียบเรียบร้อย ดูไม่พะรุงพะรัง แต่จะใช้ได้ดีกับสายที่มีขนาดหน้าตัดไม่ใหญ่นัก

อันที่จริงปุ่มควบคุมและสวิตช์เพาเวอร์ถูกซ่อนอยู่รวมกับตำแหน่งเซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมต IR ครับ การใช้งานหากกดปุ่ม 1 ครั้ง จะเป็นการเลื่อนเคอร์เซอร์ กดค้างจะเป็นการเลือก (Enter)
ช่อง
จุดเชื่อมต่อสัญญาณทางด้านหลังของ 55NU8500 จะอยู่เยื้องไปทางฝั่งซ้ายเมื่อมองจากด้านหลัง โดยเว้นร่องอยู่ลึกเข้ามาด้านในจากขอบจอมากสักหน่อย ช่องต่อประกอบไปด้วย USB 2.0 2 ช่อง, Digital Optical Audio Out, HDMI In 4 ช่อง , Ethernet (LAN) พร้อม Wi-Fi & Bluetooth Built-in, Analog Composite/Component & Audio In, และ Antenna In (DVB-T2)

HDMI In 4 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.0 ทั้งสิ้น รองรับการเชื่อมต่อสัญญาณ 4K 60Hz 4:4:4 และ HDR หรือ 1440p/1080p 120Hz SDR ส่วนฟังก์ชั่น ARC จะรองรับที่ HDMI In 4

สรุปจำนวนต่อของ Samsung 55NU8500 ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านข้าง) |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านข้าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | 1 (ด้านข้าง) |
| Component Video In | 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite) |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite) |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านข้าง) |
| Audio/Headphone Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |

ระบบปฎิบัติการ Smart TV Tizen OS ของ Samsung รุ่นปี 2018 จะได้รับการอัพเกรดระบบอัจฉริยะที่เรียกว่า SmartThings ระบบควบคุมใช้งานทีวีที่ชาญฉลาดมากยิ่งขึ้น ทีวีจะรองรับคำสั่งเสียงที่ยืดหยุ่น ขณะเดียวกันก็รองรับสั่งการอุปกรณ์ Smart Home Devices อื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟน ตู้เย็น ไมโครเวฟ เครื่องซักผ้า ฯลฯ เพื่อแชร์ข้อมูลสถานะ หรือประสานควบคุมการทำงานบนหน้าจอทีวีอย่างเป็นระบบ

Auto Recognition อีกหนึ่งคุณสมบัติพิเศษของ SmartThings ในการลิงค์ข้อมูลแอคเคาท์บริการออนไลน์ต่างๆ ที่ใช้งานประจำบน Smart TV แบบอัตโนมัติ ไม่ต้องมานั่งไล่ใส่ Log in, Password ทีละแอพ วิธีใช้งานก็เพียงเชื่อมต่อ Smartphone กับ Samsung Smart TV ผ่าน SmartThings App แล้วดำเนินการเพียงไม่กี่ขั้นตอนเท่านั้น (ผู้ใช้จำเป็นต้องมี Samsung Account)

อีกหนึ่งอุปกรณ์ที่ขาดไม่ได้ คือ One Remote รีโมตขนาดกะทัดรัดที่ติดตั้งไมโครโฟนในตัว พร้อมรับคำสั่งเสียงและควบคุมทีวี ขณะเดียวกันก็ใช้ทดแทนรีโมตควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ที่เชื่อมต่อใช้งานร่วมกับ Samsung Smart TV เช่น Blu-ray Player, Set top Box, Soundbar, Home Theater ฯลฯ

สิทธิ์พิเศษสำหรับผู้ใช้งาน Samsung Smart TV คือ การรับชมรายการเรียลลิตี้โชว์ หรือซีรี่ส์ภาพยนตร์ส่งตรงจากเกาหลีได้ฟรีๆ กว่า 30 ช่อง ผ่านบริการ TV Plus! ความละเอียดภาพระดับ HD ในแบบ Online Streaming

แต่พิเศษเห็นจะเป็นบริการจาก Amazon Prime เพราะในอนาคตฟอร์แม็ต HDR10+ จะสามารถรับชมได้จากที่นี่

จะดูหนังแบบซื้อขาดจาก Google Play Movies ก็ได้

YouTube app สามารถเลือกรับชมที่ความละเอียดสูงสุด 4K (2160p) ไม่ว่าจะปรับอัตโนมัติหรือกำหนดเอง และยังรองรับการแสดงผล HDR ด้วยครับ

นอกเหนือจากแอพฯ ความบันเทิงที่กล่าวไปข้างต้น ผู้ใช้สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแอพฯ อื่นๆ เพิ่มเติมได้อีกครับ ถือว่าจำนวนมีความหลากหลายดี มี Local app สำหรับคนไทยด้วย
ภาพ

สำหรับ Samsung โหมดภาพจากโรงงานกรณีที่รับชม SDR Content จะมีให้ 4 โหมด เช่นเคย แม้จำนวนไม่มาก แต่ก็ถือว่าใช้งานได้เน้นๆ แต่ละโหมดให้ผลลัพธ์แตกต่างกันอยู่บ้าง เลือกให้เหมาะกับลักษณะการใช้งานได้ยืดหยุ่นพอตัว ซึ่งผล Lab Test เป็นดังนี้

แต่แนะนำนิดหนึ่งสำหรับโหมด Movie (SDR) คือ ระดับความสว่างจะปรับตั้งมาไม่สูง เหมาะสำหรับห้องที่คุมแสงได้ เน้นรับชมสบายตา ดูได้นานไม่ล้า แต่ในบางสถานการณ์ที่ต้องการสู้แสง จำเป็นต้องปรับระดับ Backlight เพิ่มเติมตามความเหมาะสม

มาตรฐานทีวีของ Samsung สามารถไฟน์จูนปรับภาพเพิ่มเติมได้ละเอียดลำดับต้นๆ ซึ่ง White Balance สามารถปรับได้ถึง 20-point รองรับการปรับ CMS ผลลัพธ์ที่ได้จึงยอดเยี่ยมดังคาด ค่าความผิดเพี้ยนของสมดุลสี (dE) ลดต่ำลงเหลือ 0.85 เท่านั้น! ขอบเขตสีเที่ยงตรงและขยายกว้างขึ้นเป็น 99.2% Rec.709

โหมดภาพจากโรงงานกรณีที่รับชม “HDR” Content อิงจำนวนตาม SDR แต่จะแยกพารามิเตอร์ออกมาไม่ปะปนกัน ในส่วนของการถ่ายทอดระดับความสว่างสูงสุด หรือ HDR Peak Brightness (10% Window) เป็นโหมด Standard ที่ทำได้สูงสุด 888 nits

แต่โหมดที่ให้สมดุลสีดีกว่าอย่าง Movie ให้ระดับ Peak Brightness ต่ำกว่าที่ 792 nits อุณหภูมิสีเฉลี่ย 6598K ในส่วนของขอบเขตสี 55NU8500 ทำได้ที่ 89% DCI-P3 (หย่อนจากมาตรฐาน Ultra HD Premium ไปเล็กน้อยที่ >90% DCI-P3)

55NU8500 มาพร้อมความสามารถควบคุมไฟส่องด้านหลัง (Backlight) แบบ Edge LED Local Dimming ถึงแม้การแบ่งโซนจะทำได้ไม่ละเอียดเหมือน Full-array Local Dimming แต่ผลลัพธ์ในแง่การคุมแสงลอดเพื่อให้ได้ระดับ Black Level ที่ดำลึกทำได้ดี ฉากภาพยนตร์ที่มีส่วนมืดแบบในภาพ แม้ดิมไฟในห้องลงให้สลัวก็ยังเห็นแสงลอดจากทีวีออกมาน้อยมากเมื่อเทียบกับมาตรฐาน Edge LED TV ด้วยกัน เมือผนวกกับข้อดีของ VA Panel ให้คอนทราสต์ได้โดดเด่น แต่แนะนำให้รับชมมุมตรงกึ่งกลางจอภาพ ในแนวระดับสายตาเท่านั้น

กรณีที่ต้องการความเที่ยงตรง สามารถ Calibrate โหมดภาพ HDR เพิ่มเติมได้ โดย Samsung เปิดโอกาสให้ทำการปรับ 20-point White Balance และ CMS ได้ละเอียดเช่นเดียวกับ SDR (แยกพารามิเตอร์สำหรับโหมดภาพ HDR และ SDR ออกจากกันโดยอิสระ) ผลลัพธ์หลังจากไฟน์จูนโหมด Movie (HDR) พบว่าสมดุลสีโดยรวมดีขึ้น ค่าความผิดเพี้ยน (dE) ลดเหลือเพียง 5.45 ขอบเขตสี 88.6% DCI-P3 ส่วนระดับความสว่าง HDR Peak brightness หลังทำการปรับ White Balance จะลดลงที่ 708 nits

55NU8500 มาพร้อมความสามารถรองรับการแสดงผล “HDR” ทั้งมาตรฐาน HDR10+, HDR10 และ HLG ทั้งการรับชมผ่าน HDMI In, USB (Video Files) และ Online Streaming (Netflix, Amazon Prime, YouTube) ซึ่งการแสดงผลจะปรับอัตโนมัติตามคอนเทนต์ที่รับชม
ด้วยดีกรีที่เป็นถึงรุ่นท็อปของ Samsung Premium UHD TV Series ที่เป็นรองแค่ QLED TV ประเด็นเรื่องของฟีเจอร์ที่เอื้อต่อการเล่นเกมจึงทำได้ไม่แพ้กัน 55NU8500 มาพร้อมกับระบบประมวลผลแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวที่มีชื่อเรียกว่า Game Motion Plus หรือระบประมวลผลแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวที่ช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวที่มีอัตราเฟรมเรตต่ำ (24, 25, 30 FPS) ดูไหลลื่นไม่สะดุด จุดที่แตกต่างจาก Motion Plus ปกติ คือสามารถเปิดใช้งานร่วมกับ Game Mode และจะกระทบกับ Input Lag น้อยมากๆ

แต่มีติเล็กน้อยสำหรับ Game Mode ของ Samsung คือ ดุลสีภาพเมื่อเปิดใช้ Game Mode จะดูคล้าย Dynamic สีจะอมฟ้ามากๆ และเร่ง Contrast, Color, Sharpness มาเกินพอดี ต้องทำการ calibrate เพิ่ม จึงจะได้ผลลัพธ์ที่ดี

แต่ปัญหานี้จะหมดไป เมื่อทีวี (รวมไปถึงมอนิเตอร์ยุคใหม่) มาพร้อมกับเทคโนโลยีการแสดงผลล่าสุด ที่เรียกว่า Variable Refresh Rate (ชื่อเรียกของทาง HDMI Licensing) หรือ Adaptive-Sync (ชื่อเรียกของทาง VESA)

อุปกรณ์ต้นทางในปัจจุบันที่รองรับเทคโนโลยี FreeSync และสามารถใช้งานร่วมกับ 55NU8000 ได้ คือ คอมพิวเตอร์ส่วนบุคคลที่ใช้กราฟิกการ์ดของทาง AMD รุ่นที่รองรับ คือ Radeon R7, R9, RX Series, … เป็นต้น หรือเครื่องเกมคอนโซลอย่าง Xbox One S และ X

กรณีที่เชื่อมต่อรับสัญญาณจากคอมพิวเตอร์ หากสเป็กกราฟิกการ์ดไม่ใช่ AMD จะยังสามารถเอาต์พุตสัญญาณ High Frame Rate 4K 60Hz หรือ 1440p/1080p 120Hz ไปแสดงผลบนจอ 55NU8500 ได้ แต่จะไม่สามารถเปิดใช้งาน FreeSync ได้ครับ อย่างไรก็ดีฮาร์ดแวร์จะสามารถรันเฟรมเรตสูงระดับนี้ได้อย่างต่อเนื่องหรือไม่ ก็ขึ้นกับสเป็กของคอมพิวเตอร์เป็นสำคัญ
เสียง
ระบบเสียงของ 55NU8500 แม้ไม่หวือหวาเรื่องของลักษณะการออกแบบ ตัวขับเสียงแบบ 2.1 พร้อม Bass-reflex ติดตั้งบริเวณส่วนล่างของจอภาพ แต่ในแง่คุณภาพเสียงนับว่าทำได้ดีทีเดียว รายละเอียดเสียงไม่ห้วน หรือครุมเครือ น้ำหนักเสียงเบสพอเหมาะ ไม่ขาดแคลน โดยรวมสามารถใช้ดูหนังและฟังเพลงได้ไม่เป็นที่ขัดใจ

แต่สำหรับท่านใดที่จริงจัง อยากให้ความสำคัญเรื่องของเสียงที่จะช่วยเติมเต็มความบันเทิงให้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น การเพิ่มเติม HW-N650 Panoramic Soundbar ของทาง Samsung ที่ออกแบบให้เข้ากับ Premium UHD TV Series อย่างลงตัว นับว่าเป็นตัวเลือกที่เหมาะสม

ด้วยตัวขับเสียง 5.1 จากเทคโนโลยี Acoustic Beam ทำให้ HW-N650 สามารถกระจายเสียงสะท้อนโอบล้อมกว้างขวาง รายละเอียดเสียงชัดเจนจะแจ้ง แอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายยังเติมเต็มเสียงย่านความถี่ต่ำลึกได้ดุดัน กระแทกกระทั้นสะใจยิ่งขึ้น

ในแง่การเชื่อมต่อรับสัญญาณเสียงจากทีวีก็ทำได้สะดวกง่ายดาย รองรับ HDMI ARC แบบอัตโนมัติ หรือจะเชื่อมต่อสัญญาณแบบไร้สาย Wi-Fi/Bluetooth ก็ได้ หรือจะเชื่อมต่อสัญญาณเสียงจาก Player ตรงเข้า HDMI In ของ Soundbar (มี 4K HDR Pass-through) ก็ยิ่งตอบสนองได้สมบูรณ์แบบยิ่งขึ้น และใช้ One Remote ควบคุมการใช้งานได้ด้วย
สรุป

ไม่เสียทีที่รั้งดีกรี Premium UHD TV กับดีไซน์จอภาพแบบโค้งสะดุดตา ในแง่คุณสมบัติหลายอย่างก็ทำได้ใกล้เคียง QLED TV ทั้งในแง่การรับชมภาพยนตร์น้องๆ มาตรฐาน UltraHD Premium ทั้ง HDR Peak Brightness เกือบๆ 900 nits, 89% DCI-P3 Wide Color Gamut พร้อม Edge LED Local Dimming คุมคอนทราสต์ได้ดี แต่เหนืออื่นใด คือ คุณสมบัติพิเศษที่ช่วยสร้างประสบการณ์เล่นเกมได้อย่างยอดเยี่ยม ทั้งการรับสัญญาณ High Frame Rate ทาง HDMI ที่ 4K 60Hz และ 1440p/1080p 120Hz ผนวกเทคโนโลยี FreeSync ให้ความสมบูรณ์ต่อเนื่องจากภาพเคลื่อนไหวของเกมได้ดี โดยที่ยังไม่มีผู้ผลิตทีวีอื่นใดทำได้เวลานี้
ข้อดีของ Samsung 55NU8500
1. หนึ่งในซีรี่ส์ Premium UHD TV จอโค้ง ดีไซน์ดูดีไปถึงด้านหลัง ให้ One Remote ขนาดกะทัดรัดมาด้วย รีโมตอันเดียวควบคุมได้หลายอุปกรณ์
2. 4K HDR VA Panel คอนทราสต์ดี Edge LED Local Dimming คุมแสงลอดได้ดีเกินคาด
3. พร้อมแสดงผล HDR10+, HDR10 และ HLG ที่ระดับ Peak Brightness เกือบ 900 nits รองรับ Wide Color Gamut (89% DCI-P3)
4. รองรับ High Frame Rate ทาง HDMI Input ทั้ง 4K 60Hz, 1440p/1080p 120Hz พร้อมเทคโนโลยี FreeSync
5. สามารถเปิดใช้งาน Motion Plus กับ Game Mode ได้ โดย HDMI Input Lag ต่ำเพียง 29.2 ms (Motion – On) และ 19.1 ms (Motion – Off)
ข้อเสียของ Samsung 55NU8500
1. แม้ VA Panel รุ่นใหม่ๆ จะปรับปรุงมุมมองรับชมด้านข้างได้ดีขึ้น แต่ยังแนะนำให้รับชมมุมตรงในระดับสายตา เพื่อคุณภาพของภาพดีที่สุดทั้งคอนทราสต์ที่ลึกเช้ม และสีสันที่ไม่ซีดจาง
2. Game Mode ให้ภาพคล้าย Dynamic ต้องทำการปรับภาพเพิ่มเติมจึงจะได้ดุลสีที่ดี รายละเอียดครบถ้วน ไม่ติด Over saturation
3. จัดวางช่องต่อรับสัญญาณอยู่ลึกห่างจากขอบจออยู่สักหน่อย หากแขวนทีวีเข้ากับผนังจะเสียบต่อสายยากอยู่บ้าง
4. Clean Cable Solution จะใช้ได้ไม่เต็มที่หากสายสัญญาณมีหน้าตัดขนาดใหญ่, ยังไม่มีระบบ One Connect แยกจุดเชื่อมต่อภายนอกทีวีเพื่อจัดการสายได้อิสระแบบรุ่น QLED TV
5. ต้องรออุปกรณ์ Smart Home ที่รองรับระบบ SmartThings วางจำหน่ายแพร่หลายก่อน จึงจะสามารถใช้งานได้เต็มระบบ