รีวิว Samsung 65QN90A Neo QLED 4K TV เติมเต็มความสมบูรณ์ด้วย Mini LED Technology

ประเดิมตัวแรกกับ Neo QLED ทีวีเจนเนอเรชั่นใหม่ล่าสุดของ Samsung ประจำปี 2021 มาพร้อมเทคโนโลยี Mini LED Backlight ซึ่งคาดหวังว่าจะช่วยอัพเกรดประสิทธิภาพการควบคุมระดับคอนทราสต์ของ LED TV ให้ยอดเยี่ยมมากยิ่งขึ้น แต่จะต่างจากเดิมมากน้อยเพียงใด? ตามมาพิสูจน์กันในรีวิวนี้ได้เลย…
ปัจจุบัน Samsung Neo QLED TV มีทั้งหมด 4 รุ่น แบ่งเป็นความละเอียด 4K 2 รุ่น คือ QN85A และ QN90A, ความละเอียด 8K 2 รุ่น คือ QN800A และ QN900A โดยในแต่ละรุ่นจะมีขนาดจอภาพให้เลือกแตกต่างกัน

สำหรับ QN90A เป็น Neo QLED TV ความละเอียด 4K รุ่นท็อปของปีนี้ มีให้เลือก 5 ขนาด คือ 50, 55, 65, 75 และ 85 นิ้ว ซึ่งรุ่นที่จะทำการรีวิวต่อไปนี้ คือ “65QN90A” ขนาด 65 นิ้ว ครับ
ดีไซน์
รูปลักษณ์ภายนอกอิงดีไซน์จากรุ่น Q95T/Q90T มาเลย มองเผินๆ แทบแยกไม่ออก
แต่แน่นอนว่าหัวใจสำคัญของ Neo QLED TV คือ การเปลี่ยน Backlight เป็นแบบ Mini LED ผลพลอยได้ส่งผลถึงโครงสร้างจอภาพมีขนาดที่บางลง ส่วนที่หนาที่สุดของจอภาพ 65QN90A อยู่ที่ 26.9 มม. บางลงกว่า 65Q90T ที่ใช้ Full Array LED แบบเดิมถึง 24%
โลโก้ Samsung จัดวางที่มุมขวาของจอ ด้านล่างเป็นตำแหน่งปุ่ม Power
ขารองรับเป็นโลหะติดตั้งบริเวณกึ่งกลาง ไม่จำเป็นต้องใช้ชั้นวางกว้างๆ ก็ตั้งได้ ขานี้ยังช่วยยกจอให้สูงขึ้นเผื่อวาง Soundbar ด้านล่าง
ด้านหลังทำลวดลายเทกเจอร์ไม่ให้ดูเรียบเกินไป ช่องเปิดยาวที่บริเวณส่วนบนซ้าย-ขวา คือ ตำแหน่งติดตั้งลำโพงที่เพิ่มเติมเข้ามา ช่วยในการไฟน์จูนตำแหน่งทิศทางเสียง และขยายบรรยากาศให้กว้างขึ้น (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้ง ช่วงรายงานคุณภาพเสียง) รุ่นนี้ไม่มีกล่อง One Connect ช่องต่อรับสัญญาณต่างๆ จึงถูกติดตั้งไว้ที่ฝั่งซ้าย ส่วนสายไฟอยู่กึ่งกลางเยื้องไปทางขวา

One Remote รีโมตคอนโทรลขนาดกะทัดรัด นอกจากใช้สั่งการทีวีแล้วยังใช้ควบคุมอุปกรณ์อื่นๆ ในระบบได้ด้วย มีปุ่ม Shortcut สำหรับ Netflix, Amazon Prime Video เพื่อการเข้าถึงความบันเทิงยุคใหม่อย่างรวดเร็ว และที่ขาดไม่ได้ คือ ปุ่มไมโครโฟน เพื่อรับคำสั่งเสียง
แต่ที่พิเศษ คือ One Remote รุ่นใหม่ จะติดตั้งแบตเตอรี่พร้อมแผงโซล่าเซลล์ สามารถรีชาร์จได้ในตัว (ต้องคว่ำหน้าหันโซล่าเซลล์ขึ้น แสง Indoor ก็ชาร์จได้) หรือจะชาร์จผ่านช่อง USB Type-C โดยตรง
นอกจากนี้ Samsung ยังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมด้วยกล่องกระดาษใส่ทีวีใหม่ แบบ Eco-package สามารถดัดแปลงนำมาใช้ประโยชน์ต่อได้
ภาพ
QN90A ขนาดจอภาพ 75, 65 และ 55 นิ้ว ใช้ LCD Panel โครงสร้าง Sub-pixel แบบ Advanced Super Dimension Switch หรือเรียกย่อๆ ว่า “ADS” (รุ่นขนาด 85 และ 50 นิ้ว จะใช้ VA) ซึ่งรูปทรง Sub-pixel ของ ADS นี้ มองเผินๆ จะคล้าย VA (Vertical Alignment) แต่ส่วนปลายบน-ล่าง จะถูกปาดมุมเล็กน้อย ดูเหมือนเมล็ดข้าว
คุณสมบัติของ ADS คือ ให้มุมมองรับชมกว้างกว่ามากเมื่อเทียบกับ VA มองมุมเฉียงความสว่างอาจจะดร็อปลงเล็กน้อย แต่สีสันจะถูกบิดเบือนเปลี่ยนแปลงจากมุมมองรับชมน้อยมาก
แต่ใช่ว่า ADS จะเพอร์เฟ็กต์ไปเสียหมด ในซีนสว่างอาจเกิดแสงฟุ้งรบกวนและลดทอนระดับคอนทราสต์ลงบ้าง ทว่าประเด็นนี้ก็ถูกชดเชยด้วยความสามารถควบคุมแสง Backlight ของ Neo QLED ที่ละเอียดขึ้นจาก Mini LED Technology
Mini LED Backlight Technology ถือเป็นหัวใจสำคัญของ Samsung Neo QLED TV โดยพื้นฐาน Mini LED ก็คือหลอดไฟขนาดเล็กจิ๋ว สามารถติดตั้งชิดกับ LCD Panel ได้แนบสนิทมากขึ้น และจัดวางต่อเนื่องครอบคลุมพื้นที่จอภาพได้ถี่ละเอียดกว่าเดิม การควบคุมจัดการแสงลอดจึงทำได้โดดเด่นยิ่งกว่า คุณสมบัตินี้จะโดดเด่นมากยิ่งขึ้นเรื่อยๆ ในรุ่นสูงขึ้น และจอภาพขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะให้ผลลัพธ์ดีกว่าจอเล็ก (จากจำนวนหลอดที่มากกว่า)
จากการทดสอบ 65QN90A ยืนยันว่า Mini LED มีส่วนช่วยให้ Neo QLED TV สามารถควบคุมแสงลอดได้ละเอียดขึ้น ถึงแม้ผลลัพธ์ไม่ถึงกับต่างแบบขาดลอยเมื่อเทียบกับ QLED TV ตัวท็อป ๆ ของปีก่อน (Q90R, Q95T) ที่ใช้ Full-array LED Backlight แบบเดิม แต่ก็สังเกตได้ไม่ยากว่ารุ่นใหม่คุมแสงลอดได้ลงตัวกว่า
Center Viewing (Normal)

Center Viewing (Overexposed)
Side Viewing (Overexposed)
การรับชมในมุมตรงนั้น หลายสถานการณ์ 65QN90A สามารถคุมแสงลอดได้โดดเด่น แม้ตั้งค่ากล้องถ่ายภาพโดยชดเชยให้แสงหน้าจอโอเวอร์กว่าปกติ (ประมาณ 2-stop) เพื่อต้องการให้เห็นแสงลอดชัดขึ้น ก็ยังแทบไม่เห็นแสงเรือง อย่างไรก็ดีจะมีโอกาสเห็นแสงเรืองได้เมื่อรับชมในมุมเฉียง ซึ่งเป็นข้อจำกัดของ LED TV ดังนี้หากต้องการประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมจาก Mini LED Backlight แนะนำให้รับชมในมุมตรง และถ้าใช้งานในห้องสว่างด้วย ยิ่งลงตัวสำหรับ Neo QLED TV ที่ทำระดับความสว่างได้สูงเป็นพิเศษครับ
ตัวเลือก Local Dimming สามารถใช้ไฟน์จูนรูปแบบการควบคุมแสง Mini LED Backlight ของ QN90A ได้ โดยระดับ High จะพยายามคุมส่วนมืดให้มืดที่สุด และส่วนสว่างสว่างที่สุด เหมาะกับ HDR แต่การเปลี่ยนระดับแสงจากมืดไปสว่างสูงแบบฉับพลันอาจทำให้ล้าสายตา ใครไม่ชอบก็สามารถปรับลดเป็นระดับ Standard หรือ Low ได้ ในบางซีนที่ซับซ้อนอาจพบว่า Standard สว่างกว่า High เพราะระบบไม่ได้พยายามหรี่แสงในส่วนมืด (ที่อยู่ข้างเคียงส่วนสว่าง) ให้มืดที่สุด คงต้องทดลองดูว่าระดับไหนถูกใจเหมาะกับลักษณะคอนเทนต์ที่รับชมครับ ข้อดีของระบบ Local Dimming ของ Samsung รุ่นท็อป ๆ อีกประการ คือ อาการแสงวูบวาบค่อนข้างน้อยแม้กำหนดระดับ High นอกจากนี้ยังคุมระดับแสงของซับไตเติลขาวในฉากมืดให้ดูสบายตา ไม่จ้าเกินไปได้ดีอีกด้วย
มาดูเรื่องของการถ่ายทอดโทนภาพที่เที่ยงตรงกันบ้าง Samsung เพิ่มโหมดภาพที่คาดหวังว่าจะให้ความเที่ยงตรงใกล้เคียงระดับ Studio Reference เรียกว่า Filmmaker Mode มาตั้งแต่รุ่นปีที่แล้ว แน่นอนว่ารุ่นปี 2021 อย่าง QN90A ก็มีโหมดภาพนี้เช่นกัน
– SDR –
ผล Lab Test ของ Filmmaker Mode (SDR) ในรุ่น 65QN90A อาจไม่ได้มีความแตกต่างจาก Movie มากนัก แต่พูดได้ว่าทั้งคู่ให้ความเที่ยงตรงอยู่ในเกณฑ์ดีไม่ต่างกัน ภาพจะดูนุ่มนวลสบายตา ไม่เร่งความคมชัด ปรุงแต่งสีสัน หรือแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว จึงให้ความเป็นธรรมชาติสูงเหมาะแก่การรับชมในบ้าน แต่แน่นอนว่าถ้าเทียบกับโหมดอื่น ความสว่างจะต่ำกว่า และสีสันจะดูไม่สดจี๊ดจ๊าดนัก ทั้งนี้ในบางสภาพแวดล้อมหากรู้สึกว่าภาพ Movie หรือ Filmmaker Mode ดูสว่างหรือมืดเกินไปเมื่อรับชม SDR content ก็สามารถปรับเพิ่มลดความสว่างที่ตัวเลือก “Brightness”* ได้ตามความเหมาะสม
*หมายเหตุ: Samsung เปลี่ยนชื่อตัวเลือกที่ใช้สำหรับปรับระดับความสว่าง จาก Backlight เป็น Brightness และเปลี่ยนตัวเลือก Brightness เดิม เป็น Shadow Detail
Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration

โหมดภาพ Filmmaker Mode (หรือ Movie) ของ 65QN90A มีความเที่ยงตรงของสีสันอยู่ในเกณฑ์ดี อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 6200K ช่วง Highlight Details อาจติดโทนอุ่นไปบ้าง ทว่าค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) ยังต่ำเพียง 2 ขอบเขตสีก็ทำได้เที่ยงตรงอิงมาตรฐาน Rec.709 ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) ดีมากเพียง 1.7 การใช้งานตามบ้านอาจไม่จำเป็นต้องปรับภาพเพิ่ม
หากต้องการ รุ่นนี้สามารถปรับภาพแบบลงลึกได้ ซึ่งรวมถึงอัพเดทให้รองรับการปรับแบบ AutoCAL ผ่านโปรแกรม Calman ในเร็วๆ นี้ด้วย ผมทดลองปรับ White Balance คร่าวๆ แค่ 2-point ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีเกินคาด ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 1 เท่านั้นเอง อาจเป็นอานิสงส์จาก Filmmaker Mode ทำให้คุมระดับความเพี้ยนตลอดย่านได้ค่อนข้างดี ไม่ต้องแก้เยอะ ในขณะที่หากไฟน์จูน CMS เพิ่มเติม ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) จะลดลงเหลือเพียง 0.8
Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ก็ให้ผลลัพธ์ดีขึ้นตามคาด ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Saturation Avg dE) ที่ 1.2 (Max dE = 2.7) ดีมาก จะใช้อ้างอิงทำงานกราฟิก-ตัดต่อวิดีโอ แทนมอนิเตอร์ก็สามารถทำได้
– HDR –
การแสดงผล HDR รุ่น 65QN90A รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR รองรับมาตรฐาน HDR10+ โดยสามารถให้ระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window) สูงถึง 2,692 nits ในโหมด Dynamic ขณะที่โหมดความเที่ยงตรงสูงอย่าง Movie/Filmmaker ความสว่างจะเพลาลงมาอยู่ที่ 1,520 nits (สว่างกว่า Q950TS และ Q90T)
P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration
HDR – Pre Calibration
ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด Movie/Filmmaker ของ 65QN90A นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดีมาก (Grayscale Avg dE 3.1, Colorspace Avg dE 2.4) ส่วนขอบเขตสี HDR Color Space ทำได้ครอบคลุม 92.41/95.67% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 67.83/73.04% Rec2020 (xy/uv)
และเช่นเคย ว่าหลังปรับภาพ HDR ในโหมด Movie/Filmmaker ให้ความเที่ยงตรงโดดเด่นมาก (Grayscale Avg dE 0.7, Colorspace Avg dE 1.5) ความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงเพียงเล็กน้อยอยู่ที่ 1,464 nits
ด้วยระดับความสว่างที่สูงและคุมดำได้ละเอียดขึ้นจาก Mini LED Backlight บวกกับการทำ HDR Tone Mapping ได้สมบูรณ์แบบกว่าเดิม การรีดเอฟเฟ็กต์แสง HDR ของ Neo QLED จึงทำได้เจิดจรัส ดูเตะตาโดดเด่นขึ้น
ด้านการเล่นเกม QN90A ยังมาพร้อมฟีเจอร์ ALLM หรือ Auto Low Latency Mode ซึ่งจะปรับสถานะการแสดงผลเข้าสู่ “Game Mode” อัตโนมัติเมื่อมีการเชื่อมต่อสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์ หรือเกมคอนโซล และยังเพิ่มเติมแถบ Game Bar รูปแบบใหม่ ที่ใช้ตรวจสอบสถานะ และตั้งค่าการแสดงผลเกมต่างๆ ได้สะดวก ครอบคลุมมากยิ่งขึ้น
รุ่นนี้ยังมาพร้อมคุณสมบัติ Variable Refresh Rate (VRR) รองรับ AMD FreeSync เป็นกระบวนการที่ช่วยให้จอภาพสามารถ “ปรับเปลี่ยนรีเฟรชเรตแบบเรียลไทม์” สัมพันธ์กับ “อัตราเฟรมเรตของเกมที่ไม่คงที่ได้” รองรับอุปกรณ์ HDMI 2.1 ทาง HDMI In 4 ร่วมกับ PC Graphic Card ระดับสูง ไปจนถึงคอนโซลอย่าง Xbox Series X (4K 120Hz VRR) และ PS5 (4K 120Hz)
ค่า Input Lag ที่ 4K 60Hz วัดได้ต่ำเพียง 9 ms เท่านั้น ! และหากปรับการแสดงผลเป็น 4K 120Hz ได้ ผลลัพธ์ Input Lag จะยิ่งต่ำลงอีก รุ่นนี้ยังให้ทางเลือกเพิ่มเติมการจำลองแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวขณะเล่นเกมที่มีชื่อเรียกว่า Game Motion Plus ซึ่งจะกระทบกับ Input Lag น้อยมากๆ อยู่ที่ 13.6 ms ต่ำมากสำหรับกระบวนการแทรกเฟรม แต่โดยทั่วไปคงไม่มีความจำเป็นต้องเปิดใช้งานฟีเจอร์นี้
หมายเหตุ: HDR และ Game Motion Plus ไม่สามารถเปิดใช้งานร่วมกับการแสดงผลแบบ VRR
เสียง
ช่องเปิดยาวที่บริเวณส่วนบน ด้านหลังจอ 65QN90A ภายในติดตั้งตัวขับเสียงแยก 2 ฝั่ง ซ้าย-ขวา ซึ่งเพิ่มเติมจากชุดลำโพงพร้อมวูฟเฟอร์ที่ติดตั้งอยู่ส่วนล่างของจอ กำลังขับรวมทั้งหมดอยู่ที่ 60 วัตต์
ในสเปคระบบเสียงของ 65QN90A จะติดตั้งลำโพงแบบ 4.2.2 แชนเนล โดยมีลำโพงติดตั้งที่ส่วนล่างรวม 4 ชุด พร้อมวูฟเฟอร์ 2 ชุด และติดตั้งที่ส่วนบนหลังจออีก 2 ชุด บวกกับการประมวลผลจำลองเสียงที่เรียกว่า Object Tracking Sound+ (OTS+) เพื่อให้ตัวขับเสียงทั้งหมดทำงานประสานสร้างสนามเสียงสัมพันธ์กับคอนเทนต์ น่าเสียดายที่ระบบนี้ไม่รองรับ Object-based Audio Format แท้ๆ อย่าง Dolby Atmos หรือ DTS:X แต่อย่างใด
อย่างไรก็ดีเทคนิคติดตั้งลำโพงลักษณะนี้ช่วยให้ 65QN90A ถ่ายทอดบรรยากาศเสียงกว้างกว่าลำโพงทีวีทั่วไปได้จริง ตำแหน่งเสียงไม่กองอยู่เฉพาะที่ส่วนล่าง เสียงสนทนายกสูงขึ้นอยู่ในระดับกลางจอ เสียงโอบล้อมด้านข้างก็เลยระนาบจอภาพออกไป และแยกแยะทิศทางซ้าย-ขวาได้ การถ่ายทอดดุลเสียงกำลังดี รายละเอียดโอเค อาจคาดหวังเบสลึกแบบลำโพงซับวูฟเฟอร์แยกชิ้นไม่ได้ก็จริง ทว่าก็เพียงพอสำหรับมาตรฐานลำโพงทีวี การจูนเสียงลักษณะนี้ดีกว่าพยายามคาดคั้นเน้นเบสเยอะ ๆ แล้วรายละเอียดเสียงคลุมเครือ เสียงสนทนาก้องอู้ฟังได้ไม่ชัด
กรณีที่เชื่อมต่อใช้งานกับ Samsung Soundbar รุ่นที่รองรับ สามารถใช้ฟีเจอร์ Q Symphony เพื่อเสริมให้ลำโพงของทีวี ทำงานประสานไปพร้อมๆ กับลำโพง Soundbar ได้
เมื่อเชื่อมต่อสัญญาณเสียงผ่านทาง HDMI ARC ร่วมกับ AVR หรือ Soundbar ที่รองรับ การรับชมภาพยนตร์ในรูปแบบ Streaming จาก Netflix จะรองรับระบบเสียง “Dolby Atmos (DD+)” และด้วยคุณสมบัติ eARC จะสามารถ Pass-through ระบบเสียง Dolby Atmos (TrueHD) จาก 4K HDR Blu-ray Player ได้ด้วย (อ้างอิงการเชื่อมต่อกับ Oppo UDP-203 และ Pioneer VSX-LX504 AVR) ทว่าการเชื่อมต่อลักษณะนี้สำหรับ QN90A จะยังไม่รองรับ DTS ถ้าเป็นไปได้แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณจาก Player ตรงเข้า AVR หรือ Soundbar จะครอบคลุมกว่า ผลลัพธ์คุณภาพเสียงและเสถียรภาพก็จะดีกว่าด้วย
ช่องต่อ
QN90A จะไม่มี One Connect เหมือน 4K QLED TV รุ่นท็อป ของปีที่แล้ว (Q95T) ช่องต่อรับสัญญาณต่างๆ เลยย้ายมาอยู่ที่ด้านหลังฝั่งซ้ายของจอเหมือนทีวีทั่วไป ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 4 ช่อง รองรับ ARC/eARC ที่ HDMI In 3 และรองรับ 4K 120 Hz (พร้อม VRR) ที่ HDMI In 4 (HDMI 2.1)
ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Analog Composite Video & Audio Input, Digital Optical Audio Output, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In แต่ไม่มีช่องต่อ Audio/Headphones Out ทว่าสามารถเชื่อมต่อหูฟังไร้สายผ่าน Bluetooth ได้
ช่องต่อ USB ทั้ง 2 ช่องเป็นเวอร์ชั่น 2.0 สามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD (5V/1A) และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ
สรุปจำนวนช่องต่อของ Samsung 65QN90A ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 4 (ด้านข้าง) เป็น HDMI 2.1 1 ช่อง |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านข้าง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | 1 (ด้านข้าง) |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite) |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านข้าง) |
| Audio/Headphone Out | – |
| Bluetooth Audio | Yes |
เพิ่มเติม
จุดเด่นของ Tizen OS จาก Samsung Smart TV ประจำปี 2021 ยังคงแอปความบันเทิงหลากหลายไว้อย่างเหนียวแน่น และได้ข่าวแว่วๆ มาว่า อาจได้อัพเกรดรองรับ Google Assistant การรับคำสั่งเสียง จับคำไทย-อังกฤษ น่าจะแม่นยำและครอบคลุมกว่าที่ผ่านมา
แอปที่น่าสนใจ อาทิ HBO Go สามารถรับชมภาพยนตร์ซีรีส์ Exclusive อย่างเรื่องล่าสุดก็ Zack Snyder’s Justice League
VIU รับชมซีรี่ส์เกาหลีหลากหลาย
Netflix รองรับการแสดงผล 4K HDR10 การรับฟังระบบเสียง Dolby Atmos (DD+) แนะนำให้เชื่อมต่อ HDMI ARC ไปยังชุดเครื่องเสียงภายนอก
Apple TV app รับชม iTunes Movies & tv+ ในแบบ 4K HDR10 ได้ แต่จะยังไม่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ครับ
YouTube app สามารถรับชมที่ความละเอียด 4K (2160p) HDR
สรุป
65QN90A ถือเป็นการเปิดตัวเทคโนโลยี Mini LED จาก Neo QLED TV ได้น่าสนใจ เป็นการอัพเกรดความสามารถในการคุมแสงลอดได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม แต่เหนืออื่นใด คือ การถ่ายทอดสีสันที่เที่ยงตรงและทำ HDR Tone Mapping ได้ดีขึ้น บวกกับจุดเด่นการทำความสว่าง HDR Peak Brightness ได้สูง (>1500 nits Filmmaker Mode) จึงถ่ายทอดเอฟเฟ็กต์ HDR จากทั้งภาพยนตร์และเกมได้ดี จะรับชมในห้องสว่างก็ลงตัว พร้อมคุณสมบัติการแสดงผลด้านเกมครบครันผ่าน HDMI 2.1 และความบันเทิงหลากหลายในแบบ Online Streaming
ข้อดีของ Samsung 65QN90A
1. วัสดุรูปลักษณ์ภายนอกอิงจากรุ่นปีที่แล้วแต่จอภาพเพรียวบางลง อันเป็นอานิสงส์จากโครงสร้าง Mini LED Backlight ที่เล็กลงอย่างมีนัยสำคัญ
2. Mini LED คุมแสง Backlight ได้ละเอียดขึ้นกว่าเดิม แนะนำรับชมในมุมตรงเพื่อประสิทธิภาพการควบคุมแสงลอดที่ดีที่สุด
2. Filmmaker Mode/Movie ให้สมดุลสีเที่ยงตรงดีทั้ง SDR/HDR หลังปรับภาพยิ่งโดดเด่น, ผลลัพธ์ HDR Tone Mapping ทำได้โดดเด่นกว่าเจนเนอเรชั่นก่อน, ให้ระดับความสว่างสูง
3. Game Bar แจ้งสถานะและตั้งค่าเวลาเล่นเกมได้สะดวกกว่าเดิม, Input Lag ต่ำ <9ms รองรับ 4K 120Hz VRR (FreeSync) ผ่าน HDMI 2.1 (HDMI In 4)
4. ลำโพง 4.2.2 แชนเนล ขยายบรรยากาศเสียงกว้างขึ้น เสียงสนทนาอยู่สูงระดับกลางจอไม่จมกองอยู่ด้านล่าง
ข้อจำกัดของ Samsung 65QN90A
1. ไม่มี One Connect (เมื่อเทียบกับ Q95T 4K ตัวท็อป ของปีที่แล้ว)
2. ADS Panel มุมมองรับชมกว้าง แต่ซีนสว่างอาจมีแสงฟุ้งลดทอนระดับคอนทราสต์บ้างเล็กน้อย (เป็นข้อจำกัดของ Wide viewing angle LCD Panel)
3. ลำโพงด้านสูงยังไม่สามารถใช้งานร่วมกับระบบเสียง Dolby Atmos, DTS:X
4. มี HDMI 2.1 ช่องเดียว (HDMI 2.0 อีก 3 ช่อง รองรับ VRR 120Hz ที่ 1440p)
ราคาเปิดตัว Samsung 65QN90A
71,990 บาท
รายละเอียดเพิ่มเติมของ Samsung 65QN90A Neo QLED TV
https://www.samsung.com/th/tvs/qled-tv/qn90a-65-inch-neo-qled-4k-smart-tv-qa65qn90aakxxt