เปิดศักราช ! รีวิว Sony 50W800C ปฐมบทแห่ง Android TV
หลังจากมีข่าวไม่สู้ดีนักในเรื่องธุรกิจทีวีในช่วงปีที่ผ่านมา Sony ก็ “สยบทุกข่าวลือ” ด้วยการเปิดตัวทีวีรุ่นใหม่ไฉไลกว่าเดิมสดๆร้อนๆเมื่อต้นเดือนมิถุนายน ไฮไลท์หลักคือการใช้ ระบบปฏิบัติการ Android เป็นตัวชูโรง ผมได้ Sony 50W800C ซึ่งเป็น Full HD Android LED TV ขนาด 50″ รุ่นกลาง-บนมาทดสอบ ซึ่งเป็นรุ่นที่แฟนๆให้ความสนใจอยู่มิใช่้น้อย ก็เพราะเป็นครั้งแรกของ Sony กับ Android TV นี่แหละ มาดูภาพรวมสเป็คกันก่อน

Best Full HD LED TV Award : Sony W800C

คุณบอสและผม (โรมัน) กำลังช่วยกันยกเจ้า Sony 50W800C (50″) เข้าห้องทดสอบ
Sony 50W800C
– แอลอีดี ทีวีขนาด 43”, 50” และ 55”
– ความละเอียดหน้าจอ 2 ล้านพิกเซล (1920 x 1080)
– เทคโนโลยี Motionflow XR 800Hz ให้ภาพเคลื่อนไหวราบรื่น ไม่กระตุก
– ระบบประมวลผลภาพ X-reality pro เพื่อความคมชัดที่เหนือกว่า พร้อมระบบลดสัญญาณรบกวน
– ระบบปฏิบัติการ Android TV (Lollipop) ทำให้ทีวีฉลาดกว่าที่เคย เพลิดเพลินกับเนื้อหาต่างๆบนมือถือหรือแทบเล็ตบนจอที่ใหญ่และสวยกว่า
– พร้อมทั้งการเชือมต่อเนื้อหาที่ทำให้คุณสนุกสนานได้ด้วยวิธีที่ง่ายๆด้วย Google cast
– ปกป้องทีวีจากความชื้น, ฝุ่นละออง, ฟ้าผ่า และ การกระชากของไฟฟ้าด้วย X-protection pro
– แชร์ภาพ เพลง และ คลิปวีดีโอจากมือถือไปยังทีวีเพื่อดูและแบ่งปันให้เพื่อน (ยกเว้นเพลง) ด้วย Photo sharing plus
– มีตัวปรับปรุงคุณภาพเสียง DSEE ทำให้เพลิดเพลินกับเสียงเพลงด้วยคุณภาพเสียงที่ดีขึ้น
– ลำโพงBass Reflex Box Speaker ที่ให้คุณภาพและรายละเอียดของเสียงที่ชัดเจน
– เทคโนโลยี MHL การเชื่อมต่อมือถือกับทีวี
– รองรับ Digital TV (DVB –T2)
– ส่งหน้าจอมือถือของคุณไปยังทีวี Bravia เพื่ออรรถรสที่ดีกว่า ผ่านระบบ NFC เพียงแค่สัมผัสเดียวด้วย One touch mirroring (ต้องทำงานคู่กับ Remote พิเศษเพิ่มเติม)
– รองรับการแสดงผลภาพ 3DแบบActive สามารถแปลงสัญญาณภาพ 2D เป็น 3D ได้
– เพลิดเพลินกับหลากหลายการใช้งานอินเตอร์เน็ตทีวีเช่น YouTube, Facebook, Twitter, Web browser, Application ฯลฯ พร้อม Built-in Wireless LAN
– ความจุภายใน 16 GB (พื้นที่บางส่วนอาจถูกใช้งานเพื่อข้อมูลในส่วนของระบบปฏิบัติการ)
ช่องต่อ
– HDMI x 4 , Component x 1, Composite x 2, USB x 2
ขนาด (กxสxล) 50”
– 1116x654x59 มม. น้ำหนัก 13.7 กก. (ไม่รวมขาตั้ง)
– 1116x691x191 มม. น้ำหนัก 14.6 กก. (รวมขาตั้ง)
ราคา
KDL-43W800C หน้าจอขนาด 43 นิ้ว ราคา 26,490 บาท
KDL-50W800C หน้าจอขนาด 50 นิ้ว ราคา 34,990 บาท
KDL-55W800C หน้าจอขนาด 55 นิ้ว ราคา 42,990 บาท
Spec เต็ม : http://www.lcdtvthailand.com/spec_tv/383/Sony/50W800C.html
ดีไซน์
ดีไซน์ของ Sony 50W800C หากให้ขอ 3 คำก็เท่ากับ “สวย-บาง-เฉียบ” กรอบทีวีบางสีดำผสานกับฐานตั้งโลหะทรงหลอดเรียวได้ค่อนข้างลงตัว ไม่เทอะทะกินพื้นที่เหมือนขาตั้งยุคแรกๆ ทำให้เราสามารถยกทีวีทั้งเครื่องด้วยตัวคนเดียวได้ ผมนำมาทดสอบที่ห้อง Lab ในช่วงเตรียมงานบรรยายประจำปีของเว็บพอดีเลยทำให้มีแขกมาเยี่ยมเยอะ และหลายท่านก็เอ่ยปากชมถึงความ Minimal ของเจ้า W800C กันไม่ขาดสาย ส่วนรีโมทคอนโทรลก็เป็นทรงเดิม แต่มีการเปลี่ยนปุ่มเมนูลัดให้เหมาะสมกับระบบปฏิบัติการแบบใหม่ เช่นปุ่ม Action Menu เพื่อเข้าเมนูลัด , ปุ่ม Home เพื่อเข้าสู่เมนูหลัก Android และปุ่ม TV ไม่ว่าท่านจะเล่นเมนู Smart TV อะไรอยู่ก็ตาม มันก็จะเด้งมาเป็น Input ล่าสุดที่มีการเปิดรับชมอยู่ในทันที

Sony W800C หน้าตรง สวย บาง เฉียบ สไตล์ Minimal

ตัวดีไซน์บางเฉียบ พร้อมขอบด้านบนสีอลูมินั่ม

ขาตั้งแนวฮิปสเตอร์เป็นหลอดเรียวเพรียวได้ใจ (ตัวที่ผมได้ทดสอบขาตั้งสีดำ แต่ที่ขายในท้องตลาดจะเป็นสีเงิน)

ให้สังเกตว่าฝาหลังจะเรียบสนิทมาก จะมีแค่รูระบายความร้อนตรงแผงกลางเท่านั้น เพราะดีไซน์ของ Sony เน้นการ “ปกป้อง” มีชื่อเรียกว่า X-Protection Pro จะช่วยป้องกันฝุ่น และละอองน้ำเข้าแผงวงจร (ลองนึกภาพทีวี LCD สมัยก่อนที่ฝากหลังมีรูระบายอากาศหลายรูหลายซี่แถมยังเต็มทั้งแผงสิ ลูกจิ้งจกแทบจะมุดเข้าไปเบิกเนตรได้)

รีโมทคอนโทรลทรงเดิม แต่มีการปรับปุ่มลัดในการใช้งานให้สะดวกขึ้น

รีโมทคอนโทรลทรงเดิม แต่มีการปรับปุ่มลัดในการใช้งานให้สะดวกขึ้น
ช่องต่อ
ช่องต่อ 55W800C
– HDMI x 4
– Component x 1
– Composite x 2
– USB x 2 (เสียบ Mouse และ Keyboard ได้)
– LAN x 1
– Antenna x 1 รองรับดิจิตอลทีวี
– มี WiFi ไร้สายในตัว

ช่องต่อของ Sony 55W800C มี HDMI ให้ถึง 4 ช่อง และช่องต่อ USB ให้ 2 ช่อง
ภาพ
มาดูสเป็คด้านภาพของ 50W800C กันบ้าง ความละเอียดหน้าจอ Full HD 1920 x 1080 มีพระเอกชิพประมวลผลภาพ X-Reality Pro ขับเคลื่อนภาพ ใช้ Backlight แบบ Edge LED ไม่มี Local Dimming , มี MotionFlow XR 800Hz พร้อมเมนูให้เลือกปรับแบบเจาะลึกอีกเพียบ ที่จริงเจ้า W800C มีเทคโนโลยีภาพ 3 มิติ Active มาให้ด้วย แต่ในชุดไม่ได้แถมแว่นมาให้ ต้องซื้อแยกต่างหากเอง ก็ใช่สิ ! นี่มันปี 2015 แล้ว เทคโนโลยี 3D เป็นเพียงแค่ฟีเจอร์เล็กๆ ไม่ใช่หัวใจหลักอีกต่อไป แอบกระซิกเบาๆ เอ้า…เลิกสำออยแล้วมาเซ็ตอัพค่าภาพเบื้องต้นกันดีกว่า
วิธีการ Setup เบื้องต้น เพื่อให้ภาพแสดงถูกต้องตามต้นฉบับ
1. ปรับสัดส่วนภาพหรือ Wide Mode ให้เป็น “Full” โดยกด Action Menu ==> Wide Mode ที่นี้ภาพจะเป็น 16:9 แต่ยังไม่ใช่ 1:1 Pixel Matching กล่าวคือภาพยังถูกครอปหายไปนิดหน่อย
2. ให้กดปุ่ม Home แล้วเลื่อนไปด้านล่างในหัวข้อ Setting ที่เป็นรูปฟันเฟือง เสร็จแล้วเลือกไปที่หัวข้อ Display ==> Screen แล้วให้เลือก Display Area เป็น “Full Pixel”
==> เท่านี้เราก็จะได้สัดส่วนภาพและการแสดงผลของเม็ดพิกเซลถูกต้องตามต้นฉบับ ภาพไม่ถูกครอปด้านข้างหายไป หรือที่เราเรียกว่า 1:1 Pixel Matching ระหว่าง Input และ Output

เมนู Display Area ให้ปรับเป็น Full Pixel สำหรับการรับชมหนัง HD หรือ Blu-ray (เมนูมันซ่อนอยู่ ให้หาตามที่ผมแนะนำ)
ส่วน “โหมดภาพ” คราวนี้มีโหมดภาพสำเร็จรูปมากขึ้นกว่าแต่ก่อน อาทิโหมดแปลกใหม่อย่าง Cinema Pro = สำหรับพวกต้นฉบับที่เป็นฟิล์ม ภาพจะดีดความสว่างขึ้นเพราะต้นฉบับที่เป็นฟิล์มมักจะมืด (เช่นพวกหนังเก่า) , Photo = สำหรับดูภาพนิ่ง ให้แสงสีถูกต้องตามหลักการ และ Animation = ดูการ์ตูน สีสันสดใส โมชั่นไหลลื่น ทั้งหมดนี้โผล่เข้ามาผสมโรงกับโหมดภาพขาประจำอย่าง Vivid, Standard, Custom
ส่วนเรื่องหน้าตาของเมนู ทางSonyยกเครื่องอินเตอร์เฟสเมนูใหม่ทั้งหมด ท่านที่ชินกับแบบเดิมอาจจะมีตะขุกตะขักเล็กน้อยบ้างในช่วงแรก (แบบผม) แต่เมื่อใช้ไปซักพักจะคล่องขึ้นอัตโนมัติ สุดท้ายเมนู Advanced Setting หรือเมนูการปรับภาพขั้นสูง ก็จะแบ่งตัวเมนูเป็น 4 หมวดย่อย ได้ใจพวกฮาร์ดคอร์เรื่องภาพอย่างมาก อีกทั้งยังสอดคล้องกับหลักปรับภาพระดับโปรเฟสชั่นแนลที่ทีมงานใช้อ้างอิง โดยมันประกอบไปด้วย
1) Brightness : ระดับสีดำ-สีขาว
2) Colour : สีสัน / สมดุลแสงขาว
3. Clarity : ความคมชัด รายละเอียด
4) Motion : ภาพเคลื่อนไหว / การแทรกเฟรมภาพ Motion Flow
ทดสอบเรื่องแรกฉากหนังเรื่อง Fast & The Furious 4 ฉากรถบรรทุกกลิ้งลงเนินแล้วพระเอกดอมขับรถสวนลอดไปได้อย่างหวุดหวิด บุคลิกภาพเป็น “แนวไฮบริด” คือมีความเปิดกระจ่างระดับหนึ่งและยังคงความเข้มข้นของสีได้ดี โหมดภาพที่ให้แสงสีถูกต้องและแนะนำให้ใช้ตามคือ Cinema Home / Pro และ Custom การคุมแสงไฟ Backlight สามารถเกลี่ยแสงได้สว่าง-มืดค่อนข้างสมดุล ไม่ค่อยมีหลุดเป็นหย่อม ความเนียนสะอาดของภาพอยู่ในเกณฑ์ปานกลางค่อนไปดี

ใช้โหมด Custom (ตามสูตร) ในการปรับภาพ รุ่นใหม่สามารถปรับ White Balance ได้ถึง 10 ระดับ จากเดิมได้แค่ 2 ระดับ #ค่าก่อนปรับภาพจะติดโทนเย็นเพียงเล็กน้อยเท่านั้น ส่วนค่าขอบเขตของสี CMS ถือว่าแม่นยำตั้งแต่ต้น

#หลังจากการปรับภาพ White Balance ดีขึ้นมาก มีหลุดนิดหน่อยกดน้ำเงินไม่ลงในช่วงความสว่างสูงตั้งแต่ 90-100 IRE

ฟีเจอร์ Live Colour On VS Off เปิดแล้วจะยกระดับขอบเขตของสีให้กว้างกว่าเดิม
| Picture Mode | CTT | Gamma | Luminance | Bcklight | Color | Power |
| avg | avg | fL | Temp | W | ||
| Vivid | 13310 | 1.41 | 89.8 | Max | Cool | 71 |
| Standard | 9752 | 2.4 | 64.5 | 30 | Neutral | 56 |
| Cineama Pro | 6656 | 2.32 | 51.7 | 35 | Expert1 | 61 |
| Cinema Home | 6664 | 2.15 | 51.8 | 35 | Expert1 | 61 |
| Sports | 9781 | 2.47 | 86.7 | Max | Neutral | 73 |
| Animation | 9739 | 2.44 | 64.6 | 30 | Neutral | 56 |
| Photo-Custom | 5540 | 2.17 | 51.5 | 30 | Expert1 | 57 |
| Game | 6700 | 2.18 | 52.1 | 35 | Expert1 | 61 |
| Graphics | 6704 | 2.18 | 52.1 | 35 | Expert1 | 61 |
| Custom | 6701 | 2.18 | 52.1 | 35 | Expert1 | 61 |
| Custom (calibrated) | 6698 | 2.35 | 49.5 | 40 | Expert1 | 66 |
โหมดภาพสำเร็จรูป พร้อมค่าอุณหภูมิสี (Color Temp) / ระดับความสว่าง (Luminance)
และอัตราการบริโภคไฟ (Power Consumption in Watts)
โหมด Cinema Home & Pro และ Custom ให้ค่าภาพที่ดี ขอแนะนำ
“ศัพท์เทคนิค” เรื่องการปรับภาพมีเปลี่ยนแปลงให้ดูโปรขึ้นนิดหน่อย หากอยากปรับระดับ Backlight มันเปลี่ยนศัพท์เป็น Brightness หรือหากต้องการปรับ Brightness ต้องไปเลือกที่ Black Level ยอมรับว่ามันเป็นศัพท์เทคนิคชั้นสูงในวงการปรับภาพซึ่งตามหลักการแล้วถือว่าถูกต้องนั่นแหละ แต่มือใหม่หรือผู้ที่เคยใช้ทีวี Sony อยู่ก่อนแล้วอาจจะมีก่งก๊งบ้าง
ส่วนโหมดปรับแต่งอื่นๆที่น่าสนใจก็มี Reality Creation จะปรับความคมชัดของภาพโดยรวมให้คมขึ้น เพราะหากอิงตามค่าแรกเริ่ม ความคมของเจ้า W800C อยู่ในเกณฑ์ปานกลางเท่านั้น ฟีเจอร์นี้จึงมาช่วยยกระดับภาพให้ดีขึ้นไปโดยปริยาย สามารถเลือกปรับแบบ Manual เองได้ด้วย ดังนี้เราสามารถจัดสมดุลระหว่าง “ความคมชัด” (Resolution) กับการ “ลดสัญญาณรบกวน” (Noise Reduction) ให้พอดิบพอดีไม่ให้คมจัดจนหยาบกร้าน ในขณะที่ไม่ให้ลดสัญญาณรบกวนมากเกินไปจนภาพเบลอ ระดับ Resolution ที่แนะนำคือไม่เกิน 20 จาก 100 จะช่วย “เหลา” ให้เจ้า W800C ถ่ายทอดภาพได้ “คมขึ้น” ไม่น้อยเลยทีเดียว

ทดสอบฉาก “พาเมียไปเสียงตาย” ใน Fast & The Furious 4
ต่อมาผมได้ใช้แผ่น X-Men 2 เพื่อทดสอบภาพเคลื่อนไหวด้วย Motion Flow ตามหลักแล้วทีวีที่มีความละเอียด Full HD และมี Video Processor ที่ดี ก็ “ไม่จำเป็น” ต้องใช้ Motion Flow เพื่อช่วยแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวให้ลื่นปรื๊ดขึ้น ซึ่งจากการทดสอบก็ถือว่าก็ยัง “พอเอาอยู่” หากไม่เปิด Motion Flow ช่วย แต่หากอยากลองเล่นซักหน่อย มันก็มีดีในตัวอยู่บ้าง โดย Motion Flow ของ W800C มี 5 ระดับได้แก่ Smooth, Standard, Clear (จะใช้การดิมเฟรมภาพช่วย), True Cinema และ Custom โดยส่วนตัวผมชอบโหมด Clear และ Custom ให้ภาพได้นิ่งดี ถึงแม้ระดับความสว่างจะลดลงไปเล็กน้อยก็ตาม ส่วนอีกเมนูที่สามารถใช้ทำงานร่วมกันอย่าง Film Mode ซึ่งมี 3 ระดับได้แก่ Low, Medium, High ซึ่งทุกระดับจะเป็นการอัพคอนเวิร์ตภาพจาก Interlaced ให้เป็น Progressive (i to p Conversion) ต่างแค่ระดับ Medium และ High จะเสริมการแทรกเฟรมภาพเข้าไปช่วยภาพเคลื่อนไหวด้วย เหมาะกับพวกหนังเก่าๆที่ยังบันทึกแบบ 1080i / 576i
อ่านเรื่อง 1080i VS 1080p ==> http://www.lcdtvthailand.com/topic_detail.php?id=554

ทดสอบการแทรกเฟรมภาพด้วยหนังเรื่อง X-Men 2

ดิจิตอลทีวี จูนง่ายมาก ดูช่อง HD รายการ Home Shopping ขายเครื่องวิ่ง แต่ดันโชว์กล้ามซิกแพกซะงั้น
ทดสอบ 3D กับเรื่อง Step Up Revolution แว่นเป็นแบบ Active ใช้ถ่านแบบเม็ดกระดุม ซิงค์สัญญาณด้วยสัญญาณ RF กดซิงค์ด้วยปุ่มด้านบนของแว่น ความสว่างของภาพจะถูก Boost ขึ้นเต็ม Max ซึ่งเมื่อดูเป็น 3D จะถือว่าสว่างแบบพอดีๆ มิติภาพใช้ได้ มีให้เห็นลึกเป็นชั้นๆ ภาพมีความนิ่ง สามารถคุม Crosstalk ได้ดี ไม่เบลอตามขอบภาพ เทคนิคที่แนะนำคือให้ เปิด Motion Flow เป็นระดับ Standard หรือ Smooth จะได้ภาพที่นิ่งสงัด ไม่ลั่นหรือสั่นกระพริบหากเปรียบเทียบกับปิด Motion Flow ทิ้ง แน่นอนว่าการดูหนัง 3D แบบ Active ควรปิดไฟให้ห้องมืดสนิท 100% จะดีที่สุด หรือหากมีมีแสงไฟสลัวๆบ้างก็ยังพออนุโลม เพราะเดี๋ยวนี้แว่นกับหลอดไฟเป็นมิตรกันแล้ว“ไม่สั่นสู้” เหมือนแต่ก่อน (ฮา) ส่วนข้อติก็มีเรื่องการเอียงคอ หากเอียงมากๆภาพจะมืดลงไปตามข้อจำกัดของแว่น
หมายเหตุ :
1. ในเซ็ตของ Sony 50W800C ไม่ได้แถมแว่น 3D มาให้ ต้องซื้อเป็นอุปกรณ์เสริมเอง
2. Crosstalk คืออาการเบอลตามขอบภาพ ทั้งที่ซิงค์แว่น 3D กับตัวทีวีแล้ว

ทดสอบ 3D กับเรื่อง Step Up Revolution มิติลึกเป็นชั้นดีเยี่ยม ตัวละครและวัตถุเด้งขึ้นมาเป็นชิ้นเป็นอัน
เสียง
ระบบเสียงของ Sony ให้ลำโพง Bass Reflex แบบยิงเสียงลงล่าง กำลังขับ 10+10 Watts มีเทคโนโลยี Clear Audio + ให้เสียงชัดเจนดั่งต้นฉบับ โหมดเสียงสำเร็จรูปมี Standard, Cinema, Music รวมถึงโหมดเสียงรอบทิศทางก็มีมาให้ แต่ไม่ค่อยแนะนำให้เปิดเพราะเสียงกลางอย่างพวกเสียงพูดเสียงร้องจะติดก้อง ทดสอบจากหนังเรื่อง Fast & Furious 4 ให้เสียงได้เฟี้ยวฟ้าวได้ใจ ถึงแม้ไม่ได้มี Sub Woofer ผนวกมาให้แบบรุ่นท็อปแต่ก็ยังสามารถถ่ายทอดเสียงที่มีน้ำหนักแบบพอดีคำได้ เบสไม่มากไม่น้อย อยู่ในระดับพอเพียงและเพียงพอ ไม่ติดแหบแห้งเหมือนพวกรุ่นล่าง ส่วนคอนเสิร์ต Hitman : David Foster เพลง Look what you ve done to me โดย Boz Scaggs ก็ถ่ายทอดน้ำเสียงที่อุดมไปด้วยความเศร้าออกมาได้ค่อนข้างกินใจ เสียงมีน้ำมีนวล ไม่บาด ความใสของเสียงร้องอยู่ในระดับปานกลาง โดยรวมถือว่าพอใจกับลำโพงที่ติดมากับเจ้า 50″ ตัวนี้ สามารถรองรับการใช้งานดูหนังดูทีวีแบบปกติภายในบ้านได้อย่างสบาย

ทดสอบคุณภาพเสียง โดยรวมอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานสำหรับการดูหนังทีวีภายในบ้านทั่วไป
เพิ่มเติม
ในปี 2015 ระบบปฏิบัติการของ Sony TV รุ่นบนๆจะเป็น Android ทั้งหมด โดยเป็น เวอร์ชั่นล่าสุด 5.0 Lollipop มีหน่วยความจำอยู่ที่ 16 GB โดยเราสามารถกดปุ่ม Home บนรีโมทคอนโทรลเพื่อเข้าสู่เมนูหลักของการใช้งาน ส่วนแอพพลิเคชั่นที่ให้มาก็ค่อนข้างจำกัด แต่ว่าถูกเลือกสรรอย่างดีโดย Sony เรียกว่า “Sony Select” โดยแอพฯเหล่านี้สามารถแสดงบนจอทีวีและควบคุมโดยรีโมทคอนโทรลได้อย่างสมบูรณ์นั่นเอง ต่างจาก Android TV รุ่นบุกเบิกที่เต็มไปด้วย “แอพส์ขยะ” ที่แสดงบนมือถือได้แต่เล่นบนทีวีไม่ได้หรือเล่นได้แต่ก็ไม่สมบูรณ์ ท่านที่เคยเล่น Android TV มาแล้วจะตระหนักดีว่า “คุณภาพ” นั้นสำคัญกว่า “ปริมาณ” (แต่หากมีเยอะทั้งคุณภาพและปริมาณก็จะดีที่สุดจ้า)
วิธีควบคุมการใช้งาน
1) การใช้งานเบื้องต้นสามารถใช้รีโมทคอนโทรลที่แถมมาได้ แต่จากการทดสอบจริงอาจจะไม่ได้สะดวกขนาดนั้น
2) แต่หากรู้สึกไม่สะดวกต่อการพิมพ์หรือเลื่อนลูกศร สามารถไปโหลดแอพฯ TV SideView ที่จะเปลี่ยนให้ Smart Phone เป็นรีโมท, เมาส์, คีย์บอร์ด ในการควบคุม Sony Android TV ได้ (ต้องเชื่อมต่อ WiFI วง LAN เดียวกัน)
3) ตามหลักจะรองรับพวก GamePad อย่างคอนโทรลเลอร์ของ Xbox ไปซื้อมาต่อช่อง USB ด้านข้างได้
นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์ที่เชื่อมต่อจาก Smart Phone
Google Cast : คือการเล่นวีดีโอบน YouTube สามารถกดปุ่ม Cast เพื่อแชร์ให้ไปเล่นบนทีวี / แชร์รูปภาพจากมือถือไปแสดงบนจอทีวี
Voice Search : สามารถใช้คำสั่งเสียงค้นหาสิ่งที่ต้องการบน Google ได้ แต่ต้องมีตัวรีโมทพิเศษ (เฉพาะรุ่นท็อป) ที่รองรับคำสั่งเสียง
Screen Mirroring : ส่งภาพจากมือถือไปแสดงบนจอทีวีประหนึ่งถ่ายทอดสดผ่าน WiFi Direct

กดปุ่ม Home ก็จะเข้ามาในหน้าเมนูหลัก แบ่งเป็น Video Content / Input / Apps / Games

ขอเริ่มโหลดเกมส์มาเล่นก่อนละกัน พวกกราฟิกโหดๆอย่างค่าย GameLoft ก็มีพวก Asphalt 8 : Airbone ซึ่งใช้พื้นที่ค่อนข้างเยอะถึง 1.49 GB จังหวะรอโหลดเล่นเกมมีหน่วงบ้างเล็กน้อย

หน้ารวมแอพฯ แบ่งหมวดหมู่ชัดเจน

เริ่มจาก SkyForce เกมเครื่องบินยิงๆๆๆๆแล้วก็ยิง ใช้รีโมทคอนโทรลธรรมดาควบคุมได้ กด ขึ้น ลง ซ้าย ขวา

เกมในตำนาน Beach Buggy Racing ใช้รีโมทกดปุ่มซ้าย ขวา ควบคุมได้ ห้ามเคยตัวยกทีวีเอนซ้ายเอนขวาแบบมือถือนะ เดี๋ยวทีวีพังจะหาว่าไม่เตือน !

ดู YouTube ได้ปกติ อินเตอร์เฟสสวยขึ้น ปรับความคมชัดตามสปีดเน็ตอย่างอัตโนมัติได้ด้วย

สามารถเลือกบริการเช่า/ซื้อหนังจาก Movies & TV by Google Play แหล่มเลย

เล่น Web Browser จากค่าย Opera แนะนำว่าให้ใช้ แอพ TV SideView หรือเมาส์ ช่วยให้การควบคุมการใช้งานสะดวกขึ้นพอประมาณ (ดีกว่าใช้รีโมทแบบปกติละกัน)

แอพ TV SideView เปลี่ยน Smart Phone ของท่าน เป็นรีโมทคอนโทรลควบคุม Sony Android TV จงไปดาวน์โหลดติดมือถือกันเอาไว้นะพวกเรา

ผมเลือกใน TV SideView ในมือถือให้เป็น TouchPad ควบคุม ได้อารมณ์ประมาณเมาส์ไร้สายเพื่อท่องเว็บใน Opera

Screen Mirroring ถ่ายทอดสดภาพจากโทรศัพท์มือถือไปแสดงบนจอทีวี ใช้ได้เฉพาะ Android Phone รุ่นที่มี Screen Mirroring หรือ MiraCast
Sony Android TV VS Other Smart TV
หากให้เทียบกันก็คงบอกว่ามันมีข้อดีข้อเสียหลดหลั่นกันไป ที่ Android TV ของ Sony ได้เปรียบคือแอพส์ประเภทเกมส์ที่คัดสรรมาค่อนข้างดี ภาพสวย กราฟฟิกดีงาม เล่นได้จริง แนะนำควรใช้คอนโทรเลอร์เล่นอย่างของ Xbox จะสะดวกกว่าใช้รีโมทคอนโทรลแบบธรรมดามาก ถึงแม้ใช้รีโมทแบบธรรมดา บางเกมก็ถูก Customize ให้เข้ากับเจ้ารีโมทธรรมดาๆนี่แหละ อย่างเกมแข่งรถภาพเทพ Asphalt 8 หน้าจอจะมีบอกปุ่มไหนบทรีโมทใช้ทำอะไรบ้างเป็นกิจลักษณะเลย ต่างจากพวก Smart TV ที่ใช้ระบบปฏิบัติการของตัวเอง ที่มักจะมีแต่เกมส์ไม้ประดับ
ส่วนข้อดีที่ Smart TV (เช่นค่าย Samsung ,LG) มีเหนือกว่าก็คือพวก Local Apps หรือแอพพลิเคชั่นโดยคนไทยพัฒนาเองสำหรับ Smart TV แบรนด์นั้นๆโดยเเฉพาะ ซึ่งจะเด่นที่แอพดูหนังออนไลน์ มีซับไตเติ้ลและพากย์ไทยให้มาด้วย ที่สำคัญมักจะมีโปรโมชั่นสมนาคุณให้ดูฟรีเป็นช่วงๆ ส่วนการเล่น Browser ท่องเว็บไซต์ โดยรวมแล้วก็ถือว่าพอๆกันคือพอไปวัดไปวาได้ ไม่ค่อยจะรองรับ Flash เหมือนกัน
Tips : แอพประเภท “Media Player” ดีๆควรโหลดติดเครื่องเผื่อเอาไว้เล่นไฟล์หนังก็อย่างเช่น VLC Player, MX Player เป็นต้น
สรุป

ข้อดี
1. ระบบปฏิบัติการ Android เวอร์ชั่นล่าสุด 5.0 อินเตอร์เฟสแบบใหม่ปรับแต่งโดยเฉพาะสำหรับทีวี
2. แอพฯเกมส์ถูกคัดสรรมาอย่างดี ภาพสวย กราฟิกคือดีงาม
3. ดีไซน์ตัวเครื่องสวยเฉียบสไตล์ Minimalist
4. โหมดภาพสำเร็จรูปเยอะและดีเช่น Custom และ Cinema สามารถเลือกให้แมตช์ชิ่งกับประเภทคอนเทนต์ที่ใช้งานอยู่ได้
ข้อเสีย
1. จำนวนแอปยังมีน้อยกว่าบนมือถือ แต่ในอนาคตก็น่าจะมี Developer หันมาพัฒนาแอปบน Android TV มากขึ้นกว่าตอนนี้
2. การควบคุมด้วยรีโมทธรรมดายังมีเหนื่อย แนะนำใช้แอพ TV SideView บนมือถือ หรือต่อเมาส์ไปเลย
สรุป
เป็น “ปฐมบท” ของ Sony กับ Android TV ที่ยกระดับความสามารถด้าน Smart TV ที่เป็นรองชาวบ้านอยู่หลายขุมในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา ให้กลับมามีภาษีเทียบเท่า Smart TV ค่ายคู่แข่งและแซงไปในบางจุดเลยด้วยซ้ำ ถึงแม้จำนวนแอพฯยังไม่เยอะมากในช่วงแรก แต่ก็เปี่ยมไปด้วยคุณภาพที่ถูกบรรจงคัดสรรมาให้สำหรับทีวีโดยเฉพาะ ส่วนการใช้งาน Android TV ถามว่าเร็วปรื๊ดไหม ? ก็คงตอบว่าไม่ได้เร็วขนาดนั้น แต่ก็ไม่ได้ช้าจนน่ารำคาญใจ ถือว่าใช้งานแบบปกติได้ก็แล้วกัน อย่าลืมว่านี่เป็นเพียงก้าวแรกของ Sony กับ Android TV เท่านั้น และตามสูตรว่าก้าวถัดไปจะยิ่งทำได้ดีขึ้นไปอีก ส่วนคุณภาพของภาพและเสียงของเจ้า W800C อยู่ในเกณฑ์ดีปานกลางตามเรนจ์ราคาของมัน หากจะเอาทวยเทพเลยต้องพวก 4K ไปเลย เป็น Android TV ด้วยเหมือนกัน ดังนี้แฟนบอยท่านไหนชอบความสดใหม่ แตกต่างไม่เหมือนใคร และใช้งานได้จริง Sony Android TV 50W800C เป็นตัวเลือกที่เซ็กซี่มิใช่น้อยในตอนนี้ !
KDL-43W800C หน้าจอขนาด 43 นิ้ว ราคา 26,490 บาท
KDL-50W800C หน้าจอขนาด 50 นิ้ว ราคา 34,990 บาท
KDL-55W800C หน้าจอขนาด 55 นิ้ว ราคา 42,990 บาท