ข้ามไปที่เนื้อหา
|

ดูรวม ๆ แล้วมีเสน่ห์! รีวิว Hisense 65M5010 ยิ่งปรับยิ่งดี ทีวีจอใหญ่ราคาจอมด

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 05 Feb 2022 0 ความคิดเห็น

Hisense เป็นแบรนด์ใหม่สำหรับประเทศไทย แต่ไม่ใช่แบรนด์น้องใหม่ในโลกเพราะ Hisense ก่อตั้ง ตั้งแต่ปี 1969 พร้อมทั้งเป็นแบรนด์อิเล็คทรอนิคส์อันดับต้นๆ ของโลกเลยก็ว่าได้ โดยเฉพาะพาร์ทของทีวีก็ยังติดอยู่ใน 3 อันดับแรกของแบรนด์ทีวีทั่วทั้งโลก และยังตอกย้ำด้วยความเป็นแบรนด์อันดับ 1 ในประเทศจีนมาต่อเนื่องยาวนานถึง 13 ปี ผลิตภัณฑ์หมวดของทีวีของ Hisense ครบครันไปด้วยเทคโนโลยี คุณภาพ และบริการถึงที่ กรณีมีปัญหาภายในระยะเวลา 3 ปีเต็ม โดยในปี 2016 ที่ผ่านมานั้น Hisense ยังเป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการของการแข่งขัน EURO CUP และปัจจุบัน Hisense ได้เป็นสปอนเซอร์หลักอย่างเป็นทางการ ให้กับการแข่งขัน FIFA WORLD CUP 2018 อีกด้วย

หลังจากบุกตลาดโลกมาได้สักพัก ก็ได้เวลาลุยตลาดอาเซียน โดยส่งทีวีหลากรุ่นเข้ามาขายในบ้านเรา ครอบคลุมการใช้งานตั้งแต่จอ 32 นิ้ว ความละเอียด HD ธรรมดา จนมาถึงจอ 65 นิ้วที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ 4K HDR ที่มีชื่อรุ่นว่า 65M5010 ตัวที่เรากำลังจะมารีวิวในวันนี้กัน
จุดเด่นของ Hisense 65M5010
– ความละเอียด 3840×2160 พร้อมฟีเจอร์การแสดงผลแบบ HDR
– รองรับการทำ Local Dimming เพื่อการแสดงผลสีดำที่สมจริง
– สามารถเล่น Netflix และ YouTube ที่ความละเอียด 4K ได้
– ชิพประมวลผล Quad-core processor เพื่อการตอบสนองที่รวดเร็ว
– มี Wi-Fi built-in ภายในตัวเครื่อง

ราคา 42,990 บาท 

ดีไซน์

Hisense เลือกใช้กรอบจอแบบ Metal Frame เป็นโลหะสีเงินมันเงาทำให้ตัวจอดูสวยเท่และแข็งแรงมั่นคง ผิวจอเป็นแบบ Semi-glossy คือเป็นจอกึ่งด้านที่ให้ความคมชัดเหมือนจอกระจก แต่มีอัตราการสะท้อนที่น้อยกว่า

ขาตั้งก็ใช้วัสดุแบบเดียวกับตรงขอบจอ ทำให้ดูมั่นคงแข็งแรงไม่แพ้กัน

จากด้านข้างจะเห็นว่าตัวจอดูค่อนข้างจะหนานิด ๆ เดาว่าน่าจะวางหลอดไฟแบบ Direct LED

ด้านหลังดูเกลี้ยงเกลา มีรูระบายความร้อนอยู่ด้านบนและด้านล่างของตัวจอ โดยช่องเสียบปลั๊กไฟจะอยู่คนละด้านกับช่องเสียบสายสัญญาณกับปุ่มควบคุม

ช่องต่อ

บรรดาช่องปล่อยสัญญาณของ 65M5010 ตัวนี้ถูกเรียงไว้ทางฝั่งซ้ายมือ ถ้ามองจากหน้าจอ หลัก ๆ เลยคือจะมี HDMI จำนวน 4 ช่อง โดย 2 ใน 4 จะรองรับสัญญาณภาพแบบ 4K@60Hz หรือเป็น HDMI 2.0 นั่นเอง นอกเหนือจากนั้นก็จะเป็นช่องสามัญประจำทีวีในยุคปัจจุบันครับ

สำหรับ HDMI 2.0 และ USB 3.0 จะถูกวางเรียงไว้ที่ช่องต่อในแนวตั้งแบบนี้

ช่องต่ออื่น ๆ จะอยู่บริเวณด้านหลังเครื่อง ซึ่งโดยส่วนใหญ่จะเป็นช่องต่อที่ไม่ค่อยมีการถอดเข้าถอดออกบ่อย ๆ

สรุปช่องต่อทั้งหมดบน Hisense 65M5010

1. HDMI 4 ช่อง (เป็น 2.0 2 ช่องเพื่อรองรับสัญญาณภาพแบบ 4K@60Hz)
2. ช่องเสียบเสาอากาศ (Antenna) 1 ช่อง
3. USB 3 ช่อง (3.0 x1, 2.0 x2)
4. ช่องเสียบหูฟัง 3.5 มม.
5. ช่องเสียบ Analog In และ Component แบบแยกสี
6. Optical Out
7. LAN
8. Wi-Fi built-in

งานดีไซน์โดยรวมสื่ออารมณ์ถึงความแข็งแรงมั่นคง ไม่บุบสลาย จากการเลือกใช้โลหะมาทำเป็นขอบจอที่เค้าเรียกว่า Metal Frame ผู้บริโภคท่านไหนที่เน้นเรื่องความทนทาน ดูจากงานดีไซน์ทีวีตัวนี้น่าจะตอบโจทย์ของท่านได้เป็นอย่างดีแน่นอน อีกทั้งช่องต่อก็จัดมาให้แบบครบครันพร้อม Wi-Fi ในตัว ไม่ต้องต่ออะแดปเตอร์เพิ่มแต่อย่างใด

ภาพ

Hisense 65M5010 เป็นทีวีที่มาพร้อมกับความละเอียด 4K Ultra HD พร้อมรองรับฟีเจอร์ล่าสุดของยุคที่คนรักทีวีต้องมีนั่นก็คือการแสดงผลภาพแบบ HDR ทว่าการจะได้มาซึ่งภาพแบบ HDR นั้น จะต้องมีปัจจัยคือคอนเทนต์ที่เล่นอยู่จะต้องเป็น HDR ด้วย และต้องมีการปรับค่าที่ตัวทีวีนิดหน่อย

หลังจากที่เสียบสาย HDMI เวอร์ชั่น 2.0 เข้าด้านหลังเครื่อง ก็ให้ไปที่เมนู System > HDMI 2.0 Format แล้วเลือกค่าเป็น Enhanced format เพียงเท่านี้ทีวีของเราก็พร้อมที่จะโดดเด่นด้วยภาพแบบ High Dynamic Range แล้วครับผม

เริ่มทดสอบด้วย Ghostbusters (2016) ในฉากไคลแม็กซ์ท้ายเรื่อง ที่มีเอฟเฟกต์แสงสีตระการตาท่ามกลางความมืดมิดของเมืองนิวยอร์ค ข้อสังเกตที่เห็นได้ชัดเมื่อทำการดูคอนเทนต์แบบ HDR คือส่วนสว่างก็จะว่างเจิดจรัสสวยงาม ในขณะที่รายละเอียดในที่มืดจะยังคงชัดเจนเหมาะสม

ภาพจาก Hisense 65M5010 ตัวนี้ แรกเริ่มถูกปรับโหมดภาพเอาไว้ที่ HDR Standard ซึ่งให้แสงสีที่สว่างสู้ไฟภายนอกได้ดีระดับหนึ่ง ทว่าสีสันอาจจะดูผิดเพี้ยนไปจากจริงเสียหน่อย ทีมงานจึงลองสลับโหมดไปยัง HDR Cinema ที่ให้ผลลัพธ์ด้านสีสันที่ดีกว่า แต่ความสว่างจะลดลง ฉะนั้นโหมดนี้จึงเหมาะกับห้องที่ปิดม่านคุมแสงได้ ถ้าเปิดใช้งานกลางวันในห้องที่แสงเข้าเยอะ ๆ ดูจะไม่เหมาะ

โหมดภาพแบบ HDR จะโผล่ออกมาให้เราเลือกเฉพาะตอนที่เล่นคอนเทนต์แบบ HDR เท่านั้น

อีกหนึ่งเรื่องที่เราหยิบมาทดสอบคือ Kingsman: The Secret Service ที่บรรยากาศในเรื่องส่วนใหญ่จะเป็นตอนกลางวัน ฉะนั้นโหมด HDR Cinema จึงถูกหยิบยกมาใช้งานทันทีแบบไม่ต้องคิดมาก สีผิวธรรมชาติจากโหมดนี้ค่อนข้างจะตรงกับสีผิวคนจริง ไม่พบความเพี้ยนมากเท่าไรนัก ความสว่างกับรายละเอียดในที่มืดก็ออกมาดูเหมาะสมไม่หยาบกร้านจนเกินไป

ชัด ๆ อีกภาพกับ Agent Galahad ผู้ที่จะมาเซอร์ไพร์สในภาคสอง

แอบสลับไปดูสารคดีสัตว์โลกเพื่อเช็คสีสันกันบ้าง

Kingsman อาจจะเป็นฉากกลางวันก็จริง แต่หนังมีการคุมโทนสีมาอย่างดี ฉะนั้นถ้าต้องการจะเช็คความหลากหลายของสีสัน ผมเลยหยิบสารคดี Planet Earth II ขึ้นมาใช้เล่น หนึ่งตัวอย่างที่หยิบมาให้ดูคือฉากซาลาแมนเดอร์ด้านบน เฉดสีเขียวบนตัวมัน ถูกถ่ายทอดออกมาในสารพัดเฉด หรือจะเรียกว่าเป็น 50 Shade of Salamander ก็ว่าได้ นับเป็นจุดแข็งของคอนเทนต์แบบ HDR ซึ่ง Hisense 65M5010 ตัวนี้ก็ถ่ายทอดมันออกมาได้สวยงามดี

หลังจากดูภาพจากโรงงานกันด้วยตาเปล่าแบบคร่าว ๆ ก็ได้เวลามาปรับภาพกัน ก่อนอื่นเรามาเช็คค่าอุณหภูมิสีก่อนทำการปรับภาพดีกว่าครับ

จากตารางด้านบนจะเห็นว่าโหมด Cinema ให้ความเที่ยงตรงของสีได้มากที่สุด เราเลยขอเลือกโหมดดังกล่าวมาทำการปรับค่าต่อ

ด้านบนคือกราฟสี RGB Balance จากโหมด Cinema ขอบเขตสีครอบคลุม 98.8% ของ Rec.709 ซึ่งภาพจริงค่อนข้างจะติดสีเหลืองไปเสียหน่อย

ต้องบอกว่าค่าภาพตั้งต้นจากโรงงานอาจจะยังไม่ค่อยจะเที่ยงตรงเท่าไรนัก แต่โหมดที่พอใช้ได้ก็เห็นจะเป็น Movie ที่อุณหภูมิสีค่อนข้างจะใกล้เคียงค่ามาตรฐาน 6500K ทว่าความพิเศษของทีวีตัวนี้ คือมันสามารถปรับภาพละเอียดแบบ 10p White Balance ได้ ซึ่งนับว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เราตามมาดูค่าหลังปรับภาพที่รูปด้านล่างกันครับ

จะเห็นว่ากราฟ RGB Balance แทบจะแนบสนิทเป็นเส้นเดียวกันเลยทั้งสามสี เป็นม้ามืดทีวีแดนมังกรที่ให้ผลลัพธ์หลังการปรับภาพที่ยอดเยี่ยม เผลอ ๆ อาจจะดีกว่าทีวีแบรนด์ดังในบางรุ่นด้วยซ้ำไป

ปรับแบบ SDR ไปแล้วคราวนี้มาลองแบบ HDR บ้าง เช่นเคยเราใช้โหมด HDR Cinema ที่ให้สีดูใกล้เคียงมาตรฐานที่สุด

หลังปรับเรียบร้อยแล้วค่าที่ได้ก็ออกมาดูดีเหมือนฝั่ง SDR แต่ว่ายังไม่รองรับ Wide Color Gamut เพราะส่วนใหญ่น่าจะต้องครอบคลุมประมาณ 97.1% – 98.8% สำหรับทีวีที่แสดงผลแบบ HDR

จบจากเรื่องของสีสันเราก็มาทดลองดูเรื่องการตอบสนองต่อภาพเคลื่อนไหวกันต่อ ซึ่งตรงนี้จากที่เช็คลักษณะทางกายภาพ พบว่าตัวจอน่าจะใช้พาแนล VA ฉะนั้นแล้ว เรื่องของ Input Lag จึงทำได้ค่อนข้างดี สำหรับโหมด PC, Game โดยอจะอยู่ที่ประมาณ 29 ms ขณะที่โหมดอื่นจะขึ้นไปที่ 87.2 ms

ในส่วนของโหมด Motion ตัวเครื่องมีโหมดสำเร็จรูปมาให้เราเลือกใช้ 2 ระดับถ้วน ไม่สามารถ Custom ได้ ซึ่งจากที่ผมได้ทดสอบกับฉากเอเลี่ยนบุกเมืองในเรื่อง The Avengers พบว่าการประมวลผลแทรกเฟรมภาพ ยังเนียนนิ่งสู้รุ่นท็อป ๆ ของแบรนด์ดังไม่ค่อยได้ แต่ก็ไม่ได้อยู่ในระดับที่แย่ แต่ส่วนตัวแล้วผมจะชอบปิดโหมดนี้ไปเพราะภาพมันจะดูหลอก ๆ ตาชอบกลครับผม

เสียง

ในทีวีจอใหญ่ ๆ เรามักจะคาดหวังว่าระบบเสียงที่ทำออกมาน่าจะดีและฟังสนุกเลยทีเดียว เหตุเพราะมันน่าจะมีพื้นที่เหลือพอให้ใส่ไดร์เวอร์ที่ให้เสียงดี ๆ ได้ ซึ่งสำหรับ 65M5010 ตัวนี้นั้น มาพร้อมกับไดร์เวอร์กำลังขับ 15W + 15W เรียกว่าสูงสุดในรุ่น พร้อมกับโหมดเสียงมากมายไล่เรียงตั้งแต่ Standard, Theatre, Music, Speech และ Late Night

สำหรับการใช้งานโหมดเสียงหลัก ๆ นั้นผมยังคงยืนยันคำเดิมที่จะแนะนำโหมด Standard ซึ่งให้เสียงที่ดังกังวาลมีน้ำหนักดูเป็นธรรมชาติ ในส่วนของโหมดอื่นถ้าเป็น Theatre, Music, Speech ก็จะเน้นไปที่การปรับแต่ง EQ ให้เนื้อเสียงดูเปลี่ยนไปตามการใช้งานนั้น ๆ ส่วนโหมด Late Night จะเป็นทางตรงกันข้าม คือเป็นการลดระดับความจัดจ้านให้เหมาะกับการเปิดใช้งานยามค่ำคืนหลังจากภรรยาและลูกน้อยหลับไปแล้ว

เพิ่มเติม

แพล็ตฟอร์มสมาร์ททีวีของ Hisense นั้นมีชื่อเรียกสั้น ๆ ว่า VIDDA โดยมีจุดเด่นที่ค่อนข้างเน้นในเรื่องการใช้งานเข้าถึงวิดีโอคอนเทนต์ที่ง่ายดาย และสามารถตอบสนองต่อการใช้งานได้อย่างรวดเร็วด้วยชิพประมวลผล Quad Core เรียกว่าทีมงาน LCDTVTHAILAND น่าจะเป็นที่แรกในไทยที่ได้ทดลองใช้งานอย่างเต็มรูปแบบ

หน้าหลักบนจอทีวีเมื่อกดปุ่ม Home บนรีโมท นอกจาก Netflix และ YouTube ที่เป็นไฮไลท์เด่นแล้ว ก็ยังมีสารพัดฟีเจอร์สามัญประจำเครื่องอย่าง Web Browser, Media Player, Game และอื่น ๆ อีกมากมายให้ได้เลือกใช้งานกัน

เกมเบาสมองที่ติดมากับเครื่องไว้เล่นยามเบื่อ

จุดที่ทีมงานจะมาโฟกัสก็คือคลังแสงวิดีโอออนไลน์อย่าง YouTube ก่อนเลยครับ เราทดลองเปิดคลิปสารคดีความละเอียด 4K ซึ่งในตอนแรกเริ่มตัวแอปฯ จะทำการเล่นที่ความละเอียด Full HD ก่อน แต่ถ้าหากว่าข้อมูลทำการ Buffer ได้ระดับแล้ว ก็จะเริ่มเล่นที่ความละเอียด 4K Ultra HD ให้โดยอัตโนมัติตามรูปด้านล่างครับ

ถัดมาเป็น Netflix ที่ทำเอาหลายคนติดซีรี่ย์จนลืมนอนมาแล้ว นอกจากเราจะรับชมซีรี่ย์แบบ 4K ชัดแจ่มกันได้แล้ว สำหรับเรื่องที่ออกอากาศแบบ HDR ตัวเครื่องก็รองรับและสามารถเล่นมันออกมาได้อย่างลื่นไหล โดยความเร็วของอินเทอร์เน็ตที่สามารถรับชมได้อย่างไม่มีสะดุดควรจะเริ่มตั้งแต่ 20 Mbps เป็นต้นไปครับ

มีบางท่านอาจจะประสบกับปัญหาซับสะท้อนแสง คือตัวหนังสีกลมกล่อม แต่ซับไตเติ้ลนี่ขาวจ้าเหมือนโดนน้ำยาฟอกมาแต่ไกล ในจุดนี้ทีมงานแนะนำให้ทดลองปรับโหมดภาพ HDR ให้กลายเป็น HDR Cinema แล้วปรับลด Backlight ลงเล็กน้อย เพื่อลดอาการเจิดจ้าให้สมดุลย์กับภาพยนตร์ด้านหลังที่เล่นอยู่ครับ

ซับสว่างอาการเด่นที่มีให้เห็นสำหรับภาพยนตร์แบบ HDR ของ Netflix

ปรับแก้บรรเทาอาการสว่างด้วยการเลือกใช้โหมด HDR Cinema โดยอาจจะปรับลด Backlight ลงได้ตามความเหมาะสม อย่าลืมปิด Local Dimming ด้วยนะครับผม

สรุป

บอกตรง ๆ ว่าผมค่อนข้างประหลาดใจกับประสิทธิภาพของ Hisense 65M5010 ตัวนี้อยู่ไม่น้อย แม้ว่าความแม่นยำของสีสันในโหมดภาพจากโรงงานอาจจะยังไม่แน่นอนสักเท่าไร แต่ภายหลังจากได้รับการปรับภาพแล้ว ทีวีตัวนี้สามารถถ่ายทอดสีสันออกมาได้อย่างยอดเยี่ยมไม่แพ้แบรนด์ดังจากเกาหลีหรือญี่ปุ่นกันเลยทีเดียว ซึ่งเป็นผลพวงจากความสามารถในการปรับ White Balance แบบ 10p ที่ช่วยให้เราปรับ RGB Balance ออกมาได้แนบเนียนอย่างที่ได้เห็นในกราฟในหน้า 2

นอกเหนือจากนี้เรื่องของ Smart TV ก็ต้องบอกว่าค่อนข้างจะใช้ง่ายอยู่พอสมควร แต่ผมเชื่อว่าคอนเทนต์ที่คนเราจะใช้งานกันบ่อย ๆ ตัวเครื่องยังมีไม่เยอะพอ (หรือจริง ๆ เราก็ดูกันแต่ YouTube, Netflix นั่นแหละ?) ก็ต้องมาลองดูกันว่าทาง Hisense จะมีมาตรการอัพเดตให้ผู้ใช้อย่างไร

ก็ขอสรุปตรงนี้เลยนะครับว่าทีวีเครื่องนี้มีดีซ่อนอยู่ แต่อาจจะต้องได้รับการปรับภาพต่อสักนิด ซึ่งหากพิจารณาค่าตัวแล้วปฏิเสธไม่ได้ว่าค่อนข้างน่าสนใจเลยทีเดียว เพราะถ้าเป็นยี่ห้อดัง ๆ ที่มีสเปคใกล้เคียงกัน คงทะลุ 5 หมื่นขึ้นไปอย่างแน่นอน ถ้าท่านใดสนใจอยากจะจับจอยักษ์ 65 นิ้ว แล้วพร้อมที่จะปรับภาพเองได้ ก็เชิญมาทดลองชมภาพกันได้กับ Hisense 65M5010 ตัวนี้ครับ

ข้อดี

  • ปรับภาพละโคตรเทพ ให้สีสันแม่นยำยิ่งกว่าทีวีแบรนด์ดังบางรุ่นเสียอีก
  • Input Lag ในโหมด PC และ Game อยู่ในเกณฑ์ดี แต่ถ้าหากจะนำมาใช้งานอ้างอิงทีมงานแนะนำให้ทำการปรับภาพเพื่อให้ได้สีสันที่เที่ยงตรง เนื่องจากสองโหมดนี้แนวภาพจะอมฟ้านิดหน่อย
  • รองรับการแสดงผลคอนเทนต์แบบ HDR
  • รองรับการใช้งานคู่กับแอปฯ Netflix และ YouTube แบบ 4K HDR

ข้อเสีย

  • Motion ยังไม่แข็งแรงเท่าไรนัก ทีมงานแนะนำให้ปิดไปถ้าต้องการจะรับชมภาพยนตร์ครับ
  • ฟีเจอร์ Local Dimming ที่มีมาให้ในเครื่อง จะเปิดปิดหลอดไฟทั้งพื้นที่จอ ทำให้ดูวูบวาบมาก ๆ นอกจากนี้ยังส่งผลต่อการรับชมภาพยนตร์แบบ HDR ทำให้ความสว่างลดลง จึงแนะนำให้ปิดเช่นเดียวกัน
  • ยังไม่รองรับ Wide Color Gamut

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification
ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้