รีวิว Samsung The Frame!! ทีวีที่ผสมผสานความเป็นศิลปะ และเทคโนโลยีแห่งภาพเอาไว้ด้วยกัน
ด้วยความชอบของแต่ละคน จึงทำให้มีสินค้าประเภทเดียวกัน แต่แตกต่างกันที่การออกแบบ สีสัน คละเคล้ากันไป อย่างทีวีที่สมัยก่อนที่มีจุดประสงค์เพียงแค่เอามาเป็นสื่อกลางถ่ายทอดความบันเทิง แต่ทุกวันนี้ทีวีดันกลายเป็นศูนย์รวมความบันเทิงยังไม่พอ มันยังสะท้อนความเป็นตัวตนของคนใช้ไปด้วย อย่าง Samsung The Frame ที่ผมได้จับมารีวิวในคราวนี้ ผมเชื่อได้เลยว่าคนที่สนใจในทีวีรุ่นนี้อยู่จะต้องเป็นคนที่ชอบอะไรที่ไม่เหมือนใคร มีความเป็นตัวของตัวเองสูง มีหัวใจศิลปะเป็นพิเศษ


คุณโรมัน พร้อมกับคุณนาวี อินทรสังขนาวิน บรรณาธิการบริหาร นิตยสารออดิโอไฟล์ วีดีโอไฟล์ มอบรางวัล Best Design TV Award ให้กับคุณ นันทพล ผู้สันติ ผู้จัดการสินค้ากลุ่มโทรทัศน์ และคุณชารียา เข็มทอง ผู้จัดการสินค้ากลุ่มโทรทัศน์

สเปคเบื้องต้นของ Samsung The Frame
- ขนาดที่วางจำหน่าย 55″ และ 65″
- ความละเอียด 4K (3840 x 2160)
- รองรับเทคโนโลยี HDR10, HDR10+
- ระบบปฏิบัติการ Tizen OS
- มีฟีเจอร์ Art Mode
- ราคาเปิดตัว 55″ ราคา 69,990 บาท ราคา 65″ ราคา 99,990 บาท
ดีไซน์
จากที่เกริ่นกันไปข้างต้นว่า Samsung The Frame เป็นทีวีที่ขายการดีไซน์ เป็นหลัก รูปลักษ์ของทีวีรุ่นนี้จึงค่อนข้างยืดหยุ่น และปรับเปลี่ยนได้ตามตามความชอบของผู้ใช้แต่ละคน ซึ่งผมขอเริ่มจากกรอบของทีวีกันก่อน สำหรับซีรีส์นี้ขอบด้านข้างจะไม่ได้บางเฉียบเหมือนรุ่นอืนๆ ของ Samsung นะครับ แต่จะมีความหนาพอสมควร จุดประสงค์ก็เพื่อให้มันดูเป็น “กรอบรูป” ซึ่งกรอบที่ว่านี้เราสามารถเลือกได้ว่าจะใช้แบบไหน จากทั้งหมดสามแบบ สามสี สามสไตล์ คือ สีวอลนัท สีไม้เบจ และสีขาว

พอเอามาแขวนนี่มันกรอบรูปชัดๆ แต่เพื่อสะดวกกับการรีวิว ผมจึงจับมาทดสอบแบบตั้งบนชั้นวางแทนครับ

สีของกรอบ Samsung The Frame ที่สามารถเลือกได้

พอเอาลงมาใส่ขาตั้งแบบปกติความสวยลดลงไปเยอะเลย

ขาตั้งสามารถเสียบเข้าไปได้เลยไม่ต้องใช้น็อตยึด
ขาตั้งแบบปกติที่ให้มาของ Samsung The Frame ถือว่าออกแบบมาได้ดี สามารถเสียบขาตั้งเข้ากับตัวทีวีได้เลยไม่ต้องใช้น็อตยึด ข้อเสียเพียงอย่างเดียวก็คือผู้ใช้ต้องวัดระยะชั้นวางสักหน่อย เพราะจุดวางขาตั้งอยู่บริเวณขอบซ้าย/ขวา ของทีวี แต่ถ้าจะให้ผมแนะนำสำหรับคนที่สนใจรุ่นนี้ควรจะเอาทีวีไปแขวนไว้มากกว่าวางตั้งครับ เพราะความสวยงามนี่ผิดกันเลยทีเดียว และมันก็ยังตรงกับคอนเซปต์ของทีวีอีกด้วย คอนเซปต์ที่ว่านี้ก็คือ “Art When it’s Off TV When It’s On” หรือถ้าใครเลี่ยงไม่ได้จำเป็นต้องตั้งทีวีก็ขอแนะนำให้เลือกใช้ขาตั้งทีวีแบบ Studio Stand แทน
**ขาแขวนของ Samsung The Frame มีแถมมาให้ในกล่องไม่ต้องซื้อเพิ่มเติม ส่วนขาตั้งแบบ Studio Stand ต้องซื้อเพิ่ม

ภาพตัวอย่างเมื่อใช้ขาตั้ง Studio Stand

ช่องติดตั้งขาแขวน
ช่องต่อ
หากใครติดตาม Samsung มา ก็จะเห็นพัฒนาการในเรื่องของการออกแบได้เป็นอย่างดี โดยเฉพาะในเรื่องของช่องต่อ ที่เปลี่ยนมาใช้กล่อง One Connect แทน ในปีนี้ยิ่งเพิ่มความพิเศษเข้าไปอีกขั้น เพราะ Samsung ได้พัฒนามาใช้สายแบบ Fiber Optic แทนสายแบบเดิม ดังนั้นเวลาจัดสาย หรือซ่อนสายยิ่งทำได้ง่ายมาก

สายแบบ Fiber Optic เชื่อมต่อระหว่างทีวี กับ One Connect

ด้านหลังทีวีจะมีเพียงแค่สายสองเส้นเท่านั้น ทำให้การจัดสายง่ายมาก

กล่อง One Connect ศูนย์รวมช่องต่อ

ช่องต่อด้านหลัง

ช่องต่อด้านข้าง
ช่องต่อทั้งหมดของ Samsung The Frame
- HDMI x 4
- USB 2.0 x 3
- Component
- LAN
- Wi-Fi Built In
- Digital Audio Out
- Antenna
- Service

รีโมทที่ทีมงานได้รับสองแบบครับ ซ้ายมือคือ One Remote ขวามือรีโมทธรรมดา

บน One Remote ของ Samsung The Frame สังเกตว่าจะมีปุ่มเพื่อเข้า Art Mode อยู่ด้วย
ภาพ
ถ้าพูดในเรื่องของคุณภาพของภาพแล้ว Samsung The Frame ก็เหมือนกับทีวีระดับซีรีส์กลางเกือบบนของตลาด ที่มาพร้อมกับความละเอียด 4K (3840 x 2160) รองรับเทคโนโลยี HDR10 และ HDR10+ ซึ่งเป็นเทคโนโลยี HDR แบบใหม่ที่ Samsung ร่วมกับแบรนด์ทีวีชั้นนำ และค่ายภาพยนตร์อย่าง 20th Century Fox ซึ่งตอนนี้อยู่ในช่วงการผลักดัน ดังนั้นจึงมั่นใจได้ว่า Samsung The Frame จะเป็นทีวีที่รองรับเทคโนโลยี HDR ในอนาคตอย่างแน่นอน
โหมดภาพอัตโนมัติของรุ่นนี้แบ่งเป็น Dynamic, Standard, Natural, Movie ให้เลือกใช้ สำหรับคนที่ไม่คิดจะปรับภาพแบบจริงจัง ผมขอแนะนำโหมด Natural ถึงแม้จะไม่ติดโทนอุ่นแต่ภาพสว่างระดับพอดี หรือถ้าใครชอบโทนอุ่นก็ให้เลือกใช้โหมด Movie เพียงแต่ค่าเดิมๆ ความสว่างดรอปลงไปมาก แนะนำเพิ่มระดับ Backlight สักระดับ 15-18 สำหรับคอนเทนท์แบบ HDR ผู้ใช้สามารถเลือกได้ว่าจะเปิดใช้งาน HDR+ หรือไม่ ฟีเจอร์นี้เป็นตัวช่วยเรื่องภาพ HDR ให้มีความสดอิ่มขึ้น โดยที่ไม่ส่งผลกระทบกับสีอื่นๆ ที่อยู่ใกล้เคียงกัน อย่างเช่นเอฟเฟกต์ของสายฟ้า เอฟเฟกต์ของพลังงานต่างๆ ในขณะเดียวกันโทนสีปกติอื่นๆ เช่นผิวคนได้รับผลกระทบน้อยมาก ดังนั้นจึงขอแนะนำว่าให้เปิดเอาไว้

โหมดภาพอัตโนมัติของ Samsung The Frame

อย่าลืมเปิดใช้งาน HDR+ Mode

พอเปิดใช้แสงจะเจิดจรัสขึ้นมากว่าเดิมหนึ่งระดับ

สังเกตสีสันต่างๆ นะครับ ฉากนี้จากเรื่อง The Great Wall
นอกจากแผ่น 4K Blu-ray Disc แล้ว ผมก็ยังใช้แผ่น Full HD Blu-ray เปิดทดสอบความสามารถในการอัพสเกลภาพอีกด้วย ซึ่งก็ต้องบอกว่าทำได้ดีมาก ทีวีรุ่นใหม่ๆ ในปัจจุบัน ถือว่าหายห่วงไปเลยในเรื่องนี้ ผิดกับช่วงที่ 4K TV ออกมาใหม่ๆ ส่วนเรื่องภาพเคลื่อนไหวในรุ่นนี้ไม่ได้มีตัวเลือกให้ปรับมากนัก มีเพียงแบบ Auto กับแบบ Custom ที่เราสามารถปรับรายละเอียดพวก Blur Reduction, Judder Reduction เอง จากเท่าที่ทดลอง เปิด Auto ไว้ก็ไม่ขี้เหร่ครับ

ต่อกับเกมให้รู้ระดับเรื่องภาพเคลื่อนไหว ถือว่าอยู่ในระดับดีใช้ได้เลยทีเดียว
เสียง
จุดวางลำโพงของ Samsung The Frame นั้นก็เป็นเช่นเดียวกับทีวียอดนิยมในตลาดที่จะวางอยู่ด้านล่างกรอบทีวี ผมมีโอกาสได้ทดลองฟังเสียงทั้งแบบตั้งบนโต๊ะชั้นวาง และแขวนผนัง ก็ต้องยอมรับตามตรงครับว่าโดยเนื้อแท้แล้ว ตัวลำโพงที่ติดมากับเครื่องให้คุณภาพเสียงที่ค่อนข้างดี เสียงกลางชัด เสียงแหลมพอได้ ซึ่งถือว่าโอเคมากๆ กับทีวี อย่างไรก็ตามหากนำไปแขวน คุณภาพเสียงจะดรอปลงไปพอสมควร ซึ่งก็เป้นเรื่องปกติเพราะเสียงไม่มีอะไรมาสะท้อน ผมขอแนะนำว่าหากเป็นห้องที่ไม่ใหญ่มาก และมีการปิดกั้นเสียงที่ค่อนข้างดี ตัวลำโพงเดิมๆ ก็ถือว่าโอเคแล้ว แต่ถ้าอยากได้คุณภาพเสียงที่มากขึ้น ก็ควรหาซื้อซาวด์บาร์มาจะได้สัมผัสกับเสียงที่เต็มประสิทธิภาพครับ

เสียงโอเคมาก

โหมดเสียงอัตโนมัติ

สามารถกำหนดได้ว่าจะให้เสียงไปออกทางไหน เช่น จากลำโพงของทีวี หรือจากลำโพงบลูทูธ
เพิ่มเติม
ฟีเจอร์พิเศษที่เพิ่มเข้ามาใน Samsung The Frame นั้นคือฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Art Mode เมื่อเลือกใช้ฟีเจอร์นี้ ตัวทีวีก็จะเปลี่ยนตัวเองให้กลายเป็นกรอบแสดงรูป ซึ่งเราสามารถกำหนดได้ว่าจะใช้รูปที่มีมาให้อยู่แล้วในระบบ หรือจะใช้รูปของเราเอง ขอบอกไว้ก่อนนะครับว่ารูปที่ Samsung นำมาแสดงในฟีเจอร์นี้ไม่ใช่รูปทั่วไป แต่รูปจากศิลปินระดับโลก ซึ่งแต่ละภาพก็จะมีข้อมูลและรายละเอียดของภาพอยู่ และผู้ใช้ยังสามารถไปซื้อภาพอื่นๆ เพิ่มเติมได้ใน Art Store อีกด้วย

Art เมนูพิเศษที่เพิ่มเข้ามา และสามารถกดปุ่มโลโก้เดียวกันนี้เพื่อเข้าสู่ Art Mode ได้เลย

ภาพจะถูกแบ่งออกเป็นหมวดหมู่ ซึ่งเราสามารถเลือกใช้ภาพของเราเองได้

ภาพเล็กๆ ตรงกลางนั่นดูเหมือนคุณ Roman อยู่เหมือนกันนะ

และมีรูปอื่นๆ ให้เลือกอีกมายในใน Art Store
และเพื่อความพิเศษที่มากขึ้น เมื่ออยู่ใน Art Mode ทีวีจะมีเซ็นเซอร์สองตัวคอยทำงานครับ
1.Motion Sensor หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว ฟีเจอร์นี้จะคอยตรวจจับความเคลื่อนไหวด้านหน้าทีวี เช่น หากมีคนเดินผ่าน ตัวทีวีก็จะทำการเปิดการแสดงผลขึ้นมาโดยอัตโนมัติ และเมื่อไม่มีคนอยู่ตัวทีวีก็จะทำการปิดตัวลง เพื่อประหยัดพลังงาน
2.Brightness Sensor หรือเซ็นเซอร์ตรวจจับสภาพแสงแวดล้อม ฟีเจอร์นี้จะคอยตรวจจับสภาพแสงในห้องที่ทีวีติดตั้งอยู่ว่ามีความสว่างมากน้อยแค่ไหน หากห้องสว่างไม่มาก ตัวทีวีก็จะปรับระดับความสว่างของตัวเองลง แต่ถ้าหากห้องมีแสงเข้าเยอะ ตัวเครื่องก็จะเพิ่มความสว่างของตัวเองขึ้นมาเพื่อสู้แสงสภาพแวดล้อม

อัจฉริยะมากๆ ทั้งตรวจจับความเคลื่อนไหว ทั้งตรวจจับสภาพแสง
ด้านระบบปฏิบัติการภายใน Samsung The Frame นั้นก็ใช้ Tizen OS เหมือนกับ Samsung TV รุ่นอื่นๆ แอพพลิเคชั่นเด่นๆ อย่างพวก YouTube, Netflix, Amazon หรือบราวเซอร์ต่างๆ ก็ยังคงมีอยู่เหมือนเดิม แต่ที่ถูกใจวัยรุ่นอย่างผม ก็คงจะเป็น Samsung TV Plus ครับ เพราะเขาได้รวบรวมเอารายการ ซีรีส์ วาไรตี้เกาหลี กว่า 28 ช่องเอาไว้ แถมมีซับไตเติ้ลภาษาไทยด้วย

Art Mode ก็มี แอพพลิเคชั่นก็มี

ซีรีส์เกาหลีซับไตเติ้ลภาษาไทย พร้อมบริการใน Samsung TV Plus

Netflix 4K

แอพพลิเคชั่นอื่นๆ ก็สามารถดาวน์โหลดได้ในสโตร์
สรุป
ข้อดีของ Samsung The Frame
- การออกแบบอย่างศิลปะ เป็นมากกว่าทีวี
- จัดสายได้ง่ายด้วยกล่อง Oneconnect
- มีขาแขวนแถมมาให้ในตัว
- ขาตั้งทีวีสามารถประกอบใส่ได้เลย ง่ายมาก!
- เลือกสีกรอบได้หลากหลาย
- มีฟีเจอร์ Motion Sensor, Brightness Sensor สำหรับ Art Mode ช่วยประหยัดพลังงาน
- มีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว
ข้อเสียของ Samsung The Frame
- ต้องเปิดโหมด HDR+ ขึ้นมา ภาพของ HDR ถึงจะดีขึ้น
- ตัวทีวีเหมือนถูกบังคับให้แขวน ดังนั้นควรซื้อหาซาวด์บาร์เพิ่มเติม เพื่อคุณภาพเสียงที่ดี
- โหมดภาพ Movie เดิมๆ ค่อนข้างมืด แนะนำปรับ Backlight เพิ่มเติม
- ด้วยความมีสไตล์ราคาจึงค่อนข้างจะโดดกว่ารุ่นอื่นๆ ในขนาดเดียวกัน

สรุป!! สำหรับ Samsung The Frame ผมคอนข้างชอบคอนเซปต์ในการออกแบบมาก เพราะพอเอาไปแขวนแล้วมันเหมือนกับกรอบรูปจริงๆ โดยเฉพาะเวลาอยู่ใน Art Mode ทำให้เรารู้สึกได้ว่า “มันเป็นอะไรที่มากกว่าทีวี!!” และเซ็นเซอร์ทั้งสอง Motion Sensor, Brightness Sensor ก็ช่วยประหยัดพลังงานได้ดี ผู้ใช้ไม่ต้องกังวลว่าทีวีจะเปิดตัวเองแสดงผลอยู่ตลอดเวลา นอกเหนือไปจากนี้ในเรื่องคุณภาพของภาพถึงแม้จะไม่ไดดเด่นถึงกับขั้นอยู่ในหัวแถว แต่ว่าก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดี รองรับทั้ง HDR, HDR10 และ HDR10+ มีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว และระบบปฏิบัติการ Tizen OS แหล่งรวมชั้นนำความบันเทิง ข้อเสียเพียงหนึ่งเดียวเลยคือราคาของ Samsung The Frame จะโดดกว่าทีวีรุ่นอื่นๆ ในขนาดเดียวกันพอสมควร แต่ผมก็อยากให้ลองคิดไปพร้อมๆ กันว่า เราไม่ได้ซื้อแค่ทีวีนะ เราได้ซื้องานศิลปะไปด้วย!!