ข้ามไปที่เนื้อหา
|

นี่ มัน เทพ !!! รีวิว LG 55LM7600 Cinema 3D ดีไซน์สุดเจ๋ง เครื่องเดียวพร้อมทุกสถานการณ์

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 30 Jan 2022 0 ความคิดเห็น

หลังจากปีที่แล้ว Cinema 3D ของ LG ภายใต้ชื่อรุ่น LW6500 ได้ออกมาถล่มตลาด “ทีวีสามมิติ” ทุกยี่ห้อจนราบคาบ อีกทั้งยังคว้ารางวัล ” LCDTVTHAILAND VIDEOPHILE : Best 3D TV Award ” ไปครอบครอง ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่ประสบความสำเร็จในด้านยอดขายเป็นอย่างมาก และในปี 2012 นี้ หลายๆคนก็เฝ้ารอว่าทาง LG จะมีรุ่นไหนที่พอจะก้าวขึ้นเวทีมาชกกับ LW6500 ได้อย่างสมน้ำสมเนื้อบ้าง ซึ่งก็มีหลายรุ่นด้วยกันที่ “เข้าตากรรมการ” รวมไปถึงการพัฒนาความสามารถทั้งในด้านภาพ 2D และ 3D ให้ดียิ่งขึ้น ผมกำลังพูดถึง LED TV อีกหนึ่งรุ่นจากตระกูล Cinema 3D ของ LG ในปี 2012 นั้นก็คือ LG 55LM7600 ครับ

LG 55LM7600 ราคา 74,990 บาท

ดีไซน์

ต้องยอมรับว่าก่อนที่จะได้รีวิว LG LM7600 นั้น ผมก็ได้เห็นรูปของเจ้าตัวนี้ทางอินเตอร์เน็ตมากมาย รู้สึกได้ว่า “สวย” โดดเด่นทีเดียว โดยเฉพาะขอบทีวีที่บางเฉียบแบบ Cinema Screen ทำให้ดูเหมือนเป็นกระจกบานเดียวตัดด้วยขอบด้านล่างสีเข้ม และเมื่อได้สัมผัสลูบไล้ตัวจริง ถึงกับทำให้ร้อง “ว้าว!!” ได้เลย พูดกันตามตรงในด้านดีไซน์ได้ถูกพัฒนาขึ้นมาจากปี 2011 แบบก้าวกระโดด ยกตัวอย่างเช่นดีไซน์ของขาตั้งที่ไม่ได้เป็นแค่เสากลมๆแล้วมีทีวีวางอยู่อีกต่อไปแล้ว แต่มันได้ถูกปรับเปลี่ยนให้ดูทันสมัยยิ่งขึ้น วัสดุที่ใช้ก็เป็นพลาสติกน้ำหนักเบาแต่ทนทาน สามารถรับน้ำหนักของตัวเครื่องได้สบายๆ  

มาดูหน้าตรงของ LM7600 กันก่อนเลยครับ

ดีไซน์ขาตั้งแบบสี่เหลี่ยมคางหมู ให้ความรู้สึกเหมือนตัวทีวีลอยอยู่ในอากาศ !!
ที่สำคัญคือปี 2012 นี้ LG สามารถปรับหมุนขาตั้งได้ทุกรุ่นนะจ๊ะ

ถือเป็นอีกหนึ่งรุ่นที่มีดีไซน์งดงามเป็นที่สุด

ให้อารมณ์เหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ทีเดียว กับดีไซน์ไร้ขอบแบบนี้

เวลาปิดทีวีจะเห็นตัวขอบทีวีทั้งหมดโดยรวม ตั้งไว้ที่ไหนก็ดูเรียบหรูสุดๆ

แผงปุ่มควบคุมที่ถูกซ่อนเอาไว้ด้านข้าง

ช่องต่อ

มาดูช่องต่อกันบ้างครับ ในปีนี้ยังคงช่องต่อ HDMI ไว้ 4 ช่องเท่าเดิมสำหรับรุ่นระดับกลางและสูง ( แบรนด์คู่แข่งจะมีสูงสุดเพียง 3 ช่อง ) ส่วน USB 2.0 ก็จัดให้มากถึง 3 ช่องเช่นเดียวกัน สามารถต่อ External Harddisk 2.5″ ได้ ที่เหลือก็เป็นช่องต่อปกติทั้งหมดที่สามารถเสียบใช้ได้ทันทีไม่ต้องผ่านหัวแปลงให้ยุ่งยาก เรามาดูช่องต่อทั้งหมดของ LG LM7600 กันครับ

แผงช่องต่อด้านข้าง
HDMI x 4
USB 2.0 x 3
แผงช่องต่อด้านหลัง
RF x 1
AV x 1
Component x 1
Optical x 1
D-Sub ( PC ) x 1
Pc Audio Input x 1
LAN x 1

แผงช่องต่อทั้งหมด มีทั้งด้านข้างและด้านหลัง 
มีช่องต่อ HDMI ทั้งหมด 4 ช่อง พร้อมรองรับการเชื่อมต่อพร้อมๆกัน

ภาพ

สำหรับ LG ซีรีส์ LM7600 นั้น ได้มีขนาดหน้าจอตั้งแต่ 42″ / 47″ และ 55″ ครับ เป็นหนึ่งในสามหัวหอกของ LG ในปีนี้เลยคือ ( LM7600 / LM8600 / LM9600 ) ด้วยคุณสมบัติต่างๆที่ใกล้เคียงกันเช่น ระดับราคาที่ถูกกว่าและที่สำคัญคือ เป็น Edge LED ที่สามารถทำ Local Dimming ได้ ช่วยให้เวลาดูในห้องมืดๆนั้น ลดอาการแสงรั่วตามขอบได้ดีทีเดียว ในส่วนฉากที่เป็นสีดำก็จะดำสนิทยิ่งขึ้น ถึงแม้จะไม่เทียบเท่า Nano Full LED Local Dimming ในรุ่น LM9600 ตัวท็อป แต่ก็เห็นผลได้ค่อนข้างชัดเจน ส่วนในด้าน 3D นั้นก็เป็นแบบ Polarized ใช้แว่นตาน้ำหนักเบา สวมใส่สบาย ให้ความรู้สึกเดียวกับโรงภาพยนตร์ ต่อยอดความสำเร็จมาจากปีที่แล้ว และปิดท้ายด้วย Smart TV เล่นอินเตอร์เน็ตฟังก์ชั่นครบถ้วนไม่แพ้รุ่นพี่อย่าง LM9600 ได้อีกด้วย

ปล. LED TV ที่ขายกันในปัจจุบันนี้กว่า 95% เป็น Edge LED ที่ไม่สามารถทำ Local Dimming ได้ รวมไปถึง Direct LED รุ่นล่างๆ ก็เช่นเดียวกันครับ ทำให้ LM7600 มีความแตกต่างเป็นอย่างมาก มาดูภาพตัวอย่างกันครับ

Picture Mode
พูดถึงทีวี ก็ต้องเน้นที่ภาพเป็นสิ่งสำคัญในรุ่น LM7600 นั้นมีโหมดภาพสำเร็จรูปมาให้มากมายเช่นเดียวกันกับรุ่นอื่นๆ แต่ที่เป็นไฮไลท์เลยก็คือโหมด ISF Expert ( Imaging Science Foundation ) เป็นโหมดภาพที่ให้สีสันของภาพสมจริง เหมือนกับต้นฉบับทำออกมามากที่สุด ซึ่งรวมไปถึงให้อุณหภูมิสีของภาพให้ถูกต้องด้วยคือการอ้างอิงจากสีขาวที่ใกล้เคียงกับ 6500K จะนับเป็น “สีขาวที่ถูกต้อง” ซึ่งผมก็มีผลการทดสอบโดยใช้เครื่องมือวัดค่าออกมา ซึ่งได้ตามตารางด้านล่างนี้ครับ

อุณหภูมิสี LG 55LM7600 ในแต่ละโหมดภาพ
VIVID 14,685
Standard 9,730
Cinema 6,084
Game 7,770
ISF Expert 1 6,070
ISF Expert 2 6,040

จะเห็นได้ว่าในโหมด ISF Expert 1 และ 2 วัดอุณหภูมิสีด้วยเครื่องมือของทางทีมงาน ออกมาได้ใกล้เคียง 6500K มากที่สุด ( ซึ่งโดยปกติถ้าอยู่ในหลัก 6XXX ก็ถือว่าเยี่ยมยอดแล้ว ) โดยผมวัดภายใต้การตั้ง Gamma ไว้ที่ระดับ 2.2 แต่ถ้าเราตั้งระดับ Gamma ไว้ที่ 1.9 ผลที่ได้ก็คือในโหมด ISF Expert 1 จะได้อุณหภูมิสีที่ 6,479 เป็นระดับที่ใกล้เคียงกับ 6500K มากที่สุด ทั้งนี้เมื่อดูภาพจริงแล้วออกจะติดโทนขาวสว่างไปสักนิด ควรดูในห้องที่มีแสงสว่างมากๆ ในจุดนี้แล้วแต่ผู้ใช้งานชอบครับ แต่ผมแนะนำว่าปรับ Gamma เป็น 2.2 จะให้ภาพที่ดูอิ่ม เต็มเม็ดเต็มหน่วยกว่า  

โหมดภาพของ LG LM7600 1. Intelligent Sensor – โหมดนี้จะเปิดการทำงานของเซ็นเซอร์วัดความสว่างและปรับระดับแบคไลท์ให้เหมาะสม เช่นในห้องที่มีแสงมากๆก็จะเร่งแบคไลท์ให้มากขึ้นเพื่อลดการสะท้อน ห้องมืดๆก็จะปรับลดระดับลงเพื่อให้ไม่แสบตา
2. Vivid – เร่งให้ภาพมีสีสันสดมากขึ้น เป็นโหมดที่ส่วนมากจะเปิดโชว์ตามร้านขายทีวีต่างๆ แนวภาพจัดจ้าน
3 Standard – โหมดนี้จะปรับค่าต่างๆ อยู่ในระดับกลางคือ 50 ถือเป็นโหมดมาตรฐานจากโรงงาน
4. Cinema – เป็นโหมดที่ดูแล้วนุ่มนวล สบายตาเหมือนอยู่ในโรงภาพยนตร์ เหมาะกับดูในห้องที่คุมแสงได้มากๆ
5. ISF Expert – โหมดภาพสำเร็จรูปที่ดูสบายตาเช่นเดียวกัน เหมาะกับการดูในห้องที่คุมแสงได้ และยังสามารถปรับ White Balance , Color Management System ได้อีกด้วย 

ปรับภาพเบื้องต้นด้วยแผ่น DVE ให้กับ LG LM7600

ตัว LG 55LM7600 นั้น ถือว่าค่ามาตรฐานจากโรงงานที่ตั้งมาก็แสดงภาพได้ดีในระดับหนึ่ง แต่ผมก็ไม่ลืมที่จะใช้แผ่น DVE ในการปรับภาพเบื้องต้นให้ดูครับ โดยเริ่มจากสิ่งที่สำคัญที่สุดนั่นก็คือ Brightness ที่แสดงระดับสีดำของภาพว่าจะดำจมหรือดำลอย โดยปรับเพิ่มให้เป็นระดับ 52 เท่านั้น ทดสอบในฉาก “บรูซ วิลลิส” ที่คุ้นเคย ก็ถือว่าแสดงรายละเอียดในที่มืดได้ดีพอๆกับตัว LM9600 รุ่นท็อป เลยทีเดียว ส่วน Contrast นั้นเพิ่มไปเต็มเหนี่ยวเลยคือประมาณ 98  ต่อมาคือ Colour ให้คงไว้ที่ระดับ 50 ตามค่าที่ให้มาถือว่าเหมาะสมแล้ว H Sharpness และ V Sharpness ก็ไว้ที่ 10 หลายๆท่านที่ใช้รุ่น LG 55LM7600 ก็ลองเอาไปปรับดูได้นะครับ

ฉากที่ใช้ทดสอบรายละเอียดในที่มืดจริงๆแล้วแสดงรายละเอียดบนใบหน้าได้ดีครับ เห็นหนวดเคราชัดเจน แต่เนื่องจากข้อจำกัดของตัวกล้องและสถานที่ถ่ายทำ เลยทำให้ภาพดูมืดลงไปกว่าความเป็นจริง ส่วนข้อแนะนำคือ Dynamic Contrast นั้นแนะนำให้ปรับเป็น Off ไว้นะครับ

ทดสอบกับภาพยนตร์ 2D
สำหรับการดูหนังแบบ High-Definition เป็นตัววัดความสามารถในการแสดงภาพของทีวีได้เป็นอย่างดี ถ้าได้ทีวีคุณภาพเยี่ยม ก็จะสื่ออารมณ์และความต้องการของตัวหนังออกมาได้ครบทุกส่วน สำหรับการทดสอบของผมในครั้งนี้จึงได้ใช้เครื่องเล่นระดับเทพอย่าง OPPO BDP-95 เชื่อมต่อโดยตรงเข้ากับทีวีผ่านสาย HDMI ของ LCDTVTHAILAND รุ่นมาตรฐานที่ใช้ร่วมเดินทางทดสอบทีวีมาแล้วกว่าหมื่นลี้ เรื่องแรกที่เอามาทดสอบก็ไม่พ้นขาประจำอย่าง “Fast Five” เป็นหนังที่ทั้งคุณโรมันและทีมงานเราหยิบยกมาอ้างอิงได้เสมอ เพราะมีฉากที่ได้ทดสอบทั้งภาพเคลื่อนไหว หรือทดสอบรายละเอียดในที่มืดต่างๆ  สิ่งที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดจากเจ้าทีวี LG 55LM7600 ตัวนี้คือมีคาร์แร็คเตอร์ของภาพที่ใสและมีความโดดเด่นกระชุ่มกระชวย ความมีมิติของภาพ 2D ดูแล้วลึกตื้นกินใจผู้ชม ลืมความคิดว่า Cinema 3D จะโดดเด่นแค่ภาพ 3D เพียงอย่างเดียวไปได้เลย ประกอบกับดีไซน์ของทีวีที่มีขอบบาง เหมือนรุ่น LG LM9600 ที่คุณโรมันแนะนำให้วางตัดกับกำแพงด้านหลังที่เป็นสีโมโนโทน เจ้าตัว LM7600 นี้ ผมก็ขอแนะนำในลักษณะเดียวกันครับ ยิ่งถ้าจับคู่กับโฮมเธียเตอร์เสียงแจ่มๆสักชุด ปรับภาพแล้วนั่งดูในห้องที่คุมแสงได้ ขอบอกว่าได้อารมณ์เหมือนอยู่ในโรงหนัง โรแมนติกสุดๆ แม้คุณจะดูหนังแข่งรถ !

ทดสอบ Blu-Ray 1080p เรื่อง Fast Five

ทดสอบการ์ตูนอนิเมชั่นในด้านสีสัน ผมได้ใช้แผ่น DVE ทำการปรับ Colour ในโหมด ISF Expert 1 ซึ่งในการวัดค่านี้สะดวกมากเพราะตัวทีวีมีฟังก์ชั่น “Colour Filter” มาให้ด้วย เราก็เลือกไปที่ Blue ผลออกมาดังภาพด้านล่างนี้เลย ตีความหมายง่ายๆคือในค่า Standard ที่ 50 จัดเป็นค่าที่เหมาะสมที่สุดแล้วครับ

สีสันของภาพโดยรวมมีความสดอิ่ม เป็นธรรมชาติ อาจจะด้วยคาร์แร็คเตอร์ของตัวจอภาพด้วย
ทำให้มีความนุ่มนวลอยู่ในตัว ซึ่งในโหมด ISF Expert 1 ทำออกมาได้ดีอยู่แล้วครับ

Aspect Ratio อัตราส่วนภาพ
อัตราส่วนภาพนั้นก็ยังมีให้หลายรูปแบบ เช่นเดียวกันกับ LG รุ่นอื่นๆ แต่ที่แนะนำให้ใช้กันคือแบบ Just Scan ที่จะแสดงภาพออกมาเต็มอัตราส่วน แบบไม่ผิดเพี้ยนพิกเซล อัตราส่วนอื่นๆก็จะแสดงตามภาพด้านล่างนี้เลยครับ เช่น 4:3 สำหรับคนที่ต้องการดูฟรีทีวีแบบ “หน้าไม่บาน” ก็สามารถเลือกใช้ได้ และในโหมด Zoom ของทุกอันก็จะสามารถเลือกย่อ/ขยาย/ปรับตำแหน่งของหน้าจอส่วนที่ต้องการได้เช่นเดียวกัน

ภาพเคลื่อนไหวของตัว LG LM7600 นี้ จะมีตัว MCI ( Motion Clarity Index 800 ) หรือ TruMotion 240Hz นั่นเอง ซึ่งสามารถเลือกระดับการใช้งานได้ตั้งแต่ Off / Smooth / Clear / Clear Plus โดยทั้ง Clear และ Clear Plus ไม่ต่างกันมากให้ภาพลื่นไหล ส่วน Smooth จะดูสว่างนุ่มนวลกว่าเล็กน้อย ผลการทดสอบในฉากโหดๆก็ถือว่า “เอาอยู่” เช่นฉากกระโดดร่มในเรื่อง  Transformer 2 ก็มีเงาโผล่มาให้เห็นเล็กน้อย (เฉพาะฉากโหดขั้นเทพที่ทางทีมงานเคยนำไปทดสอบให้หลายท่านรับชมกันในงาน BAV Hi-End Show 2011) ซึ่งตัว LM9600 ทำได้ดีกว่าในจุดนี้ แต่ถือว่าเหนือกว่ารุ่นปีที่แล้วหลายๆรุ่นของปี 2011

ในส่วนนี้จะทดสอบความดำของภาพกัน

อย่างที่กล่าวไปในข้างต้น ตัว LG LM7600 รุ่นนี้เป็น Edge LED หลายท่านจึงกังวลในด้านความดำของภาพและอาการแสงรั่วตามขอบเหมือนทีวีรุ่นอื่นๆ ซึ่งตอนที่ดูในห้องสว่างๆมักจะไม่มีปัญหา ถ้าปิดไฟ ใส่หมวก ตรงดิ่งเข้าด่านตรวจแล้วหลายคนกลัวว่าจะหงายเงิบ แต่ไม่ต้องกังวลไปเพราะฟังก์ชั่น Local Dimming มีมาให้ใช้งานกันด้วย แม้จะคุมได้ไม่ละเอียดเท่า Full LED แต่ก็ช่วยได้เยอะทีเดียว โดยทีวีจะดิมแบคไลท์ตามขอบเป็นโซนๆ ตัวอย่างเช่นในฉากพระจันทร์ด้านบน ก็ถือว่าทำได้ดีไม่มีปัญหาแต่อย่างใด โดยแนะนำว่าปรับระดับเป็น High ไปเลยครับ 

ปรับเป็น High ไปเลยครับ LED Local Dimming

ถึงจุดเด่นของเราแล้ว นั่นก็คือภาพ 3D แบบ Polarized !! หรือที่ LG เรียกว่า Cinema 3D ที่ประสบความสำเร็จอย่างมาก ด้วยคุณสมบัติที่โดดเด่นคือ ใช้แว่นน้ำหนักเบา ไม่ต้องใช้แบตเตอร์รี่ และภาพไม่กระพริบครับ ในปีนี้ก็ยังเพิ่มรุ่นเข้ามาอีกมากมายจากเดิมปี 2011 ที่มีแค่ 3 รุ่น คือ LW4500 , LW5700 , LW6500  แต่ในปี 2012 นี้จะเป็นรหัส LM ทั้งหมด 9 รุ่น ตั้งแต่ LM3410 , LM4610, LM5800 , LM6200 , LM6700 , LM6690  , LM7600 , LM8600 , LM9600 ครับ ในการใช้งานระบบ 3D ก็สามารถเลือกโหมดความลึกแบบสะใจวัยรุ่นสูงสุดคือ Extreme ที่ให้ภาพลอยมาเตะตาสุดๆ ทั้งนี้การลอยลึกของภาพ 3D ผมคิดว่าขึ้นอยู่กับคอนเทนต์ด้วย ต่อให้ทีวีภาพดีแค่ไหนก็คอนเทนต์ไม่ดี เราก็ไม่อาจเห็นศักยภาพสูงสุดได้ ตัว LM7600 รองรับ 3D ทุกรูปแบบทั้ง Full Frame // Side By Side // Top and Bottom ทั้งยังสามารถแปลงคอนเทนต์ต่างๆให้เป็น 3D ได้อีกด้วย

หน้าต่างควบคุมการใช้งาน 3D ที่มีให้ปรับค่าต่างๆ
เช่นความลึกของภาพที่ปรับได้ถึง 20 ระดับ

แว่นตาเบา สวมใส่สบาย LG Cinema 3D

3D แบบไหนก็รองรับทุกรูปแบบรวมทั้งแปลง 2D -> 3D ด้วย

ข้อดีของ Cinema 3D ก็อย่างที่รู้ๆกันอยู่คือความโดดเด่นในด้าน 3D ที่ดูแล้วสบายตา เช่นเดียวกับโรงภาพยนตร์ที่ใช้กันทั่วไป แต่ข้อเสียที่ควรทราบเอาไว้คือมุมมองในการรับชม ถ้ามองจากระดับที่อยู่สูงไปหรือต่ำไป ก็มี CrossTalk ให้เราเห็นกันอยู่ แก้ปัญหาได้ด้วยการปรับระดับทีวีให้อยู่แนวเดียวกับสายตาของเรา ส่วนมุมมองในด้านข้างไม่มีปัญหาอะไรครับ ระยะการรับชมที่แนะนำสำหรับจอขนาดใหญ่ควรถอยห่างประมาณ 3 เมตรขึ้นไป รับชมในห้องที่คุมแสงได้ ( แถมด้วยโซฟานุ่มๆ ป็อปคอร์นและโค้กอีกแก้ว จะดีที่สุด ) แต่โดยรวมแล้วถ้าจัดอันดับคะแนนก็ถือว่ามีคุณภาพที่โดดเด่นน่าเล่นที่สุดอยู่ดีครับ

Dual Play เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่น่าสนใจไม่แพ้กัน สำหรับ LG Cinema 3D ปี 2012 นี้  มันคือฟังก์ชั่นที่ทำให้ผู้เล่นสามารถเกมส์พร้อมกันสองคน โดยได้รับภาพที่เต็มจอ ไม่มีการแบ่งครึ่งอีกต่อไป ผ่านการสวมแว่น Cinema 3D แบบพิเศษ  ซึ่งจริงๆแล้วใช้หลักการของ 3D Polarized มาช่วย คือการแบ่งเส้นเลขคู่เข้าตาซ้ายและเส้นเลขคี่เข้าตาขวา ( โดยแว่น A ใช้เลนส์ Polarized ของด้านซ้ายทั้ง 2 อัน คนที่สวมก็จะได้ภาพแต่เส้นเลขคู่ และแว่น B จะใช้เลนส์ Polarized ของด้านขวาทั้งสองอันคนที่สวมก็จะได้ภาพของเส้นเลขคี่ ) ยกตัวอย่างเช่นเกมส์ยิงปืนแนว FPS หรือเกมส์แข่งรถต่างๆ

หน้าตาของแว่น Dual Play แบบ A และ B

ตามปกติจะแบ่งครึ่งหน้าจอแบบนี้ครับ ทำให้เราได้ภาพไม่เต็มจอ ไม่เต็มอรรถรส

กดปุ่มเพื่อเข้าโหมด Dual Play เท่านี้เวลาใส่แว่นก็จะเห็นคนละภาพกันแล้ว !! มันส์กันได้เลย

ทีมงานทดสอบเล่นกันจริง โดยผมก็ยังยิงหัวท่าน Demo ไปหลายรอบ ฮ่าๆ 
คอนเฟิร์มว่าเล่นได้เต็มอรรถรสแน่นอน ข้อแนะนำคือควรจะเล่นเกมส์ที่มีฉากหลังคล้ายๆกันเพื่อลดอาการภาพซ้อน

เสียง

ระบบเสียงของ LG LM7600 ตามสเปคคือมีลำโพงสองตัว ข้างละ 10W แต่ก็ให้เสียงออกมาเป็นที่น่าพอใจกว่าทีวีรุ่นระดับกลางตัวอื่นๆ โหมดเสียงมีให้เลือกคือ Music / Cinema / Sport / Game / Standard / Vivid แต่ละโหมดจะให้ความต่างที่ชัดเจน โดยส่วนตัวผมชอบแบบ Standard เพราะให้เสียงที่ฟังดูไม่โอเวอร์และเป็นเสียงที่สะอาด แต่ถ้าอยากได้เบสเพิ่มขึ้นมาก็แนะนำเป็นโหมด Music ครับ ส่วนระบบ Surround อย่าง Virtual Surround ก็ต้องใช้ให้เหมาะกับตำแหน่งการวางของทีวี ( คือมีระยะห่างพอประมาณเพื่อให้เสียงสะท้อนกำแพงโอบล้อม ) แต่เนื่องจากข้อจำกัดของสถานที่ของบางท่าน อาจจะเลือกปิดโหมดนี้ไปก็ได้ครับ เพื่อให้เสียงที่ไม่หลอกหู ตัวทีวีสามารถเลือก Sound Optimizer ได้ว่าเป็นแบบ “ตั้งโต๊ะ” หรือ “แขวนผนัง” และสุดท้ายคือตัวทีวีรองรับ Digital Audio Out อย่าง Optical ด้วยครับ 

ตัวอย่างเมนูเสียงที่มีให้เลือกปรับตั้งมากมาย

ตัวเครื่องสามารถเล่นไฟล์เสียงอย่าง Wave ได้ผ่านช่องต่อ USB

เพิ่มเติม

ลูกเล่นเพิ่มเติมอย่างแรกที่ขาดไม่ได้สำหรับทีวีเกือบทุกรุ่นในปัจจุบันคือการเล่นไฟล์ผ่าน External Harddisk 2.5 USB 2.0 ซึ่งวิธีการใช้งานนั้นเพียงเชื่อมต่อเข้าไปด้านหลังทีวีเราก็สามารถเลือก Drive ที่อยู่ใน Harddisk ได้ด้วยการกดปุ่ม Input บนรีโมท โดยรองรับทั้งไฟล์หนัง Hi-Def  ( MKV ) ไฟล์เพลงอย่าง MP3 , Wave และไฟล์รูปภาพพื้นฐาน JPEG

หน้าตา Input ที่มีให้เลือกครับ

ทดสอบเล่นไฟล์หนังอย่าง MKV ก็เล่นได้สบายๆ มีแผงควบคุมให้เลือกปรับได้
 เช่น Star Wars Episode 1 แบบ 1080P

รูปนี้คุ้นๆ !!! ใช้มาตั้งแต่สมัยก่อนเสียกรุงรัตนโกสินทร์ครั้งที่ 2 
ไฟล์ JPEG ก็รองรับนะครับ สามารถตั้งค่าเล่นสไลด์โชว์ ใส่เพลงและเลือก Replay ซ้ำไปมาได้

จุดเด่นของ LG คือฟังก์ชั่น Smart TV ที่ผมกล้าฟันธงเลยว่าความสามารถอยู่ในอันดับต้นๆเลยทีเดียว โดยเฉพาะคอนเทนต์ต่างๆ ที่ใช้งานได้จริงพวก Local Content อย่าง Mthai ,The Nation , Major Cineplex , You2Play และ Global Content โดยในปีนี้ก็พัฒนาหน้าตาของ Home DashBoard 2.0 ให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น แบ่งตามสัดส่วน สามารถปรับตั้งแอพที่ใช้งานบ่อยๆเอาไว้ได้ โดยเฉพาะการจับคู่กับรีโมทสุดอัจฉริยะ Magic Remote รุ่นใหม่ ที่เพิ่มปุ่ม Scroll Wheel ขึ้นมา ( ลูกกลิ้งเหมือนที่อยู่บนเม้าส์ ) ช่วยให้การเข้าเว็บบราวเซอร์ใช้งานได้ง่ายขึ้นเยอะทีเดียว ซึ่ง LG LM7600 ตัวนี้รองรับ Wi-Fi Built-In  หรือจะใช้สาย LAN เสียบเข้าด้านหลังตัวเครื่องก็ได้เช่นกันครับ

หน้าตา Home DashBoard 2.0 ของ LG

ในส่วนของ Premium Content ที่ใช้งานกันบ่อยๆ

3D World นี้เหมาะกับ Cinema 3D เป็นอย่างมาก เพราะรวบรวมคอนเทนต์สามมิติเอาไว้มากมาย ส่วนจะถูกใจหรือไม่ถูกใจ ต้องรับชมกันเอาเองครับ ^^

KPOP Zone ตัวนี้ก็เหมาะกับขวัญใจเกาหลี ซึ่งจะรวบรวมทั้ง MV , Concerts ต่างๆมากมายมาให้รับชม

เป็นอีกหนึ่งความสามารถที่คนทั่วไปน่าจะรู้จักกันดีที่สามารถเลือกแชร์ไฟล์จากโน้ตบุ๊คหรือโทรศัพท์มือถือที่เชื่อมต่ออยู่ในวง LAN เดียวกัน มาแสดงบนจอทีวีได้เลยครับ ยกตัวอย่างเช่นผมลองใช้โปรแกรม iMedia Share ในโทรศัพท์มือถือ และเชื่อมต่อ Wi-Fi เอาไว้ ผมก็สามารถเลือกไฟล์จากในโทรศัพท์มือถือมาเล่นบนทีวีได้เลย เพียงเข้ามาที่ฟังก์ชั่น Smart Share บนทีวีและเลือก Device ให้ถูกต้อง มาดูตัวอย่างในรูปด้านล่างกันเลย !!

เชื่อมต่อ Wi-Fi เอาไว้ ( วงเดียวกับตัวที่ทีวีเชื่อมต่ออยู่ ) เข้าโปรแกรม iMedia Share

เพิ่มเติม

ข้อแนะนำอีกอย่างหนึ่งเวลาใช้ Smart TV ของ LG นั่นก็คือหากคุณไม่มี LG Magic Remote แต่มีโทรศัพท์มือถือระบบ iOS หรือ Android ให้หาดาวน์โหลดแอพพลิเคชั่น ที่ชื่อว่า LG TV Remote / LG Magic มาใช้ ก็จะสามารถควบคุมการทำงานได้ง่ายเช่นเดียวกัน ( ในรุ่น LM8600 และ LM9600 จะสามารถแสดงภาพบนมือถือหรือแท็บเล็ตให้เป็นภาพเดียวกับทีวี ผ่านฟังก์ชั่นที่ชื่อว่า 2nd Display ครับ ) 

LG Magic บน iOS สามารถเข้าไปดู Premium Content ได้แบบนี้เลย

LG TV Remote บน Android และ iOS

มาดู Local Content ต่อเลย สำหรับ Smart TV ผมก็จะขอยกตัวอย่างเฉพาะที่สำคัญๆมาให้เราๆท่านๆได้ดูก่อนนะครับ นอกเหนือจากนี้ใครชอบใครรักอันไหนก็ลองไปโหลดมาใช้งานได้ ส่วนใหญ่จะ “ฟรี” แทบทั้งนั้น สาวกขาโหลดคงถูกใจทีเดียว

MTHAI ไว้ติดตามข่าวสารต่างๆ อัพเดทออนไลน์ ผ่านคลิปวีดีโอ

You2Play อีกหนึ่ง Local Content เพื่อคนไทย !!

ในส่วนของ Smart TV ในรุ่น LM7600 ถึงจะไม่มี Dual Core เหมือนรุ่น LM8600 และ LM9600 ก็ยังทำงานได้ดี ตอบสนองผู้ใช้งานได้เยอะกว่าอินเตอร์เน็ตทีวีของหลายๆยี่ห้อ ถึงแม้ว่าในด้านความสะดวกคล่องตัวในการใช้งาน คงยังไม่ถึงขั้นใช้ “ทดแทน” Notebook หรือ PC ได้ 100% แต่ผมก็เห็นถึงประโยชน์และความน่าตื่นตาตื่นใจของการพัฒนาทีวีให้เข้ากับผู้ใช้มากขึ้นไปอีก

สรุป

เปรียบเทียบกับ LW6500 ตัวท็อปปี 2011 เป็นอย่างไร ?
ในส่วนนี้ผมเชื่อว่ามีหลายท่านสงสัยว่า LG LM7600 ตัวนี้ถ้าเปรียบเทียบกับตัว LG LW6500 รุ่นท็อปในปี 2011 มีข้อดีกว่าในด้านไหนบ้าง ซึ่งผลการทดสอบของทางทีมงานกล้าฟันธงเป็นเสียงเดียวกันว่า ในด้านภาพ 2D นั้น การแสดงรายละเอียดในที่มืดนั้นดีกว่าแน่นอน ทั้งความดำของภาพในส่วนที่มืดและเส้นขอบที่เห็นได้อย่างชัดเจน ส่วนของภาพเคลื่อนไหวตอนเปิด Motion ก็ “เอาอยู่” ภาพ 3D แบบ Cinema 3D ก็ยัง”คงความเทพ”เอาไว้เช่นเคย การปรับความลึกตื้นของมิติภาพที่ดูแล้วแยกวัตุให้ลอยลึกยิ่งขึ้น ในด้านลูกเล่นฟังก์ชั่นที่เพิ่มขึ้นมานั้นมีหลายส่วนที่ LW6500 ไม่มีเช่น ฟังก์ชั่น Dual Play และรองรับการใช้งานควบคู่กับ New Magic Motion Remote หรือจะเป็นคอนเทนต์ 3D ที่เพิ่มขึ้นมาใน Home DashBoard 2.0 ของ LG และดีไซน์ที่สวยขึ้นกว่าเดิม”เยอะ” ขอบบางเฉียบแบบ Cinema Screen ทั้งหมดนั้นเป็นเหตุผลที่ทำให้ LM7600 เหนือกว่าอย่างไร้ข้อกังขา แต่ระดับคะแนนในปี 2012 นั้นจะมีการปรับให้สอดคล้องกับมาตรฐานของทีวีในรุ่นปี 2012 ทั้งหมด ซึ่งเทคโนโลยีของทีวีที่ถูกพัฒนาขึ้นไปเรื่อยๆ ทำให้คะแนน 8.3 ในปี 2012 จะมากกว่าปี 2011 ครับ


 เนื่องด้วยสินค้าที่มีราคาและสเปคใกล้เคียงกันในปีนี้ ผมขอทิ้งท้ายไว้ด้วยความแตกต่างระหว่างรุ่น LM6700 , LM7600 , LM8600 และ LM9600 ละกันครับ เพื่อเป็นข้อมูลในการตัดสินใจว่า แบบไหนเหมาะสมกับการใช้งานของเรา เพิ่มเติมในส่วนของเทคโนโลยีที่น่าสนใจคือ MHLที่มีในรุ่น LM8600 และ LM9600 นั่นก็คือ Mobile High-Definition Link คือรองรับการเชื่อมต่อจากมือถือโดยตรงผ่านสาย MHL ที่ด้านหนึ่งจะมีลักษณะเป็น Micro USB และอีกด้านจะเป็น HDMI ซึ่งสามารถส่งข้อมูลภาพและเสียงไปพร้อมๆกัน เวลาใช้งานสามารถควบคุมผ่านรีโมทของทีวีได้ทันที และยังชาร์จไฟเข้ามือถือไปได้ในตัวจึงตัดปัญหาเรื่องแบตเตอรี่หมดไปได้เลย สำหรับท่านที่สนใจฟังก์ชั่นนี้คงต้องมองไปที่รุ่นสูงกว่าเช่น LG LM9600

ร่ายกันมายาวขนาดนี้แล้วสำหรับตัว LG LM7600 เป็น Smart TV Cinema 3D ระดับราคากลางๆ ส่วนตัวผมคิดว่ามีความคุ้มค่ามากที่สุด กับอีกหนึ่งรุ่นรองลงมาก็คือ LM6700 สองตัวนี้น่าเล่นพอๆกัน ด้านภาพเคลื่อนไหวกับ Contrast Ratio ที่ดีกว่า และที่สำคัญในด้านดีไซน์ผมให้ตัว 7600 กินใจกว่ากับขอบทีวีที่เรียบเป็นแผ่นเดียว ( แม้เวลาเปิดขึ้นมาจะมีแถบด้านข้างเล็กน้อยก็เถอะ ฮาๆ ) ปัจจุบันความสำคัญของด้านดีไซน์ ก็มีส่วนในการตัดสินใจเลือกซื้อของลูกค้าเป็นอย่างมาก เพราะทีวีที่ตั้งอยู่ในห้องรับแขกก็เป็นหน้าเป็นตาให้เจ้าบ้านได้ดีไม่แพ้ “เครื่องประดับ” อื่นๆเลย ต่อให้ภาพดีแค่ไหน ถ้าดีไซน์ล้าหลังก็ขัดใจผู้ใช้งานอยู่ดี และสเปคของ LM7600 ก็ครบครันไม่แพ้รุ่นใหญ่ทั้งนั้น เพียงแต่ราคาต่างกัน “หลายหมื่น” ทีเดียว แต่ถ้าคุณมีงบประมาณไม่จำกัดล่ะก็ ผมขอแนะนำให้จัดเต็มตัว LM9600 ไปเลยทีเดียวครับ

สรุปข้อดีของ LG 55LM7600
1. ดีไซน์โดดเด่น สวยงามแบบ Cinema Screen Design บางเฉียบทั้งตัวทีวีและขอบด้านข้าง
2. เป็น Edge LED ที่สามารถทำ Local Dimming ได้ ช่วยเพิ่มความดำของแบคกราวในฉากที่มืด ลดแสงรั่ว
3. ภาพ2มิติ และ3มิติ คุณภาพไม่แพ้รุ่นท็อปอย่าง LM8600 LM9600 ความจัดจ้านถือว่าต่างกันเล็กน้อย
4. ฟังก์ชั่น Smart TV ครบครัน แถม Wi-Fi Built-In อีก ท่องโลกอินเตอร์เน็ตได้อย่างสบายๆ

สรุปข้อเสียของ LG 55LM7600
1. ภาพเคลื่อนไหวตอนเปิด TruMotion ทำได้ดี แต่ยังมีโกสต์(ภาพติดเงา)เล็กน้อยอยู่ในบางฉาก
2. ความบางของขอบทีวี ทำให้ต้องใช้ความระมัดระวังในการเคลื่อนย้าย โดยเฉพาะตัว Panel เองที่บอบบาง
3. มุมมองการรับชมภาพ 3D ในแนวตั้งยังมีข้อจำกัดอยู่เช่นเดียวกับ Cinema 3D รุ่นอื่นๆ

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification

ฝากอีเมลของคุณไว้ แล้วเราจะแจ้งให้ทราบทันทีที่สินค้า/รุ่นสินค้ามีในสต็อกอีกครั้ง

ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้