Review Onkyo TX-NR727 มิติใหม่แบบไร้สายของ AV Receiver!

เอวี รีซีฟเวอร์ เป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญในการสรรสร้างเซ็ตโฮมเธียเตอร์อันทรงพลังเพื่อเร่งอรรถรสในการชมภาพยนตร์ในบ้านให้ถึงขีดสุด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในตลาดที่มีการแข่งขันสูงในปัจจุบัน ทางผู้ผลิตได้ระดมออกสินค้าออกมาหลากหลายรุ่นหลากหลายขนาดไล่ระดับตามคุณสมบัติของตัวแอมป์ออกไป รวมไปถึงการเพิ่มลูกเล่นทางด้านอินเทอร์เน็ตและการอ่านไฟล์ Hi-Resoluation Audio ที่ให้คุณภาพเสียงที่โดดเด่นกว่าแผ่นซีดี แน่นอนว่าไฮไลท์ของรีวิวนี้ Onkyo TX-NR727 ก็เป็นหนึ่งในสินค้าที่ถูกจับตามองอย่างมากเช่นเดียวกัน ผมเลยจะมารีวิวให้ดูกันว่าแอมป์รุ่นใหญ่ราคาเรือนหมื่นตัวนี้มีอะไรที่น่าสนใจบ้าง

Onkyo TX-NR717 Specification
- HDMI® Video Upscaling to 4K with Qdeo™ Processing Technology by Marvell
- 4K Passthrough from Compatible Source Devices via HDMI
- Built-in Wi-Fi-Certified Wireless LAN Capability
- Bluetooth Version 2.1 + EDR Capability (Compatible Profile: A2DP v1.2, AVRCP v1.3)
- Frontside MHL™ for 1080p Video and Stills from Smartphone and Tablet
- Internet Radio and Music Streaming Service Connectivity (TuneIn Radio, Last.fm, Spotify, AUPEO!, and Simfy)*1
- Playback of Audio Files Over Wireless Home Network (MP3, WMA, WMA Lossless, FLAC, WAV, Ogg Vorbis, AAC, Apple Lossless, DSD, LPCM*2, and Dolby® TrueHD)
- Supports Onkyo Remote Apps for iPod touch/iPhone*3 and Android Devices*4
- Picture-in-Picture Input Video Preview with InstaPrevue™ Technology
- Phase-Matching Bass Boost
- Audyssey MultEQ® for Room Acoustic Correction
- Audyssey DSX® and Dolby® Pro Logic® IIz Upmixing for Seven-Channel Surround Sound
- Overlaid On-Screen Display (OSD) via HDMI with Quick Set-Up and Home Menu
- Powered Zone 2 and Zone 2/3 Line-Out for Distributed Audio Playback in Multiple Rooms
- Hybrid Standby Power-Saving for Video and Network Connectivity in Standby
- Bi-Amping Capability for Front Channels
ราคาตั้ง 34,900 บาท
Design – การออกแบบ

หลายคนที่ติดตามข่าวสารในวงการจะพบว่าซีรี่ส์แอมป์ของ Onkyo จะไล่ระดับเรียงขึ้นมาเรื่อยๆ แน่นอนว่า TX-NR727 เองก็มีบรรพบุรุษเป็นรุ่น 708, 709, 717 จนกระทั่งมาเป็น 727 อย่างที่เราเห็นตอนนี้ครับผม หน้าตรงมุมมหาชน ดูเรียบๆแข็งกร้าวเหมือนเคยตามสมัยนิยม ด้านล่างแปะสติ๊กเกอร์บอกฟีเจอร์เด็ดมากมาย ตั้งแต่ 4k Passthrough and Upscaling ไปยัน Built-in Wi-Fi

สิ่งนึงที่ผมชอบตั้งแต่เปลี่ยนโฉมจากตระกูล x09 มาเป็น x1x และ x2x ก็คือลูกบิดมีไฟนี่แหละครับ มันรู้สึกพรีเมี่ยมอย่างบอกไม่ถูก คล้ายๆกับไฟตรงโลโก้แอปเปิ้ลบน MacBook ยังไงอย่างงั้น

ด้านหลังเป็นสารพัดพอร์ตเชื่อมต่อเช่นเคยเห็นละยุ่บยั่บสะท้านหัวใจ
ดีไซน์โดยรวมของตัวแอมป์นั้นไม่ค่อยมีอะไรเปลี่ยนแปลงไปมากเท่าไรนัก ยังคงความเป็นแอมป์ในสไตล์ Onkyo อยู่เหมือนเดิม อาจจะมีเรื่องของช่องต่อบางประการที่เปลี่ยนไปซึ่งเด่วผมจะเทียบให้ดูว่ามีอะไรใหม่บ้าง




ส่วนบริเวณด้านหลังนั้นจะเห็นว่าทาง Onkyo ได้เนรเทศเอาช่องต่ออะนาล็อคแบบมัลติแชนแนลออกไปและลดจำนวนช่องต่อที่ไม่ค่อยอินเทรนด์อย่างอ็อพติคัลและโคแอ็กซ์ พร้อมโยกย้ายช่องเสียบสายลำโพงมาวางสูงขึ้นอีกหน่อย ส่วนตัวผมว่าอย่างเดิมเสียบง่ายกว่ามันไม่กระจุกซ้อนกันแต่แบบนี้ก็ดูแล้วไม่งงดี นานาจิตตังกันไปนะครับผม
Features – ลูกเล่น
ในส่วนของฟีเจอร์เสริมต่างๆหรือลูกเล่นที่ทาง Onkyo ได้จัดมาให้ต้องบอกว่าค่อนข้างจะเยอะแยะพอสมควรเลย ที่ฮ็อตฮิตหน่อยก็จะมีเรื่องของ Internet Radio ที่เป็นการฟังวิทยุออนไลน์นอกจากนี้ตัวเครื่องยัง Built-in Wi-Fi อะแดปเตอร์มาให้แต่แรกเลยอีกด้วย นับว่าเข้ากับยุคสมัยที่เปลี่ยนแปลง








ที่สำคัญมีของไทยด้วยไม่ต้องลากสายจากเสาอากาศมาเสียบหลังเครื่องอีกต่อไป

ขยับเข้ามาดูด้านหน้าเสียหน่อยกับฟีเจอร์การอ่านไฟล์บริเวณช่องเสียบ USB ครับ โดยตัวสเปคได้ระบุไว้ว่ารองรับการอ่านไฟล์ออดิโอต่างๆ อย่าง FLAC, DSD, WMA Lossless, MP3, WAV, etc. ผ่านมาทาง TI Burr-Brown 192 kHz/24-Bit DAC เรียกได้ว่าโยนไฟล์เอาใส่แฟลชไดร์ฟมาเสียบเล่นเพลงกันโต้งๆหน้าเครื่องไปเลย ไม่ต้องไปผ่านวงจรกว่าสองสามชั้นจากมีเดียเพลเยอร์ต่างๆ
ทว่าสิ่งที่น่าเสียดายคือทาง Onkyo ไม่ได้ออกแบบช่อง USB มาให้สำหรับการอ่านไฟล์จาก iOS Device เหมือนรุ่นก่อนหน้า ทำได้เพียงแค่เสียบชาร์จไฟหน้าเครื่องเท่านั้น เดาว่าผู้ผลิตอาจจะเล็งเห็นว่ากลุ่มผู้ใช้อุปกรณ์เหล่านี้ส่วนใหญ่จะโยนไฟล์มาเล่นแบบไร้สายเสียมากกว่า จึงต้องตัดความสามารถบางอย่างออกไปเพื่อเพิ่มความสามารถใหม่เข้ามา (แต่ผมขอกระซิบตรงนี้ว่าส่วนตัวผมชอบเนื้อเสียงจากการเสียบตรงหน้าเครื่องมากกว่า)
Picture – ภาพ
จบจากลูกเล่นอย่าง Internet Radio มาต่อกันด้วยสารพัดลูกเล่นทางด้านภาพกันดีกว่าครับ ใครว่า AVR จะต้องมีดีเกี่ยวกับเสียงเพียงอย่างเดียว เรื่องภาพก็เป็นอีกหนึ่งจุดสำคัญที่ถูกหยิลยกขึ้นมาในเวลาจะตัดสินใจซื้อครับผม โดยทาง Onkyo ก็ได้ทำการอัดแน่นมาให้ตามรูปด้านล่างเลยสำหรับฟีเจอร์ทางด้านภาพ

เริ่มจากสัญลักษณ์ด้านบนสุดก่อนที่ชื่อว่า InstaPrevue ที่ทำหน้าที่แสดงผลจากอินพุตต่างๆพร้อมกันหลายๆจอ(คล้ายกับ PIP ของฝั่งทีวี) นอกจากนี้ยังแถมฟีเจอร์ที่ใหม่แบบล่าสุดจริงๆอย่าง 4k-Passthrough กับ 4k-Upscaling เรียกได้ว่าซื้อตัวนี้ใช้กันไปยาวๆจนถึงตอนที่ 4k TV กลายมาเป็นมาตรฐานใหม่แทนที่ Full HD TV กันเลยทีเดียว

หน้าตาการแสดงผลแบบ InstaPrevue แสดงผล Source อื่นๆมาเป็นจอเล็กๆด้านล่าง
Sound – เสียง
มาเริ่มทดสอบแอมป์สีดำดุดันตัวนี้ด้วยการทำ Auto Calibration หรือการปรับจูนเสียงให้เข้ากับสภาพห้องนั่นเอง โดยระบบที่มาพร้อมกับตัวแอมป์คือ Audyssey MultiEQ ซึ่งนับว่าดีกว่ารุ่นก่อนหน้า(TX-NR717) ที่เป็น Audyssey 2EQ อยู่หนึ่งสเต็ป*
*Audyssey Auto Calibration : MultiEQ XT32 > MultiEQ XT > MultiEQ > 2EQ

สำหรับวิธีการใช้งานก็ไม่ได้ยากเย็นอะไรครับ แค่เพียงนำสายไมค์ Audyssey เสียบเข้าที่ช่อง Setup Mic บริเวณฟร้อนท์พาแนลที่ตัว AVR จากนั้นก็นำตัวไมค์ไปวางไว้ตรงตำแหน่งนั่งฟังระดับความสูงเดียวกับรูหูของเราขณะที่เรานั่งรับชมภาพยนตร์จริงๆ จากนั้นกดเมนูตามที่ขึ้นหน้าจอไปเรื่อยๆระบบก็จะทำการปรับ จูนลำโพงให้เราก็แค่ทำห้องให้เงียบๆ อย่าให้มีเสียงรบกวนขณะระบบกำลังทำงาน มิฉะนั้นแล้วค่าที่ได้อาจจะผิดเพี้ยนครับ
สำหรับใครที่อยากให้ตัวระบบปรับแบบละเอียดให้ก็เลือกเป็น Full Calibration ที่หน้าเมนูหลังจากเสียบ Setup Mic เข้าไปที่แผงหน้าเครื่อง ระบบก็จะคำนวณค่าเฉลี่ยของเสียงจากสามจุดนั่งฟังให้เลยครับ โดยผมค่อนข้างจะแนะนำให้ทำแบบนี้จะแม่นที่สุดครับ

เมื่อระบบทำการปรับจูนเสียงให้เสร็จแล้วเราก็จะขึ้นหน้าจอแบบนี้ครับ โดยจะเป็นการรีวิวค่าต่างๆว่าเหมาะสมกับซิสเต็มของเราไหม ก็ให้ตรวจสอบกับสเปคลำโพงครับว่ามีอัตราการตอบสนองได้อย่างเหมาะสมหรือยัง ถ้าโอเคแล้วก็กด Save โลด
หลังจากทำการปรับแต่งเสียงแล้ว ให้กดปุ่ม Setup บนรีโมทแล้วเข้าไปที่ Audio > Audyssey จะมีโหมดให้เราเลือกสองโหมดคืด Movie กับ Music โดยทั้งสองตัวนี้จะมี EQ ที่ไม่เหมือนกันครับผม โดย Movie จะให้ความเป็น “หนัง” กับการยกย่านเบสขึ้นมาให้ดูแล้วดุดันสะใจ ส่วน Music จะให้ความเป็นดนตรีที่พยายามทำ Tonal Balance ให้ดีที่สุด ชอบฟังอะไรแบบไหน อันนี้ก็นานาจิตตังกันไปครับผม
Sound – เสียง
เมื่อทุกอย่างเข้าที่เข้าทางก็ได้เวลาเริ่มทดสอบกันครับผม เริ่มจากดูหนังเรื่อง Iron Man 3 กันก่อน แน่นอนว่าตามสไตล์ Onkyo ก็ให้เสียงที่อิมเมจออกมากลางๆไม่ได้เอนหนักไปทางใดมาก เสียงจังหวะระเบิดในฉากที่บ้านโทนี่ถูกถล่ม ก็ทำได้ดีตามเนื้อผ้า สลับสับเปลี่ยนมาดู The Hunger Games ในฉากที่แคตนิสต้องวิ่งหลบลูกระเบิด เสียงบรรยากาศจากแชนแนลเซอร์ราวด์ซ้ายขวาสามารถขับออกมาได้อย่างชัดแจ่ม


ทดลองใช้โหมด Audyssey Movie ดูบ้างก็พบว่าองค์รวมของเสียงมีน้ำหนักและแรงปะทะมากขึ้น แต่ปลายเสียงจะทอดตัวได้ไม่ไกลมากจากเดิมที่ปิดอยู่ เลยลองแหกกฎปรับไปใช้ Music ดู ทำให้เสียงพูดคุยเริ่มมีตัวตนชัดเจน เสียงเฟี้ยวฟ้าวฉวัดเฉวียน อาทิ เช่น ฉากระเบิดกระสุนถล่มด่านกั้นถนนในเรื่อง The Last Stand มีมโนภาพที่สัมผัสได้ใกล้ตัวมากยิ่งขึ้น แต่ไม่อึกทึกครึกโครมเท่า Movie ครับผม ต้องลองเอาไปพิจารณาดูว่าชอบเปิดโหมดไหน
สำหรับการใช้งาน TX-NR727 ควบคู่กับการฟังเพลงนั้นก็เป็นไปตามแบบฉบับของ Onkyo ครับคือต่ำกลางแหลมมาครบทุกย่านฟังแล้วได้ความสะอาดสงัดอยู่ในระดับหนึ่ง ไม่ว่าจะโยนไฟล์แบบ Hi-Res Audio ใส่ USB แล้วมาเปิดผ่าน TI Burr-Brown DAC ในตัวหรือจะเสียบเข้ากับช่อง HDMI ไม่ก็อะนาล็อคเสียงที่ได้ก็จะมาในแบบคาแร็คเตอร์ที่แตกต่างกันไป แล้วแต่รสนิยมของคนฟังครับ แน่นอนว่าการปรับ Audyssey EQ ก็มีผลต่อเสียงเช่นเดียวกัน เว้นเสียแต่เราจะเปิดฟังในโหมด Pure Direct ซึ่งจะตัดภาคปรีทั้งหมดออกให้เหลือแต่ภาคขยายเพียงอย่างเดียว
Conclusion – สรุป
Onkyo TX-NR727 เป็นอีกหนึ่งภาคต่อของแอมป์มิดเอ็นด์ในระยะเริ่มต้นที่น่าจับตามอง ด้วยลูกเล่นมากมายที่รองรับเทคโนโลยีแทบจะครบทุกอย่างที่มีในวงการอย่าง 4k Passthrough+Upscale ไปจนถึงเทรนด์ใหม่ที่กำลังมากับ USB DAC for Hi-Resolution Audio ซึ่งตอบโจทย์นักฟังรุ่นใหญ่ที่ต้องการคุณภาพเสียงเฉกเช่นหลุดมาจากสตูดิโอ รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายครบองค์ Bluetooth และ Wi-Fi ที่ติดตั้งมาให้ไม่ต้องไปซื้ออุปกรณ์เพิ่มแต่อย่างใด

สิ่งที่น่าเสียดายก็คือการตัดฟีเจอร์เสียบตรง USB หน้าเครื่องกับ iOS Device ออกทำให้เสียบชาร์จได้อย่างเดียว ไม่สามารถเล่นไฟล์ที่อยู่ในเครื่องได้ อันนี้ต้องบอกว่าเป็นความเสียดายส่วนตัวของผมละกัน แม้ว่าจะ AirPlay ผ่าน Bluetooth เข้ามาได้ แต่ผมก็ติดใจคุณภาพเสียงจากการเสียบสายหน้าเครื่องอยู่ดี ก็ถือว่าแลกความสะดวกกับคุณภาพเสียงไปครับผม นอกเหนือจากนั้นก็เป็นอาการเอ๋อนิดๆหน่อยๆ ช่วงแรกๆที่ยังเป็นเฟิร์มแวร์ตัวเก่าอยู่ แนะนำว่าให้อัพเกรดเป็นตัวล่าสุดไว้เครื่องจะทำงานได้เสถียรกว่าครับ
ข้อดี
– Wi-Fi & Bluetooth ที่ติดเครื่องมาแต่กำเนิด รองรับการใช้งานแบบไร้สายได้เต็มรูปแบบอย่างแท้จริง
– รองรับการใช้งานช่อง USB กับไฟล์ Hi-Resolution Audio สูงสุดถึง 192 kHz/24-bit ผ่านทาง TI Burr-Brown DAC คุณภาพสูง ให้เสียงอัดแน่นเต็มพิกัดไม่มีอั้น
– ระบบ Audyssey Auto Calibration ที่ถูกอัพเกรดเป็นรุ่น MultiEQ จากรุ่นเก่า ให้ความแม่นยำในการปรับจูนเสียงเข้ากับสภาพห้องได้ดีขึ้นอีกระดับ
ข้อเสีย
– ไหนๆมี USB ด้านหน้าแล้วก็น่าจะทำให้เสียบเล่นไฟล์จากสมาร์ทโฟนได้ให้ครบทุกรุ่น
– พบอาการค้างนิดหน่อยจากเฟิร์มแวร์ตัวแรกที่ออกมาจากโรงงาน แนะนำให้ท่านที่ซื้อแล้วพบอาการดังกล่าวอัพเกรดเฟิร์มแวร์ขึ้นไปเป็นตัวล่าสุดจึงจะหาย