ข้ามไปที่เนื้อหา
|

ลำโพงแอ็คทีฟระดับโปรฯ กับความสามารถด้านเสียงที่ต้องเหลียวมอง !!! รีวิว Elac AM150 Studio Active Speakers

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 15 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

Studio Active Monitor

Elac AM 150

ลำโพงแอ็คทีฟระดับโปรฯ
กับความสามารถด้านเสียงที่ต้อง เหลียวมอง!!

หากกล่าวถึงลำโพงสตูดิโอ หรือลำโพงมอนิเตอร์นั้น แน่นอนวัตถุประสงค์หลักมีไว้เพื่อใช้งานในห้องสตูดิโอบันทึกเสียง อันเป็นเครื่องมือสำคัญในการผลิตดนตรี-ภาพยนตร์ ให้เราๆ ท่านๆ รับฟังกันอยู่ทุกเมื่อเชื่อวัน ซึ่งด้วยหน้าที่อันสูงยิ่ง ศักยภาพของลำโพงสตูดิโอย่อมไม่ธรรมดา หากจะลองนำมาใช้งานทดแทนชุดเครื่องเสียงบ้านดูบ้างล่ะ จะตอบสนองการใช้งาน และให้ความโดดเด่นมากน้อยเพียงใด?

ลำโพงสตูดิโอนั้นมีหลากหลาย หากจะแบ่งกว้างๆ ก็มีทั้งที่เป็นลำโพงแบบแอ็คทีฟ (Active Speakers) และพาสซีฟ (Passive Speakers) ก่อนอื่นมาดูกันก่อนว่า ลำโพงแอ็คทีฟ คืออะไร? หากนำมาใช้งานในแบบซิสเต็มเครื่องเสียงบ้าน จะแตกต่างจากซิสเต็มเครื่องเสียงทั่วไปอย่างไร?

ปกติซิสเต็มเครื่องเสียงโดยทั่วไปประกอบไปด้วย ต้นทาง คือ แหล่งโปรแกรมจำพวกเครื่องเล่นต่างๆ จากนั้นเชื่อมต่อสัญญาณเสียงมายังภาคขยายเพื่อทำหน้าที่ขยายสัญญาณผ่านไปยังลำโพงที่ทำหน้าที่ขับขานเสียงออกมาให้เราได้สดับรับฟัง (ดังเช่นรูปบน) เมื่อเปรียบเทียบอุปกรณ์ในซิสเต็มที่ใช้งานลำโพงแอ็คทีฟ (รูปล่าง) ความแตกต่างระหว่าง 2 ซิสเต็ม คือ ซิสเต็มลำโพงแอ็คทีฟจะมีจำนวนอุปกรณ์น้อยกว่า ที่หายไป คือ อุปกรณ์ภาคขยาย ซึ่งอันที่จริงมันไม่ได้หายไปไหน แต่ถูกผนวกรวมเข้าไว้ในตัวลำโพงแล้วนั่นเอง

“Active Speaker”
(Amplifier + Speaker)

จากลักษณะข้างต้น หากจะอธิบายง่ายๆ ว่าลำโพงแอ็คทีฟ คืออะไร?

ลำโพงแอ็คทีฟ ก็คือการนำภาคขยายกับลำโพงมารวมเข้าไว้ด้วยกันนั่นเอง เวลาใช้งานก็แค่เชื่อมต่อสายสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมเสียง ตรงเข้าที่ลำโพงได้เลย ไม่ต้องไปซื้อหาแอมปลิฟายเออร์ภายนอกมาเพิ่มเติมอีก

ประโยชน์ คือ?

ผลเกี่ยวเนื่องจากแนวทางนี้ คือ จำนวนอุปกรณ์ในระบบ และขั้นตอนการเชื่อมต่อสายสัญญาณระหว่างอุปกรณ์ก็จะน้อยลงไปอย่างมีนัยสำคัญ (ไม่มีสายลำโพง) เมื่อสายสัญญาณน้อยลง ปัจจัยเรื่องของผลกระทบจากคุณภาพสาย ที่จะบิดเบือนคุณภาพเสียงของซิสเต็ม ก็จะน้อยลงตามไปด้วย

ข้อดีสำคัญอีกประการของซิสเต็มลำโพงแอ็คทีฟ นอกเหนือจากลดความยุ่งยากในเรื่องของจำนวนอุปกรณ์ดังที่กล่าวไปแล้ว ยังมีประเด็นที่ผู้ผลิตสามารถออกแบบปรับจูนเลือกภาคขยายที่มีคุณสมบัติส่งเสริมการทำงานของลำโพง เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่ตอบสนองการใช้งานในแง่การถ่ายทอดคุณภาพเสียงได้อย่างเหมาะสม ตรงตามมาตรฐานมาเลย

ตรงนี้มิได้หมายความว่าภาคขยายในตัวลำโพงแอ็คทีฟ จะมีคุณภาพดีกว่า หรือตอบสนองการใช้งานได้ดีกว่าภาคขยายภายนอกเสมอไป ทว่าด้วยแนวทางของลำโพงแอ็คทีฟ มีส่วนช่วย “ลดความผิดพลาด” อันอาจเกิดขึ้นเมื่อผู้ใช้ทำการแม็ตชิ่งภาคขยายไม่เหมาะสมกับลำโพง อีกทั้งในต้นทุนที่เท่ากัน เมื่อไม่ต้องเจียดงบประมาณให้กับตัวถังและอุปกรณ์ตกแต่งเพิ่มเติมในส่วนของภาคขยาย จึงสามารถนำงบส่วนนี้ไปเสริมเพิ่มในส่วนของคุณภาพวงจรอิเล็กทรอนิกส์ภายใน (ภาคขยาย/ภาคจ่ายไฟ) และ/หรือ คุณภาพของลำโพง (ตัวขับเสียง ครอสโอเวอร์ ตัวตู้) ให้ดีขึ้นได้ แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ การกำหนดคุณสมบัติที่เอื้อต่อการถ่ายทอดดุลเสียงที่เที่ยงตรง อันรวมไปถึงศักยภาพในการปรับจูนให้เสียงที่เที่ยงตรงนั้นคงอยู่ แม้ว่าปัจจัยแวดล้อมอย่างลักษณะพื้นที่ใช้งาน และการติดตั้งของผู้ใช้ จะบิดเบือนเบี่ยงเบนไปจากอุดมคติบ้างก็ตาม

แล้วมีข้อจำกัดไหม?

ในประเด็นเมื่อเทียบกับซิสเต็มเครื่องเสียงแยกชิ้น แนวทางของลำโพงแอ็คทีฟอาจมีข้อจำกัดอยู่บ้าง ประการแรก คือ พื้นที่ภายในตู้ลำโพงอันจำกัด ต้องบรรจุวงจรอิเล็กทรอนิกส์รวมเข้าไว้ด้วยมากมาย การออกแบบเลือกใช้วงจรภาคขยาย หรือภาคจ่ายไฟที่มีโครงสร้างขนาดใหญ่จึงไม่อาจติดตั้งเข้าไปได้ (ซึ่งก็ต้องไปดูอีกทีว่ามีความจำเป็นกับขนาดที่ใหญ่โตนั้นหรือเปล่า) ประการที่สอง คือ การทำงานของลำโพงที่มีชิ้นส่วนขยับเคลื่อนไหวตลอดเวลา อาจจะส่งผลกระทบรบกวนวงจรอิเล็กทรอนิกส์ที่จัดวางอยู่ใกล้เคียงกัน และอาจรวมถึงการรบกวนทางไฟฟ้าระหว่างวงจรอิเล็กทรอนิกส์ด้วยกัน

และในมุมมองของ “นักเล่น” เครื่องเสียง ที่ชอบค้นหา สลับปรับเปลี่ยนอุปกรณ์ในซิสเต็มอยู่เรื่อยๆ แนวทางของลำโพงแอ็คทีฟอาจไม่ถูกจริต เนื่องจากไม่สามารถปรับเปลี่ยนอุปกรณ์หลักในระบบ คือ ภาคขยาย และ/หรือ ลำโพง โดยการแยกส่วนออกจากกันได้ อีกทั้งในแง่การขยับขยายซิสเต็ม แม้ลำโพงแอ็คทีฟจะให้ความหลากหลายเรื่องของรูปแบบอินพุต (Input Standard) แต่จำกัดในเรื่องของจำนวน กล่าวคือ ลำโพงแอ็คทีฟสามารถสลับสับเปลี่ยนช่องสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมได้ในจำนวนที่จำกัด ไม่เหมือนกับการเชื่อมต่อแหล่งโปรแกรมผ่านแอมปลิฟายเออร์ภายนอก ที่มาพร้อม Input Selector สามารถปรับเปลี่ยนเลือกแหล่งสัญญาณอินพุตได้ในจำนวนที่มากกว่า

อย่างไรก็ดี การตัดสินว่ารูปแบบใดดีกว่า คงต้องพิจารณาจากปัจจัยที่สามารถตอบสนองการใช้งานได้ตรงตามความต้องการของผู้ใช้หรือไม่ (ซึ่งแต่ละบุคคลย่อมจะมีวัตถุประสงค์ต่างกัน) แต่ผมเชื่อเหลือเกินว่า ผลลัพธ์ในแง่การถ่ายทอดคุณภาพเสียงว่าทำได้ดีเพียงใดนั้น จะเป็นคำตอบที่หลายๆ ท่านใฝ่หา แต่ก่อนจะไปว่าถึงเรื่องนั้น ขอกลับมาที่พระเอกของงานนี้ คือ คุณสมบัติพื้นฐานของ Elac AM 150 ให้พิจารณากันก่อน

Design – การออกแบบ

Elac ผู้ผลิตลำโพงจากเยอรมันที่นักเล่นเครื่องเสียงชาวไทยคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี กับการทำตลาดในประเทศไทยมานานกว่า 2 ทศวรรษ ชื่อเสียงจากการถ่ายทอดคุณภาพเสียงอันขึ้นชื่อลือชา ได้ถูกกล่าวขานมาช้านาน โดยเฉพาะลำโพงไฮไฟแบบพาสซีฟ แต่ขณะเดียวกัน Elac ก็มีลำโพงแบบ “แอ็คทีฟ” ไว้บริการเช่นเดียวกัน ซึ่งศักยภาพนั้นมิได้น้อยหน้าลำโพงแบบพาสซีฟเลย แต่ที่เด็ดกว่า คือ “งบประมาณ” กับการเป็นซิสเต็มลำโพง+ภาคขยายที่พร้อมใช้งานแล้วนี่แหละ

ปัจจุบันลำโพงแอ็คทีฟของ Elac ภายใต้ซีรี่ส์ “AM” มีทั้งหมด 3 รุ่น ไล่ตั้งแต่ AM 50, AM 150 และ AM 180

AM 150 จึงถือเป็นรุ่นระดับกลางของซีรี่ส์ โดยมีพื้นฐานสำคัญไม่แพ้รุ่นพี่ AM 180 ในขณะที่ระดับราคานั้น
สามารถจับจ่ายซื้อหามาใช้งานกันได้ไม่ลำบาก ขณะทดสอบทราบว่า ตัวแทนจำหน่ายทำราคาลงมาอยู่ไม่ถึง 2 หมื่นบาท (ต่อคู่) ด้วยแล้ว ในงบเท่านี้ การจะหาซิสเต็มภาคขยายและลำโพงแบบแยกชิ้นที่ได้คุณภาพทัดเทียม นับว่ามีตัวเลือกจำกัดมาก

Elac AM 150 ได้รับการออกแบบ “Fully-active speaker” กล่าวคือ ลำโพงแต่ละข้างจะมีลักษณะเป็นลำโพงแอ็คทีฟแบบจัดเต็มทุกประการ ซึ่งไม่ใช่แค่ไดเมนชั่นภายนอก ลักษณะ และการจัดวางตัวขับเสียง ทว่ารวมถึงลักษณะภายใน ทั้งการติดตั้งภาคขยาย รวมถึงภาคจ่ายไฟ และวงจรเกี่ยวข้องอื่นๆ แยกอิสระโดยเฉพาะของใครของมันสำหรับลำโพงแต่ละข้าง

ตรงนี้ AM 150 จึงแตกต่างจากลำโพงแอ็คทีฟบางรุ่น ที่วางวงจรภาคขยายไว้ในลำโพงข้างใดข้างหนึ่ง (อีกข้างจึงมีลักษณะเป็นลำโพงพาสซีฟ) ปริมาตรอากาศ น้ำหนักตัวตู้ (โดยรวม) รวมถึงสภาพด้านในอันเกี่ยวเนื่องถึงสภาพอะคูสติกของลำโพงทั้ง 2 ข้าง จึงไม่เหมือนกัน จุดนี้หากผู้ผลิตทำการปรับจูนไม่ดีพอ อาจส่งผลให้เกิดความแตกต่างของบาลานซ์เสียงจากลำโพงทั้งสองข้างบ้างไม่มากก็น้อย ทว่ากับ AM 150 หมดกังวลไปได้เลย จากสภาพทั้งภายนอกและภายในลำโพงทั้งสองข้างที่เหมือนกัน ทุกประการ!

เอกลักษณ์ของลำโพงแอ็คทีฟเรียกว่าเป็นของคู่กัน (จะไม่เห็นในลำโพงแบบพาสซีฟ) คือ จุดเชื่อมต่อสายสัญญาณต่างๆ และสายไฟ ซึ่งในส่วนของ AM 150 จัดวางจุดเชื่อมต่อทั้งหมด และแผงควบคุมต่างๆ ไว้ด้านหลังลำโพงทั้งสิ้น (รายละเอียดช่องต่อ จะลงรายละเอียดอีกครั้งช่วง Connectivity – ช่องต่อ)

ส่วนหนึ่งอันเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการติดตั้งภาคขยาย (เข้าใจว่าจะเป็น Class AB) และภาคจ่ายไฟไว้ในตัวลำโพง คือ ฮีทซิงก์ระบายความร้อน โดยติดตั้งไว้บริเวณส่วนบน จากการใช้งานต่อเนื่องพบว่า ความร้อนที่เกิดขึ้นไม่มากมายแต่อย่างใด สามารถจับซิงก์ได้สบาย แค่อุ่นๆ เท่านั้นครับ

ภาคขยายที่ติดตั้งมา นอกจากแยกอิสระสำหรับลำโพงแต่ละข้างแล้ว ข้างในยังแยกเป็น 2 ชุด เพื่อแยกขับตัวขับเสียงทั้งสอง หรือที่เรียกว่า “ไบ-แอมป์” กำลังขับตามสเป็กเท่ากับ 50 วัตต์ สำหรับวูฟเฟอร์ และ 25 วัตต์ สำหรับทวีตเตอร์ แม้ตัวเลขไม่ได้แจ้งไว้โอเวอร์แบบมโหฬารมหาศาลบ้าพลัง ทว่าภาคขยายสามารถเติมเต็มการใช้งานได้เป็นอย่างดีครับ (รายละเอียดการใช้งานจะกล่าวถึงอีกครั้ง ช่วงรายงานการทดสอบ)

แอบดูข้างในกันพอหามปากหอมคอ จากรูป จะเห็นแผงวงจรอิเล็กทรอนิกส์ถูกจัดวางในพื้นที่ด้านหลังตู้ลำโพง
โดยจะกั้นพื้นที่แยกส่วนต่างหากออกจากห้องที่กั้นไว้สำหรับติดตั้งตัวขับเสียงด้านหน้าอีกที ด้านล่างจะเห็นหม้อแปลง EI ขนาดประมาณกำปั้น ขุมกำลังหลักสำหรับจ่ายกระแสให้กับภาคขยายได้อย่างเพียงพอ

มีสวิตช์เพาเวอร์ On/Off เมื่อกดไปในตำแหน่ง On ไฟสถานะสีฟ้าที่แผงหน้าลำโพง (อยู่บริเวณกึ่งกลางระหว่างทวีตเตอร์และวูฟเฟอร์) จะติดสว่างขึ้น หมายถึงลำโพงแอ็คทีฟ พร้อมใช้งาน แต่เมื่อเลิกใช้งานจะต้องปิดสวิตช์ด้านหลังนี้ทุกครั้งครับ เนื่องจากไม่มีโหมด Auto Standby ส่วนช่องยาวๆ ข้างล่างสุดนั้น เป็นท่อ Bass-reflex ที่ผู้ผลิตออกแบบมาเพื่อปรับจูนการตอบสนองย่านความถี่ต่ำ

ต่อไป ดูรายละเอียดในส่วนของ “ตัวขับเสียง” กันครับ

Design – การออกแบบ (ต่อ)

มาดูในส่วนของตัวขับเสียงกันบ้าง

หากพูดถึง Elac คงจะนึกไปถึงเทคโนโลยีตัวขับเสียง JET Tweeter และ Aluminium Sandwich Woofer อันโด่งดัง นอกจากดูมีเอกลักษณ์ ผลการตอบสนองทางเสียงยังโดดเด่น ทว่าด้วยต้นทุนทางเทคโนโลยีในการผลิตตัวขับเสียงที่สูงอยู่สักหน่อย จึงจำกัดใช้งานเฉพาะลำโพงรุ่นระดับสูงขึ้นไปเท่านั้น ในส่วนของ Active Speakers ของ Elac เอง ก็มีการใช้งานตัวขับเสียงดังกล่าวด้วย แต่จะเป็นรุ่นใหญ่สุดของซีรี่ส์ คือ AM 180 ส่วน AM 150 ซึ่งเป็นรุ่นน้อง แม้มิได้ใช้ JET และ Al Sandwich แต่เชื่อเถอะว่า ตัวขับเสียงที่ติดตั้งมาสามารถตอบสนองในแง่การถ่ายทอดความถี่เสียงที่เที่ยงตรง และแน่นอนว่า “สมกับความคุ้ม” แน่นอน!

ตัวขับเสียงสูงที่ Elac เลือกใช้กับลำโพง AM 150 คือ Fabric Dome หรือโดมผ้า ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 25mm
ทั้งนี้โดมผ้ากับ Elac มิใช่เรื่องแปลกใหม่ เพราะที่ผ่านมามีการใช้งานกับลำโพงบ้านหลายๆ รุ่นด้วย อย่างเช่น 60.2 Series แต่ในรุ่นนั้นจะมีตะแกรงโลหะครอบทับเอาไว้จึงอาจไม่ได้สังเกตว่าทวีตเตอร์ข้างในเป็นอะไร

ทวีตเตอร์โดมผ้าของ AM 150 จะติดตั้งไว้ภายใต้โครงสร้างเวฟไกด์ ซึ่งผสานเป็นส่วนหนึ่งกับแผงหน้า ขึ้นรูปจากวัสดุสังเคราะห์ อันมีส่วนช่วยควบคุมมุมกระจายเสียง และเพิ่มประสิทธิภาพ (Sensitivity) ให้กับตัวขับเสียง

ส่วนวูฟเฟอร์ที่มีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 130mm นั้น เป็น Paper Cone หรือกรวยกระดาษ แต่ไม่ใช่กระดาษพื้นๆ แบบที่เราๆ ท่านๆ ใช้เขียนหนังสือ หากสังเกตุที่ผิววัสดุโคนจะเห็นการเสริมเส้นใย (Fiber reinforced) เพื่อเพิ่มความแกร่ง

ตัวขับเสียงของ AM 150 จะได้รับการชีลด์ป้องกันสนามแม่เหล็ก
จึงสามารถวางใกล้อุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ที่ละเอียดอ่อนต่อการถูกรบกวนทางสนามแม่เหล็กได้อย่างไม่มีปัญหา

สำหรับคุณภาพเสียงจากการแม็ตชิ่ง ทวีตเตอร์โดมผ้ากับวูฟเฟอร์กรวยกระดาษเสริมไฟเบอร์ของ Elac รุ่นนี้
จะให้ผลลัพธ์เป็นอย่างไร? เดี๋ยวไปว่ากันอีกครั้งในช่วง Sound – เสียง ครับ

อีกจุดสำคัญของลำโพงไม่ว่าจะ Passive หรือ Active คือ “ตัวตู้”ซึ่งมาตรฐานทั่วไป ประกอบขึ้นจาก MDF แล้วเสริมคาดโครงด้านในเพื่อเพิ่มความแกร่ง จากนั้นทำผิวด้านนอกให้ดูสวยงาม โดย AM 150 พบว่าตัวตู้แน่นหนา มาตรฐานดังเช่นลำโพงวางหิ้งชั้นดี น้ำหนักรวมอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์ข้างในเกือบ 8 กก. ต่อข้าง

ผิวชั้นนอกสุดมิได้ใช้วัสดุปิดผิวเหมือนลำโพงระดับราคาเดียวกัน แต่ใช้กรรมวิธีพ่นเคลือบสีหลายชั้น ข้อดีคือ ปกปิดรอยต่อตัวตู้ได้อย่างมิดชิด และแม้ว่ามิได้เคลือบแล็คเกอร์เงาวับ หรูหราเหมือนลำโพงพาสซีฟของ Elac รุ่นสูงๆ ทว่าเลือกที่จะทำสีแบบ “กึ่งด้าน” ซึ่งทนทานกับริ้วรอยอันเกิดจากการใช้งานสมบุกสมบันได้ดีกว่า ไม่ทิ้งรอยนิ้วมือชัดเจนให้กวนใจอีกด้วย

นอกจากตัวตู้สีดำแล้ว AM 150 ยังมีสีขาวด้วยนะครับ… ดูเซ็กซี่ขึ้นนะ อิ อิ
(ภาพจาก IFA 2010 Gallery)

ลำโพงแอ็คทีฟของ Elac รุ่นนี้ จะไม่มีหน้ากากผ้า ซึ่งอันที่จริงหากเป็นการใช้งานในสตูดิโอ หน้ากากผ้าไม่มีความจำเป็นเลย (คงไม่มีใครแอบมาจิ้มไดรเวอร์เล่น) ตรงกันข้าม หน้ากากผ้าอาจเป็นตัวลดทอนคุณภาพเสียงลงด้วยซ้ำ (ลำโพงบ้านหลายๆ รุ่นก็ให้ผลลัพธ์ดังเช่นที่ว่านี้) แต่หากเป็นการใช้งานในบ้าน หน้ากากผ้าจะมีประโยชน์ในแง่การป้องกันอันตรายจากการกระทบกระแทกที่อาจเกิดกับตัวขับเสียง แต่ในจุดนี้ด้วยลักษณะของตัวขับเสียงของ AM 150 ก็นับว่าทนทานกับการถูกสัมผัสจับต้อง (ตามปกติ) ได้ดีอยู่ ถึงไม่มีหน้ากากก็ไม่น่าเป็นอะไร ระมัดระวังดูแลนิดหนึ่งแล้วกันครับ

ต่อไป ดูมาตรฐานช่องต่อด้านหลังของ AM 150 กันว่า “ครบครัน” พร้อมใช้งานมากน้อยเพียงใด

Connectivity – ช่องต่อ

อีกหนึ่งส่วนสำคัญ อันเป็นตัวตัดสินศักยภาพของลำโพงแอ็คทีฟ คือ “ช่องต่อ”
ด้วยดีกรีระดับโปรฯ ช่องต่ออินพุต-เอาต์พุตของ AM150 จึงมีมาให้พร้อมใช้งานอย่างครบครัน ตั้งแต่ช่องต่อพื้นฐานอย่างออดิโออินพุตแบบอะนาล็อก ซึ่งมีทั้งแบบ Unbalanced RCA และแบบ Balanced XLR และ TRS

แต่จุดที่พิเศษกว่าทั่วไป คือ มีออดิโออินพุตแบบ “ดิจิทัล” มาด้วย เท่ากับว่า AM150 ติดตั้ง DAC (Digital to Analog Converter) มาในตัว จึงสามารถรับสัญญาณดิจิทัลจากแหล่งโปรแกรมได้โดยตรง (PCM up to 48kHz sampling rate) ซึ่งมาตรฐานช่องต่อดิจิทัลอินพุตที่มีให้ มีทั้งแบบปกติที่นักเล่นเครื่องเสียงคุ้นเคยกัน คือ Coaxial (RCA) และมาตรฐานสำหรับอุปกรณ์ระดับโปร คือ AES/EBU (หัวแบบ XLR) แต่ไม่มี Optical ครับ

การกำหนดที่ตัวลำโพงว่าจะเลือกฟังอินพุตแบบอะนาล็อก หรือดิจิทัล สำหรับ AM 150 จะต้องสับสวิทช์ Input Mode ไปยังตำแหน่งอินพุตที่ต้องการก่อน เดิมจะถูกตั้งไว้ที่ Analog หากจะสลับเป็นดิจิทัล ต้องดันสวิทช์ไปที่ตำแหน่ง Digital

คำเตือน: เนื่องจากเกนของสัญญาณอะนาล็อกและดิจิทัลไม่เท่ากัน (ปกติสัญญาณดิจิทัลจะต่ำกว่า) เพื่อความปลอดภัยก่อนสลับโหมด ควรตั้งระดับวอลลุ่มให้ต่ำไว้ก่อน

การเชื่อมต่อสัญญาณดิจิทัลมายัง AM 150 จะมีขั้นตอนเพิ่มเติมเล็กน้อย หลังจากปรับ Input Mode เป็น Digital แล้ว ด้วยลักษณะของสัญญาณดิจิทัลที่สามารถเข้ารหัสสัญญาณเสียงสเตริโอ 2 แชนเนล (หรือมากกว่า ในระบบโฮมเธียเตอร์) ผ่านสายสัญญาณเพียงเส้นเดียว การเชื่อมต่อกับ AM 150  จึงต้องมีการเชื่อมต่อสายสัญญาณดิจิทัลอีกเส้น ผ่านช่อง S/PDIF Thru ของลำโพงข้างหนึ่ง ไปยัง S/PDIF Inของลำโพงอีกข้างเพื่อให้เสียงออกครบทั้ง 2 ข้าง พร้อมทำการปรับตั้ง Channel Select เพื่อกำหนดแชนเนลลำโพงแต่ละข้างตามตำแหน่งตั้งวางว่าอยู่ข้างซ้าย หรือข้างขวา เพื่อให้ถ่ายทอดมิติสเตริโอได้อย่างถูกต้อง

Setup – การติดตั้ง

การเชื่อมต่อใช้งานลำโพงแอ็คทีฟนั้น มิได้แปลกประหลาดแตกต่างจากการใช้งานชุดเครื่องเสียงแยกชิ้นตามปกติแต่อย่างใด หากว่ากันในแง่ของขั้นตอน ความเรียบง่าย ลำโพงแอ็คทีฟสามารถให้จุดนี้ได้ดีกว่าเสียด้วยซ้ำ เพราะจำนวนอุปกรณ์น้อยกว่า ขั้นตอนการเชื่อมต่อก็ย่อมจะน้อยกว่า

อุปกรณ์เริ่มต้นแค่มีแหล่งโปรแกรม กับสายสัญญาณ และสายไฟ เชื่อมต่อยังลำโพง AM 150 แต่ละข้าง ก็ใช้งานได้เลย
ในเบื้องต้นสามารถใช้สายสัญญาณ และสายไฟที่แถมมาในกล่องได้ แต่แนะนำว่าหากต้องการให้ลำโพงคู่นี้ถ่ายทอดคุณภาพเสียงเต็มศักยภาพ ควรจัดหาสายสัญญาณและสายไฟที่มีคุณภาพดี

อันที่จริง AM 150 มิได้จำกัดว่าจะต้องใช้งานแต่เฉพาะซิสเต็มฟังเพลง 2 แชนเนลเท่านั้นนะครับ หากจะนำไปใช้งานแบบมัลติแชนเนลก็ได้ (ทั้งเพลงและภาพยนตร์) เพียงแค่เพิ่มจำนวน AM 150 ตามแชนเนลที่ต้องการ แล้วเชื่อมต่อกับ Multi-channel Processor/Preamp หรือ BD/HD Player ที่มี Multi-channel Output (พร้อมดิจิทัลวอลลุ่ม) ก็ได้ แล้วลากสายสัญญาณไปยังลำโพงแต่ละแชนเนล ในสตูดิโอหลายแห่งที่ผลิตคอนเทนต์ระบบเสียงรอบทิศทางก็ใช้ลำโพงแอ็คทีฟแบบนี้นี่แหละ

อย่างไรก็ดี รีวิวนี้จะอ้างอิงใช้งานเพียง 2 แชนเนล เท่านั้น เนื่องจากลำโพงที่ส่งมาทดสอบมีจำนวนเพียงเท่านี้ครับ

เมื่อเชื่อมต่อสายสัญญาณออดิโอจากแหล่งโปรแกรมตรงเข้าอินพุตรับสัญญาณด้านหลัง AM 150 แล้ว การใช้งานจะมีจุดที่ต้องดำเนินการก่อนนิดหนึ่ง คือ เรื่องของการปรับตั้งระดับเสียง (Volume)

ลำโพงแอ็คทีฟกับปุ่มปรับระดับเสียงถือเป็นของคู่กัน เพื่อใช้ควบคุมระดับการถ่ายทอดเสียงของแหล่งโปรแกรมให้เหมาะสมกับการใช้งาน กล่าวคือ ควบคุมให้ระดับเสียงไม่ดังมากเกินจนรบกวนโสตประสาท หรือเบาค่อยเสียจนจับรายละเอียดสำคัญมิได้ หรือโดนเสียงรบกวน (Background Noise) ที่ดังกว่ากลบไปเสียหมด ไปจนถึงการชดเชยระดับเสียงจากมาตรฐานการบันทึกเสียงที่แตกต่างกันในแต่ละอัลบั้ม

กรณีของ AM 150 สามารถดำเนินการผ่านการปรับตั้ง Volume ที่ปุ่มปรับหมุนด้านหลังลำโพง โดยต้องดำเนินการกับลำโพงทั้ง 2 ข้าง ซึ่งควรปรับตั้งไว้ที่ตำแหน่งเดียวกัน เพื่อให้เสียงที่ดังออกมาจากลำโพงทั้ง 2 ข้าง เท่าเทียมกัน ยังผลให้มิติเวทีเสียงบาลานซ์อย่างเหมาะสม

แต่ถ้าหากต้องการปรับชดเชยบาลานซ์เสียงของลำโพง เช่น เมื่อต้องการชดเชยแก้ไขลักษณะสภาพพื้นที่ตำแหน่งตั้งวาง อันอาจทำให้ลำโพงทั้ง 2 ข้าง เสียงดังไม่เท่ากันก็สามารถทำได้ เพราะพื้นฐานที่สามารถปรับระดับ Volume ของลำโพง AM 150 แต่ละข้างแยกกันได้อย่างอิสระนั่นเอง แต่การชดเชยบาลานซ์ระดับเสียงนี้ จำเป็นต้องใช้อุปกรณ์ในการอ้างอิงระดับเสียงลำโพงแต่ละข้าง อย่าง Sound Level Meter เพื่อความเที่ยงตรง

อย่างไรก็ดีเมื่อถึงเวลาใช้งานจริง การจะปรับวอลลุ่มลด-เพิ่มที่ตัวลำโพง AM 150 บ่อยๆ คงจะไม่สะดวกนัก เพราะตำแหน่งจัดวางปุ่มปรับวอลลุ่มอยู่ทางด้านหลัง (ต้องชะโงกไปปรับ) อีกทั้งต้องทำการปรับลำโพงข้างซ้ายที ข้างขวาอีกที เพื่อบาลานซ์เสียงให้เท่ากันพอดีทุกครั้ง ดูจะยุ่งยากไปหน่อย ในจุดนี้หากมีอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่แทน เช่น ปรีคอนโทรล หรือเอาสะดวกก็ปรับระดับเสียงจากแหล่งโปรแกรมโดยตรง (ที่มีดิจิทัลวอลลุ่มในตัว) ซึ่งจะให้ความสะดวกรวดเร็วมากกว่า และอุปกรณ์หลายๆ ชนิดในปัจจุบันก็รองรับในจุดนี้ อย่างการปรับระดับวอลลุ่มที่ External DAC, คอมพิวเตอร์, Smart Devices, HD Media Player หรือ BD Player บางรุ่น แม้แต่ทีวี ดังนี้ Volume ที่ AM 150 ก็จะทำหน้าที่ Gain & Balance Control ที่ทำการปรับตั้งครั้งเดียวก็พอ

จุดเด่นของลำโพงแอ็คทีฟระดับโปรฯ ไม่กล่าวถึงมิได้ เพราะเป็นข้อได้เปรียบที่หาไม่ได้ในซิสเต็มเครื่องเสียงแยกชิ้นทั่วไปคือ Sound Adaptation Switch Modes หรือ แผงควบคุมที่ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการปรับจูนเสียงลำโพงให้สามารถถ่ายทอดเสียงได้อย่างเที่ยงตรง

ถามว่าสำคัญอย่างไร? ก็เป็นอันทราบดีว่าปัจจัยแวดล้อมส่งผลกระทบกับดุลเสียงของลำโพง ไม่ว่าลำโพงจะออกแบบมาดีเพียงใดก็ได้รับผลกระทบนี้ทั้งสิ้น ไม่มากก็น้อย และการปรับจูนด้วยการปรับแก้ทางกายภาพอย่างเดียวอาจไม่ยืดหยุ่นเพียงพอ การที่ผู้ผลิตเพิ่มเติมคุณสมบัติในจุดนี้มาด้วย ย่อมจะเพิ่มคุณค่าให้กับลำโพงแอ็คทีฟมอนิเตอร์ให้สูงยิ่งขึ้น อย่าเพิ่งมองว่าคุณสมบัตินี้จะเป็นตัวบิดเบือนความบริสุทธิ์ของเสียงลง เพราะอันที่จริงปัจจัยแวดล้อมอย่างสภาพแวดล้อม และข้อจำกัดการติดตั้ง สร้างการบิดเบือนต่อเสียงมากกว่าเสียอีก

Sound Adaptation Switch Modes แบ่งเป็น Acoustic Space, HF Trim และ LF Cutoff

ตามปกติเมื่อนำลำโพงมาใช้งานในห้อง (Listening Room) จะให้ปริมาณย่านความถี่ต่ำที่เพิ่มขึ้นเมือเทียบกับผลลัพธ์ในห้องไร้เสียงสะท้อน (Anechoic) อันเป็นผลจากการส่งเสริมของสภาพอะคูสติก ขณะเดียวกันก็จะส่งผลในแง่การบิดเบือนดุลเสียงย่านความถี่ต่ำของลำโพงได้มากเช่นเดียวกัน โดยผลกระทบจะชัดเจนมากขึ้นเรื่อยๆ เมื่อตำแหน่งลำโพงใกล้ชิดผนังมากขึ้น ทางผู้ผลิตลำโพงมอนิเตอร์ก็ทราบในจุดนี้ดี Acoustic Space ของ Elac AM 150 จึงออกแบบมาเพื่อการณ์นี้ โดยจะใช้ลดทอนผลกระทบย่านความถี่ต่ำที่เกิดจากสภาพอะคูสติกภายในห้อง ปรับได้ 2 ระดับ คือ -2dB และ -4dB

HF Trim หรือ High Frequency Trim ก็ตามชื่อ เป็นการกำหนดชดเชยระดับการตอบสนองย่านความถี่สูง โดยให้ระดับเพิ่มหรือลดทอนที่ +/-2dB ซึ่งด้วยมุมกระจายเสียงของลำโพง โดยเฉพาะย่านความถี่สูงช่วงปลาย จะมีมุมที่แคบมาก การตั้งวางลำโพงบางลักษณะอาจส่งผลให้ดุลเสียงความถี่ย่านสูงลดทอนลง หากเป็นเช่นนี้ สามารถให้น้ำหนักชดเชยขึ้นได้

LF Cutoff มีหน้าที่ในการจำกัดย่านความถี่ต่ำของลำโพง โดยจะให้ความยืดหยุ่นมากขึ้นเมื่อมีการผนวกเพิ่มเติมซับวูฟเฟอร์เข้ามาในระบบ ซึ่งสามารถกำหนดให้สัมพันธ์กับ HF Cutoff (Low-pass Crossover) ของซับวูฟเฟอร์ได้สะดวกและง่ายกว่า กำหนดได้ 2 ค่า คือ 80Hz และ 100Hz (กรณีที่เชื่อมต่อใช้งานกับซิสเต็มที่มีระบบ Bass Management นั้น LF Cutoff ที่ลำโพง และ HF Cutoff ที่ซับวูฟเฟอร์ไม่มีความจำเป็น เนื่องจากระบบฯ สามารถดำเนินการในจุดนี้ได้ครอบคลุม)

หมายเหตุ:
– จะเห็นว่า Sound Adaptation Switch Mode มิได้ควบรวมไปถึงย่านเสียงกลาง แม้อันที่จริงก็เป็นย่านที่ได้รับผลกระทบจากสภาพแวดล้อมเช่นเดียวกัน ทว่าสามารถแก้ไขปัญหาที่ต้นเหตุได้ง่ายกว่า เมื่อเทียบกับย่านความถี่สูง และต่ำ แต่ที่สำคัญ คือ การปรับชดเชยย่านเสียงกลาง (ที่ไม่เหมาะสม) จะส่งผลทางลบมากกว่าบวก เพราะเสียงกลางเป็นย่านที่สูญเสียความเป็นธรรมชาติได้ง่าย

– ทั้งนี้การปรับจูนเสียงของลำโพงด้วย Sound Adaptation Switch Modes มีเป้าหมายเพื่อแก้ไขปัญหาทางสภาพแวดล้อมและข้อจำกัดทางการติดตั้ง ที่กระทบกับดุลเสียงของลำโพง เพื่อพยายามคงผลการตอบสนองความถี่ที่เที่ยงตรง (เพื่อผลความถูกต้อง) เท่านั้น หาได้ออกแบบมาเพื่อให้ผู้ใช้ปรับดุลเสียงของลำโพงตามอารมณ์ ตามใจฉัน ตามความชอบส่วนบุคคลแต่อย่างใด (หาใช่เพื่อผลด้านความถูกใจ)

Sound – เสียง

ความคาดหวังจากลำโพงสตูดิโอมอนิเตอร์ คือ ผลการตอบสนองความถี่ที่เที่ยงตรง เพื่อประโยชน์ด้านการใช้อ้างอิงความถูกต้องของเสียงในขั้นตอนการบันทึกเสียง การจะพิสูจน์ในจุดนี้ก็คงต้องดูที่ผลการตอบสนองความถี่ของลำโพงว่าให้ความเที่ยงตรงได้ดีมากน้อยเพียงใด ซึ่ง AM 150 ให้ผลออกมาดังนี้

หมายเหตุ: * ผลการตอบสนองความถี่ และผลลัพธ์จากการให้น้ำหนัก Sound Adaptation Switch Modes (Acoustic Space/HF Trim) ข้างต้น อ้างอิงในสถานะที่พยายามให้มีปัจจัยแวดล้อมบิดเบือนเสียงของลำโพงน้อยที่สุด เพื่อประเมินศัยกภาพที่แท้จริงของลำโพง จากจุดนี้การใช้งานที่ติดตั้งในสภาพแวดล้อมต่างออกไป ผลลัพธ์อาจเปลี่ยนไปได้ การประเมินเพื่อใช้งาน Sound Adaptation Switch Modes ร่วมกับ AM150 จึงต้องดำเนินการภายใต้สภาพใช้งานจริงตามลักษณะสถานที่และข้อจำกัดในการติดตั้ง

“ลำโพงเสียงแฟล็ต ฟังเพลงไม่ไพเราะ” คำกล่าวนี้จริงหรือไม่? คงปฏิเสธมิได้ว่าการประเมินคุณภาพเสียงนั้น มีประเด็นเรื่องของ รสนิยม ความชอบ เข้ามาเกี่ยวข้องอยู่มาก และรสนิยมความชอบนี้เอง เป็นสิ่งที่ไม่สามารถประเมินอ้างอิงได้ มันจึงออกจะสวนทางกับแนวทางของลำโพง “เสียงแฟล็ต” อยู่พอสมควร ดังนั้นการจะชี้ชัดคำกล่าวข้างต้นว่าถูกหรือผิดจึงเป็นเรื่องที่คลุมเครือ หากท่านเป็นผู้หนึ่งที่เน้น “ความถูกต้อง” มากกว่าถูกใจ ก็ย่อมจะมองว่าผิด แต่ถ้าท่านเน้น “ถูกใจ” มากกว่าถูกต้อง มันก็ถูก จุดนี้ผมคงไม่มีอำนาจอะไรไปตัดสิน อยู่ที่ท่านจะพิจารณากันเอาเอง

ผลการใช้งาน AM 150 พบว่า ที่สถานะแฟล็ต (ตรงนี้หมายถึงสถานะของลำโพง AM 150 ที่ไม่มีการปรับชดเชยใดๆ ที่ Sound Adaptation Switch Modes: Acoustic Space = 0dB, HF Trim = 0dB, LF Cutoff = Flat) ยังคงเป็นลำโพงที่ถ่ายทอดเสียงเอาใจหูอยู่บ้าง คือ ไม่ถึงกับราบเรียบไร้สีสันไปทั้งหมด การให้น้ำหนักย่านความถี่ต่ำจะเน้นให้มีปริมาณเพื่อให้สัมผัสรับรู้ถึงมวลเสียงที่หนาแน่นขึ้นบ้าง ซึ่งบ่อยครั้งก็ช่วยให้การรับฟังดนตรีบางลักษณะ หรือแม้แต่การรับชมภาพยนตร์ (2.0) สนุกขึ้น ขณะที่ย่านความถี่สูงหากทำการโท-อินลำโพงอย่างเหมาะสม จะให้รายละเอียดเสียงได้เป็นอย่างดี ไม่ได้รู้สึกว่าเสียงจากทวีตเตอร์ซอฟต์โดมจะหดห้วนแต่อย่างใด ดุลเสียงสะอาดแต่บาลานซ์ความอิ่มอย่างพอเหมาะในย่านเสียงกลาง แนวทางทั้งหมดนี้สัมพันธ์กับการรับรู้ของหูมนุษย์ ที่ความไวในย่านความถี่ต่ำและสูงจะด้อยกว่าย่านเสียงกลางอยู่ระดับหนึ่ง (อ้างอิง Equal-loudness contour)

อย่างไรก็ดีในหลายๆ สภาพแวดล้อมที่ทดลองใช้งานกับลำโพงคู่นี้ พบว่า กำหนด Acoustic Space ที่ -2 และ HF Trim ที่ 0 จะให้ดุลเสียงโดยรวมที่ดีกว่า โดยจะส่งผลถึงการจับรายละเอียดย่านเสียงกลางที่ดีขึ้น แต่แน่นอนว่าน้ำหนักเสียงย่านความถี่ต่ำลึกก็จะลดน้อยลงไปด้วย ซึ่งหากมีการเสริมซับวูฟเฟอร์เข้ามาเพื่อเติมเต็มให้ความต่อเนื่องในส่วนที่ขาดไป ในจุดนี้ก็ไม่มีปัญหาแต่อย่างใด

ระดับ Volume ใช้งานขณะทดสอบ ที่ลำโพงตั้งไว้ที่ตำแหน่ง 10 – 12 น. ก็เหลือๆ แล้วครับ ซึ่งการปรับเพิ่ม-ลด ระดับเสียง หลักๆ ดำเนินการที่ปรีคอนโทรล หรือเพลเยอร์/แหล่งโปรแกรม (ที่มี Digital Volume) จะสะดวกกว่า ศักยภาพของภาคขยายที่ติดตั้งมานั้นสามารถส่งเสริมประสิทธิภาพการถ่ายทอดเสียงของลำโพงได้ดี เสียงกระชับ และหนักแน่นเกินตัว หากเป็นลำโพงพาสซีฟอื่น คงต้องหาแอมป์ที่กำลังถึงๆ หน่อยมาแม็ตชิ่งจึงจะได้แบบนี้ (แน่นอนงบรวมอาจจะเกิน 2 หมื่น) และด้วยความที่ลำโพงสามารถถ่ายทอดเสียงได้เที่ยงตรง การประเมินอ้างอิงเปลี่ยนแปลงอุปกรณ์เชื่อมต่อใดๆ จึงดูจะจับความแตกต่างได้ไม่ยากเย็น ใช้เป็นซิสเต็มอ้างอิงราคาประหยัดได้ดีเลยทีเดียว ผลเกี่ยวเนื่องในประเด็นนี้ แนะนำให้ความสำคัญกับการอัพเกรดสายไฟเอซีด้วย เพื่อค้นพบศักยภาพที่แท้จริงจากลำโพงแอ็คทีฟคู่นี้ครับ (ผลที่ได้มากกว่าที่คิด)

แน่นอนว่าลำโพงระดับนี้ คงมิได้เพอร์เฟ็กต์ไปเสียหมด โดยเฉพาะเมื่อเทียบกับลำโพงรุ่นสูงของ Elac เอง โดยในส่วนย่านการตอบสนองความถี่นั้น พบว่า Elac (ลำโพงบ้าน) รุ่นสูงๆ ที่ติดตั้งไดรเวอร์ JET จะให้เสียงที่กังวาน ทอดยาวกว่า มิติเสียงกระจ่างแยกลำดับชั้นและชิ้นดนตรีได้ดีกว่า และไดรเวอร์ Al Sandwich ก็ให้ความฉับไวและให้รายละเอียดในระดับ Micro Dynamic ได้ดีกว่า แต่นั่นหมายถึงต้องเพิ่มงบประมาณขึ้นไปไม่น้อยกว่า 2 เท่า (เฉพาะลำโพงไม่รวมแอมป์) หากอ้างอิงในระดับราคานี้ ไม่มีข้อติติง

หากนำ Elac AM 150 ไปแม็ตช์กับเครื่องเล่นดีๆ สักเครื่อง ก็จะกลายเป็นซิสเต็มเครื่องเสียงง่ายๆ
ราคาไม่สูง แต่ศักยภาพในแง่การถ่ายทอดเสียงดนตรีล้นเหลือทีเดียวแหละ

ด้วยข้อจำกัดของ DAC ภายในตัวลำโพง AM 150 แนะนำว่าเน้นการเชื่อมต่อผ่านทางอะนาล็อกอินพุตจะดีกว่า โดยเฉพาะอย่างยิ่งถ้าใช้งานกับแหล่งโปรแกรมคุณภาพสูง (หากเป็นได้เลือก Balanced Input) ในส่วนของ Digital Input อาจเป็นอินพุตที่สอง กรณีที่เชื่อมต่อแหล่งโปรแกรมมากกว่า 1 ชนิด มายังลำโพง

Conclusion – สรุป

ไม่ว่าท่านจะชอบเสียงที่ “ถูกใจ” หรือเสียงที่ “ถูกต้อง” AM 150 มีศักยภาพตอบสนองได้ทั้งคู่ ขึ้นกับการปรับจูนว่าจะให้ทิศทางของเสียงลำโพงไปในแนวไหน เรียกว่าซื้อหนึ่งเหมือนได้สอง มันจึงเป็นลำโพงที่ ใช้เป็นการเป็นงานได้ หรือจะใช้งานแบบผ่อนคลาย สบายอารมณ์ก็ได้เช่นเดียวกัน กับงบประมาณ 2 หมื่น จะหาซิสเต็มที่ครบเครื่องแบบนี้คงยาก

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– โครงสร้างบึกบีน มั่นคง ภายใต้รูปแบบลำโพงแอ็คทีฟ วางขาตั้ง กับขนาดที่ไม่เล็ก แต่ก็ไม่ใหญ่จนเกินไป แยกภาคขยาย-ภาคจ่ายไฟอิสระสำหรับลำโพงแต่ละข้าง กั้นส่วนตัวตู้ด้านในแยกสำหรับติดตั้งวงจรอิเล็กทรอนิกส์ ผิวตัวตู้กึ่งเงากึ่งด้านให้ความทนทานสมบุกสมบันกว่า  
–  AM 150 ยังเป็นลำโพงแนวเสียงแบบขวัญใจมหาชน กล่าวคือ ยังประนีประนอมเอาใจหูอยู่ ทว่าอีกด้านหนึ่งก็มีศักยภาพสามารถปรับจูนดุลเสียงให้มีลักษณะการถ่ายทอด “เที่ยงตรง” ดังเช่นลำโพงมอนิเตอร์ชั้นดีได้ ความสามารถแบบ 2 in 1 เช่นนี้ จึงเป็นคุณสมบัติที่ไม่สามารถหาได้จากซิสเต็มเครื่องเสียง+ลำโพงทั่วไป
– ลำโพงกับภาคขยายในตัวพร้อมใช้งาน นอกจากรับสัญญาณเสียงแบบอะนาล็อกหลากหลายรูปแบบ ทั้ง Balanced/Unbalanced แล้ว ยังติดตั้ง DAC ไว้ในตัว จึงรับสัญญาณดิจิทัลออดิโอได้โดยตรงผ่าน Coaxial และ AES/EBU Input (PCM up to 16-bit/48kHz) นอกจากนี้ยังสามารถปรับจูนในส่วนของฟังก์ชั่นชดเชยลักษณะผลกระทบของสภาพแวดล้อมและข้อจำกัดในการติดตั้ง เพื่อให้ลำโพงสามารถถ่ายทอดดุลเสียงเที่ยงตรงได้อย่างยืดหยุ่น 
– ช่องต่อระดับโปรเฟสชันนัลครบครัน มีทั้ง Analog Input แบบ Balance (XLR & TRS) และ Unbalance (RCA) และยังรับ Digital Input ทั้งแบบ AES/EBU และ S/PDIF (Coaxial) ได้อีกด้วย (นี่ถ้ารับสัญญาณทาง USB Input ได้ด้วย คงจะไร้เทียมทานไปเลย) ช่องต่อสายไฟเอซีแบบ IEC เสียบได้มั่นคง ถอดเปลี่ยนอัพเกรดสายไฟได้
– การใช้งานลำโพงแอ็คทีฟกับการรวมภาคขยายไว้ในลำโพง อาจดูแปลกไปจากธรรมเนียมชุดเครื่องเสียงบ้านอยู่บ้าง ซึ่ง “นักเล่นเครื่องเสียง” ที่ชอบเปลี่ยนลำโพง เปลี่ยนแอมป์อยู่เรื่อยๆ อาจไม่ถูกจริต แต่หากท่านกำลังมองหาชุดเครื่องเสียงเพื่อ “ใช้งาน” และ “ใช้นาน” กับคุณภาพเสียงเมื่อเทียบกับงบประมาณแล้วน่าทึ่ง นี่จะเป็นอีกหนึ่งซิสเต็ม (ลำโพง+แอมป์) ที่คุ้มค่ามาก!!

by ชานม !
2013-11

ราคา Elac AM 150
ราคาพิเศษ 19,900 บาท (ต่อคู่)
(จากราคาเต็ม 39,000)

สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม
บริษัท ยูโรวิชั่น จำกัด
โทร. 0-2969-3751-3

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้