ข้ามไปที่เนื้อหา
|

The avant-garde of AVENTAGE !!! รีวิว Yamaha RX-A820 4K Ready Network AV Receiver

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 06 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

The avant-garde
of AVENTAGE !!!

ปี 2011 เป็นครั้งแรกที่ Yamaha ตั้งชื่อซีรี่ส์ให้กับ AVR ของตน มิใช่แค่เพียงอ้างอิงรหัสรุ่นอย่างเดียวเหมือนก่อน และหลายท่านคงจะได้สัมผัสกับศักยภาพที่แฝงนัยของ “การเปลียนแปลง” ดังเช่นที่มาของคำว่า AVENTAGE (Audio/Video + ENTertainment + New AGE หรือ “ระบบความบันเทิงด้านภาพ และเสียงยุคใหม่”) ไปบ้างแล้ว อาจกล่าวได้ว่า เป็น “การปฏิวัติ” รูปแบบ AVR ที่ให้ผลลัพธ์โดดเด่นทั้งแนวคิด และผลการใช้งาน…

หมายเหตุ: การพัฒนาตามคอนเซ็ปต์ AVENTAGE สามารถอ่านรายละเอียดได้จาก บททดสอบ Yamaha RX-A1010

Design – การออกแบบ

ปีนี้ Yamaha ยังคงสานต่อความสำเร็จของ AVENTAGE ที่ถึงแม้คุณสมบัติพื้นฐานไม่พลิกไปจากเมื่อครั้งเปิดตัวมากนัก ถึงกระนั้นสำหรับประเทศไทย นับเป็นนิมิตหมายอันดีกับการทำตลาด AVR ในดีกรีระดับ AVENTAGE ที่ไม่ธรรมดา ทว่าราคากลับสบายกระเป๋ามากขึ้น ในรุ่น “RX-A820” !

ลำดับรุ่น Yamaha AVR ปี 2011 และ 2012 (สำหรับภูมิภาคเอเชีย)*
หมายเหตุ: * บางรุ่นที่แสดงในตาราง อาจไม่มีวางขายในประเทศไทย

RX-A820 เป็นน้องเล็กสุดของซีรี่ส์ RX-A ซึ่งเป็น AVR ระดับกลาง-สูงของ Yamaha
แน่นอนว่าดีกรีชื่อชั้นระดับ “AVENTAGE” ย่อมพกคุณสมบัติอันโดดเด่นมาด้วย

เปรียบเทียบคุณสมบัติเบื้องต้น*

หมายเหตุ:
* คุณสมบัติทางเทคนิคอ้างอิงจากเอกสารเผยแพร่ของทางผู้ผลิต
** USB อีกช่องด้านหลัง ใช้สำหรับจ่ายไฟ DC 5V ให้กับอุปกรณ์บางชนิดเท่านั้น

Design – การออกแบบ

หากเปรียบเทียบลักษณะภายนอกของ A820 กับรุ่นพี่ คือ A1010 (ซึ่งเป็นซีรี่ส์ของปีก่อน สำหรับปี 2012 จะเป็นรุ่น A1020) พบว่ามีส่วนที่คล้ายคลึงกันทั้งภายนอก-ภายใน ตามแนวทาง AVENTAGE แต่ที่ต่างเพราะระดับรุ่นที่ห่างกันย่อมต้องมี

รูปลักษณ์ภายนอกนั้น จากลักษณะที่ “ผสมผสาน” เอกลักษณ์จากรุ่นใหญ่ในตระกูล RX-A Series (AVENTAGE) คือ ส่วนของปุ่มปรับหมุนเลือกอินพุตทางซ้าย กับฝาปิดบานพับ แม้ว่าจะลดทอนในเรื่องของขนาดตัวถังลงพอสมควร ส่วนที่คล้ายคลึงกับ RX-V Series คือ การจัดโชว์ปุ่ม Scene Mode บริเวณกึ่งกลาง แต่ขนาดของปุ่มจะเล็กกว่า ดีไซน์รีโมตของรุ่นใหม่เก๋กว่าเดิม ดูน่าใช้มากขึ้น

ข้างสวิทช์ Power/Standby (Main Zone) จะเห็นสัญลักษณ์ Network เพื่อให้มั่นใจว่า รุ่นนี้เป็น “Network AVR” จึงสามารถรับฟังเพลงในรูปแบบดิจิทัลไฟล์ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก (DLAN/AirPlay) และ USB (Mass Storage Devices) รวมถึงสถานีวิทยุออนไลน์ พร้อมการควบคุมผ่าน Smart Devices ได้ด้วย รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งในส่วนของ “ลูกเล่นการใช้งาน” (Features) ครับ

ภายในของ RX-A820

มาดูภายในกันบ้าง จุดนี้ใช้พิสูจน์ความ “เทพ” ของ AVENTAGE ได้อย่างชัดเจน แม้ว่าจะต่างกับรุ่นใหญ่ (รุ่นเลข 4 ตัว) อยู่หลายจุด แต่น้องเล็ก AVENTAGE ก็ดึงจุดเด่นสำคัญมาเยอะอยู่

ภายในของ RX-A1010

ในขณะที่ AVENTAGE รุ่นใหญ่ จะจัดวางภาคขยายโดยแยกขนาบข้าง EI Transformer ที่อยู่กึ่งกลาง  แต่ในส่วนของ A820 จะจัดวางภาคขยายและ Transformer คล้ายคลึงกับรุ่น RX-V Series จุดเด่นของ AVENTAGE ที่ยังคงสังเกตได้อยู่ คือ Zip Tie หรือสายสีฟ้าที่พันรอบสายสัญญาณเชื่อมต่อวงจรตามจุดต่างๆ โดยส่วนปลายของ Zip Tie ด้านหนึ่งจะต่อลงจุดกราวด์ของ PCB เป็นเทคนิคที่ใช้ลดทอนสัญญาณรบกวน

หากขาด “ขาที่ 5” หรือ “A.R.T. (Anti-Resonance Technology)” ก็คงเรียกว่าเป็น AVENTAGE มิได้ เพราะมันเป็นเอกลักษณ์สำคัญเลยทีเดียว หน้าที่ของมันก็เช่นเคย คือ ใช้ลดทอนแรงสั่นสะเทือน และเพิ่มความมั่นคง อย่างไรก็ดี การคาดโครง เสริมความแข็งแรงในจุดต่างๆ ดูจะลดทอนลงไปบ้าง (เมื่อเทียบกับรุ่นเลข 4 ตัว) กระนั้นมิได้หมายความว่าจะส่งผลถึงศักยภาพการทำงาน

Connectivity – ช่องต่อ

ใต้บานพับยังคงเป็นตำแหน่งจัดวางปุ่ม และช่องต่อสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นปุ่ม Tone Control ปุ่ม Program Mode (Listening Mode) และ Straight Mode

พร้อมช่องต่อ Front HDMI In, Video AUX, USB Input, YPAO Mic In และ Headphone Out เหนือบานพับขึ้นไปจะเห็นปุ่ม Scene Mode และปุ่มอื่นๆ วางเรียงรายอยู่ใต้จอแสดงผล (ปุ่มเหล่านี้ ส่วนใหญ่ ใช้งานกับภาคจูนเนอร์ และ Multi-zone Control)

ด้านหลัง แม้จำนวนช่องต่อจะน้อยกว่า AVENTAGE รุ่นเลข 4 ตัว แต่ชนิดความครบครันนั้นไม่ต่างกัน ช่องต่อที่สำคัญที่สุดอย่าง HDMI มีมากถึง 8 ช่อง (รวม Front) สำคัญรองลงมาอย่าง Video Component/Composite และ Digital Audio Coaxial/Optical ก็ไม่ขาด

เช่นเดียวกับ Ethernet Input (LAN) สำหรับใช้งานร่วมกับฟังก์ชั่น Network & Online Content ส่วนสายไฟเป็นมาตรฐาน IEC เช่นเดียวกับรุ่นบิ๊กๆ ถอดเปลี่ยนสายได้ ตำแหน่งการจัดวางไม่ทำให้หัวปลั๊กโตๆ ไปเบียดกับขั้วลำโพงแบบรุ่น 1010 ส่วน Dock Port ที่เคยมีในซีรี่ส์ก่อนๆ ตอนนี้ไม่มีแล้วนะครับ หากจะอัพเกรดอุปกรณ์เสริมทาง Dock Port เพื่อใช้งานฟังก์ชั่นพิเศษ เช่น Bluetooth ก็จะทำไม่ได้ แต่คงไม่จำเป็นกระมัง

หมายเหตุ: ช่องต่อ USB ที่เห็นทางด้านหลัง ใช้เพื่อเป็นแหล่งจ่ายไฟ (DC 5V) สำหรับอุปกรณ์เสริมบางอย่าง หากจะใช้งานเพื่อรับฟังดิจิทัลออดิโอจาก USB Storage Devices รวมถึง iPod/iPhone/iPad, Android Devices ให้ใช้ USB ช่องด้านหน้าเท่านั้น

อีกจุดที่แสดงถึงความครบครันด้านช่องต่อ คือ 7.2 Pre Out (รองรับการเชื่อมต่อซับวูฟเฟอร์ 2 ตัว) จะขาดก็แต่ Analog Multi-channel Input ซึ่งปัจจุบันโอกาสใช้มีน้อย หรือไม่ได้ใช้กันแล้ว

Features – ลูกเล่น

ถัดจากช่องต่อ มาดูกันว่า A820 มีลูกเล่นอะไรที่น่าสนใจบ้างครับ

เมื่อกดปุ่ม On Screen ที่รีโมตคอนโทรล จะเป็นการเรียก Video Overlay GUI Menu ซึ่งแสดงด้วยภาพสัญลักษณ์สีสันสวยงามซ้อนบนวิดีโอที่กำลังรับชม จึงไม่ทำให้รู้สึกติดขัดขณะรับชม อินเทอร์เฟสเรียบๆ ไม่ซับซ้อน ดูเข้าใจง่าย ถือเป็นส่วนสำคัญเพื่อใช้ปรับแต่งตั้งค่า รวมถึงการตรวจสอบข้อมูลการใช้งานต่างๆ

ประโยชน์ของการแสดงข้อมูลจากหัวข้อ Information คือ การตรวจสอบ Audio/Video Signal

แถวบน: ชื่ออินพุต; Enhancer Mode จะปรากฏขึ้นหากเปิดใช้ฟีเจอร์ปรับปรุงชดเชยคุณภาพเสียงนี้ (เหมาะกับคอนเทนต์ออดิโอความละเอียดต่ำ); และ ระดับมาสเตอร์วอลลุ่ม

แถวล่าง: แสดงฟอร์แม็ตเสียงต้นฉบับของคอนเทนต์; CINEMA DSP จะปรากฏขึ้นหากเลือก Listening Mode ที่เกี่ยวเนื่องกับระบบ CINEMA DSP; และ Listening Mode (Sound Program) ที่กำลังรับฟังอยู่ในขณะนั้น

เช่นกันว่า สามารถตรวจสอบ Video (In) Signal และคุณสมบัติของจอภาพ (HDMI Monitor) ที่กำลังเชื่อมต่อกับ RX-A820 อยู่ ทั้ง HDMI Out 1 และ HDMI Out 2 ว่ารองรับสัญญาณ Video Resolution ระดับใดบ้าง

ข้อมูลในส่วนของ Video Signal จะเกี่ยวเนื่องไปถึงความสามารถถัดมาของ A820 คือ 4K Video Pass-through อธิบายง่ายๆ คือ AVR เครื่องนี้รองรับสัญญาณ 4K หากอนาคตมีเพลเยอร์ที่เล่นฟอร์แม็ต 4K แท้ๆ ได้ ก็สามารถนำมาใช้งาน ต่อสัญญาณผ่าน AVENTAGE เครื่องนี้ได้เลย (เปิดดู 4K จอไม่ดำ)

นอกจากนี้ A820 ยังมีวิดีโอสเกลเลอร์ เพื่อทำการอัพสเกลสัญญาณภาพจากวิดีโอคอนเทนต์ที่มิใช่มาตรฐาน HD ให้มีความละเอียดสูงถึงระดับ “4K” อันจะช่วยยกระดับปรับปรุงคุณภาพการรับชมให้ดีขึ้นระดับหนึ่ง… ที่กล่าวมานี้เป็นคุณสมบัติพื้นฐานของ Yamaha AVENTAGE ปี 2012 ทั้งสิ้น (ในรูป ตัวเลือก Video: Resolution “4K” ไม่สามารถเลือกได้ เนื่องจากจอภาพที่ใช้ทดสอบ ยังไม่รองรับสัญญาณ 4K)

หมายเหตุ: ผลของการใช้งาน วิดีโอสเกลเลอร์ (1080p Upscale) ของ A820 จะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงาน คุณภาพภาพ

ภาคขยายหลักที่มีมาให้ทั้ง 7 แชนเนล บวก 2 แชนเนลเสริม จาก Presence Channels นั้น สามารถกำหนดปรับเปลี่ยนรูปแบบการใช้งานได้ เช่น หากมิได้ใช้งานลำโพง Surround Back สามารถนำไป Bi-amp คู่หน้า หรือนำไปใช้งานในแบบมัลติโซนก็ได้ เป็นการเพิ่มอรรถประโยชน์จากความยืดหยุ่นได้เป็นอย่างดี

หมายเหตุ: ในกรณีที่นำไปติดตั้งใช้งานแบบ Multi-Zone ทาง Yamaha ให้ฟีเจอร์สำหรับขยายขอบเขตเติมเต็มความบันเทิงภายในบ้านได้ ด้วย “Party Mode” โดยเป็นการกระจายเสียงไปยังลำโพงทุกแชนเนลที่เชื่อมต่อ คล้ายๆ การกระจายเสียงในโรงแรม – สถานบันเทิง (รูปแบบ Listening Mode คล้าย 5/7 Ch Stereo แต่จะไม่มีการ apply CINEMA DSP)

อีกหนึ่งฟังก์ชั่นที่ยังคงใช้ประโยชน์ได้ดีเช่นเดียวกับรุ่นปีที่แล้ว คือ Standby Through (ฟังก์ชั่นเดียวกับ HDMI Through ของบางยี่ห้อ) กล่าวคือ AVR สามารถปล่อยผ่านสัญญาณวิดีโอจากแหล่งโปรแกรม HDMI ไปยังทีวีได้ แม้จะอยู่ในสถานะ Standby จึงไม่มีความจำเป็นต้อง Power On AVR ตลอดเวลา เช่น เวลาจะชมเคเบิลทีวี รายการข่าว ละคร แบบลำลอง ไม่เน้นคุณภาพเสียงรอบทิศทางจากชุดโฮมเธียเตอร์ ก็สามารถฟังเสียงผ่านลำโพงของทีวีได้ทันที ผลที่ได้ คือ ความสะดวก ไม่ต้องถอดสลับสาย HDMI อีกทั้งอัตราการใช้พลังงานของ AVR จะลดลงไปมากเทียบกับต้อง Power On AVR ทิ้งไว้ และทีเด็ดอีกประการของฟีเจอร์นี้ (เฉพาะ Yamaha) คือ ถึงแม้ AVR อยู่ในสถานะ Standby ก็ยังคงกดเลือก เปลี่ยนอินพุต HDMI จากรีโมตคอนโทรลได้ด้วยความสามารถของฟีเจอร์ Standby Through

หมายเหตุ: ถึงแม้การเปิดใช้ฟังก์ชั่น Standby Through นี้ จะทำให้อัตราการใช้พลังงานไฟฟ้าของ AVR เมื่ออยู่ในสถานะ Standby เพิ่มขึ้นจาก 0.1 วัตต์ เป็น 3 วัตต์ แต่ก็น่าจะดีกว่าต้อง Power On AVR ไว้ตลอด

ฟีเจอร์ที่น่าจะคุ้นเคยกันแล้ว อย่าง HDMI Audio Returm Channel (ARC) หรือ เทคนิคการส่งสัญญาณเสียงจากโทรทัศน์มายัง AVR ผ่านสาย HDMI เพื่อรับฟังเสียงผ่านชุดลำโพงโฮมเธียเตอร์ ยังคงมีอยู่เช่นเดิม เวลาใช้งาน จะต้อง On หัวข้อ HDMI Control และเปลี่ยน Input Selector ไปที่ AV4 ทั้งนี้ทีวีจะต้องรองรับฟังก์ชั่น ARC ด้วย จึงจะสามารถใช้งานได้ (ทีวีรุ่นที่รองรับมักจะมีคำว่า ARC กำกับไว้ที่ช่อง HDMI In)

ฟีเจอร์หนึ่งที่ทาง Yamaha ยึดมั่นให้ความสำคัญมาตั้งแต่ AVR รุ่นก่อนๆ คือ เรื่องของการประหยัดพลังงาน โดยแยกหัวข้อออกมาเฉพาะว่า ECO

ตัวเลือก Auto Power Down จะเป็นการกำหนดให้ AVR ปิดตัวลง (Standby) โดยอัตโนมัติเมื่อไม่มีการตอบสนองใดๆ จากผู้ใช้ ตามเวลาที่กำหนด ส่วนตัวเลือก ECO Mode จะเป็นการกำหนดให้ AVR ทำงานในโหมดประหยัดพลังงาน ในสถานะดังกล่าว อัตราการใช้พลังงานขณะที่ภาคขยายทำงาน และเมื่อเปิดเครื่องทิ้งไว้ (Idle) จะลดลง แต่ระดับวอลลุ่มสูงสุดจะถูกจำกัดไว้ เหมาะกับการรับชมรับฟังละคร ข่าว ฯลฯ ที่มิได้ต้องการเสียงตึงตังได้ดีนักแล ส่วนจะกระทบคุณภาพเสียงเวลาฟังแบบจริงจังไหม เดี๋ยวรายงานช่วงคุณภาพเสียงอีกทีครับ

หมายเหตุ:
– เมื่อทำการเปลี่ยนแปลงตั้งค่าในส่วนของ ECO Mode ระบบของ AVR จะทำการปิด และเปิดทำงานอีกครั้งพร้อมสถานะ ECO Mode On หรือ Off
– การสังเกตว่าขณะนี้ AVR อยู่ในสถานะ ECO Mode – On อยู่หรือไม่ ให้ดูจากตัวหนังสือ “ECO” ที่แสดงบนจอสถานะ
– จากการตรวจวัดอัตราการใช้พลังงานขณะ RX-A820 อยู่ในสถานะ Idle (เปิดเครื่องทิ้งไว้เฉยๆ) พบว่าลดลงจาก 40W เหลือ 33W เมื่อตั้งค่า Eco Mode – On หรือลดลงราว 17.5%

Features – ลูกเล่น

การควบคุม AVR ผ่านอุปกรณ์ Smart Devices เป็นลูกเล่นที่มาพร้อมกับความสามารถด้านระบบเครือข่ายของซิสเต็มเครื่องเสียงและโฮมเธียเตอร์ในปัจจุบัน ซึ่งด้วยความยืดหยุ่นของจอระบบสัมผัส รูปทรงกะทัดรัด ที่เชื่อมต่อผ่านระบบเครือข่ายไร้สาย มีส่วนเพิ่มศักยภาพในแง่ของอุปกรณ์ควบคุมสั่งการได้อย่างดียิ่ง

การควบคุม Yamaha AVR ด้วยอุปกรณ์ Smart Devices สามารถกระทำได้เพียงติดตั้งแอพที่ชื่อว่า AV Controller App มีทั้งเวอร์ชั่น iOS และ Android ดาวน์โหลดฟรีได้ที่ Apple Store และ Play Store

อินเทอร์เฟสของ Yamaha AV Controller App ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่ เปิด/ปิดเครื่อง ปรับวอลลุ่ม เปลี่ยนอินพุต เปลี่ยน Listenning/Scene Mode แต่ที่เด็ดสุด คือ การสตรีมมิ่งเพลงจาก Android Devices เครื่องที่ใช้ควบคุมอยู่นั้น ไปฟังกับ Yamaha AVR ได้โดยตรง ผ่านแอพเดียวกันนี่แหละ ซึ่งมี AVR น้อยยี่ห้อนักที่จะทำได้แบบนี้ ส่วนถ้าเป็น iDevices สามารถสตรีมมิ่งผ่าน AirPlay ได้ครับ

หมายเหตุ: การเข้าใช้งาน Network Functions อย่าง Media Server, AirPlay และ Internet Radio ผ่านรีโมตคอนโทรล ให้กดปุ่ม NET ซ้ำๆ ไล่ลำดับไป แต่ถ้าเข้าใช้งานผ่าน Yamaha AV Controller App จะแยกหมวดเหล่านี้ไว้ให้เลือกเลย

การรับฟังเพลงผ่าน USB Storage Devices และ DLNA Media Server รองรับฟอร์แม็ตสำคัญ ไม่ว่าจะเป็น WAV, FLAC, MP3, WMA, MPEG-4 AAC ที่มาตรฐานสูงสุด 24-bit/96kHz

หรือจะเชื่อมต่อ iPod/iPhone/iPad แบบ “Digital Direct” ทาง USB
หรือเชื่อมต่อผ่าน Ethernet/Wi-Fi ด้วย “AirPlay” ก็ได้ทันที

จากครั้งก่อนในการทดสอบ Internet Radio ร่วมกับ A1010 พบว่า ถึงแม้เซ็ตอัพใช้งานในส่วนของ DLNA Media Server (Network) ได้แล้ว แต่ติดปัญหาไม่สามารถใช้งาน Internet Radio ได้ในทันที (อาจต้องมีการตั้งค่าบางอย่างเพิ่มเติม) ทว่าในรุ่น A820 ไม่พบปัญหานี้อีกต่อไป เรียกว่าพอเชื่อมต่อกับ Modem Router ปุ๊บก็สามารถใช้งาน Internet Radio ได้ทันที ไม่ต้องดำเนินการตั้งค่าเน็ตเวิร์กใดๆ เพิ่มเติม (ผลจาก DHCP) ซึ่งก็เป็นดังเช่น AVR เครื่องอื่นๆ

เช่นเคยว่า AVR ของ Yamaha ส่วนใหญ่ มาพร้อมกับระบบช่วยเหลือในการติดตั้งระบบลำโพง และชดเชยสภาพแวดล้อม ที่เรียกว่า YPAO หรือ (Yamaha Parametric Acoustics Optimizer) ซึ่งถ้าหากเป็นรุ่นหลังๆ มา จะเห็น R.S.C. หรือ Reflected Sound Control ต่อท้าย YPAO มาด้วย ในนัยว่าสามารถชดเชยแก้ไขในส่วนของ Early reflections นั่นเอง

การใช้งานก็เช่นเคย (อีกละ) ว่าไม่มีอะไรที่ซับซ้อนหรือยุ่งยากจนเกินไป เพราะระบบพยายามทำให้ง่ายจากรูปแบบ “กึ่งอัตโนมัติ” ซึ่งภายหลังติดตั้ง จัดวางลำโพงรอบทิศทาง เชื่อมต่ออุปกรณ์ในระบบโฮมเธียเตอร์ครบถ้วน ปรับตั้งปุ่มปรับซับวูฟเฟอร์ตามรูป เปิดเครื่อง แล้วนำ YPAO Microphone ติดตั้งเข้ากับขาตั้งกล้อง (ขาตั้ง Tri-pod ผู้ใช้ต้องจัดหามาเอง) จัดวางที่ตำแหน่งนั่งฟังหลัก โดยให้ระดับความสูงของ Mic อยู่ระดับเดียวกับหู (เมื่อนั่งฟัง)

แล้วเชื่อมต่อ Mic เข้ากับ AVR ที่เปิดเครื่องรอไว้ สังเกตที่จอภาพทีวี จะปรากฏหน้าจอดังรูป หากจุดนั่งฟังหลักมีตำแหน่งเดียว สามารถเลือกหัวข้อ Measure เพื่อให้ระบบดำเนินการตรวจวัดและตั้งค่าอัตโนมัติได้เลย แต่ถ้าหากจุดนั่งฟังหลักมีหลายตำแหน่ง ก็ให้กำหนดในส่วนของ Multi Position เพิ่มเติม ระบบจะดำเนินการตรวจวัดเสียงไปตามจำนวนจุดที่ต้องการ เพื่อเกลี่ยผลลัพธ์ให้ใกล้เคียงกัน ระหว่างนี้ให้สังเกตหน้าจอโดยตลอดว่า ระบบให้ดำเนินขั้นตอนอะไรต่อไป และบางครั้งอาจมีการแจ้ง “Error” หากระบบพบความผิดพลาด ไม่ว่าจากขั้นตอนติดตั้ง (เช่น เสียบสายลำโพงผิด กลับเฟส ฯลฯ) หรือสภาพแวดล้อม (เช่น มีเสียงดังรบกวนมากเกินไป ซึ่งห้องฟังที่ดีควรต้องเงียบ และตัวผู้ใช้อย่ายืน เดินเกะกะขวางลำโพง หรือพูดคุยขณะระบบทำการตรวจวัด) ให้ทำการตรวจสอบ และแก้ไขเสีย เมื่อดำเนินการครบถ้วนกระบวนความ ก็ถือว่าเสร็จสิ้นขั้นตอนเบื้องต้น สามารถเริ่มใช้งานได้เลยครับ

กรณีที่ต้องการตรวจสอบค่าลำโพงที่ระบบตั้งให้ สามารถดูจากผล Result ภายหลังขั้นตอนการตรวจวัดของระบบ YPAO หรือดูจาก ON SCREEN Setup Menu >> Setup >> Speaker >> Manual Setup

Picture – ภาพ

ดังที่เกริ่นไปว่า A820 มาพร้อมวิดีโอสเกลเลอร์ แน่นอนว่าประโยชน์ก็เพื่อปรับปรุงคุณภาพการรับชมวิดีโอคอนเทนต์ที่มิใช่มาตรฐาน HD ให้ดูดีขึ้น และรวมไปถึงการอัพสเกลความละเอียดสูงถึงระดับ 4K

การใช้งาน Video Scaler เพียงกำหนด Video Mode เป็น Processing ทั้งนี้การตั้งค่าเปิด หรือปิด การใช้งาน Video Processing จะส่งผลกับทุกอินพุตแหล่งโปรแกรม ไม่สามารถกำหนดแยกสำหรับแต่ละอินพุตได้

ผลลัพธ์การใช้งาน Video Scaler จาก A820 ร่วมกับคอนเทนต์วิดีโอ Standard Definition ทั่วไป เช่น DVD และ Cable TV พบว่ามีศักยภาพคล้ายคลึงกับรุ่น A1010 กล่าวคือ จะเน้นเพิ่มความคมชัดของภาพเป็นหลัก มากกว่าจะลดทอนสัญญาณรบกวน หรือ artifacts ที่พบได้จากการบีบอัดข้อมูลของคอนเทนต์ความละเอียดต่ำ ผลลัพธ์ของภาพจะคล้ายๆ การ apply ผลจากการเพิ่มระดับ Sharpness หรือ Edge Enhancement ขึ้นเล็กน้อย ภาพโดยรวมจะได้รายละเอียด ความคมชัดมากขึ้น แต่ก็อาจจะเน้นน้อยส์บางอย่างที่แฝงอยู่ในคอนเทนต์คุณภาพต่ำให้เห็นชัดขึ้นมาบางส่วน ทั้งนี้การที่ Yamaha มิได้ให้พารามิเตอร์ย่อยในส่วนของการตั้งค่าวิดีโอสเกลเลอร์ เพื่อใช้ในการกำหนดรูปแบบชดเชยจุดบกพร่องของแหล่งโปรแกรมวิดีโอ จึงไม่สามารถปรับเปลี่ยนอะไรเพิ่มเติมได้ แต่ถึงแม้ความยืดหยุ่นในจุดนี้จะไม่มาก แต่ก็ช่วยให้ดูไม่ซับซ้อน แลเป็นมิตรกับผู้ใช้ทั่วไปมากกว่า และผลลัพธ์ที่ได้ ถือว่าส่งผลไปในทางที่ดีขึ้นครับ

หมายเหตุ:
– หัวข้อ Video: Video Mode นั้น ตัวเลือก Processing คือ เปิดใช้งานวิดีโอสเกลเลอร์ ส่วน Direct คือ Pass-through (สัญญาณวิดีโอจากแหล่งโปรแกรมจะผ่านไปยังทีวีโดยตรง ไม่ผ่านการประมวลผลใดๆ จาก AVR) ทั้งนี้หากต้องการให้ระบบแสดงข้อมูล OSD (On Screen Display) ต่างๆ เช่น แสดงระดับวอลลุ่ม หรือชื่ออินพุต บนหน้าจอทีวี ต้องกำหนด Video Mode เป็น Direct
– การประเมินศํกยภาพจากระบบ Video Scaler ของ A820 นี้ เป็นการอ้างอิงเฉพาะที่มาตรฐานวิดีโอความละเอียด 1080p เท่านั้น เนื่องจากจอภาพทดสอบ ยังไม่รองรับมาตรฐาน 4K

Sound – เสียง

นับว่า A820 เป็น AVR ที่มีสไตล์เสียงโดดเด่น ตั้งแต่ยังมิได้ตั้งค่าเซ็ตอัพใดๆ เลย เรียกว่าแกะออกจากกล่อง เสียบสาย เปิดเครื่อง แล้วฟังเสียงกันเลยน่าจะแฮปปี้กับสิ่งที่ได้ยินระดับหนึ่งแล้ว (ถ้าพ้นระยะเบิร์น พัฒนาการก็จะดีขึ้นไปอีกเล็กน้อย) นับเป็นข้อดีสำหรับท่านที่อาจจะยังกังวลกับการตั้งค่าระบบที่ซับซ้อน ว่าถ้าเซ็ตอัพไม่ดี ไม่ถูกขั้นตอนแล้วจะผิดหวังกับเสียง จึงลดความเสี่ยงเรื่องของตัวแปรการเซ็ตอัพที่อาจกระทำได้ไม่ลงตัวได้ดี ไปจนถึงผู้ที่ชื่นชอบการรับฟังในแบบ “PURE Audio” แม้ในขณะที่ระบบอาจจะยังไม่พร้อมที่สุด คือ ยังมีข้อจำกัด และปัญหาจากปัจจัยแวดล้อมอยู่บ้าง ซึ่งปัจจัยดังกล่าวไม่รบกวนจนลดทอนความเด่นจากสไตล์เสียงของ A820 ลงไปมากนัก จุดนี้แตกต่างจาก AVR บางยี่ห้อ ที่ต้องดำเนินการปรับตั้งโดยละเอียด และพิถีพิถันในเรื่องของการแม็ตชิ่งเสียก่อน จึงจะแสดงศักยภาพออกมาได้อย่างเต็มที่

สิ่งหนึ่งที่สัมผัสได้ คือ เสียงที่เปิดกระจ่าง กระฉับกระเฉง ไม่มีอึมครึมทึมทึบ ซึ่งแนวนี้ก็เป็นดังเช่นที่พบได้กับ Yamaha AVR รุ่นอื่นๆ แต่กับ A820 ความโดดเด่นนี้มาพร้อมกับน้ำเสียงที่น่าฟังขึ้นด้วย ส่วนหนึ่งเป็นเพราะมาตรฐานที่สูงขึ้นของ AVENTAGE ประเด็นที่ว่าจะนำมาชมภาพยนตร์หรือฟังเพลงจะลดความห่างลงจนไม่เป็นปัญหาอีกต่อไป กับการใช้งานร่วมกับลำโพงอย่าง B&W 685, Paradigm Monitor 7, Polk Audio RTi A7 และ Quad 22L พบว่ายังคงให้น้ำเสียงดังที่กล่าวไปข้างต้นได้ชัดเจน แต่มิได้หมายความว่าจุดเด่นนี้จะช่วยให้ละเลยการเซ็ตอัพระบบไปแต่อย่างใด หากต้องการความสมบูรณ์ ขั้นตอนนี้ ยังมีความจำเป็นต้องดำเนินการอย่างยิ่งยวดครับ

จุดนี้ YPAO-R.S.C. ให้ความช่วยเหลือได้ดี ลูกเล่นการชดเชยความสมบูรณ์ในจุดละเอียดที่ซับซ้อนในบางประเด็น อาจไม่ถึงกับโดดเด่นสมบูรณ์เป็นที่สุด แต่ก็ให้ความลงตัวได้ดี ในส่วนของการตั้งค่าลำโพงพื้นฐานที่จำเป็นอย่าง Distance Delay และ Level Balance เที่ยงตรงตามที่คาดหวังไว้ (ผลการอ้างอิงจากสภาพแวดล้อมทดสอบ) ในส่วนของ Bass Crossover (Bass Management) สำหรับลำโพงที่กำหนดขนาดเป็น Small ยังคงใช้วิธีอ้างอิงจุดตัดความถี่ค่าเดียวเช่นเดิม ซึ่งความยืดหยุ่นอาจจะน้อยกว่าการกำหนดจุดตัดแบบ multi-point ทว่าถ้าประยุกต์ร่วมกับ Parametric EQ และตัวเลือก Extra Bass (สำหรับลำโพงที่กำหนดค่าเป็น Large) ก็ยังคงให้ความยืดหยุ่น และลงตัวได้ดี

Parametric EQ หรือ PEQ ในโหมด Flat มีส่วนช่วยลดทอนผลกระทบดุลเสียงจากปัญหาสภาพแวดล้อมได้ดี แม้ว่าจะยังมิได้ครอบคลุมไปถึงการปรับแก้ดุลเสียงของซับวูฟเฟอร์ อันเกิดจากผลกระทบด้าน Resonance Mode ทว่าระบบ YPAO มีส่วนช่วยด้านการชดเชยทางเฟสสำหรับซับวูฟเฟอร์ จึงมีความต่อเนื่องกลมกลืนกับลำโพงหลักมากขึ้น การตัดสินใจใช้งาน PEQ หรือไม่นั้น อาจทดลองเปรียบเทียบระหว่าง PEQ-Flat ซึ่งระบบจะทำการปรับดุลเสียงกับลำโพงทุกแชนเนล, หรือ PEQ-Front ระบบจะปรับดุลเสียงกับลำโพงทุกแชนเนล เว้นแต่คู่หน้า, หรือ Through ไม่มีการ apply EQ ใดๆ เพื่อประเมินว่าแบบใดให้ผลลัพธ์ที่ลงตัวกว่าในสภาพใช้งานจริง และควรดำเนินการหลังจากเบิร์นอินระบบ จนเสียงนิ่งดีแล้ว

Enhancer หรือระบบชดเชยคุณภาพภาพเสียงสำหรับคอนเทนต์คุณภาพต่ำนั้น พบว่าให้ผลลัพธ์ที่น่าสนใจ เท่าที่ลองเปิดใช้งานกับคอนเทนต์คุณภาพต่ำ ยกตัวอย่าง เสียงจากเคเบิลทีวี พบว่าให้ผลลัพธ์ไปในทางที่ดีขึ้น ซึ่งระบบชดเชยทำนองนี้ ปัจจุบันพบได้กับ AVR หลายๆ ยี่ห้อ พื้นฐานเป็นการชดเชยเปลี่ยนแปลงดุลเสียงที่ขาดหายไปจากขั้นตอนบีบอัดข้อมูล ซึ่งให้ผลลัพธ์ดีมากน้อยแตกต่างกันไป สำหรับ Enhancer ของ Yamaha ให้ผลลัพธ์ที่ดีโดยสร้างผลกระทบน้อย บ่อยครั้งเปิดใช้งานแล้วให้ผลลัพธ์ที่น่าฟังขึ้น แต่ดังที่เรียนไปว่า จะเหมาะใช้งานกับคอนเทนต์คุณภาพต่ำเป็นหลักครับ (คอนเทนต์คุณภาพสูง บันทึกมาดี ไม่มีความจำเป็นต้องชดเชย เพราะไม่ได้ขาดอะไร)

หมายเหตุ: Enhancer Mode จะถูกเปิดใช้งานเป็นค่า Default กับการรับฟังอินพุต Tuner, USB/iPod, Media Server, AirPlay, Internet Radio หากต้องการปิดใช้งาน ให้กดปุ่ม Enhancer ที่รีโมตคอนโทรล หรือเลือก Listening Mode แบบ Straight ก็ได้ (ระบบเสียงเสริมต่างๆ จะถูกปิดไป แต่ยังคง apply ในส่วนของ PEQ และ Bass management) ทั้งนี้หากรับฟังคอนเทนต์ที่มีระดับ Sampling Rate สูงกว่า 48kHz จะไม่สามารถ apply Enhancer Mode ได้ (จะถูก Disable ไปเอง โดยอัตโนมัติ)

ตอนลองที่ออฟฟิศ LCDTVTHAIALND/HDPLAYERTHAILAND ส่วนใหญ่ก็ทดสอบกับเพลงจาก USB/NET, CD/SACD และภาพยนตร์ BD เป็นหลัก แต่ในขณะยกกลับมาทดสอบใช้งานที่บ้าน กว่า 80% ของระยะเวลาใช้งาน จะหมดไปกับการชมเคเบิลทีวีเสียส่วนใหญ่ ฟีเจอร์อย่าง Standby Through และ Eco Mode ใช้ประโยชน์ได้ดีมาก กับประเด็นการประหยัดพลังงาน ซึ่งผลการรับฟังในสถานะ Eco Mode – On พบว่าไม่ได้ส่งผลกระทบลดทอนคุณภาพเสียงลงไปมากมายอย่างมีนัยสำคัญ ถ้าไม่ได้ต้องการระดับเสียงดังจนบ้านแตก ส่วนใหญ่การใช้งานตามที่กล่าวไปนั้น ผมจะเปิดใช้งาน Eco Mode เอาไว้ หากต้องการฟังแบบซีเรียสจริงๆ ค่อยสลับกลับเป็นโหมดปกติ

Conclusion – สรุป

น้องเล็ก (ณ เวลานี้) จากซีรี่ส์ AVENTAGE ที่ให้ภาพลักษณ์โดดเด่นด้านคุณภาพเสียงไม่แพ้รุ่นใหญ่ แม้คุณสมบัติบางด้านจะลดทอนลงเมื่อเทียบกับรุ่นเลข 4 ตัว ทว่าความแตกต่างด้านผลลัพธ์ในแง่คุณภาพเสียงนั้น ถือว่าห่างกันไม่มากเลย กับค่าตัวราว 3 หมื่น เมื่อพิจารณาจากสไตล์เสียง ฟีเจอร์อันครบครัน ไปจนถึงประเด็นการรองรับอนาคตจากระบบภาพ 4K นับว่าให้ความคุ้มค่าในระดับสูง

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– รูปลักษณ์ตัวถังรวมถึงส่วนประกอบภายในก้ำกึ่งระหว่าง AVENTAGE กับ RX-V Series คุณสมบัติหลายจุดที่พบได้กับ AVENTAGE รุ่นใหญ่ อาจมาไม่ครบ แต่จุดสำคัญยังมีให้เห็นอยู่ อันเป็นการยกระดับมาตรฐาน AVR ระดับราคานี้ได้อย่างโดดเด่น
– วิดีโอสเกลเลอร์ช่วยปรับปรุงคุณภาพการรับชมวิดีโอคอนเทนต์ระดับ SD ได้ดี รองรับการอัพสเกลถึงระดับ 4K รวมถึงการ Pass-through 4K Video สำหรับการใช้งานในอนาคต
– ตั้งแต่เบื้องแรกที่ยังมิได้ทำการเซ็ตอัพใดๆ ก็ให้เสียงได้รื่นหู น่าฟังดีทีเดียว สไตล์เสียงสดใส แต่หาได้แห้งบางแต่อย่างใด YPAO-R.S.C. สามารถแม็ตชิ่งลำโพงได้หลากหลายแนว และแก้ไขปัญหาดุลเสียงจากสภาพแวดล้อมบางด้านได้ (YPAO-Flat) และด้วยมาตรฐานของ AVR ระดับราคานี้ คุณภาพเสียงย่อมรองรับการใช้งานได้ทั้งชมภาพยนตร์ และฟังเพลงอย่างไม่เคอะเขิน
– Network AVR ที่รองรับวิดีโอระบบ 4K เต็มตัว ไม่ว่าจะอัพสเกล หรือ Pass-through / ผลลัพธ์ที่ได้จากระบบ YPAO สามารถอ้างอิงได้ทั้งในส่วนของการตั้งค่าลำโพงและ Room EQ ซึ่งให้ผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงขึ้นกว่าเดิม / รองรับการควบคุมด้วย Smart Devices ผ่าน AV Controller App จุดเด่นอยู่ที่ความสามารถในการสตรีมมิ่งเพลงจากอุปกรณ์ควบคุมนั้นไปยัง AVR ได้โดยตรง ส่วนการควบคุมแบบ Web Base Control ก็ยังมีอยู่ 
– อินพุตช่องต่อครบครัน ในปริมาณที่พอเพียง ให้ HDMI In/Out มากถึง 8/2 ช่อง เท่ารุ่นใหญ่ / ภาคขยายสามารถ Bi-amp ลำโพงคู่หน้าได้ / Dock Port ถูกตัดออกไป แต่ไม่น่าจะได้ใช้งานกันนัก
– น้องเล็กสุดในตระกูล AVENTAGE (ณ เวลานี้) ที่มีศักยภาพโดดเด่น แม้โครงสร้างคุณสมบัติบางอย่างของรุ่นใหญ่จะหายไป แต่ศักยภาพมิได้ลดน้อยถดถอยลงเลย กับราคาที่สบายกระเป๋ามากขึ้น เมื่อประเมินผลลัพธ์การใช้งานพบว่าให้ความคุ้มค่าโดดเด่นมากทีเดียว

by ชานม !
2012-11

ราคาตั้ง Yamaha RX-A820
32,900 บาท

สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมโทร
ส่วนการตลาดฝ่ายเครื่องเสียงเอวี – พีเอ
บริษัท สยามดนตรียามาฮ่า จำกัด
โทร. 02-2152626-39 ต่อ 1234, 1250

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification

ฝากอีเมลของคุณไว้ แล้วเราจะแจ้งให้ทราบทันทีที่สินค้า/รุ่นสินค้ามีในสต็อกอีกครั้ง

ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้