สมศักดิ์ศรีนวัตกรรมจอภาพที่ออกมาฆ่า พลาสมาและแอลซีดี แอลอีดี ทีวี !!! รีวิว LG 55EA9800 Curved OLED TV
เพิ่งเปิดตัวไปอย่างยิ่งใหญ่กับ LG “Curved OLED TV” ซึ่งถึงแม้การได้สัมผัสกับนวัตกรรมทีวีใหม่แบบตัวเป็นๆ ในครั้งนี้ (ที่พร้อมให้ซื้อหากันได้ด้วย) จะช้ากว่าชาวบ้านในประเทศโลกที่หนึ่งอยู่บ้าง แต่นี่ก็นับว่าเร็วมากแล้วครับสำหรับบ้านเรา และแน่นอนว่า LG จัดก่อนเป็นเจ้าแรก และทีมงาน LCDTVTHAILAND ก็จัดมารีวิวอย่างเร็วเช่นกัน เรียกว่าเสร็จแบบทันท่วงที ก้นยังไม่หายร้อน (โดนไฟลน)
อันที่จริงเทคโนโลยี OLED ไม่ถึงกับเป็นเรื่องใหม่อะไรนัก เพราะที่ผ่านมาผู้ผลิตทีวีหลายเจ้าก็นำตัวต้นแบบออกมาโชว์ศักยภาพให้เห็นกันสักระยะหนึ่งแล้ว และถ้าว่ากันในตลาดคอนซูเมอร์ เราก็ได้สัมผัสใช้งาน OLED Display บน Smart Phone กันตั้งหลายรุ่น ถึงกระนั้นนี่ถือเป็นครั้งแรกกับ OLED TV ที่พร้อมวางขายในบ้านเราให้ได้สัมผัสรับชมตัวเป็นๆ อย่างเป็นทางการ เมื่อจัดมาเราก็ต้องพิสูจน์กันหน่อยว่า นวัตกรรมทีวีที่วางตัวมาเพื่อ “ฆ่า” Plasma และ LCD/LED TV นี้ ทำได้สมศักดิ์ศรีดังที่เคลมไว้หรือไม่…
แต่ก่อนอื่นมาดูกันสักนิดว่า OLED คืออะไร แตกต่างจากมาตรฐานจอทีวีที่ใช้งานในปัจจุบันอย่างไรบ้าง?

จอภาพทุกชนิดประกอบไปด้วยเซลสร้างภาพขนาดเล็ก นำมาวางเรียงต่อกันเป็นภาพขนาดใหญ่ พื้นฐานเซลสร้างภาพก็คือแหล่งกำเนิดแสงสีขนาดเล็ก การจะแสดงภาพให้เห็นได้กระจ่างชัดเจนนั้น จะต้องให้ความสว่างได้ระดับหนึ่ง กรณีของ LCD/LED อาศัยแหล่งกำเนิดแสงจากไฟส่องด้านหลัง (Backlight Unit) แล้วใช้โครงสร้างผลึกเหลว (Liquid Crystal) เป็นตัวควบคุมปริมาณแสง เพื่อให้แสงจากไฟส่องด้านหลังผ่านไปยังฟิลเตอร์แม่สี (แดง-เชียว-น้ำเงิน) ตามต้องการ สีต่างๆ ที่แสดงนั้น ก็เกิดจากปริมาณแสงที่ผ่านฟิลเตอร์แม่สีทั้ง 3 นี้นี่เอง
หมายเหตุ * : ทั้ง LCD TV และ LED TV ต่างก็ใช้พื้นฐานเทคโนโลยีการแสดงภาพตามลักษณะข้างต้น คือ อาศัยแสงจากไฟส่องด้านหลัง และใช้ผลึกเหลวควบคุมแสงที่ผ่านฟิลเตอร์แม่สีเหมือนกัน แต่ต่างกันตรงชนิดของไฟส่องด้านหลัง โดย LCD ใช้หลอดไฟส่องด้านหลังแบบ CCFL (Cold-Cathode Fluorescent Lamp) ในขณะที่ LED TV ใช้หลอดไฟส่องด้านหลังแบบ LED (Light-Emitting Diode) แต่เนื่องจากโครงสร้างที่ใช้ควบคุมระดับไฟส่องหลัง คือ อาศัย Liquid Crystal ที่เป็นเพียงชั้นบางๆ นั้น ไม่สามารถบังได้อย่างมิดชิด แสงบางส่วนจึงลอดผ่านมาได้ เกิดเป็นปัญหาแสงรั่ว (Backlight Leakage) อย่างไรก็ดีด้วยการปรับปรุงพัฒนาไม่หยุดนิ่งของผู้ผลิต เมื่อมาถึงยุคของ LED TV จึงอาศัยข้อได้เปรียบในเชิงกายภาพของหลอดไฟ LED ขนาดเล็ก ที่ให้อิสระในแง่ของตำแหน่งการติดตั้งหลังจอภาพ ดังนั้น LED Backlight Unit จึงสามารถแบ่งส่วนพื้นที่บนจอภาพเพื่อควบคุม เปิด ปิด ไปจนถึงหรี่ เป็นจุดๆ (Local Dimming) เพื่ออิงระดับแสงสว่างตามลักษณะภาพที่แสดงบนจอได้ ประสิทธิภาพในการควบคุมแสงส่องหลังของ LED TV (with Local Dimming) จึงดีกว่าเดิมมาก (เห็นได้ชัดโดยเฉพาะที่มากับรุ่น 4K) แต่อย่างไรในเรื่องของการควบคุมระดับสีดำ หรือ Black Level ก็ยังสู้ OLED ที่ทำได้ “มืดสนิท” ไม่ได้นะจ้ะ

หลักการทำงานของเซลสร้างภาพจาก Plasma TV นั้นต่างออกไป เนื่องจากมันสามารถเรืองแสงได้ด้วยตนเองไม่ต้องพึ่งไฟส่องด้านหลัง หลักการ คือ การประจุไฟฟ้าความต่างศักย์สูงผ่านขั้วไฟฟ้าจนอิเล็กตรอนเคลื่อนตัวกระทบกับอานุภาคของก๊าซที่บรรจุอยู่ภายในเซล กระบวนการดังกล่าวก่อเกิดเป็นพลังงานที่ทำให้สารเรืองแสง (phosphor) ที่ฉาบไว้บนผิวของเซลเม็ดสีเรืองแสงขึ้นมา ซึ่งการที่ต้องประจุไฟที่ความต่างศักย์สูงเพื่อให้อิเล็กตรอนเคลื่อนตัวนั้นใช้พลังงานมาก อีกทั้งผลลัพธ์ส่วนหนึ่งของกระบวนการจะก่อเกิดเป็นรังสีอินฟราเรดขึ้น จึงสามารถสัมผัสถึงไอร้อนที่แผ่ออกมาจากจอ Plasma TV ได้
จุดเด่นประการสำคัญของ OLED หรือ Organic Light Emitting Diode ที่เหนือกว่า LCD/LED คือ เซลสร้างภาพของ OLED สามารถเปล่งแสงได้ด้วยตนเอง (คุณสมบัตินี้คล้ายคลึงกับเซลสร้างภาพของ Plasma TV) และเมื่อไม่ต้องพึ่งไฟส่องด้านหลัง (Backlight) เนื่องจากเซลสร้างภาพควบคุมการเรืองแสงได้อิสระ จะเปิด ปิด หรือหรี่ระดับใดก็ได้ เมื่อไม่มีไฟส่องหลัง เซลสร้างภาพก็ปิดการเรืองแสงได้ และโดยศักยภาพนั้นสามารถพูดได้เลยว่า การควบคุมเปิดปิดแสงของ OLED TV ทำได้ดีกว่าเจ้าแห่งความดำในปัจจุบันอย่าง Plasma TV เสียอีก เนื่องจากในขณะที่เซลอยู่ในสถานะ “ปิด” (pre discharge) Plasma จะยังมีแสงเรืองๆ อยู่บ้าง ทว่า OLED นั้น “มืดสนิท” จริงๆ ส่วนการให้ระดับความสว่างนั้นไม่ต้องพูดถึง เรียกว่าเทียบเท่า LED TV ที่มีไฟส่องหลังเลย ในขณะที่ไม่ต้องใช้พลังงานสูงและไม่สร้างความร้อนมากเหมือน Plasma

หากเปรียบเทียบเทคโนโลยี OLED ด้วยกัน ระหว่างรูปแบบที่ LG พัฒนาขึ้น กับ OLED TV ทั่วไป จะพบว่าแตกต่างกัน โดยในส่วนของ OLED TV ทั่วไป จะจัดวางโครงสร้างของ OLED ทำหน้าที่เปล่งแสงแยกกันสำหรับแต่ละแม่สีเพื่อการสร้างภาพโดยตรง ซึ่งเป็นวิธี (ตรงๆ) ที่เรียบง่ายและให้ผลลัพธ์ที่ดี ทว่าด้วยข้อจำกัดของอายุการใช้งาน โดยเฉพาะเซลสีน้ำเงิน (ที่จะถูกใช้งานถี่กว่า) จะมีอายุสั้นกว่าเซลสีอื่น นี่ย่อมจะส่งผลในเรื่องของความเสื่อมของเซลสร้างภาพ และกระทบกับความเที่ยงตรงในการแสดงสีของจอภาพในระยะยาว ดังนั้นในจุดนี้ทาง LG ได้พัฒนาแนวทางขึ้นใหม่ แทนที่จะวาง OLED แยกเพื่อกำเนิดแสงสี RGB โดยตรง ก็จัดวางทั้งหมดซ้อนกันเสีย และให้ทั้ง 3 สี ทำหน้าที่พร้อมกัน ในเวลาเดียวกัน เพื่อสร้างแสงสีขาวขึ้น วิธีนี้อายุการใช้งานเซล OLED ทั้ง 3 แม่สี ก็จะไม่มีการเหลื่อมล้ำกัน
จากนั้นแสงขาวจาก OLED จะผ่านชั้นของ Color Refiner ที่ทำหน้าที่เหมือนฟิลเตอร์กรองสีที่ต้องการอีกที แต่จุดที่พิเศษยิ่งขึ้นของ Color Refiner ของ LG นั้น นอกจากสีแดง เขียว และน้ำเงิน ยังเพิ่มในส่วนของ สีขาว มาด้วย (กลายเป็น WRGB) วิธีนี้ทาง LG อ้างว่านอกจากให้ Light Output ที่ดีกว่าแล้ว ผลลัพธ์ในแง่การแสดงเรนจ์สีก็กว้างกว่า และให้เฉดสีที่ถูกต้องเป็นธรรมชาติมากกว่า ประเด็นเหล่านี้ผมไม่ขอฟันธง เพราะยังไม่เคยทดสอบ OLED TV ยี่ห้ออื่น ที่ระดับใกล้เคียงกัน อย่างไรก็ดีในส่วนของผลการทดสอบในเรื่องคุณภาพของภาพจาก LG OLED TV เครื่องนี้ เป็นอย่างไรบ้าง จะรายงานให้ทราบในเนื้อหาช่วงต่อๆ ไป
การออกแบบ
ปฏิเสธมิได้ว่าเรื่องของภาพนั้นโดดเด่น ท่วาเรื่องของความงามจาก OLED TV เครื่องนี้ก็ยากจะต้านทานมิให้หลงใหลเช่นกัน โดยในรุ่น EA9800/980V (ตัวเดียวกัน แต่เป็นเวอร์ชั่นที่ขายในแถบ EU) ตอกย้ำจุดนี้ด้วยดีกรีรางวัลระดับโลกทางด้านดีไซน์ เรียกว่าเหมามาทั้ง 2 สำนัก คือ reddot (German) และ EISA (EU)
กลับมาที่ดีไซน์ของ EA9800 กันต่อ จุดเด่นที่ดึงดูดสายตาเป็นอย่างมาก ไม่พ้นเรื่องของความโค้งเว้า อันมาจากความพยายามทำรูปทรงของทีวีให้รับกับมุมมองการรับชม เรียกว่าโค้งรับกับสายตานั่นเอง ในประเด็นนี้ถึงแม้ว่าการใช้งานจริงกับขนาดจอภาพ 55 นิ้ว ซึ่งไม่ใหญ่นัก จะไม่เห็นผลเท่าไหร่ แต่หากนำไประยุกต์ใช้งานโดยวางต่อกันในรูปแบบ “Multi Display” ย่อมจะสร้างบรรยากาศรายล้อมที่ต่อเนื่องสมจริงมากกว่าจอตรงๆ แบนๆ ทั่วไป แล้วเนียนมาวางโอบๆ ซึ่งทำยังไงก็ไม่ค่อยจะโอบเป็นธรรมชาตินัก ผิดกับ Curved OLED เครื่องนี้ ถึงแม้งบจะบานไปหน่อยก็เถอะ อ้อ นอกเหนือจากความโค้งรับกับสายตาแล้ว ยังทำมุมแหงนขึ้นเล็กน้อยราว 5 องศา (เทคนิคนี้คุ้นๆ นะ) เพื่อรับกับมุมมองรับชมด้วย


อีกสิ่งที่มาพร้อมกับ OLED คือ ความบาง (ยิ่งกว่า) ของจอภาพ อย่างรูปนี้เทียบความบางกับ iPhone 4 กันเห็นๆ เลยว่า OLED TV บางกว่าเกินครึ่งต่อครึ่งเลย ซึ่งส่วนที่บางที่สุดของ LG 55EA9800 OLED TV นั้น กว้างเพียง “4.5 มม.” เท่านั้น! เหตุผลหนึ่งที่ทำให้มันบางขนาดนี้เพราะไม่จำเป็นต้องเผื่อโครงสร้างสำหรับหลอดไฟส่องหลัง (Backlight) ดังเช่นที่พบได้กับเทคโนโลยี LCD/LED และหากเทียบกับ Plasma ด้วยชั้นเลเยอร์ของเซลสร้างภาพที่ “เรียบง่ายกว่า” คือ โครงสร้างมีเพียงชั้นบางๆ ของ TFT (Thin-Film Transistor)/OLED/Refiner และ Polarized film layer (สำหรับ 3D Polarized) เท่านั้น จะบางกว่าก็ไม่แปลก
แต่ด้วยความบางขนาดนี้ ถ้าไม่มีโครงสร้างรองรับ จอมันคงอ่อนยวบยาบตั้งตรงไม่ได้ หรือไม่ก็ไม่แข็งแรงต่อการเคลื่อนย้าย และทนทานการใช้งาน ด้วยเหตุนี้ทาง LG จึงเลือกใช้วัสดุขั้นสูงที่นอกจากดูดี แข็งแรง ทว่าเบา สามารถดัดโค้งตามรูปทรงที่ต้องการได้ คือ CFRP (Carbon Fiber Reinforced Polymer) วัสดุเกรดเดียวกับที่ใช้งานกับรถและเครื่องบินนั่นแหละ ซึ่งใช้กับพื้นที่ด้านหลังจอทั้งหมด

โดยลักษณะของลวดลายคาร์บอนไฟเบอร์ก็ดูดีอยู่แล้ว เมื่อมากับผิวที่เรียบเงา ก็งามได้ใจอย่างมาก น้ำหนักของทีวีโค้งบางขนาด 55 นิ้ว เครื่องนี้ อยู่ที่ราว 17kg เท่านั้น

โลโก้ LG ด้านหน้า บริเวณกึ่งกลาง เรืองแสงได้

ซึ่งส่วนล่างนั้น จะเป็นตำแหน่งติดตั้งเซ็นเซอร์ตรวจจับความเคลื่อนไหว เพื่อใช้ ควบคุม ฟังก์ชั่นพื้นฐานของทีวี อาทิเปลี่ยนช่อง ปรับระดับเสียง เข้าเมนู ฯลฯ การใช้งานเพียงแค่สอดมือเข้าไป “สัมผัสเบาๆ” แล้วขยับมือเล็กน้อยในทิศทางที่ต้องการ ทีวีเครื่องนี้จึงไม่มีปุ่มวางเรียงรายให้จิ้มกด แต่ได้ “คลึงเคล้า” ส่วนนูนๆ นี่ก็ให้ความรู้สึกดีนะ (ฮา)

ในส่วนของฐานที่มีรูปทรงพลิ้วไหวสอดรับกับจอภาพแล้ว ด้วยลักษณะใสยังให้ความรู้สึกประหนึ่งเหมือนทีวีลอยอยู่บนอากาศ และที่พิเศษ คือ ในส่วนของระบบเสียงที่ติดตั้งกับฐานนี้ ยังมีลักษณะที่ใสเหมือนกันด้วย (รายละเอียดของเสียงจากลำโพงใสนี้ จะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานคุณภาพเสียง)
ดีไซน์ตัวทีวีไปแล้ว คราวนี้มาดูส่วนประกอบอื่นๆ อย่างอุปกรณ์เสริมที่ให้มากันบ้าง

มิใช่เฉพาะแค่ดีไซน์ทีวีที่ไม่ธรรมดานะครับ แม้แต่ แว่นสามมิติ ของ LG OLED รุ่นนี้ก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน เหตุเพราะออกแบบโดย Alain Mikli แบรนด์แว่นตาระดับโลกเลยทีเดียว

ช่องต่อ

จากมุมนี้หากสังเกตที่ปลั๊กไฟ (ซึ่งหัวปลั๊กเป็นมาตรฐาน UK) จะพบว่า
55EA9800 เครื่องนี้ ยังเป็นตัวต้นแบบ ไม่ใช่ตัวที่ผลิตขายจริงในประเทศไทยครับ

ช่องต่อต่างๆ ทั้งหมดของ EA9800 ถูกจัดวางเยื้องมาฝั่งขวา ช่องต่อที่มีการเสียบต่อใช้งานประจำ อย่าง HDMI
และ USB ติดตั้งเอาไว้ให้เสียบทางด้านข้าง ซึ่งให้ความสะดวกมากกว่าด้านล่าง โดย HDMI มีทั้งหมด 4 ช่อง (รองรับ ARC และ MHL

จำนวน USB ที่มีมากถึง 3 ช่อง หนึ่งในนั้นเอาไว้ใช้งานกับกล้องเว็บแคมพร้อมไมโครโฟนในตัว ที่มีให้มาด้วยในกล่อง ลักษณะดังรูป โดยด้านล่างของกล้องจะปรับให้เป็นร่องเพื่อวางบนขอบด้านบนของทีวีได้ พร้อมปรับมุมก้ม-เงย ได้เล็กน้อย

ช่องต่อที่ขาดไม่ได้สำหรับ Smart TV คือ LAN Input สำหรับเชื่อมต่อกับระบบเครือข่ายภายในบ้าน รวมถึงข้อมูลความบันเทิงทางอินเทอร์เน็ต ถึงกระนั้นเนื่องจาก EA9800 บิลท์อิน Wi-Fi module เอาไว้ในตัวแล้ว หากไม่ต้องการเชื่อมต่อสาย LAN ก็เชื่อมต่อแบบ “ไร้สาย” ก็ได้เช่นกัน
เพิ่มเติม

ความสามารถของ Smart TV เครื่องนี้ ถูกบรรจุอยู่ภายในหน้า Home Dashboard นี่เอง
ไม่ว่าจะใช้งาน Application ต่างๆ ชมคลิป เข้าเว็บบราวเซอร์ หรือใช้งานในส่วนของ Media Player

Application หนึ่งในนั้นมี LCDTVTHAILAND App สามารถเข้าไปอ่านรีวิวทีวีของ LG ทุกรุ่น ที่ทีมงานรีวิวได้เลยจ้า

ใครที่ยังหาคอนเทนต์ 3D ดูไม่ได้ ก็มีให้ดูฟรีๆ แบบออนไลน์ (เห็นเบลอๆ นี่ มันเป็น 3D อยู่ครับ ต้องใส่แว่น)

หาก App ที่ติดตั้งมากับตัวเครื่องไม่จุใจ สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งเพิ่มเติมได้ที่ LG Smart World

ในส่วนของ Media Player รองรับการเล่นไฟล์ภาพนิ่ง วิดีโอ และเสียง
ทั้งการเชื่อมต่อทาง USB Mass Storage และแชร์ผ่าน Network

ในส่วนของวิดีโอ รองรับไฟล์อย่าง MKV, AVI, WMA ฯลฯ สามารถเลือกเสียง และซับไตเติลได้
ทว่าการรองรับมาตรฐานฟอร์แม็ตยังค่อนข้างจำกัด

สามารถเล่นไฟลฺวิดีโอ 3D MKV ได้หลากหลายรูปแบบ ที่นิยมเห็นจะเป็น SBS และ Top/Bottom

ในส่วนของ Hi-res ไฟล์ อย่าง 24/96 24/192 ก็เล่นได้นะครับ
รายละเอียดของฟังก์ชั่น Smart TV ของ OLED TV มิได้มีเพียงเท่านี้ ท่านที่ต้องการทราบรายละเอียดในจุดนี้เพิ่มเติม สามารถอ่านจากรีวิวทีวีของ LG รุ่นอื่นๆ ของทีมงานได้ครับ เช่น 60LA8600, 55LA7400 เป็นต้น ซึ่งการใช้งานใกล้เคียงกันครับ
ภาพ
| Picture Modes | CTT (avg) |
Gamma (avg) |
Luminance (fL) |
Consumption (watt) |
Default OLED Light |
| Vivid | 15465 | 2.08 | 106.3 | 192 | 100 (Max) |
| Standard | 9514 | 2.09 | 76.9 | 139 | 65 |
| Eco | 9500 | 2.10 | 62.6 | 122 | 50 |
| Cinema | 6272 | 2.25 | 57.7 | 96 | 60 |
| Game | 8884 | 2.14 | 67.2 | 67.2 | 60 |
| ISF Expert | 6368 | 2.16 | 49.4 | 91 | 50 |
| Calibrated | 6490 | 2.22 | 50.5 | 81 | 40 |
โหมดภาพของ 55EA9800 มีจำนวนเท่ากับ LED TV รุ่นอื่นๆ ที่อยู่ในระดับท็อปๆ ของ LG จากการตรวจสอบเบื้องต้นพบว่า ศักยภาพพื้นฐานในแง่ของการให้ระดับความสว่าง มาตรฐานระดับแกมม่า และอุณหภูมิสีเบื้องต้น ไปในแนวทางเดียวกับรุ่นอื่นๆ ไม่ได้โดดแตกต่างมากนัก
เปรียบเทียบประสิทธิภาพ (Efficiency) การให้ระดับความสว่างภาพ เทียบกับอัตราการใช้พลังงาน ในโหมดที่ให้ระดับความสว่างสูงสุด (Vivid/Dynamic) ระหว่าง LG 55EA9800 OLED TV กับมาตรฐานเทคโนโลยี Edge-LED TV และ Plasma TV ในสเป็กจอภาพขนาดเดียวกัน (ค่าเฉลี่ยรุ่นของปี 2013) พบว่า ของ OLED TV ยังอยู่กึ่งกลางระหว่าง Edge-LED TV กับ Plasma TV โดยการให้ระดับความสว่างสูงสุดใกล้เคียงกับ LED (สว่างกว่า Plasma เท่าตัว) ซึ่งอยู่ในระดับที่สามารถสู้แสงได้ดี ทว่าอัตราการใช้พลังงานจะสูงกว่า LED อยู่บ้าง แต่ก็ไม่สูงเท่า Plasma

ถึงกระนั้นสิ่งที่โดดเด่นของ OLED TV ที่แตกต่างจากเทคโนโลยีจอภาพทุกชนิดในปัจจุบัน สามารถสังเกตได้ชัดเจนมากๆ คือ การถ่ายทอดไดนามิกเรนจ์ จากการแสดงความเปรียบต่างส่วนของภาพที่มืดที่สุด และสว่างที่สุด อันส่งผลให้ภาพที่รับชมมีมิติหลุดลอยจากการแยกแยะวัตถุโฟกัส กับพื้นหลังได้อย่างชัดเจน ซึ่งจุดนี้ส่งผลลัพธ์ในทางที่ดีมาก ไม่ว่าจะรับชมในแบบ 2D หรือ 3D

อีกสักรูป กับการแยกระดับความลึกของวัตถุและพื้นหลังได้ดีมาก แม้ชมแบบ 2D ปกติ มิติก็ยังลอยเด่น

ระดับ Black Level ต้องบอกว่าไม่เคยมีเทคโนโลยีจอภาพใดก่อนหน้า ทำได้แบบที่ OLED เครื่องนี้ทำได้เลย ไม่เว้นแม้แต่ Plasma TV ที่ดีที่สุดเองก็เถอะ กับระดับสีดำของ OLED TV ที่ดำลึกเข้มข้นแบบที่เรียกว่า “Infinite Black” อย่างแท้จริง ส่วนที่ดำดำลึกสุดใจ คือถ้าเปิดภาพพื้นดำ แล้วปิดไฟในห้อง OLED TV จะกลืนหายไปกับความมืดเลยจริงๆ แต่เห็นดำๆ แบบนี้ก็มิได้หมายความว่ารายละเอียดจะจมหายไปกับความมืดดำนะครับ ในด้านการแจกแจง Shadow Detail นั้นทำได้ดีไม่ผิดไปจากที่คาด แต่แน่นอนว่าต้องทำการปรับภาพ (เช็ค Brightness) กันสักเล็กน้อย

หากต้องการเพิ่มระดับความสว่าง สามารถทำได้ที่หัวข้อ OLED Light โดยเป็นการปรับจูนระดับความสว่างที่สมบูรณ์แบบ เนื่องจากจะไม่กระทบกับระดับ Black Level เหมือนกับการเพิ่มระดับ Cell Light ของ Plasma ซึ่งผิดกับการเพิ่มระดับ Backlight ของ LCD/LED แม้ความสว่างเพิ่มสูงขึ้น แต่ก็มีโอกาสสังเกตแสงรั่วในฉากมืดได้ง่าย

มาดูในส่วนของการแสดงขอบเขตสีบ้าง เปรียบเทียบ Color Range จะพบว่าที่โหมด Wide การแสดงสีสันกว้างกว่ามาตรฐานทีวีทั่วไป (ที่ส่วนใหญ่ให้ได้ในระดับใกล้เคียงโหมด Standard) ตรงนี้พิสูจน์ได้ว่าที่ LG เคลมว่า OLED TV ของตนสามารถแสดงเฉดสีได้กว้างกว่ามาตรฐานทีวีทั่วไปนั้นเป็นความจริง ในประเด็นนี้ส่งผลให้สีสันจาก OLED เครื่องนี้ อิ่มสดกว่ากว่ามาตรฐาน Full HD – LED TV และ Plasma TV ทุกตัวที่ทีมงานทดสอบไปในปีนี้

ISF Expert (Pre calibration) ความเที่ยงตรงของอุณหภูมิสีจากผลของ RGB Balance อยู่ในเกณฑ์ดี
เช่นเดียวกับความถูกต้องของ Gamma และ Color Gamut

เมื่อทำการปรับภาพละเอียดแล้ว ก็ให้ความเที่ยงตรงใกล้เคียงอุดมคติมากยิ่งขึ้น
อย่างไรก็ดีตัวเลือกการปรับภาพ อาจจะยังไม่ละเอียดลออ ครอบคลุมทุกด้าน เมื่อเทียบกับมาตรฐานทีวีที่ทำในจุดนี้ได้ดีที่สุด ในส่วนของ Color Gamut อาจต้องเลือกว่าจะอิงมาตรฐานความถูกต้อง(ตาม Rec.709) หรือจะประยุกต์ร่วมกับโหมด Wide ซึ่งให้เฉดสีกว้างกว่าแต่ไม่ได้อิงตรงตามมาตรฐาน (Rec.709) เป๊ะ

อย่างไรก็ดีตัวเลือกการปรับภาพ อาจจะยังไม่ละเอียดลออ ครอบคลุมทุกด้าน เมื่อเทียบกับมาตรฐานทีวีที่ทำในจุดนี้ได้ดีที่สุด ในส่วนของ Color Gamut อาจต้องเลือกว่าจะอิงมาตรฐานความถูกต้อง(ตาม Rec.709) หรือจะประยุกต์ร่วมกับโหมด Wide ซึ่งให้เฉดสีกว้างกว่าแต่ไม่ได้อิงตรงตามมาตรฐาน (Rec.709) เป๊ะ
มุมมองด้านข้างเทียบกับ LED TV อันนี้จะเห็นชัดว่ามุมมองนี้กับ LED TV กระทบให้สีสันที่ผิดเพี้ยนไปบ้าง คือ ภาพจะออกโพลน สีสันไม่สดใสจะแจ้งเหมือนมุมตรง ในขณะที่ OLED TV คุณภาพของภาพแทบไม่เปลี่ยนเลยครับ แม้ว่าถ้าแสดงแพทเทิร์นสีขาว พบว่ามุมเอียงจะทำให้สีขาวบนจออมเหลืองขึ้นมาเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นภาพปกติ มีสีสันหลากหลายที่เรารับชมกันทั่วไป (คน วิวทิวทัศน์ ฯลฯ) จะสังเกตความผิดเพี้ยนบนภาพของ OLED TV ได้น้อยมาก
ปล. อันที่จริงไม่ได้อยากจะถ่ายรูปเทียบแค่กับ LED TV เท่านั้นนะครับ แต่เนื่องจาก Plasma TV ในสต็อกทดสอบไม่มีแล้ว ส่วนที่ทดสอบไปก็คืนไปหมด ขอรายงานแทนละกัน ซึ่งในส่วนของมุมมองด้านข้าง หากเทียบกับ Plasma ออกจะใกล้เคียงกันมาก แต่ Plasma จะได้เปรียบเล็กน้อยครับ (มุมมองได้กว้างกว่านิดนึง) อีกทั้งจอของ Plasma ก็เคลือบกันสะท้อนดีกว่า แต่ถ้ามองมุมบนล่าง Plama หลายๆ รุ่นจะติดฟิลเตอร์ตัดแสงทำให้ภาพมืดลง มุมนี้ OLED จึงทำได้ดีกว่าครับ

ผลการรับชมแบบ 3D นั้น LG CINEMA 3D ยังให้ความประทับใจได้ดีเหมือนเคย จากเทคโนโลยี Passive 3D ที่ไม่มีการกระพริบ 100% กับมิติภาพที่ลึกลอย Crosstalk น้อยมาก ดูแล้วไม่เวียนหัว ประเด็นเรื่องมองเห็นเป็นเส้น เมื่อสวมแว่น Passive 3D รับชมในระยะใกล้นั้น เพียงแค่กำหนดระยะรับชมให้เหมาะสม ปกติสัก 3 เมตร สำหรับจอภาพขนาด 55 นิ้ว ก็ไม่มีปัญหาแล้วครับ

ปลาทะลุออกมานอกจอกันเลยทีเดียว ซึ่งด้วยคุณสมบัติพิเศษของ OLED ที่ขุดมิติภาพออกมาได้ดีมาก การถ่ายทอด 3D จึงให้ความตื่นตาตื่นใจยิ่งขึ้น

แต่เป็นภาพนิ่งภาพเดียวนะครับ
ทดลองเอาไปทำงาน โดยต่อกับคอมพิวเตอร์ใช้เป็นมอนิเตอร์ดู กับระยะนั่งที่ค่อนข้างใกล้ กับความละเอียดจอภาพ Full HD (1080p) ขนาดพิกเซลอาจจะดูใหญ่อยู่บ้าง แต่ก็นับเป็นประสบการณ์ที่น่าประทับใจเลยทีเดียว เรียกว่าเปิดมุมมองที่แปลกใหม่ดีกับจอโค้ง หลายท่านอาจตั้งข้อสังเกตว่าจอโค้งจะทำให้การแสดงภาพผิดเพี้ยนไปหรือไม่ โดยในบางมุมมองอาจพบว่าขอบภาพบริเวณส่วนบนและล่างดูไม่เป็นเส้นตรง แต่ก็ไม่ได้สร้างปัญหาต่อการใช้งานนัก อย่างไรก็ดีกับระดับคอนทราสต์ขั้นเทพ เรนจ์สีกว้าง ปรับอุณหภูมิสีได้เที่ยงตรง ภาพคมสะอาด ก็นับว่าเป็นจอมอนิเตอร์ที่ใช้อ้างอิงได้ดีมากทีเดียว

การทดสอบในส่วนของภาพเคลื่อนไหว จะขอแบ่งเป็น 2 ประเด็น ประเด็นแรก เรื่องของการตอบสนอง หรือ Response Time หากว่ากันตามทฤษฎี OLED ควรจะให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุดเมื่อเทียบกับเทคโนโลยีทีวีใดๆ ในปัจจุบัน อย่างไรก็ดีจากการทดสอบพบว่า OLED TV เครื่องนี้ยังเป็นรอง Plasma TV รุ่นที่ดีที่สุดอยู่ครับ กล่าวคือ วัตถุเคลื่อนไหวยังติดเงาเรืองๆ อยู่บ้าง ตรงนี้ไม่แน่ใจว่าเป็นเฉพาะกับตัวทดสอบหรือเปล่า
ประเด็นที่ 2 คือ เรื่องของเทคโนโลยีแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว อันมีส่วนเพิ่มความไหลลื่นให้กับคอนเทนต์บางลักษณะ โดยเฉพาะที่มีการสะดุดไม่ต่อเนื่องของเฟรม หรือคอนเทนต์ที่มีอัตราเฟรมเรตต่ำได้ ตรงนี้หากอ้างอิง TruMotion โหมดสำเร็จรูปจากโรงงาน พบว่าแม้เป็นระดับต่ำสุด แต่อัตราการจำลองแทรกเฟรมเสมือนยังมากเกินไปจนสังเกตจุดบกพร่องได้ แต่ตรงนี้สามารถปรับไปใช้ TruMotion โหมด User เพื่อปรับระดับการแทรกเฟรมที่เหมาะสมได้เองครับ ซึ่งจากการทดสอบสำหรับ 55EA9800 เครื่องนี้ พบว่า กำหนด De-Judder และ De-Blur ที่ 2 ให้ผลลัพธ์ที่ดีที่สุด กล่าวคือ การแทรกเฟรมไม่มากเกินไป ภาพดูลื่นขึ้น แต่ไม่ผิดธรรมชาติ หรือเห็น artifacts บนภาพ
เสียง
หากเทียบคุณภาพของระบบเสียงทีวีด้วยกัน ทีวีของ LG หลายๆ รุ่น ทำได้โดดเด่นเลยทีเดียว ยกตัวอย่าง 84LM9600 ที่ใส่วูฟฟอร์คู่มาเลย แต่เมื่อถึงคราของ OLED TV รุ่นนี้ ดูจะโดดเด่นขึ้นไปอีกขั้นในแง่การถ่ายทอดรายละเอียดเสียง
จุดอ่อนของระบบเสียงทีวีที่ผ่านมาอยู่ที่ตำแหน่งติดตั้ง โดยทั่วไปตัวขับเสียงมักจะถูกซ่อนไว้ข้างในโครงสร้างกรอบทีวี ดังนั้นการผลักดันอากาศเพื่อก่อกำเนิดเสียงจึงทำได้ไม่เต็มที่ เพราะถูกบดบังโดยโครงสร้างของกรอบทีวี อีกทั้งด้วยโครงสร้างของทีวีที่บางลงๆ เรื่อยๆ และตัวขับเสียงแบบไดนามิกทั่วไป ก็ไม่เอื้อกับพื้นที่จำกัดอย่างในซอกในหลืบของทีวีสักเท่าไหร่ จึงไม่น่าแปลกใจที่เสียงของทีวีหลายๆ เครื่อง ฟังไม่สู้ดีนัก จนอาจถึงขั้นเรียกว่า “แย่”

ระดับการพัฒนา “นวัตกรรม” ของ OLED TV ครั้งนี้ มิได้มุ่งเน้นเฉพาะแค่เรื่องของเทคโนโลยีจอภาพเท่านั้น ในเรื่องของระบบเสียงก็ไม่ธรรมดาเช่นกัน ใครจะรู้ว่า LG แอบซุ่มนำ “ลำโพงใส” มาใช้งานกับทีวี ซึ่งนอกจากลักษณะที่ดูใสแบบเดียวกับฐานแล้ว ที่สำคัญคือคุณภาพเสียงยัง “ใส” ด้วยเช่นเดียวกัน (เจ๋งมากทั้งในแง่ของการแม็ตชิ่งความหมาย กับประโยชน์ใช้สอย)
ทาง LG มิได้ให้รายละเอียดของลำโพงใสนี้มากนัก แต่เข้าใจว่าจะใช้หลักการคล้ายคลึงกับ Electrostatic (มุมกระจายเสียงก็คล้ายกัน โดยจะมีเสียงออกทั้งข้างหน้า และข้างหลังลำโพง) ทั้งนี้ด้วยโครงสร้างที่บางเฉียบ การจะนำไปติดตั้งบนฐานที่แม้จะมีพื้นที่จำกัดก็ไม่ใช่เรื่องยาก และด้วยตำแหน่งที่สามารถวางตัวขับเสียงให้ยิงเสียงตรงเข้าหาผู้ฟังโดยไม่มีอะไรบดบังได้ เสียงย่อมจะดีกว่าการนำลำโพงไปซ่อนในซอกในหลืบเยอะเลย ผลลัพธ์นั้นหรือ “ใสกระจ่าง” ไม่เสียภาพลำโพงใสจริงๆ รายละเอียดเสียง (เมื่อเทียบกับมาตรฐานลำโพงทีวี) บอกได้เลยว่า ดีมาก ลำโพงทีวีที่พอจะเทียบเคียงได้ขณะนี้ มีเพียง Sony 55X9004A เท่านั้น

เรื่องคุณสมบัติทางกายภาพของระบบเสียงย่อมสำคัญ แต่ส่วนเสริมอย่างความสามารถรองรับสัญญาณเสียงดิจิทัลความละเอียดสูง ที่ระดับ Sampling Rate สูงสุด 192kHz (ทาง HDMI) นอกจากนี้ยังมีภาคถอดรหัสเสียง Dolby Digital และ DTS ในตัวอีกด้วย ช่วยเติมเต็มความสมบูรณ์ขึ้นกว่ามาตรฐานระบบเสียงของทีวีทั่วไปได้ดีทีเดียว

ตัวเลือกที่เกี่ยวข้องกับระบบเสียงของ OLED TV เครื่องนี้ ที่ให้มาค่อนข้างหลากหลาย ในส่วนของ Smart Sound Mode เป็นการตั้งค่าให้ทีวีเลือกโหมดเสียงที่เหมาะสมกับลักษณะของคอนเทนต์โดยอัตโนมัติ อย่างไรก็ดีโหมดเสียงที่ให้ความเป็นธรรมชาติที่สุด (เลือกเอง) คือ โหมด “Music” ครับ ฟังกันแบบเพียวๆ ไม่ต้องใส่ลูกเล่นอะไรนี่แหละ

สรุป

ข้อดี
1. ดีไซน์โค้งเว้าพลิ้วไหวแบบออร์แกนิก ฐานพร้อมลำโพงใส ผสานวัสดุ CFRP ดูเก๋ และหรูหรา เงางาม พร้อมแว่น 3D ทรงสวยทันสมัยดีไซน์ระดับพรีเมียมโดย Alain Mikli สวมใส่ได้กระชับ เบาสบาย
2. การให้ระดับไดนามิกเรนจ์ของภาพยอดเยี่ยมมาก เรียกว่าฆ่าพลาสมาในเรื่องของความกระจ่างสู้แสง และพิฆาตแอลซีดี/แอลอีดีในเรื่องของความดำแบบไม่เห็นฝุ่น สีดำเข้มสนิทอย่างชนิดที่เรียกว่า “infinite black” อย่างแท้จริง ในขณะที่ระดับความสว่างก็กระจ่างแจ้ง คมชัด ปรับระดับ OLED Light ได้ตามความเหมาะสม
3. คุณภาพเสียงจากลำโพงใส ให้ความพลิ้วกระจ่าง ชัดเจนดีมาก ปลายเสียงจะแจ้งไม่คลุมเครือ พร้อมมีวูฟเฟอร์สนับสนุนย่านต่ำ ดุลเสียงจึงไม่แห้งบางขาดน้ำหนัก
4. ภาพสามมิติหลุดลอยตามสไตล์ CINEMA 3D แต่เด่นยิ่งขึ้นด้วยศักยภาพของ OLED TV ที่ดึงวัตถุออกจากฉากหลังได้อย่างมีมิติ ซึ่งสังเกตได้แม้รับชมแบบ 2D
5. แถมกล้องเว็บแคม และ Magic Remote Voice มาให้ใช้งานฟังก์ชั่น Smart TV ได้กว้างขวางขึ้น
ข้อเสีย
1. จอภาพโค้งเว้าเมื่อมองบางมุม ขอบภาพจะไม่เป็นเส้นตรง
2. ตัวทดสอบพบว่า การตอบสนองภาพเคลื่อนไหวยังไม่ถึงกับโดดเด่น
3. ดูเหมือนจะให้ตั้งวางเป็นหลัก แขวนไม่ได้ ฐานหมุนไม่ได้
4. ราคา
สรุป
ดื่มด่ำกับความงามของนวัตกรรมจอภาพยุคใหม่ ที่สวยทั้งภาพบนจอ และงดงามด้วยรูปทรง ด้วยศักยภาพที่ออกแบบมาแก้ไขจุดบกพร่องของเทคโนโลยีจอภาพที่ใช้งานกันอยู่ในปัจจุบัน ซึ่งผลลัพธ์ก็พิสูจน์ได้ว่าดีกว่าจริง ถึงแม้จะยังไม่ขาดในทุกประเด็น แต่ก็เพียงบางด้านเท่านั้นที่ยังต้อรอการพัฒนา หากให้น้ำหนักสำหรับจุดเริ่มต้นของ OLED TV ระดับคอนซูเมอร์ ที่รอเพียงเวลาฟ้าเปิดราคาดี เมื่อนั้นมันจะมา “ล้างบาง” เทคโนโลยีเก่า