ตัดสินแล้ว รางวัล Best of The Best TV Award ทีวีที่ดีที่สุดประจำปี 2021-2022
ย่างเข้าสู่ปีที่ 11 แล้วที่ทาง LCDTVTHAILAND ได้ตัดสิน และประกาศรางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปี หรือ Best of The Best TV Award ซึ่งในปี 2021 – 2022 นี้หลายแบรนด์ต่างก็พัฒนาศักยภาพ เทคโนโลยีทีวีของตัวเองอย่างต่อเนื่อง แน่นอนว่ายิ่งทีวีแสดงศักยภาพในด้านต่างๆ อย่างดีไซน์ ภาพ เสียง หรือลูกเล่นมีมากเท่าไหร่ ราคาค่าตัวก็จะขยับตามไปเป็นเงาตามตัว ดังนั้นเพื่อให้ง่ายในการตัดสินใจทั้งในแง่ของผู้บริโภคที่ต้องการทีวีที่มีคุณภาพสมกับงบประมาณของตัวเอง

ปัจจัยในการตัดสิน 10 รางวัลที่ดีที่สุดในปีนี้ยังคงเป็นเหมือนปีก่อนๆ นั่นคือเราจะตัดสินจากทีวีที่เราได้ทดสอบเท่านั้น และพิจารณาร่วมกับศักยภาพของทีวีในด้านต่างๆ ที่ทำได้ ไม่ว่าจะเป็น ดีไซน์ คุณภาพของภาพ เสียง ระบบสมาร์ททีวี ฟีเจอร์ต่างๆ รวมไปถึงราคาด้วย ซึ่งสิ่งต่างๆ เหล่านี้ต่างถูกชี้วัดผ่านทางเครื่องมือปรับภาพระดับมืออาชีพ รวมกับประสบการณ์การใช้งานจริงของทีมงาน ผลจึงได้ออกมาเป็นดังนี้


1HDR Peak Brightness โหมดภาพ Dynamic (Vivid) / Filmmaker (Movie)
2Input Lag อ้างอิงที่ 4K 60Hz หากรุ่นไหนกำหนด 120Hz ได้ ค่าจะต่ำลง
1) Best of The Best TV Award : Sony OLED TV A90J


ซ้ายมือ คุณ Shinpei Nishikawa ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาด,
ขวามือ คุณสุวัฒน์ชัย จารุวิทยานนท์ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ทีวี บริษัท โซนี่ ไทย
รางวัลทีวีที่ดีที่สุดแห่งปีขอยกให้ Sony A90J เพราะด้านภาพถือเป็นเอกฉันท์ เพราะได้พาเนล OLED เจนเนอเรชั่นล่าสุด สามารถบูสท์ระดับความสว่างสูงสุดได้เกิน 1200 nits เป็นเจ้าแรก บวกกับภาพภาพที่ดำสนิทไร้แสงลอดอย่างสิ้นเชิงจึงได้คอนทราสต์เจิดจรัส ก้าวข้ามข้อจำกัดเดิม ๆ ของ OLED ไปอีกขั้น โหมดภาพอย่าง Custom แม้ความสว่างเพลาลงมา แต่ยังคงเอกลักษณ์ “ระดับอ้างอิง แบบ Studio Look” คาแรกเตอร์ภาพแบบเดียวกับจอสตูดิโอมอนิเตอร์ราคาหลักล้านของตัวเองที่ใช้อ้างอิงในการผลิตภาพยนตร์ในหลายสตูดิโอชั้นนำ จึงเป็นที่มาของคำว่า “Master Series” ที่แปลว่า “ถูกต้องตามต้นฉบับ”
พร้อมชิปประมวลผลตัวใหม่ Cognitive Processor XR ที่เก่งระดับหัวแถวในการอัปสเกลภาพธรรมดาให้มีคมชัดขึ้น พร้อมปรับแต่งโมชั่นภาพเคลื่อนไหวให้ลื่นไหลอย่างเป็นธรรมชาติ รองรับสัญญาณ 4K@120Hz ผ่าน HDMI 2.1 x 2 ช่อง มีระบบเสียงที่ยิงพุ่งออกจากหน้าจอได้โดยตรง เนื้อเสียงอิ่มหนามีน้ำหนัก ถึงขั้นฟังเพลงจากแอปฯ ฟังเพลงได้อย่างไพเราะ แถมยังสามารถประยุกต์ใช้เป็นลำโพง Center ในระบบ Home Theater ได้อีกด้วย ส่วนระบบสมาร์ททีวีอัปเกรดเป็น Google TV เป็นเจ้าแรก แอปฯ เพียบกว่า 7,000 แอปฯ ไม่ว่าจะภาพยนตร์ ซีรีส์ กีฬา การ์ตูน ฟังเพลง มาครบที่สุด รองรับการสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant แบบแฮนด์ฟรีพูดโดยตรงกับตัวทีวีได้เลย หรือจะสั่งผ่านรีโมทคอนโทรลก็ได้ เรื่องราคาโดดจากเจ้าอื่นไปบ้างตามสไตล์แบรนด์อารยธรรม สรุปว่าหากงบมิใช่ปัญหา Sony OLED TV A90J คือทีวีที่ “ภาพดีครบเครื่องที่สุด” ของปีนี้
Sony A90J : 55” 65”
2. Editor’s Choice Award : LG OLED TV C1


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Editor’s Choice Award
ให้กับคุณมร.บยองซอง คิม หัวหน้ากลุ่มผลิตภัณฑ์โฮมเอนเตอร์เทนเม้นท์
บริษัทแอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
รางวัลทีวีขวัญใจทีมงาน LCDTVTHAILAND ในปีนี้ขอมอบให้ LG OLED C1 เป็น OLED TV ที่ให้คุณภาพของภาพอยู่ในเกณฑ์ “ดีเลิศ” ทว่าราคาประนีประนอม ได้ครบตามอุดมคติทั้งการดูหนัง และเล่นเกม คอนทราสต์ดีแสงสีเจิดจรัสตามสไตล์ OLED TV แถมปีนี้จูนสีมาแม่นยำมาก (อ้างอิงกับขนาด 55 นิ้ว) ใช้เป็นจออ้างอิงตัดต่อวิดีโอก็ได้ ความสว่างสูงสุดยู่ในเกณฑ์ดีเกินมาตรฐาน แต่แน่นอนว่ายังเป็นรองรุ่นท็อป OLED Evo อย่าง G Series อยู่บ้าง ด้านเสียงเขาให้ลำโพงยิงเสียงลงล่างที่มีความชัดเจนพร้อมเบสที่หนักแน่นเกินตัว ฟังครั้งแรกมีตกใจ
ระบบปฏิบัติการ Smart TV อย่าง webOS จัดว่าใช้งานง่ายที่สุดด้วย Magic Remote ตัวเก่ง ทำงานแบบเดียวกับ Air Mouse เคลื่อนไหวเคอร์เซอร์ได้อิสระ และใจป้ำให้ HDMI 2.1 มาถึง 4 ช่อง รองรับ 4K@120Hz ครบทุกช่อง พร้อม VRR จะเชื่อมต่อพีซีหรือเกมคอนโซลยุคใหม่ได้หมด มีโหมดเกมโดยเฉพาะที่ค่า Input Lag ต่ำ เป็น “ตัวจบ” สายฮารด์คอร์เกมมิ่ง ที่ทั้งตลาดไทยและเทศให้การยอมรับ ขายดีกันเป็นเทน้ำเทท่า ด้วยหลักง่าย ๆ = ประสิทธิภาพดีเลิศในราคาที่คุ้มค่ากว่า (เยอะ) แถมมีหลากไซส์ให้เลือกตั้งแต่ 48” 55” 65” และ 77” จึงขอมอบรางวัล Editor’s Choice Award ให้ LG OLED C1 ไปครองในปีนี้ เพราะเหล่าทีมงานก็เลือกตัวนี้เช่นกัน !
LG OLED C1 : 48” 55” 65” 77”
3. Best 8K LED TV Award : Samsung Neo QLED QN900A


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best 8K LED TV Award
ให้กับคุณ มินโฮ เคย์ ผู้จัดการธุรกิจกลุ่มภาพและเสียง
ทีวี 8K LED ที่ให้คุณภาพดีที่สุดในปีนี้ตกเป็นของ Samsung Neo QLED 8K ตัวท็อป QN900A รุ่นนี้อัปเกรด Mini LED Backlight ขนาดจิ๋ว เล็กกว่าเดิมถึง 40 เท่า จัดวางกระจายทั่วทั้งผืนจอพร้อมแบ่งโซนดิมแสงละเอียดกว่าที่เคย การคุมแสงลอดเฉพาะจุดละเมียดขึ้น เก็บขอบวัตถุสว่างบนพื้นหลังที่มืดได้เนียนขึ้น ส่งผลให้ภาพดำลึกกว่าเดิม แถมระเบิดพลังความสว่างได้สูงสุดเกิน 3000 nits เป็นทีวีที่สว่างไสวที่สุดในปีนี้ สู้แสงรบกวนภายนอกได้ดีโดยไม่ต้องปิดม่านช่วย ขับเน้นภาพ HDR ได้อย่างเจิดจรัส
ถึงคอนเทนต์ 8K โดยเฉพาะภาพยนตร์ จะยังไม่มีให้รับชมอย่างแพร่หลาย ทว่าก็ยังพอหาได้จาก YouTube รวมถึงเกมใหม่ ๆ ก็เริ่มปรับความละเอียดภาพจนถึงระดับ 8K Ultra HD ได้ เมื่อรับชมกับคอนเทนต์ 33 ล้านพิกเซลแท้เหล่านี้ จะได้รายละเอียดภาพแบบจัดเต็ม “สวยคมกริบ” ยิ่งจอใหญ่ยิ่งได้ความอลังการ พร้อมก้าวสู่ระบบนิเวศน์ 8K
รุ่นนี้ยังมาพร้อม Wi-Fi 6 ล่าสุด ช่วยให้การสตรีมคอนเทนต์ 8K บิตเรทหนักหน่วงมีความราบลื่นขึ้น ชิปประมวลผลอย่าง Neo Quantum Processor 8K ก็ช่วยอัปสเกลภาพ HD/4K ให้แสดงบนจอ 8K ได้คมชัดขึ้นจริง ดีไซน์ก็เป็นทีวีอีกหนึ่งรุ่นของปีนี้ที่ดูโดดเด่นมากที่สุด ใช้คำว่า “ไร้ขอบ” ได้เต็มปาก ให้ภาพเหมือนลอยอยู่บนอากาศปราศจากกรอบกั้นขวาง และที่ขาดไม่ได้ คือ กล่อง One Connect ศูนย์รวมช่องต่อ มี HDMI 2.1 มาให้ด้วยถึง 4 ช่อง ! รองรับภาพ 8K@60Hz และ 4K 120Hz VRR ได้เต็มประสิทธิภาพ จึงขอมอบรางวัล Best 8K LED TV Award ให้ Samsung Neo QLED QN900A ไปครองในปีนี้
Samsung QN900A : 65” 75” 85”
4. Best 4K LED TV Award : Samsung Neo QLED TV QN90A


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best 4K LED TV Award
ให้กับคุณ มินโฮ เคย์ ผู้จัดการธุรกิจกลุ่มภาพและเสียง
“ทรงพลัง” คือคำจำกัดความของ Samsung Neo QLED QN90A เข้าเส้นชัยคว้ารางวัล Best 4K LED TV Award แบบทิ้งคู่แข่งค่อนข้างขาดลอย ถือเป็น 4K TV ที่ใช้ Mini LED Backlight Technology ที่ภาพโดดเด่นที่สุดของปี ระดับความสว่างสูง ไม่ใช่แค่โหมด Dynamic ที่มีความสว่าง 2695 nits แต่ Filmmaker Mode สีตรง ก็ยังสว่างเกิน 1500 nits เกินหน้าเกินตา 4K LED TV รุ่นท็อปค่ายอื่นชัดเจน การแบ่งโซนดิมแสงทำได้ละเอียดลงตัวดูเนียนตาขึ้น (ปรับได้ 3 ระดับ ผลลัพธ์แตกต่างกัน) ศักยภาพโดยเฉพาะความสว่างขับเน้นภาพ HDR ได้ใกล้เคียงกับต้นฉบับ HDR Mastering มากยิ่งขึ้น เทคโนโลยี Quantum Dot ทำให้ภาพดู “สดอิ่ม” พ่วงความ “ฉ่ำ” และ “วาววับ” เข้ามา ให้มุมมองรับชมกว้างขึ้นเมื่อเทียบกับรุ่นปีก่อน นั่งมองเฉียง ๆ สียังสดอิ่ม แต่แนะนำรับชมมุมตรงเพื่อระดับคอนทราสต์ที่ดีที่สุด
ถึงแม้จะไม่มี One Connect แต่ก็มีช่องต่ออย่าง HDMI 2.1 รองรับ 4K 120Hz พร้อม VRR มีแถบเมนู Game Bar สำหรับให้เกมเมอร์เช็คสถานะเฟรมเรทกันแบบสด ๆ และช่วยปรับจูนภาพเวลาเล่นเกมโดยเฉพาะ ส่วนเรื่องเสียงก็หนักแน่นด้วยลำโพง 4.2.2 แชนแนล แยกลำโพงอีกชุดไว้ส่วนบนด้านหลังจอภาพ มีฟีเจอร์ Q-Symphony ที่ช่วยรวมเสียงจากลำโพงทีวี กับลำโพง Soundbar เข้าด้วยกัน เพื่อเสริมมิติเสียงรอบทิศทาง ระบบ Smart TV ใช้ Tizen OS ของตัวเอง แอปฯ ยอดนิยมให้มาค่อนข้างครบ ถึงแอปฯ Disney+ Hotstar ต้องรอการอัปเดท แต่ใช้วิธีแคสต์จาก Smartphone ดูไปก่อนได้ สุดท้าย Solar Cell Remote คือเจ๋งมาก ชาร์จแบต ฯ อัตโนมัติด้วยแสงไฟภายในห้อง ไม่ต้องคอยเปลี่ยนถ่าน สรุปว่า Samsung QN90A คือทีวีที่ทรงพลังที่สุดทั้งดูหนังและเล่นเกมส์ของฝั่ง LED ในปีนี้
Samsung QN90A : 50” 55” 65” 75” 85”
5. Best Midrange 4K LED TV : Toshiba Z770


คุณโรมันมอบถ้วยรางวัล Best Midrange 4K LED TV Award
ให้กับคุณฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด
บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
ในที่สุด Toshiba ก็กลับมาทวงบัลลังก์อีกครั้งในบ้านเราหลังจากห่างหายไปพักใหญ่ รอบนี้ “มีทีเด็ด” รุ่นท็อป Z770 จัดว่าเป็น “ม้ามืด” ที่เข้าวินด้วยค่าตัวที่ย่อมเยาว์ แต่ให้ภาพดีโดดเด่นกว่ารุ่นระดับกลาง-บนทุกตัว ด้วย Full Array LED Backlight คุมระดับความดำเป็นโซนได้ดีอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจมาก ดีกว่า Edge LED และ Direct LED ทุกตัว ทั้งยังให้ระดับความสว่างสูงเกิน 1000 nits ขอบเขตสีกว้าง เทียบเคียงมาตรฐาน Ultra HD Premium การันตีคุณภาพว่าสามารถขับเน้นแสงสี 4K HDR ได้ดีแบบออกรสออกชาติ
อีกทั้งมี HDMI 2.1 รองรับ 4K@120Hz VRR เล่นเกมส์ PS5/XBOX Series X ได้เต็มศักยภาพ พร้อมลำโพง Speaker Bar เสียงกระหึ่มหนักแน่น ใช้ดูหนังจริงจังได้แบบไม่ง้อลำโพง Soundbar ส่วนระบบ Android TV แอปฯ เพียบ รองรับสั่งงานด้วยเสียงผ่าน Google Assistant ผ่านไมโครโฟนที่ทีวีโดยตรงได้เลย เท่ห์มาก ! ใครต้องการมาครอบครองอาจต้องตามหาสักหน่อยเพราะวางจำหน่ายเฉพาะบางห้างร้านเท่านั้น แต่ในแง่ศักยภาพ Toshiba Z770 คือ “ทีวีม้ามืด” ที่คุณภาพสูงรอบด้าน รองรับอนาคต การันตีความดีงามให้ด้วยรางวัลทีวีระดับกลางบนที่ดีที่สุดแห่งปี
Toshiba Z770 : 65”& 55”
6. Best Value 4K LED TV Awards : Hisense U7G / TCL C725
ปีนี้เราขอมอบรางวัลทีวี 4K ที่ให้ความคุ้มค่าที่สุดแก่ 2 แบรนด์ดังจากแดนมังกร


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Value 4K LED TV Award
ให้กับคุณฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด
บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
Hisense U7G : คือรุ่นรองท็อปของ Hisense ในปีนี้ เหมาะสมกับรางวัลด้วย “ความทุ่มทุนสร้าง” ใช้ Full Array LED Backlight ที่มีต้นทุนสูง ซึ่งเจ้าอื่นระดับราคานี้ไม่มีให้แน่นอน ทำให้ทีวีสามารถคุมแสงลอดรวมถึงความสว่างได้ดีเกินหน้าเกินตา รองรับ HDR Dolby Vision และเสียง Dolby Atmos ที่รุ่นราคาประหยัดบางรุ่นยังไม่รองรับ วัสดุขาตั้งทำจากโลหะแข็งแรงสวยงามดูพรีเมี่ยมเกินราคา ส่วนระบบ VIDAA U อาจมีลูกเล่นจำกัดอยู่บ้าง แอปฯ ไม่หลากหลายนัก แต่ก็แก้ปัญหาได้หากเสริม Android Box/ Chromecast with Google TV หรือ Apple TV เข้าไป


มอบถ้วยรางวัล Best Value 4K LED TV Award
ให้กับคุณลูคัส กัง กรรมการผู้จัดการ
บริษัท ทีซีแอล อิเล็กทรอนิกส์ (ไทยแลนด์) จำกัด
TCL C725 : รุ่นยอดฮิตที่ให้ความคุ้มค่าสูง มาพร้อมเทคโนโลยี Quantum Dot สีสันสวย ขอบเขตสีกว้าง และเพิ่มระบบแทรกเฟรมภาพเพื่อภาพเคลื่อนไหวที่ลื่นไหลเป็นธรรมชาติขึ้นจากปีก่อน รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos ระบบปฏิบัติการ Android TV มีให้เลือกกว่า 7,000 แอปฯ อย่าง Disney+Hotstar, Apple TV, Netflix มาพร้อม สั่งงานด้วยเสียงได้ทั้งภาษาไทยและอังกฤษ ลูกเล่นฟีเจอร์แพรวพราว ส่วนสปีดการทำงานอยูในเกณฑ์ปานกลางตามระดับราคา แต่ก็ใช้งานได้ไม่ติดขัด สุดท้ายคือดีไซน์ที่ดูบางเฉียบโฉบเฉี่ยว จัดว่าสวยรอบด้านในราคาสบายงบ
ทั้ง 2 รุ่นให้ความโดดเด่นคุ้มค่า อยู่ที่ว่าจะเน้น “ภาพ” หรือ “ฟีเจอร์ลูกเล่นครอบคลุม” ก็เลือกแมตชิ่งตามความต้องการของตัวเองได้


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Budget 4K LED TV Award
ให้กับคุณฉันท์ชาย พันธุฟัก ผู้อำนวยการฝ่ายขายและการตลาด
บริษัท ไฮเซ่นส์ อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) จำกัด
ทีวี 4K ราคาประหยัดปีนี้ได้แก่ Hisense A6500G (E7G) เป็นรุ่นขวัญใจชาวประชา ด้วยราคาเป็นมิตรซื้อได้โดยไม่ต้องคิดเยอะ คุณสมบัติก็นับว่า “เร้าใจ” ! กับจอ VA ความละเอียด 4K รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos โหมดภาพสำเร็จรูปหลากหลาย ใช้รับขมภาพยนตร์ หรือเล่นเกมโดยเฉพาะ (Input Lag ต่ำ) รุ่นนี้ใช้งานง่าย มีเมนูภาษาไทย แม้คุณภาพของภาพเพียงพอสำหรับการใช้รับชมแบบ Daily Use หนัง-ซีรีส์-กีฬา ให้ความสว่างภาพอยู่ในเกณฑ์น่าพอใจ ระบบ Smart TV เป็น Android TV แอปฯ เพียบ สั่งงานด้วยเสียงได้ สปีดการทำงานอยู่ในเกณฑ์ดี โดยรวมจัดว่า “แอบขี่” รุ่นเริ่มต้นของค่ายอื่นทั้งเรื่องราคา และสเปก ตามสโลแกน “สุขได้ใหญ่…แต่จ่ายนิดเดียว”
หมายเหตุ : รุ่น A6500G และ E7G คือรุ่นเดียวกัน ต่างกันที่รหัส A6500G จะขายตามห้างร้าน ส่วนรหัส E7G จะเน้นขายออนไลน์
Hisense A6500G / E7G : 43” 55” 65”
8. Best Smart TV : Sony Google TV X90J


ซ้ายมือ คุณ Shinpei Nishikawa ผู้จัดการทั่วไปแผนกการตลาด,
ขวามือ คุณสุวัฒน์ชัย จารุวิทยานนท์ ผู้จัดการแผนกการตลาดผลิตภัณฑ์ทีวี บริษัท โซนี่ ไทย
ปีนี้ Sony คือเจ้าแรก และเจ้าเดียวที่อัปเกรดระบบ Smart TV เป็น “Google TV” หลักคือ โดยพื้นฐานก็คือ Android TV แต่มีการปรับ User Interface ให้เป็นมิตรกับผู้ใช้งานมากขึ้น เข้าถึงวีดีโอคอนเทนต์ที่ตรงกับไลฟ์สไตล์ง่ายขึ้น รวมถึงความสามารถเชิง IoT เอื้อต่อการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ใช้ทีวีเป็นศูนย์กลางสั่งการอุปกรณ์ในแบบ Smart Home
แล้วจุดไหนอีกที่ X90J ทำได้โดดเด่นที่สุดเหนือ Android TV ค่ายอื่น นั่นคือแม้ X90J จะเป็นรุ่นกลาง-บน ทว่าความสามารถ และสปีดการทำงานจัดว่าดีเยี่ยม “เทียบชั้น” รุ่นท็อปแพงสุด มิหนำซ้ำก็ยังมีหลายข้อที่โดดเด่นดังนี้
- จำนวนแอปฯ กว่า 7,000 แอป มากที่สุด เมื่อเทียบกับ Smart TV แพลทฟอร์มอื่น
- สปีดการทำงาน การตอบสนองว่องไวเทียบชั้นทีวีรุ่นท็อป
- รองรับ Video Codec ใหม่อย่าง AV1 โหลดและแสดงวีดีโอได้เร็วปุ๊บปั๊บ
- สั่งงานด้วยเสียงแบบแฮนด์ฟรีผ่านไมโครโฟนบนทีวีโดยตรง หรือจะพูดผ่านรีโมทก็ทำได้เหมือนเดิม
- ดูแอปฯ VIU ได้ ซึ่ง Android TV ส่วนใหญ่ไม่รองรับ
- มีแอปฯ Disney+ Hotstar รับชมภาพคุณภาพสูงสุดแบบ 4K Dolby Vision ซึ่ง Smart TV ค่ายอื่นที่ยังไม่มีแอปฯ ไม่สามารถทำได้
- รองรับ Airplay เชื่อมต่อกับ iPhone/iPad แบบไร้สาย คุณภาพและเสถียรภาพสูง
X90J สร้างมาตรฐานสูงสุดให้กับคำว่า Smart TV ได้อย่างคุ้มค่า ทั้งจำนวนแอป ฯ, ลูกเล่น, และ User Interface ตรงตามนิยามว่า ทีวีที่ดีในยุคนี้ไม่ใช่แค่ภาพดีอย่างเดียว แต่จะต้องเคียงคู่กับระบบ Smart TV ที่ชาญฉลาด รับชมได้ทุกอย่างที่อยากดูแบบครบจบในตัว จึงจะตอบโจทย์ “การใช้งานจริง” ในยุคนี้
Sony X90J : 85” 75” 65” 55”
9. Best Gaming TV : LG OLED TV C1


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Gaming TV Award
ให้กับคุณ มร.บยองซอง คิม และคุณ อำนาจ สิงหจันทร์
“สายเกมมิ่ง” ที่กำลังมองหา “ทีวีตัวสุด” ทางทีมงานขอฟันธงให้ LG OLED C1 คือ Best Gaming TV of The Year ด้วยฟีเจอร์อัดแน่นรองรับปัจจุบันและอนาคตที่สุด รายละเอียดตามนี้…
- ภาพ 4K OLED ดำสนิท แสงสีสดสวยเจิดจรัส มิติภาพ ลอย-ลึก มาครบ ให้อรรถรสในระดับ “ดีเลิศ”
- ใจป้ำสุดให้ HDMI 2.1 รองรับ 4K@120Hz VRR มากถึง 4 ช่อง ขณะที่เจ้าอื่นส่วนมากให้แค่ 1-2 ช่องเท่านั้น
- VRR รองรับทั้ง FreeSync และ G-Sync เล่นเกม XBOX หรือ PC ได้เฟรมภาพลื่นไม่ฉีกขาด
- มีโหมด Game Optimizer สำหรับเล่นเกมโดยเฉพาะ โชว์เฟรมเรทเรียลไทม์ พร้อมตัวเลือกปรับแต่งภาพต่าง ๆ ตามประเภทเกมที่เล่น รวมถึงฟีเจอร์ช่วยดึงรายละเอียดในที่มืดให้สว่างขึ้น เห็นศัตรูได้ง่ายขึ้น
- ค่า Input Lag ต่ำมาก ตอบสนองทันการควบคุม
- C1 มีขนาดจอภาพหลากหลาย ทั้งเล็กสุดอย่าง 48” ที่หลายท่านเอาไปใช้แทนเกมมิ่งมอนิเตอร์ จนถึงใหญ่สุดอย่าง 77” อลังการเต็มตา
- ภาพสวย คุ้มราคา
ส่วนใครกังวลเรื่อง Burn-in ต้องบอกว่า OLED TV เจนใหม่ ๆ ทุกวันนี้ เมื่อใช้งานตามปกติก็แทบจะไม่เป็นประเด็นแล้ว ด้วยโปรแกรมดูแลรักษาหน้าจอ และป้องกันเชิงรุก อาทิ Screen Saver ที่จะเด้งเข้าภาพพักหน้าจอให้อัตโนมัติเมื่อเปิดภาพนิ่งแช่ไว้นาน ไปจนถึง Pixel-shift ขยับย้ายตำแหน่งภาพทีละนิด จึงไม่แปลกว่าเกมมอร์โดยเฉพาะสายคอนโซลทั้งไทย และเทศถึงกล้าอัปเกรดมาใช้ OLED กันเยอะขึ้นในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา หากต้องไปให้สุดทาง ปีนี้ขอล็อคเป้าไปที่ LG OLED C1 ครับ
หมายเหตุ : LG C1 ได้ควบ 2 รางวัลทั้ง Editor’s Choice และ Best Gaming TV
LG OLED C1 : 48” 55” 65” 77”
10. Best Design Award : Samsung The Frame / LG G1
Samsung The Frame


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Design Award
ให้กับคุณธีระวัฒน์ ไชยวุฒิ ผู้ช่วยผู้จัดการสินค้ากลุ่มภาพและเสียง
The Frame คือ “ทีวีดีไซน์กรอบรูป” จาก Samsung เป็นทีวี “ขวัญใจ” มัณฑนากรหรือ Interior Designer เช่นเดียวกับรุ่นปีก่อน ด้วยดีไซน์สไตล์มินิมอลเป็นเอกลักษณ์ แต่ปรับเปลี่ยนรูปลักษณ์ให้เข้ากับสภาพแวดล้อมได้กลมกลืนหลากหลาย ผสานการซ่อนสายสัญญาณผ่านกล่อง One Connect ที่เชื่อมต่อสายแบบ “One Cable” ได้เนียนกริ๊บ จึงเป็นจอภาพที่สามารถนำมา “แต่งบ้าน” ได้จริง
ล่าสุด The Frame ถูกอัปเกรดขึ้นทั้งเรื่องดีไซน์, คุณภาพของภาพ และลูกเล่น เริ่มจากตัวกรอบทีวีที่บางลง โฉบเฉี่ยวทันสมัยขึ้น มีสีให้เลือกสลับเปลี่ยนได้หลากหลาย ทั้ง สีดำมาตรฐาน, สีขาว, ลายไม้สีอ่อน และ ลายไม้สีเข้ม แมตช์ชิ่งเข้ากับสไตล์การแต่งบ้านได้ครอบคลุม การแขวนเข้ากับผนังด้วยขาแขวนแบบพิเศษแบบแนบชิดเหมือนกับกรอบรูปจริง หรือจะเลือกขาตั้งสามแฉกแบบ Studio Stand ก็ได้อารมณ์เหมือนวางทีวีอยู่ในงานจัดแสดงในพิพิธภัณฑ์ และแน่นอนว่า Samsung เตรียมผลงานภาพวาดจากศิลปินชื่อดังระดับโลกไว้ให้ดาวน์โหลดไปเปิดแสดงผ่านหน้าจอ (เลือกได้ว่าจะเช่า หรือซื้อขาด) และแน่นอนการใช้งานเป็นทีวี ก็โดดเด่นไม่แพ้ QLED TV สีสดสวยพร้อม Filmmaker Mode ได้มาตรฐาน จะเล่นเกมก็มี HDMI 2.1 รองรับ 4K 120Hz VRR โหดแท้ ! Samsung The Frame จึงสวยทั้งภายในและภายนอก ตอบโจทย์การใช้งานแบบ 2 in 1 สมกับรางวัลทีวีดีไซน์สวยฟังก์ชั่นเด่นประจำปีไปครอง
LG G1


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Design Award
ให้กับคุณอำนาจ สิงหจันทร์ ผู้จัดการอาวุโส บริษัทแอลจี อีเลคทรอนิคส์ (ประเทศไทย) จำกัด
LG G1 OLED evo ตัวท็อปประจำปี 2021 ของ LG ที่พัฒนาปรับปรุงโครงสร้างพาเนลให้มีระดับความสว่างสูงมากขึ้นกว่ารุ่น C1 แต่ยังคงระดับความดำสนิทเช่นเคย อันเป็นคุณสมบัติเฉพาะของเม็ดพิกเซลที่กำเนิดแสงได้ด้วยตัวเอง และด้วยดีไซน์ที่ออกแบบมาให้สามารถแขวนผนังได้แนบชิด ดูเหมือนกับกรอบรูป สมกับชื่อซีรีส์ “Gallery Design” กลมกลืนเข้ากับการตกแต่ง แต่ก็คำนึงถึงการใช้งานเพราะสามารถปรับดึงจอออกห่างจากผนัง ช่วยให้เสียบต่อสายสะดวกขึ้น ขณะเดียวกันก็ใช้งานร่วมกับขาตั้งแบบ Gallery Stand ได้ เพิ่มความยืดหยุ่น สามารถแสดงผลงานศิลปะในแบบ Art Gallery ได้ด้วย
ด้านคุณสมบัติยังจัดเต็ม ความละเอียด 4K 120Hz พร้อม VRR รองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos ทำงานบนระบบปฏิบัติการ webOS ประสานลำโพง 4.2 แชนแนล กำลังขับ 60 วัตต์ ระดับเสียงน้องๆ ซาวด์บาร์ ช่องต่อเอาใจสายเกมมิ่งด้วย HDMI 2.1 มากถึง 4 ช่อง เชื่อมต่อคอนโซล พีซี เล่นเกมได้อย่างลื่นไหลไม่มีสะดุด LG G1 OLED จึงให้ความครบเครื่องด้านภาพ เสียง และรูปลักษณ์ เหมาะกับ Best Design Award !
ปีนี้เป็นอีกหนึ่งปีที่ตลาดมอนิเตอร์มีความคึกคักเป็นอย่างมาก และจะสังเกตได้ว่า หลายแบรนด์เริ่มที่จะขยับสเปกให้มากขึ้น มีฟีเจอร์ที่หลากหลาย ซึ่งถือว่าเป็นเรื่องที่ดีของผู้บริโภค และในปีนี้ทาง LCDTVTHAILAND เราก็ได้รับมอนิเตอร์มาทำการทดสอบหลายรุ่น มีทั้งแบรนด์เจ้าตลาด และแบรนด์ที่พึ่งเข้ามาทำตลาด ดังนั้นการตัดสินครั้งนี้จึงเหมาะเป็นอย่างมากสำหรับใครที่กำลังเล็งหามอนิเตอร์เอาไว้ใช้ในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นการทำงาน หรือเล่นเกม มาดูเลยครับว่ามีรุ่นไหนที่ได้เข้าวินบ้าง


1) Best Gaming Monitor Award : BenQ MOBIUZ EX3210R


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Gaming Monitor Award
ให้กับคุณวัชรพงษ์ วงษ์มา Associate Director
และคุณภริตา เจียโหงว Marketing executive บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จํากัด
BenQ MOBIUZ EX3210R เกมมิ่งมอนิเตอร์จอโค้งขนาด 32” ที่มีจุดเด่นอยู่ที่ถึงจะเป็นจอใหญ่แต่ก็สามารถ “นั่งใกล้” ได้มากกว่าจอแบน จึงทำให้ผู้ใช้ถูกดึงดูดเข้าสู่โลกของคอนเทนต์ได้มากกว่าเคย ตัวจอมีความละเอียด 2560×1440 พิกเซล อัตราส่วน 16:9 รองรับ HDR10 อัตรา Refresh Rate 165Hz (ต่อผ่าน Display Port) พร้อม FreeSync Premuim Pro ลำโพง 2.1 Ch ที่พัฒนาโดย treVelo สามารถใช้แทนลำโพงพื้นฐานทั่วไปได้เลย มีรีโมทคอนโทรลควบคุมคำสั่งได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องเอื้อมไปกดปุ่มหลังจอ เรียกได้ว่าถึงจะอยู่สายเกมมิ่ง แต่ก็มีลูกเล่นครบครัน จึงขอมอบรางวัล Best Gaming Monitor Award ให้แก่ BenQ MOBIUZ EX3210R
2) Best Office Monitor Award : Lenovo Qreator 27

Lenovo Qreator 27 เป็นอีกหนึ่งมอนิเตอร์ที่ทางทีมงานมองเห็นถึงเอกลักษณ์ และความเหมาะสมกับการทำงานออฟฟิศในปัจจุบัน ด้วยดีไซน์จอที่มีฐานตั้งที่ดูโดดเด่นมีสไตล์ และคำนึงถึงการใช้งานของผู้ใช้ อย่างฐานตั้งทรงสี่เหลี่ยมขนาดเล็ก ที่จะช่วยเพิ่มพื้นที่ใช้สอยบนโต๊ะทำงาน แถมยังเอาสมาร์ทโฟนมาวางชาร์จไฟแบบไร้สายได้ทันที คอของขาตั้งที่เป็นแกนพร้อมที่รัดสายช่วยให้โต๊ะดูโล่ง รวมกับสเปกจอขนาดหน้าจอ 32” ความละเอียดภาพ 3840 x 2160 พิกเซล รองรับ HDR10 มีพอร์ต USB Type-C ใช้ชาร์จไฟหรือส่งภาพจากอุปกรณ์พกพา รวมถึงโน๊ตบุ๊คได้ทั้งหมด จึงเป็นเหตุผลที่รางวัล Best Office Monitor Award ตกเป็นของ Lenovo Qreator 27
3) Best Smart Monitor Award : Samsung M7


คุณโรมัน มอบถ้วยรางวัล Best Smart Monitor Award ให้กับทีมผู้บริหารได้แก่
คุณอภิรดา พัวพรพงษ์ – ผู้อำนวยการกลุ่มผลิตภัณฑ์จอภาพ
คุณอรวรรณ ยันตดิลก – ผู้จัดการฝ่ายขายอาวุโส ผลิตภัณฑ์จอภาพ กลุ่มธุรกิจคอนซูเมอร์
และคุณปรัชญา นันทปถวี – ผู้ช่วยผู้จัดการการตลาด ผลิตภัณฑ์จอภาพ กลุ่มธุรกิจคอนซุมเมอร์
Samsung M7 มอนิเตอร์ที่มีความเป็นมัลติมิเดียมากที่สุดในตลาดตอนนี้แล้ว เพราะเล่นจับเอาระบบปฏิบัติการ Tizen OS ที่ใช้บนสมาร์ททีวีของตัวเองมาใส่เข้าไป จึงอาจกล่าวได้ว่าซื้อมอนิเตอร์แถมทีวีให้ในตัว เปิดดูแอปฯ Netflix YouTube ได้เลยตรงๆ ผ่านมอนิเตอร์ และเมื่อดูภาพ 4K บนขนาด 32” ภาพก็ยิ่งคมกริบ รองรับ HDR10 อีกด้วย ทั้งยังมี One Remote แบบเดียวกันกับทีวีแถมมาให้ ควบคุมการตั้งค่าต่างๆ ได้อย่างง่ายดาย มีเสียงในตัวอีกต่างหาก นี่จึงเป็นเหตุผลที่ Samsung M7 เหมาะสมกับรางวัล Best Smart Monitor Award มากที่สุด
4) Best Design Award : Huawei MateView

Huawei MateView จอมอนิเตอร์น้องใหม่จากแบรนด์ Huawei ถือเป็นรุ่นที่สร้างความประทับใจให้กับทางทีมงานได้มากโข ด้วยดีไซน์แบบมินิมอล เรียบหรู ดูดี ฐานตั้งแบนราบ กินพื้นที่น้อยประหยัดพื้นที่บนโต๊ะ คอของตัวมอนิเตอร์ฝังลำโพงเอาไว้ยิงเสียงตรงเข้าหาผู้ใช้เลย มีพอร์ตช่องต่ออย่าง USB Type A, Type C ที่ด้านข้าง สะดวกสบายต่อการใช้งาน ผิดกับมอนิเตอร์รุ่นอื่นๆ ที่จะอยู่ด้านล่างของจอทั้งหมด หน้าจออัตราส่วน 3:2 ความละเอียด 4K+ (3840 x 2560) รองรับ HDR10 การตั้งค่าหน้าจอตัวด้วยระบบสัมผัสแทนปุ่มกด นอกจากนี้ตัวฐานตั้งยังสามารถเชื่อมต่อกับมือถือ Huawei แบบไร้สายได้ จัดได้ว่าเป็นการออกแบบที่นอกจากจะสวยงามทั้งรูปลักษณ์ ยังสวยงามในแง่ของการใช้งาน ดังนั้นรางวัลนี้จึงเป็นของใครไปไม่ได้นอกจาก HUAWEI MateView


1) Best of The Best Projector Award : Samsung – The Premiere LSP9T


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best of The Best Projector Award
ให้กับคุณนันทพล ผู้สันติ ผู้จัดการสินค้ากลุ่มภาพและเสียง
รางวัลโปรเจคเตอร์ดูหนังที่ดีที่สุดปีนี้ได้แก่ Samsung The Premiere LSP9T เครื่องฉายระยะประชิด หรือ 4K HDR Ultra Short Throw Laser Projector ตั้งใกล้ฉายใหญ่ได้ถึง 130” ความพิเศษของรุ่นนี้ที่ “เหนือชั้น” กว่าเครื่องฉายทั่วไป คือ เทคโนโลยีแหล่งกำเนิดแสง “Triple Laser” เป็นแบรนด์แรกที่ผลิตและจัดจำหน่ายอย่างเป็นทางการในประเทศไทย ด้วยคุณสมบัติโดดเด่นกว่า สามารถแสดงขอบเขตสีกว้างที่สุดครอบคลุมมาตรฐาน Rec 2020 มาตรฐานเดิมอย่าง DCI-P3 ที่ใช้อ้างอิงกับทีวี และเครื่องฉายก่อนนี้จึงทาบไม่ติด เมื่อรับชม HDR content จะช่วยให้เราได้เห็นสีบางสีที่เราไม่เคยเห็น พร้อมโหมด Filmmaker ที่จะปรับภาพให้นุ่มนวลสบายตาแนวเดียวกับโรงภาพยนตร์ หากใช้คู่กับจอตัดแสง ALR (Ambient Light Rejecting Screen) ยิ่งช่วยเสริมศักยภาพให้สว่างสู้แสงรบกวนได้ดียิ่งขึ้น ตัวเครื่องมีลำโพง Built-In มาในตัว คุณภาพเสียงดี พร้อม Tizen OS ลูกเล่นล้ำสมัยแบบเดียวกับ Smart TV ของ Samsung เอง จะชมภาพยนตร์ ซีรีส์ ก็มีแอปให้เลือกดูหลากหลาย อาทิ Netflix, AIS Play, HBO Go, VIU, iQiYi, Apple TV จึงนับเป็นรุ่น “เบิกเนตร” ให้พวกเราได้สัมผัสมาตรฐานสีที่กว้างที่สุด เปิดประสบการณ์และสร้างมาตรฐานใหม่ให้กับการรับชมภาพยนตร์ผ่านโปรเจคเตอร์ระดับไฮเอ็นด์ยุคนี้
2) Best Value Projector Award : BenQ W2700i


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Value Projector Award
ให้กับคุณวัชรพงษ์ วงษ์มา Associate Director
และคุณปวิชญา เหมพัฒน์ Corporate Marketing Executive บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จํากัด
BenQ W2700i คือ โปรเจคเตอร์สายดูหนังระดับกลาง ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่น W2700 ที่ให้ความคุ้มค่าสูงมากเมื่อเทียบกับราคา เป็น 4K DLP Projector ที่มีขนาดเครื่องกำลังพอเหมาะ ให้มาตรฐานสีโรงหนัง DCI-P3 พร้อมจูนแสงสีมาได้เที่ยงตรงแต่ต้น ภาพสวยมีเสน่ห์ตามสไตล์โรงหนัง มีโหมดภาพสำเร็จรูปี่เลือกใช้ได้หลากหลาย ระดับความสว่างสูงพอจะสู้แสงในบางสภาพแวดล้อมได้ ไม่จำเป็นต้องใช้งานห้องมืดตลอดเวลา พร้อมฟีเจอร์แทรกเฟรมภาพอัปเกรดโมชั่นให้ลื่นไหลขึ้น แต่ที่พิเศษ คือ Google-certified Android TV อัปเกรดระบบเป็น Smart Projector จึงมีแอปความบันเทิง ดูหนังรับชมซีรีส์ให้เพียบ พร้อมต่อเน็ตผ่าน Wi-Fi แล้วดูได้ทันที ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์การดูหนังแบบครบจบในตัว
3) Best Budget Projector Award : BenQ TK700STi


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Budget Projector Award
ให้กับคุณวัชรพงษ์ วงษ์มา Associate Director
และคุณปวิชญา เหมพัฒน์ Corporate Marketing Executive บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จํากัด
ถูกและดีมีอยู่จริง BenQ TK700STi คือ โปรเจคเตอร์ดูหนังและเกมมิ่งที่มีลูกเล่นแพราวพราวรอบตัว รองรับภาพ 4K 60Hz และ 1080p 120Hz/240Hz ด้วยระดับ Input Lag ต่ำมาก (4ms @240Hz) นับเป็นครั้งแรกที่โปรเจคเตอร์เทียบชั้นเกมมิ่งมอนิเตอร์ เล่นเกมส์เฟรมเรทสูงจากทั้งเครื่องเล่นเกมคอนโซลและ PC ได้อย่างแท้จริง แม้ขอบเขตสีอาจไม่กว้างเท่ารุ่นพี่อย่าง W2700i แต่ได้เรื่องความสว่างที่สูงกว่าเข้ามาทดแทน ให้ภาพ HDR ได้สดใสสู้แสงรบกวนในสภาพแวดล้อมแบบลำลองได้ดีกว่า และแน่นอนว่ารุ่นนี้มาพร้อม Google-certified Android TV เช่นกัน เชื่อมต่อ Wi-Fi พร้อมติดตั้งแอปชมภาพยนตร์และซีรีส์ได้ทันที เป็นโปรเจคเตอร์คุณภาพดี ลูกเล่นเหนือชั้น ในราคาที่ย่อมเยาน่าคบหาที่สุดของปีนี้


1) Best of The Best Soundbar Award : Samsung Q950A


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best of The Best Soundbar Award
ให้กับคุณณัฐเกียรติ ศรีพรประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการสินค้ากลุ่มภาพและเสียง
Soundbar รุ่นท็อปของ Samsung ที่ต่อยอดความสำเร็จจากรุ่นปีที่แล้ว ด้วยการอัปเกรดเพิ่มแชนเนลลำโพงเป็น 11.1.4 พร้อมซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาด 8 นิ้ว จุดเด่น คือ ลำโพงหลังแต่ละข้างสามารถยิงเสียงออกได้ 3 ทิศทาง (ยิงออกข้าง 2 และขึ้นบน 1) จึงให้เอฟเฟ็กต์บรรยากาศโอบล้อมครอบคลุมพื้นที่รับฟังได้กว้างขวาง ตอบโจทย์การถอดรหัสเสียงยุคใหม่ได้ครบครันที่สุด รองรับทั้ง Dolby Atmos/TrueHD และ DTS:X/HD MA ด้วยน้ำเสียงที่จูนมาได้ลงตัวขึ้นกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า จะฟังเพลงก็ได้ ดูหนังก็ดี
นอกจากคุณสมบัติที่เกี่ยวเนื่องกับคุณภาพเสียงแล้ว ด้านการใช้งานยังยืดหยุ่นครบครัน ด้วย HDMI In ถึง 2 ช่อง รองรับ 4K 60Hz หรือ 1440p 120Hz พร้อม VRR และ Dolby Vision/HDR10+ Passthrough พร้อม HDMI Out/eARC ใครที่มีเครื่องเล่นเยอะ ก็จะมีทางเลือกมากขึ้น จะแคสต์ Spotify หรือไร้สายผ่าน Wi-Fi, Bluetooth ก็ได้ ครบเครื่องทั้งคุณภาพเสียงและคุณสมบัติระดับนี้ แถมราคาไม่แรงจนเกินเอื้อม จะหาที่ยอดเยี่ยมกว่า Q950A คงยาก
2) Best Midrange Soundbar Award : Klipsch Cinema 400


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Midrange Soundbar Award ให้กับ
คุณกฤศนุ งามประเสริฐพงศ์ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ซาวด์ รีพับลิค จำกัด
Soundbar 2.1 มาพร้อมลำโพงซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาด 8 นิ้ว แม้เป็นรุ่นเล็กสุดในตระกูล Cinema ของ Klipsch แต่อัดแน่นไปด้วยจุดเด่นประจำตัวของแบรนด์อเมริกันไว้เต็มเปี่ยม ด้วยตู้ลำโพงที่ประกอบขึ้นจากไม้จึงให้น้ำเสียงกลมกล่อมทว่าก็แฝงด้วยความดุดัน จัดจ้าน พร้อม Tractrix Horns อันเป็นเอกลักษณ์ เสียงความถี่สูงแผ่กระจายครอบคลุมพื้นที่รับฟัง
สำหรับสเปคทั่วไปก็ครบครันสำหรับยุคปัจจุบัน ถอดรหัสเสียง Dolby Audio รองรับการเชื่อมต่อไร้สายกับมือถือผ่าน Bluetooth ให้กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 400 Watts มี HDMI ARC 1 ช่อง มี Sub Out เป็นทางเลือกเพิ่มลำโพงซับวูฟเฟอร์แบบใช้สายได้ Cinema 400 จึงเป็นซาวด์บาร์ระดับต่ำกว่า 2 หมื่นบาท ที่ให้คุณภาพเสียงโดดเด่น ผสมผสานการฟังเพลงระดับ Hi-Fi เข้ากับการรับชมภาพยนตร์ได้อย่างเหนือชั้น
3) Best Value Soundbar Award : JBL Bar 5.0


คุณโรมมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Value Soundbar Award
ให้กับคุณ คุณจิรภัทร พัฒนวรรณ Sales Manager (Home Audio)
ของบริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด
แม้ไม่มีลำโพงซับวูฟเฟอร์แยกชิ้น แต่ย่านเสียงครอบคลุมฟังสนุก ให้ความกระหึ่มเกินตัว เบสคมชัด ลงลึกได้ระดับหนึ่ง มาพร้อมเทคโนโลยี Multibeam ช่วยจำลองเสียงรอบทิศทาง รองรับถึง Dolby Atmos รองรับการเชื่อมต่อ Internet ผ่าน Wi-Fi ฟังเพลงไร้สายผ่าน AirPlay, Google Chromecast, Bluetooth ได้ สามารถควบคุมสั่งการผ่าน Google Assistant ด้วยมือถือ หรือทีวีได้ แถมยังมีฟีเจอร์ Auto Calibration เพื่อปรับปรุงคุณภาพเสียงให้ออกมาดีที่สุดได้อีกด้วย
นอกจากนี้ยังมาพร้อมช่องต่อ HDMI IN 1 ช่อง และ HDMI Out/eARC รองรับ Dolby Atmos/TrueHD และยังมี Optical In ให้ด้วย หากพิจารณาเรื่องของคุณภาพเสียง ช่องต่อการรับสัญญาณ รวมถึงฟีเจอร์ต่างๆ ในระดับราคานี้ ถือว่า JBL Bar 5.0 ให้ความโดดเด่นเกินใคร
4) Best Budget Soundbar Award : Lifestyle Soundbar Samsung HW-S61A


คุณโรมัน และคุณชานม มอบถ้วยรางวัล Best Budget Soundbar Award
ให้กับคุณณัฐเกียรติ ศรีพรประเสริฐ ผู้ช่วยผู้จัดการสินค้ากลุ่มภาพและเสียง
Lifestyle Soundbar 5.0 ที่ไม่ได้ดูสวยเก๋แค่รูปลักษณ์ภายนอก แต่ยังให้คุณภาพเสียงได้ครบถ้วน ถอดรหัสเสียง Dolby Digital/DTS เติมเต็มเสียงในห้องได้ครอบคลุมเหนือกว่าลำโพงทีวีอย่างชัดเจน ใครที่มีพื้นที่จำกัดก็ไม่ต้องกังวล เพราะขนาดที่กะทัดแบบชิ้นเดี่ยว แถมรองรับการเชื่อมต่อใช้สาย HDMI ARC เส้นเดียว หรือไร้สายทั้ง Wi-Fi และ Bluetooth จะติดตั้งให้ดูสวยลงตัวย่อมไม่ยาก
และในอนาคตหากมีงบเพิ่มเติม ยังอัปเกรดซับวูฟเฟอร์และลำโพงหลังแบบไร้สายเพื่อใช้งานแบบ 5.1 แท้ ๆ ได้ด้วย บรรยากาศเสียงโอบล้อมจะยิ่งโดดเด่นสมจริงมากยิ่งขึ้น กับค่าตัวไม่ถึง 8 พัน จะหาความคุ้มกว่า S61A คงไม่มี
หลายท่านคงสงสัยว่าเว็บไซต์ LCDTVTHAILAND มีขั้นตอนการทดสอบทีวีและโปรเจกเตอร์อย่างไร ? รวมถึงวิธีการตัดสินรางวัล “ทีวีและโปรเจกเตอร์ที่ดีที่สุดประจำปี” อย่าง VIDEOPHILE LCDTVTHAILAND AWARDS (อ่านว่า วีดีโอไฟล์ แอลซีดีทีวีไทยแลนด์ อะวอร์ด) ซึ่งจะมอบให้กับทีวีและโปรเจกเตอร์ที่ดีที่สุดในแต่ละสาขาประจำปีนั้นๆ วันนี้ขออนุญาตไขข้อสงสัย พร้อมแจ้งหลักเกณฑ์ที่ใช้ในการประเมินคุณภาพของสินค้าที่ส่งมาทดสอบกับทางเราครับ

ขอเริ่มจากสำหรับเกณฑ์การตัดสินรางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปีกันก่อนทีวีทุกตัวจะต้องเปิดตัวและวางจำหน่ายภายในระหว่างวันที่ 1 มกราคม จนถึง 30 พฤศจิกายน ของปีนั้นๆ นอกจากนี้จะต้องเป็นทีวีที่ทีมงานได้ทำการรีวิวภายในห้องทดสอบหลักของ LCDTVTHAILAND เองหรือมีโอกาสทดสอบอย่างเข้มข้นนอกสถานที่ / นำไปทดสอบในงานบรรยาย และได้ทำการทดลองปรับแต่งเพื่อวัดประสิทธิภาพในการแสดงผลภาพตามหลักการของสถาบัน ISF หรือ Imaging Science Foundation, สถาบัน THX และล่าสุดกับสถาบัน Professional Video Alliance หรือ PVA แล้วเท่านั้น เพื่อความเป็นกลางในการตัดสินทั้งคะแนนและรางวัล


Imaging Science Foundation หรือ ISF
สถาบันมาตรฐานภาพระดับโลก

THX สถาบันมาตรฐานภาพและเสียงระดับโลก
ก่อตั้งโดย George Lucas ผู้กำกับหนังสตาร์วอรส์

PVA : Professional Video Alliance
ก่อตั้งโดย Gregg Loewen
สำหรับวิธีการการทดสอบและตัดสินนั้น ทีมงานได้ทดสอบรับชมในสถานที่ที่สภาพแวดล้อมต่างกันได้แก่
1) ในห้องแล็บโฮมเธียเตอร์ที่คุมแสงได้ 100% ทดสอบทั้งโหมดภาพสำเร็จรูปจากโรงงานที่ใกล้เคียงค่าอ้างอิงมากที่สุดและตลอดจนภาพที่ผ่านการปรับภาพให้ถูกต้องแล้วด้วยอุปกรณ์ทั้งฮารด์แวร์และซอฟท์แวร์ที่ได้มาตรฐาน ไม่ว่าจะเป็นในด้านของ Dynamic Range, White Balance, Color Gamut เพื่อให้ได้ค่าแสงสีที่ถูกต้องที่สุดและเป็นการขับศักยภาพสูงสุดของทีวีตัวนั้นๆออกมาตามมาตรฐานของ Imaging Science Foundation (ISF) ,THX และ PVA ซึ่งเป็นสถาบันมาตรฐานภาพระดับโลก
2) ห้องนั่งเล่นปกติภายในบ้านจริง ทั้งสภาพแสงในช่วงกลางวันและกลางคืน ทดสอบเปิด/ปิดม่านบังแสง เพื่อให้ผลลัพธ์สอดคล้องกับลักษณะการใช้งานทีวี “ของคนไทย” มากที่สุด

ซอฟท์แวร์ปรับภาพที่ได้รับการยอมรับจากทั่วโลก
CALMAN Calibration Software
Murideo Fresco Six-G 4K Pattern Generator
เครื่องแสดงแพทเทิร์นทดสอบภาพระดับโปรเฟสชั่นแนล
สามารถเอาท์พุตความละเอียดภาพได้สูงสุดถึง 4K/60Hz

อุปกรณ์วัดค่าแสงสีจาก Spectracal C6 Colorimeter และ KLEIN K10A

ในภาพเป็นการทดสอบปรับค่า Color Management System ทั้งแม่สีหลักและแม่สีรอง
เพื่อให้ตรงตามค่ามาตรฐานอุตสาหกรรมวีดีโอ

Video Pattern Generators รุ่นต่างๆที่ใช้ทดสอบตั้งแต่ยุค Full HD ไปจนถึงยุค 4K Ultra HD

จอ Sony Studio OLED Monitor ขนาด 30″ ราคา 1,200,000 บาท
ที่ใช้อ้างอิงในกระบวนการผลิตภาพยนตร์

แผ่นบลูเรย์ที่ใช้ในการทดสอบ

แผ่น 4K Blu-ray Disc (HDR) ล่าสุดที่ใช้ทดสอบ

เครื่องเล่น 4K Blu-ray Player รองรับแผ่น 4K HDR

ทดสอบทั้งห้องแล็บโฮมเธียเตอร์ คุมแสงได้ 100%

และห้องนั่งเล่นภายในบ้านปกติ มีม่านบังแสงเปิด/ปิดได้

ห้องนั่งเล่นที่มี “ม่านบังแสง” เปิด-ปิดได้

ทดสอบ Projector ในห้องโฮมเธียเตอร์
พร้อมอุปกรณ์วัดและปรับภาพเฉกเช่นทดสอบทีวี

อีกหนึ่งส่วนเสริมที่ขาดมิได้คือ “การจัดงานบรรยายเพื่อให้ความรู้เรื่องเทคโนโลยีจอภาพและเครื่องเสียง” ในงานแสดงเครื่องภาพและเสียงที่ใหญ่ที่สุดในประเทศไทย งาน TAV SHOW (Thailand Audio & Video Show) และ BAV SHOW (Bangkok Audio & Video Show) ที่จัดขึ้นปีละ 2 ครั้ง ซึ่งในแต่ละครั้งจะมีช่วงที่ทีมงานนำเอาทีวีตัวท็อปของแต่ละแบรนด์มา “เปรียบเทียบภาพกันตัวต่อตัว” โดยทำการปรับภาพ (Calibration) ให้ถูกต้องตามมาตรฐานทั้งหมดก่อน และหลังจากนั้นได้รับการตรวจสอบและอนุมัติจากเจ้าหน้าที่ของแบรนด์ทีวีนั้นๆ ทุกแบรนด์ก่อนขึ้นประชัน
พร้อมให้ผู้เข้าชมงานบรรยายที่เป็นแฟนเว็บในฐานะ “สักขีพยาน” ร่วมด้วยช่วยดูและตรวจสอบด้วยตาตัวเองให้ประจักษ์ เพื่อให้เกิด “ความชอบธรรม” ในการตัดสินคะแนนและตัดสินรางวัลทีวีที่ดีที่สุดประจำปี หรือหากเป็นการบรรยายเฉพาะแบรนด์ก็จะมีการเปรียบเทียบภาพระหว่างซีรีส์ต่างๆ “รุ่นเล็ก VS รุ่นกลาง VS รุ่นใหญ่” เพื่อให้เห็นว่าแต่ละซีรีส์มีเด่นมีด้อยต่างกันอย่างไร พร้อมทั้งสาธิตฟีเจอร์ล่าสุดที่กำลังจะเป็นมาตรฐานใหม่ในอนาคต อาทิ ภาพ 4K, HDR, Local Dimming, Motion, Black Level และ Android/Smart TV เพื่อให้ผู้เข้าร่วมงานได้เห็นภาพและรับทราบถึงความสำคัญของฟีเจอร์เหล่านั้น หรือถ้าหากในปีนั้นๆแบรนด์ไม่สะดวกส่งทีวีเข้าร่วมประชัน จะต้องส่งทีวีให้ทีมงานทดสอบอย่างเข้มข้นพร้อมนำเสนอรีวิวในรูปแบบเขียน+วีดีโออย่างรอบด้าน เพื่อให้แฟนเว็บได้รับข้อมูลมากที่สุดในทุกรูปแบบ
**ท่านสามารถคลิ๊กที่รูปด้านล่างเพื่อชมกระทู้งานบรรยายประจำปีของ LCDTVTHAILAND








งานบรรยายประจำปีของ LCDTVTHAILAND แสดงประสิทธิภาพของทีวี “เปรียบเทียบกันตัวต่อตัว”
หรือหากเป็นสินค้าแบรนด์เดียวกันก็จะนำทีวีแต่ละซีรีส์มาชนกันเพื่อให้เห็นถึงคุณภาพของแต่ละซีรีส์
โดยทีมงานเปิดให้แฟนเว็บที่สนใจเข้าร่วม “พิสูจน์ด้วยตัวเอง” อย่างใกล้ชิด







ท่านสามารถติดตามข่าวสาร “งานบรรยายประจำปี” ของเว็บ LCDTVTHAILAND ได้ที่-หน้าเว็บไซต์หลัก ตลอดจนทางเฟสบุ๊ค https://www.facebook.com/LCDTVTHAILAND ซึ่งจะได้ทั้งสาระความรู้ควบคู่ความบันเทิง โดยจะเปิดให้ลงทะเบียนเพื่อเข้าร่วมงานฟรี !