ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว Sony 55X9500G Full LED ตัวท็อปรองรับ AirPlay ใช้งานครอบคลุมจักรวาล!!

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 21 Jan 2020 0 ความคิดเห็น

ขึ้นทศวรรษใหม่ทั้งทีปี 2020 เทรนด์สมาร์ทโฮมหรือบ้านอัจฉริยะคงไม่ใช้เรื่องไกลตัวอีกต่อไปแล้ว วันนี้ผมเลยจับทีวี Sony 55X9500G ที่ผมมีอยู่มาทำเป็นศูนย์บัญชาการรวมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในภายในบ้านแถมยังสามารถสั่งงานด้วยเสียงโดยไม่ต้องใช้รีโมทได้อีก ด้วย Andorid TV เวอร์ชั่นใหม่ล่าสุดอย่าง 9.0 จะทำได้จริงหรือเปล่าตามผมมาดูกันครับ

โดยสเปคเบื้องต้นของ Sony 55X9500G มีดังนี้

– หน้าจอขนาด 55″ (มีขนาด 65″ และ 85″ อีกหากใครต้องการขนาดใหญ่ขึ้น)

– ความละเอียด 4K (3840 x 2160) รองรับ HDR10, Dolby Vision, HLG  

– พาเนล VA โครงสร้างหลอดไฟแบบ Full Array LED

– สมาร์ททีวี Android 9.0

– กำลังขับลำโพง 20W  รองรับสัญญาณเสียง Dolby Atmos

– รองรับ Chromecast Built-in และ AirPlay2

– มีโหมดภาพ Netflix Calibrated Mode 

– ราคาเปิดตัว 36,990 บาท

ดีไซน์

มาดูในส่วนของงานประกอบหรือดีไซน์กันบ้างดีกว่าเนื่องจาก Sony 55X9500G เป็นรุ่นท็อปทำให้วัสดุของตัวทีวีมีความพรีเมี่ยมแข็งแรงทนทาน ตัวกรอบทีวีเป็นสีเทาดำแบบเมทัลลิก เพิ่มความหรูหราขึ้นไปอีกระดับ ตัวทีวีรวมขาตั้งมีขนาดอยู่ที่ 1228x776x274 มม. (กว้าง X สูง X ลึก) สำหรับขนาด 55” ตัวทีวียกสูงขึ้นจากชั้นวางทีวีพอสมควรทำให้สามารถวางซาวด์บาร์ใต้ทีวีได้

ตัวทีวียกสูงจากชั้นวาง สามารถวางซาวด์บาร์ได้ไม่บังตัวทีวี

ตัวกรอบเป็นสีเทาดำ ดูเรียบหรูและมีความพรีเมี่ยมมากขึ้น

ขาตั้งมีความแตกต่างจากรุ่นน้องทั้ง 2 รุ่นอย่าง X8000G และ X8500G ด้วยดีไซน์ขาตั้งทรงตัวแอลให้ความรู้สึกบางเรียบเข้ากับรูปร่างโค้งเว้าของตัวทีวี การประกอบไม่ได้ยุ่งยากอะไรเพียงเสียบขาเข้ากับสลักด้านหลังแล้วทำการไขน็อตก็เรียบร้อยแล้ว

ขาตั้งเก็บซ่อนสายไฟหรือสายสัญญาณได้ด้วย

ตัวทีวีรวมขาตั้ง 1228x776x274 มม. (กว้าง X สูง X ลึก)

แผ่นหลังมีความโค้งเว้าเล็กน้อย ดูเรียบๆเน้นสีดำด้านตัดกับกรอบสีดำเงา

รีโมทโฉมใหม่แล้วปรับเปลี่ยนวัสดุให้คล้ายโลหะดูพรีเมี่ยมและมีการปรับเปลี่ยนตำแหน่งปุ่มต่างๆให้ใช้งานสะดวกขึ้นอีกด้วย

ช่องต่อ

ตำแหน่งช่องต่อต่างๆอยู่ฝั่งขวามือ (มองจากด้านหลังทีวี) 

1.HDMI In 2.0 ทั้งหมด 4 ช่อง (HDMI In 3 รองรับ ARC/eARC) ซึ่งเป็นคุณสมบัติของ HDMI 2.1

2. Digital Audio Out (Optical) 1 ช่อง, 

3.USB 3 ช่อง, 

4.สายอาอากาศทีวีดิจิตอล 1 ช่อง,

5.รูเสียบหูฟัง 3.5มม. 1 ช่อง, 

6.Ethernet (LAN) และ Wi-Fi 

7.AV-In 

8.รองรับ Bluetooth และ Chromecast Built-in และ AirPlay2

ช่องเชื่อมต่อหลักสำคัญๆ จะอยู่ด้านหลังของทีวี

ช่องเชื่อมต่อเพิ่มเติมจะดูทางด้านข้างของตัวเครื่อง

เพิ่มเติม

ส่วนสำคัญจุดแรกของการทำให้ทีวี X9500G เป็นศูนย์กลางในการควบคุมอุปกรณ์ต่างๆ ในบ้านได้นั้น จะต้องทำการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตในอยู่ในเครือข่ายเดียวกันไม่ว่าจะเป็นตัวทีวีเองหรืออุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าต่างๆ ที่มีสัญลักษณ์ว่า Work with Google Assistant หรือ Work with Apple HomeKit นั้นถือว่าใช้งานได้กับทีวี Sony ที่เป็น Android TV ได้แทบทุกรุ่น (การสั่งงาน Google Assistant ที่สมบูรณ์แบบจำเป็นต้องตั้งค่าเมนูให้เป็นภาษาอังกฤษเพื่อใช้งานคำสั่งเสียง แต่เราสามารถพูดภาษาไทยสั่งงานได้ปกติครับ)

สามารถใช้งานได้หลากหลายอุปกรณ์ไม่ว่าจะเป็นกล้องวงจรปิด, หลอดไฟ, เครื่องดูดฝุ่น หรือว่าซาวด์บาร์

หลังจากนั้นทำการล็อกอิน Email ของเราลงไปในทีวี Sony X9500G และแอปพลิเคชั่น Google Home (หากใครยังไม่มีสามารถดาวน์โหลดได้ทั้ง Google Play Store และ App Store ได้เลยฟรี!!)

ล็อกอินด้วยรหัส Gmail ทั้ง 2 อุปกรณ์ ทีวีและแอปพลิเคชั่น Google Home บนสมาร์ทโฟน

ขั้นตอนแรกเมื่อล็อกอิน Google Home เรียบร้อยแล้วทำการสร้างบ้านใหม่ของเราขึ้นมา 1 หลังเป็นการจำลองว่าภายในบ้านเรานั้น มีอุปกรณ์หรือเครื่องใช้ไฟฟ้าเครื่องไหนบ้างที่รองรับ IoT หรือกำลังเชื่อมต่ออยู่ใน Wi-Fi อยู่ในวงแลนเดียวกันรึเปล่า หากมีก็จะปรากฏชื่อของอุปกรณ์นั้นขึ้นมาทันที เท่านี้ก็เป็นอันว่าเราสามารถสั่งงานอุปกรณ์อัจฉริยะของเราผ่านทีวี Sony 55X9500G ได้แบบสบายๆ ไม่ต้องใช้รีโมทเลย

สร้างบ้านขึ้นมาก่อน จากนั้นเพิ่มอุปกรณ์เข้าไปในบ้าน

อย่าลืมเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดให้อยู่ในวง Lan หรือ Wi-Fi เดียวกัน อย่าลืมเชื่อมต่ออุปกรณ์ทั้งหมดให้อยู่ในวง Lan หรือ Wi-Fi เดียวกัน

ที่สามารถสั่งงานได้โดยไม่ใช้รีโมทเพราะว่าตัวทีวีเค้ามี รูไมโครโฟนรับเสียงนั่นเอง!! (สังเกตสัญลักษณ์ไฟสีส้มหากติดอยู่แปลว่าทีวีพร้อมรับคำสั่งเสียงแล้ว)

แต่หากใครที่ทำตามเบื้องต้นแล้วไม่เจอแบบที่บอกแล้วก็ลองเข้าไปเพิ่มอุปกรณ์ตามแบรนด์หรือยี่ห้อด้วยตัวเองได้เลยผ่านการตั้งค่าในแค่ละแอปพลิเคชั่นของแต่ละยี่ห้อของเครื่องใช้ไฟฟ้าเสียก่อนเช่น Mi Home, Philips Hue เมื่อทำเส็จแล้วค่อยมาทำการซิงค์อุปกรณ์ต่างๆใน Google Home อีกที

ค้นหาหรือซิงค์อุปกรณ์อัจฉริยะตามแบรนด์หรือยี่ห้อที่เรามีได้เลยครับ

อีกหนึ่งอย่างที่ถือเป็นเทคนิคการใช้งานคำสั่งเสียงเพื่อควบคุมเครื่องใช้ไฟฟ้าภายในบ้านที่แม่นยำคือ เราควรแบ่งห้องของอุปกรณ์ต่างๆ ไว้แต่ละห้องเพื่อการสั่งงานที่แม่นยำและกันความสับสนของชื่ออุปกรณ์ได้ หรือหากต้องการสั่งงานเครื่องใช้ไฟฟ้าชิ้นไหนก็ให้พูดชื่อลงเพื่อเป็นการระบุว่าเราต้องการสั่งงานเฉพาะของชิ้นนี้เท่านั้นก็ถือว่าทำได้ง่ายครับ

แบ่งห้องหรือตั้งชื่ออุปกรณ์จะช่วยให้การสั่งงานด้วยเสียงแม่นยำมากขึ้น

สำหรับการเปลี่ยนชื่ออุปกรณ์บน Google Home นั้นมีดังนี้

1.เลือกอุปกรณ์ที่ต้องการเปลี่ยนชื่อ

2.เข้าไปที่เมนูตั้งค่า (เป็นรูปฟันเฟือง)

3.กดเข้าไปแถบหัวข้อที่ (สังเกตจะมีชื่อุปกรณ์เก่าขึ้นอยู่)

4.ตั้งชื่ออุปกรณ์ตามที่เราต้องการ เพื่อใช้ในการพูดสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant

หากใครที่ทำตามทั้งหมดแล้วแต่ยังไม่สามารถสั่งงานด้วยคำพูดภาษาไทยให้ลองทำตามนี้ดูครับ

1.เข้าไปในส่วนของการตั้งค่า Google Assistant

2.เลือกหัวข้อ ภาษาสำหรับพูดคุยกับ Assistant

3.หากเข้ามาแล้วเจอเพียงแต่ภาษาอังกฤษ ให้ทำการเพิ่มภาษาไทยเข้าไปครับ

เป็นไงกันบ้างครับวิธีทำไม่ยากแบบที่คิดใช่มั้ยครับแต่เจ้า Google Assistant ยังทำหน้าที่ได้มากกว่านั้นครับหากเราใช้งานร่วมกับลำโพงซาวด์บาร์อย่าง Sony HT-Z9F ที่รองรับการทำงานร่วมกับ Google Assistant ได้เช่นกันทำให้เราสามารถสั่งเปิดเพลงผ่าน Spotify ผ่านคำสั่งเสียงได้แบบเท่ๆ สบายๆ ด้วยระบบเสียงที่อัพเกรดจากตัวทีวีให้ดีขึ้นมาอีกระดับนึง โดยใช้ตัวทีวีเป็นศูนย์กลางในการสั่งงานต่อให้เราปิดทีวีอยู่ก็สามารถสั่งงานได้

สั่งเปลี่ยนเพลงเพิ่มลดเสียงทำได้ง่ายมาก

หรือเราจะสั่งเปิดปิดไฟด้วยคำสั่งเสียงทีวี Sony เค้าก็ทำได้เช่นกันเพียงแต่ต้องเปลี่ยนหลอดไฟภายในบ้านของเราให้เป็นแบบอัจฉริยะเสียก่อน ดูจากตัวอย่างที่ผมใช้ภายในบ้านคือ หลอดไฟ Philips Hue ผมสามารถสั่งเปิดปิดรวมไปถึงเปลี่ยนสีต่างๆ ก็ทำได้ผ่านคำสั่งเสียงเช่นกัน อยากได้ไฟสีอะไร สว่างประมาณไหนก็พูดกับทีวีได้เลย

สั่งเปิดปิดหรือเปลี่ยนสีหลอดไฟ

และสุดท้ายกำลังเข้ากับวิกฤตการณ์บ้านเราในช่วงนี้เลยครับฝุ่น P.M 2.5 กำลังมาแรงเกิดนั่งดูหนังหรือซีรีส์อยู่แล้วรู้สึกหายใจไม่สะดวก เราก็แค่พูดกับตัวทีวี X9500G ได้แบบทันทีโดยไม่ต้องเสียงเวลาหารีโมทหรือเอื้อมไปเปิดเครื่องฟอกอากาศที่ตั้งอยู่อีกที่เลย ถือว่าสะดวกสบายมาก

ผมลองสั่งงานเปิดเครื่องฟอกอากาศ

เปิดปิดเครื่องฟอกอากาศได้จริงด้วย

เอาล่ะหนีออกมาจากเรื่องสมาร์ทโฮมกันบ้างดีกว่าตัวทีวี Sony 55X9500G ก็ยังสามารถใช้งานได้หลากหลายเช่นกันเนื่องจากเป็น Android TV เวอร์ชั่นล่าสุด 9.0 หากใครที่ใช้มือถือไม่ว่าจะเป็น Android หรือ iOS ก็ไม่ต้องกังวลว่าจะใช้งานไม่ได้เพราะเค้ามีทั้ง Chromecast Built-in และล่าสุดรองรับ AirPlay2 แล้วเรียกว่าครอบคลุมทุกอุปกรณ์แล้วสำหรับทีวี Sony

Android TV เวอร์ชั่นล่าสุด 9.0 ใช้งานรวดเร็วตอบสนองไว

รองรับการทำงานร่วมกับ Apple HomeKit และ AirPlay2 แล้ว ทำให้สามารถโยนหนังหรือภาพหน้าจอของมือถือไอโฟนขึ้นไปบนทีวีได้แบบไม่ต้องง้อ AirScreen เหมือนเมื่อก่อนแล้วแถมยังรองรับความละเอียดแบบ 4K Dolby Vision อีกด้วย (มีเฉพาะ Android TV จากแบรนด์ Sony เท่านั้นนะครับ)

สามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชั่น True ID ได้ด้วยจะดูบอลหรือรายการคุณภาพเลือกได้ตามสะดวก

ภาพ

ด้านภาพ Sony X9500G จัดว่าเป็นทีวีรุ่นระดับท็อปเทียร์ของทีวีประเภท LED ก็ว่าได้ด้วยตัวชิปประมวลผลอย่าง X1 Ultimate ชิปตัวท็อปที่มีเฉพาะในทีวีระดับสูงอย่างรุ่น A9G เท่านั้น ตัวพาแนลจอที่เป็นแบบ VA ที่บวกพลังกับเทคโนโลยี Triluminos จึงทำให้สีสันที่ได้ในการรับชมนั้นสดอิ่มและสดใสกว่าพาแนลแบบอื่นและเนื่องจากตัวทีวีใช้หลอดไฟแบบ Full-Array LED ทำให้สามารถควบคุมความดำในฉากมืดได้อยู่ในเกณฑ์ที่ดี ผมแนะนำให้ปรับระดับ Local Dimming เป็นระดับ High ทำให้การควบคุมเปิดปิดหลอดไฟอยู่ในระดับที่ดีที่สุดและภาพยังสามารถดูได้จริง

สีสันดูสดอิ่มมากขึ้นกว่าทีวีรุ่นเริ่มต้นเป็นเพราะพาแนล VA แถมมีเทคโนโลยี Triluminos ช่วยอีกแรงด้วย

จากโหมดภาพโรงงานที่ให้ติดทีวีมาก่อนที่ทีมงานจะทำการ Calibrate นั้นตามค่ามาตรฐานที่บ่งบอกว่าทีวีนั้นมีคุณภาพของภาพที่ดีนั้นจะต้องมีค่า Δ<2.0 (Δ=ค่า DeltaE) โดย Sony X9500G ก่อนปรับภาพนั้นมีค่า Δ = 1.3 ถือว่าอยู่ในระดับน้อยพอสมควรมีความใกล้เคียงกับค่ามาตรฐานถือว่าแกะกล่องออกมาแล้วใช้งานได้เลยสำหรับภาพในโหมดของ SDR

ในโหมด SDR ทำขอบเขตสีได้ถึง 98.7% ของ Rec.709 ถือว่าสูงพอสมควร

โดยทีมงานใช้เครื่องมือปรับภาพระดับมาตรฐานสูงในการปรับภาพและค่า 10 WP

หลังจากใช้โหมด Custom แล้วทำการ Calibrate ทั้งโหมด SDR และ HDR ค่า Δ ลดลงเหลือเพียง 0.5 เท่านั้นสำหรับโหมด SDR และในโหมด HDR ค่า Δ เหลือเพียง 1.2 ทำให้สีสันดูเป็นธรรมชาติมาขึ้นและทำให้ความถูกต้องของสีใกล้เคียงมาตรฐานยิ่งขึ้นไปอีก แต่หากเทียบ Peak Brightness โหมด Custom กับ Cinema ทำได้ประมาณ 1073 nits โหมดภาพ Vivid ทำ Peak Brightness ได้สูงที่สุดอยู่ที่ 1173 nits และมีค่าขอบเขตสีอยู่ที่ 86.6% ของ DCI-P3 ถือว่าเป็นทีวีที่ปรับภาพ SDR แล้วส่งผลให้ภาพ HDR นั้นดียิ่งขึ้นอีกด้วย

สีสันและความถูกต้องถือว่าทำออกมาได้ดีหลังจาก Calibrate แล้ว

ภาพแบบ SDR คุณภาพก็ดีไม่ต่างกันถือว่าดีเลยทีเดียวรับชมรายการทีวีหรือการ์ตูนได้แบบสบายๆ สีสันสดใส

แต่หากใครที่ชื่นชอบการรับชมซีรีส์ Netflix เป็นชีวิตจิตใจรุ่น X9500G เค้าก็มีโหมดภาพโดยเฉพาะอย่าง Netflix Calibrated Mode ซึ่งโหมดภาพนี้ไม่ได้มีให้กับทีวี Sony ทุกรุ่นจะหาใช้ได้ก็เพียงแค่ทีวี OLED รุ่นท็อปอย่าง A9G เท่านั้นแต่นี้กลับมีให้ใช้ถือว่ามีความพิเศษพอสมควร

เมนูหาเจอง่ายอยู่ในหน้าตั้งค่าภาพเขียนว่า Netflix Calibrated Mode

เหมาะกับการรับชมในห้องที่มีแสงไฟสลัวๆ ถนอมสายตาแถมได้ความถูกต้องตามมาตรฐานผู้กำกับอีก

สำหรับการเล่นเกมตัวทีวีทำออกมาได้ดีตามที่ผมได้ทดสอบด้วย Input Lag อยู่ที่ 20 Ms ทำให้เวลาเล่นเกมผมจึงแนะนำให้ใช้ Game Mode จะตัดปัญหาการอาการจอยหน่วงหรือตอบสนองช้าแบบทีวีรุ่นเริ่มต้นทั่วไปได้ทันทีแถมสีสันและความถูกก็อยู่ในเกณฑ์ที่ดีไม่ผิดเพี้ยน

เล่นบนจอใหญ่ๆ แบบนี้แต่ Input Lag น้อยมาก

เสียง

มาถึงส่วนสุดท้ายที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือคุณภาพของเสียง Sony X9500G มีการออกแบบระบบเสียงที่เรียกว่า Acoustic Multi-Audio กำลังขับเสียงอยู่ที่ 10+10 watts ใช้หลักการจำลองเสียงของลำโพง Down Firing และ ลำโพง Tweeter ทำหน้าที่ยิงเสียงสะท้อนมิติด้านข้างเพื่อสร้างมิติโอบล้อมเราเวลารับชมนั่งอยู่ในระยะที่เหมาะสม แถมรุ่นนี้มีการเพิ่มโหมดเสียงให้เลือกใช้ถึง 6 โหมดดังนี้ Standard, Dialogue, Cinema, Music, Sports และ Dolby Audio ต่างจากรุ่นน้องอย่าง X8500G ที่ไม่ได้ให้มา ทำให้เราเลือกใช้โหมดเสียงได้ตามประเภทของคอนเทนต์ได้ตามสบาย

ลำโพง Acoustic Multi-Audio กำลังขับ 10+10 watts

ลำโพง Tweeter ที่มาในรุ่น X9500G ทำหน้าที่สะท้อนเสียง ช่วยให้เราได้มิติเสียงที่ดีขึ้น

โหมดเสียงมีให้เลือก 6 โหมด Standard, Dialogue, Cinema, Music, Sports และ Dolby Audio

หากใครอยากได้คุณภาพและเนื้อเสียงที่ดียิ่งขึ้นสามารถใช้ซาวด์บาร์อย่าง Sony HT-Z9F มาเชื่อมต่อเพื่อขยายเสียงได้ทำให้เรารับชมหนังหรือฟังเพลงของเราได้เนื้อเสียงที่มีมวลมากขึ้นดูมีน้ำหนัก แถมยังสามารถถ่ายทอดมิติเสียงแบบ Dolby Atmos ออกมาได้ดียิ่งขึ้นด้วย

ตัวทีวี Sony X9500G รองรับการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos เช่นกัน

เวลาเชื่อมต่อซาวด์บาร์อย่าลืมไปตั้งค่า eARC Mode ให้เป็น Auto ด้วยเวลาใช้งานระบบเสียง Dolby Atmos ที่ HDMI Input 3 จะได้ไม่มีปัญหา

ตัวทีวียกสูงจากชั้นวางทำให้สามารถวางลำโพงซาวด์บาร์ได้โดยไม่บังภาพ

ใช้งาน Spotify ผ่าน Google Assistant จากตัวซาวด์บาร์ Sony HT-Z9F ได้ผ่านการรับเสียงของตัวทีวี

สรุป

สรุปโดยรวม Sony X9500G ถือเป็น 4K LED TV รุ่นท็อปอีกหนึ่งตัวที่มีคุณภาพและลูกเล่นที่ถือว่าคุ้มสมราคา รอบรับการใช้งานที่หลากหลายผ่าน Android TV มีการอัพเดตตัวระบบอยู่เรื่อยๆ อย่างในปัจจุบันได้มีการเพิ่ม AirPlay2 เข้ามาแล้วทำให้สาวก iOS สามารถใช้งานกับทีวีได้แบบสะดวกมาขึ้นกว่าเดิม บวกกับการใช้งานแบบสมาร์ทโฮมที่สามารถตอบสนองการใช้งานกับอุปกรณ์อัจฉริยะต่างๆ ภายในบ้านเรา Sony ก็ทำได้แบบไม่ยากเลย

ใช้งานลูกเล่นและฟีเจอร์ต่างๆของทีวีได้หลากหลาย สะดวกสบายต่อการใช้งานมากยิ่งขึ้น

ข้อดีของ Sony 55X9500G

1.เป็น Android TV เวอร์ชั่นล่าสุด 9.0 
2.รองรับมาตรฐานภาพสูงสุดอย่าง Dolby Vision และถอดรหัสเสียง Dolby Atmos ผ่าน HDMI eARC ได้
3.โหมดภาพจากโรงงานถือว่าสีเที่ยงตรงสามารถงานใช้ได้เลย
4.รองรับการทำงานกับอุปกรณ์ของ Apple ผ่าน Apple HomeKit และ AirPlay2
5.มีโหมดภาพ Netflix Calibrate Mode ทำให้การรับชมภาพ Netflix มีความถูกต้องมาตรฐานเดียวกันกับผู้กับกำ 

ข้อสังเกต Sony 55X9500G

1.โหมดเสียงที่ตัวทีวีให้มาอาจมีความแตกต่างไม่ชัดเจนนัก 
2.ตรงส่วนขาตั้งช่องเก็บซ่อนสายสัญญาณมีขนาดเล็กจึงทำให้เก็บซ่อนสายได้น้อย
3.ในการใช้งาน Google Asisstant ควบคุมอุปกรณ์เครื่องใช้ไฟฟ้าในบ้านอาจมีขั้นตอนหรือวิธีติดตั้งที่ซับซ้อนจำเป็นต้องใช้ความเข้าใจในการทำ

*มาตรฐานคะแนนปี 2020

Sony 55X9500G 4K Android TV (55″) 

ราคาเปิดตัว 36,990 บาท รับประกัน 3 ปีเต็ม

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้