พร้อมรบจบในเครื่องเดียว! รีวิว Toshiba 49L5650VT เครื่องแรกบนแพล็ตฟอร์ม Opera TV

“นำสิ่งที่ดีสู่ชีวิต” วลีเด็ดคู่แบรนด์โตชิบาที่ติดหูคนไทยมาเป็นเวลานาน เป็นตัวแทนคำสัญญาระหว่างตัวบริษัทกับลูกค้า ว่าโตชิบาจะผลิตและทำแต่สิ่งที่ดีเพื่อทำให้ชีวิตของเราๆ ดีขึ้น ซึ่งสินค้าทีวีก็เป็นอีกหนึ่งผลิตภัณฑ์ที่มีการพัฒนาอย่างต่อเนื่องมาตลอดหลายช่วงอายุ ถ้าเอาที่เป็นจอแบนก็ไม่พ้นซีรี่ย์ Regza Power TV จนมาถึงปัจจุบันซีรี่ย์ Pro Theatre ที่ผมกำลังจะมารีวิวในรุ่น L5650VT
ในไลน์อัพทีวีปี 2016 ของโตชิบา L5650VT ถือว่าเป็นซีรี่ย์ทีวีแบบ Full HD พร้อมสมาร์ททีวีตัวท็อปสุดก่อนที่จะขยับไปเป็น U9650VT ที่จะเป็นความละเอียดแบบ 4K สำหรับตัวที่ได้มารีวิวจะเป็นไซส์ 49 นิ้ว ที่มีรหัสประจำรุ่นว่า 49L5650VT


โตชิบายังคงเลือกใช้ชิพประมวลผลภาพ CEVO Engine เช่นเคย แต่เป็นตัวที่ผ่านการปรับประสิทธิภาพมาเรียบร้อย จนได้ชื่อว่า CEVO Engine Premium ยิ่งไปกว่านั้นตัวเครื่องยังมาพร้อมฟีเจอร์สมาร์ททีวีพร้อม Home Launcher หน้าหลักสู่โลกอินเทอร์เน็ต แค่ปลายรีโมท และที่ขาดไม่ได้ ก็คือดิจิตอลทีวีจูนเนอร์ สำหรับเสียบใช้งานกับเสาอากาศก้างปลาได้ทันที ไม่จำเป็นต้องพ่วงกล่องเพิ่ม
Toshiba Pro Theatre 49L5650VT
– จอความละเอียด Full HD ใช้แหล่งกำเนิดแสงแบบ Direct LED พร้อมดิจิตอลทีวีจูนเนอร์ในตัว
– Home Launcher ศูนย์กลางการเชื่อมต่อสู่โลกอินเทอร์เน็ต พร้อมแอปพลิเคชั่นมากมายผ่าน TV App Store ภายในแพล็ตฟอร์ม Opera TV
– Screen Mirroring แชร์ภาพบนจอสมาร์ทโฟนไปโชว์บนจอทีวีแบบไร้สาย
– บันทึกรายการทีวีเรื่องโปรดได้ทันทีเพียงกดปุ่ม REC บนรีโมท
– พร้อมรับสัญญาณ Wi-Fi ได้ทันที
– รองรับการทำ Screen Mirroring กับมือถือแอนดรอยด์
ราคาตั้ง 18,990 บาท
Design – การออกแบบ
งานดีไซน์ของทีวีตัวนี้ยังคงแนวทางความแข็งแรงแบบโตชิบาไว้ไม่เสื่อมคลาย แต่ผ่านการปรับปรุงให้ดูทันสมัยมากขึ้น ด้วยการปรับเปลี่ยนขอบจอให้บางเฉียบทันสมัย พร้อมดีไซน์ขาตั้งใหม่ช่วยทำให้ตัวเครื่องดูโมเดิร์นเข้ากับยุคมากยิ่งขึ้น


ลักษณะโดยธรรมชาติของทีวีแบบ Direct LED คือจะมีตัวเครื่องที่หนา เพราะต้องกันพื้นที่ไว้สำหรับแผงไฟที่จะส่องมาจากด้านหลัง
งานประกอบบอดี้เนี้ยบสวยตามสไตล์ญี่ปุ่น บรรดาน็อตยึดต่างๆ ถูกซ่อนเอาไว้ในช่องสวยงาม จะไม่เจอหัวน็อตโผล่มาแบบโดดๆ แน่นอน

ขาตั้งโลหะแบบใหม่ดูแข็งแรงทนทาน สามารถรองรับน้ำหนักตัวจอได้สบายๆ แต่มีข้อเสียที่ต้องวางทีวีบนชั้นวางที่มีขนาดใหญ่กว่าความยาวจอเท่านั้น ซึ่งผมเองชอบแบบนี้มากกว่า เพราะมันทำให้จอไม่โยกเยกง่าย ให้ความรู้สึกมั่นคงแน่นอน

รีโมทหน้าตาสะอาดสะอ้าน มีการจัดวางปุ่มเป้นหมวดหมู่ดี
Connectivity – ช่องต่อ

ช่องต่อสายสัญญาณของทีวีตัวนี้ก็มีมาให้ครบตามมาตรฐานดังต่อนี้
1. HDMI x3
2. LAN
3. Component
4. Headphone Jack
5. ANT IN
6. USB x2 พร้อมจ่ายไฟสำหรับชาร์จอุปกรณ์ที่ 5V 100mA
7. Digital Audio Output (Coaxial)
8. VGA
9. MHL สำหรับเชื่อมต่อสมาร์ทโฟน
Picture – ภาพ
49L5650VT ตัวนี้ มีโหมดภาพสำเร็จรูปจากโรงงานมาให้เราใช้ทั้งหมด 6 แบบด้วยกัน เริ่มจาก Dynamic, Standard, Football/Cricket, Cinema, Game และ User แน่นอนว่าตามธรรมเนียม ก่อนจะรีวิวเราก็ต้องวัดค่าจากโรงงานกันก่อน ด้วยอุปกรณ์ตรวจวัดที่ได้ผ่านการรับรองมาตรฐานจาก isf โดยค่าที่ได้มีดังต่อไปนี้ครับ
| Pre Calibration – SDR Mode | ||||||
| Picture Mode | CTT | Gamma | Luminance | Backlight | HDMI | Power |
| avg | avg | fL | Lag | W | ||
| Dynamic | 14122 | 1.86 | 100.5 | Max | 28.7 | 83 |
| Standard | 9960 | 2.01 | 97 | 85 | 26.3 | 76 |
| Football / Cricket | 16802 | 2.22 | 79 | Max | 29.9 | 83 |
| Cinema | 7037 | 2.1 | 77.2 | 80 | 26.6 | 72 |
| Game | 10221 | 2.12 | 98.8 | Max | 29.5 | 83 |
| User | 9990 | 2.03 | 109.4 | Max | 83 | |
| User (calibrated) | 7160 | 2.2 | 65.4 | Max | 30.2 | 84 |
ค่าเริ่มต้นจากโรงงานดูแล้วค่อนข้างจะมีความคลาดเคลื่อนอยู่ ซึ่งโหมดที่เข้าใกล้มาตรฐานที่สุดที่สามารถเลือกใช้งานแบบไม่ต้องปรับภาพก็คือ Cinema ซึ่งจะมีอุณหภูมิสีอยู่ที่ประมาณ 7000K มาดูสีจริงกันครับว่าแต่ละโหมดให้ผลลัพธ์ออกมาแบบใดบ้าง

หากไม่ต้องการจะวุ่นวายกับการปรับภาพ ผมแนะนำให้เลือกมาที่โหมด Cinema แล้วเลือก Color Temp ไปที่ Warm จะทำให้ได้ภาพที่ใกล้เคียงกับการรับชมผ่านโรงภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น

กราฟสีด้านบนแสดงขอบเขตสีสันที่ทำได้ของโหมด Cinema ซึ่งถือว่าเป็นโหมดสำเร็จรูปจากโรงงานที่ให้ค่าได้ใกล้เคียงมาตรฐานที่สุดในบรรดาโหมดต่างๆ โดยหากอ้างอิงจากขอบเขตสี Rec.709 แล้ว ทีวีตัวนี้ให้สีสันได้ในระดับปานกลาง คือไม่เพี้ยนเยอะ หรือยอดเยี่ยม
หลังจากดูค่าก่อนปรับภาพกันไปได้ระยะหนึ่ง ผมก็ส่งจอเข้าแล็บคุณชานมให้ทำการ Calibrate จอ เพื่อเค้นเอาประสิทธิภาพที่อาจจะซ่อนอยู่เอาไว้ออกมาให้ได้มากที่สุด โดยโหมดภาพที่เราใช้ก็คือ User ที่จะปล่อยให้เราเข้าไปเพิ่มลดค่าต่างๆ ได้อย่างอิสระ ด้านล่างคือผลลัพธ์หลังจากผ่านการปรับภาพครับ

ขั้นตอนหลักๆ ที่ทีมงานจะทำเพื่อปรับจูนภาพก็คือการทำให้ทีวีสามารถแสดงสีสันได้อย่างเที่ยงตรง และเค้นเอาความสามารถในการแสดงสีเพื่อไปสู่เป้าหมาย 100% Rec.709 ซึ่งเป็นมาตรฐานทีวี Full HD ที่ยอมรับกันในอุตสาหกรรมภาพยนตร์
3D Color Management คือตัวเลือกสำคัญ ที่ทำให้สีที่ได้ออกมาแม่นยำใกล้เคียงมาตรฐาน ซึ่งโตชิบาเองได้ทำการใส่ตัวเลือกนี้มาให้เราปรับในทีวีตัวนี้ด้วย แต่น่าเสียดายที่เราไม่สามารถปรับ White Balance แบบละเอียดเพิ่มเติมได้ ไม่เช่นนั้นทีวีตัวนี้จะสามารถแสดงสีได้แม่นยำมากขึ้นไปอีกขั้นแน่นอน

โหมด Cinema ให้สีสันสวยใกล้เคียงมาตรฐานที่สุด โดยรายละเอียดในที่มืดยังคงมีความชัดเจนอยู่
ก็จบกันไปสำหรับเรื่องข้อมูลอ้างอิงจากอุปกรณ์มาตรฐานนะครับ ถ้าถามผมตรงๆ ว่าในชีวิตจริงเราจำเป็นจะต้องซีเรียสอะไรระดับนี้หรือไม่ ก็ตอบตรงๆ เช่นกัน ว่าหากท่านเป็นนักดูหนังตัวยง ต้องการรับสารที่ผู้กำกับต้องการจะสื่อทุกอย่าง เรื่องพวกนี้ก็เป็นสิ่งที่ท่านควรไขว่หา เพราะสีเพี้ยนก็เหมือนกับเสียงเพี้ยน มันส่งผลต่อใจความที่มาถึงเราครับผม
แต่ถ้าตัวเราต้องการที่จะเพลิดเพลินในระดับผู้ใช้ทั่วไป ปัจจัยด้านความเที่ยงตรงอาจจะพอลดความสำคัญลงมาได้บ้าง เพื่อจะได้ไปให้น้ำหนักกับบรรดาฟีเจอร์ที่ทางผู้ผลิตพยายามสรรสร้างให้เรา
Picture – ภาพ
มาเปิดดูภาพจริงกันสักหน่อย ผมเลือกเอาภาพยนตร์เรื่อง Alice Through the Looking Glass มาเปิดเป็นลำดับแรก ด้วยความที่บันทึกมาในอัตราส่วน 1.85:1 ทำให้ได้ภาพเต็มจอแบบ 16:9 พอดี้พอดี แน่นอนว่ามาตรฐานการถ่ายทำของ Disney ไม่เคยทำให้เราผิดหวังอยู่แล้ว ภาพที่ได้จึงมีเม็ดน๊อยส์ให้เห็นน้อยมาก แล้วก็อุดมไปด้วยฉากสีสันสวยสดจากแสงสีของเอ็ฟเฟ็คในฉาก

เช็ครายละเอียดในที่มืดในช่วงความต่างแสงซักหน่อย


ดู Alice ในโหมด User ให้สีสันที่ค่อนข้างได้อารมณ์ Movie คล้ายๆ ในโรงภาพยนตร์อยู่พอตัว ความสะอาดใสของภาพก็ทำได้ดีตามมาตรฐาน ด้านภาพเคลื่อนไหวนั้นไม่ได้โดดเด่นมาก เนื่องจากตัวทีวีไม่ได้มีฟีเจอร์แทรกเฟรมภาพหรือโหมดพิเศษอะไรให้เราได้เล่น จึงอาจจะมีเงาตามวัตถุเวลาที่เฟรมนั้นมีการเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็วให้เจอบ้างตามธรรมชาติ หากไม่ได้จดจ้องกับฉากนั้นๆ ก็แทบจะจับผิดไม่ค่อยได้
ต่อด้วย Star Wars : Force Awaken เป็นอีกเรื่องที่ผมชอบเอามาทดสอบครับ ในเรื่องนี้เราจะได้เจอสีสันที่เกิดจากแสงธรรมชาติซะส่วนใหญ่ ซึ่งจะต่างจาก Alice ที่เป็นฉาก Render ขึ้นมา แต่ก็แน่นอนว่าการถ่ายทำแบบนี้จะทำให้ภาพมีความกร้านตามสไตล์กล้องให้พบเห็น

Star Wars จะแตกต่างกับ Alice ตรงที่ไม่ได้มีฉาก CG ด้านหลังสีสดสวย เราจึงพอจะสังเกตุดูสีธรรมชาติได้

รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้านักแสดง คือตัวแทนบอกความสามารถในการแสดงรายละเอียดของทีวี
อย่างทีวีตัวนี้ อยู่ในเกณฑ์ปานกลาง คือแสดงรายละเอียดริ้วรอยเส้นใหญ่ๆ ให้เห็นชัดเจนดี
แต่พวกรายละเอียดยิบย่อยบนใบหน้าอาจจะมีเลือนลางบ้างเล็กน้อย
ปิดท้ายการดูภาพด้วยการเล่นเกม เพื่อทดสอบภาพเคลื่อนไหวแบบจริงจังกันไป โดยผมได้ปรับให้ตัวเกมรันที่ 60fps ซึ่งเป็นเฟรมเรตที่ตรงกับ Refresh Rate ของตัวทีวี 60Hz เพื่อลดอาการเบลอของภาพเวลาเหวี่ยงกล้องรอบๆ ตัวละคร ที่สำคัญไปกว่านั้นคือการวัดประสิทธิภาพของ HDMI Input Lag ว่าภาพบนจอจะตอบสนองต่อการกดปุ่มได้รวดเร็วมากน้อยเพียงใด

ภาพจาก Rise of the Tomb Raider จังหวะเบนซ้ายขวายังมีอาการเบลอให้เห็นอยู่บ้าง

Just Cause 3 เกมที่ตัวเอกสามารถดึงสลิงพาตัวไปไหนมาไหนได้อิสระ
จึงเป็นเกมที่มีฉากเคลื่อนไหวแบบฮาร์ดคอร์ให้เราเห็นบ่อยๆ ซึ่งถ้าทีวีวิ่งตามไม่ทัน คนเล่นอาจจะมีมึนหัวได้

ภาพเคลื่อนไหวจากเกมที่วิ่งตรง Refresh Rate ตลอดเวลา ให้ความลื่นไหลที่ดีระดับหนึ่ง เสียดายที่โตชิบาไม่ได้ใส่ฟีเจอร์แทรกเฟรมภาพมาให้เลือกใช้ มิเช่นนั้นน่าจะช่วยยกระดับความลื่นเนียนให้ดีขึ้นได้อีก อย่างไรก็ตามสำหรับชาวเกมคอนโซลทีวีตัวนี้น่าจะสอบผ่านสบายๆ เพราะเฟรมเรตส่วนใหญ่อยู่ที่ 30fps นับว่าไม่เหลือบ่ากว่าแรงเท่าไรนัก
Sound – เสียง
49L5650VT มาพร้อมกับลำโพงกำลังขับ 10 วัตต์ จำนวน 1 คู่ พร้อมโหมดเสียงสำเร็จรูปจากโรงงาน 3 โหมด ปรับแต่งได้เองอีก 1 ส่วนตัวผมแนะนำให้เลือกโหมด User จากนั้นปิดทุกฟีเจอร์เสียงเซอร์ราวด์ แล้วเพิ่ม Treble ขึ้นนิดหน่อยจะช่วยให้เสียงใสกระจ่างขึ้น และเหมาะกับการใช้งานหลากหลายแบบ ตั้งแต่ดูหนังยันเล่นเกมชมเอ็มวี

ตัวเลือกค่อนข้างยืดหยุ่นให้กับผู้ใช้ เพราะเราสามารถเลือกได้ว่าจะปรับแค่ Bass กับ Treble
หรือใครเซียนก็เลือกปรับเป็นย่านความถี่เสียงแทนด้วยการเปิด Equalizer Mode
Extra – เพิ่มเติม
นับว่าเป็นโอกาสที่ดีของทีมงานที่จะได้ลองใช้งานแพล็ตฟอร์มสมาร์ททีวีจาก Opera บนทีวีตัวนี้ ซึ่งถือว่าเป็นผู้เล่นหน้าใหม่ที่โด่งดังจากการทำ Web Browser ให้กับคอมพิวเตอร์และสมาร์ทโฟน ที่หันมาร่วมวงในโลกความบันเทิงแห่งนี้ด้วย

แม้ Opera TV จะเกิดขึ้นมาไม่นาน แต่ค่อนข้างเนื้อหอมพอสมควร เนื่องจากบริษัทยักษ์ใหญ่อย่าง Sony, TCL, Samsung ต่างก็ให้ความสนใจร่วมเป็นคู่ค้ากับทาง Opera กันทั้งสิ้น แน่นอนว่าฟีเจอร์สำคัญที่จะมาดึงดูดผู้ใช้ ก็คงเป็นออนไลน์คอนเทนต์จากผู้ผลิตสื่อชั้นนำอย่าง TED, Wired หรือ fashiontv เป็นต้น
เริ่มต้นการใช้งานด้วยการเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตผ่านตัวรับ Wi-Fi ภายในเครื่อง จากนั้นก็แค่กดปุ่ม Home บนรีโมท ตัวเครื่องก็จะพาเราเข้าสู่หน้าหลักที่เรียกว่า Home Launcher
(toshiba home launcer)
ใน Home Launcher นี้จะแสดงรายการของแอปพลิเคชั่นที่เราใช้งานบ่อยๆ รวมไปถึงบุ๊คมาร์คของเว็บไซต์ที่เราชื่นชอบ ซึ่งเราสามารถทำการปรับเพิ่มลดได้อิสระ

เมื่อเข้ามาที่หน้าแรกเราก็จะเจอกับวิดีโอที่กำลังได้รับความนิยมที่ตัวระบบเลือกมาให้ พร้อมกับแอปพลิเคชั่นที่แนะนำ ซ้ายมือจะเป็นเหมือนกับเมนูลัดสู่หมวดต่างๆ ภายใน Opera TV คล้ายกับแพล็ตฟอร์มอื่นๆ

เราสามารถเลือกชมวิดีโอได้จากช่องที่เราต้องการ อย่างอันนี้เป็นสารคดีชีวิตของแม่ครัวฝึกหัดในนิวยอร์ค

นอกจากออนไลน์วิดีโอแล้ว ก็จะมีเกมลับสมองขนาดเล็กๆ ที่ดูแล้วไม่ซับซ้อนจนเกินไป
สามารถใช้เล่นฆ่าเวลาได้

นอกจากออนไลน์วิดีโอแล้ว ก็จะมีเกมลับสมองขนาดเล็กๆ ที่ดูแล้วไม่ซับซ้อนจนเกินไป
สามารถใช้เล่นฆ่าเวลาได้

เกมนี้ใช้การบวกเลขเพื่อสู้กับคู่ต่อสู้ ถ้าได้เล่นคู่กับลูกๆ น่าจะช่วยพัฒนาให้เขาเก่งคณิตศาสตร์มากขึ้น
ทั้งหมดนั้นก็คือคอนเทนต์ภายในของ Opera TV ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นวิดีโอจากแชนแนลต่างๆ ทว่า ณ ตอนนี้ยังไม่ค่อยมีคอนเทนต์ที่เป็นภาษาไทย น่าจะต้องใช้เวลาอีกสักระยะครับ
นอกจาก Opera TV ที่เป็นจุดเด่นหลักแล้ว ทีวีตัวนี้ยังสามารถอัดรายการทีวีเก็บไว้ในแฟลชไดร์ฟหรือฮาร์ดดิสก์แบบพกพาได้อีกด้วย รวมไปถึงการอ่านไฟล์มีเดียต่างๆ ที่ตอนนี้กลายมาเป็นฟีเจอร์สามัญซึ่งมีให้ใช้งานบนทีวีแทบทุกเครื่อง

Web Browser ไว้ท่องเว็บที่แทนคอมพิวเตอร์ ซึ่งค่อนข้างจะเสถียรทีเดียว เพราะเหมือนกับใช้โครงมาจาก
Opera Web Browser สามารถเปิดให้ออกมาสวยงามได้ในหลายๆ เว็บ
เว้นแต่ว่าพวกเว็บที่มี Flash Video อย่างบรรดาเว็บดูซีรี่ย์ออนไลน์ ซึ่งจะไม่สามารถแสดงผลได้เหมือนคอมพิวเตอร์เป๊ะๆ
ส่วนเรื่องการใช้งานผมอยากแนะนำให้เชื่อมต่อกับเม้าส์และคีย์บอร์ดไร้สาย จะช่วยให้ทำอะไรได้ง่ายกว่ารีโมท

ดิจิตอลทีวีจูนเนอร์ภายในตัว ไม่ต้องพ่วงกล่องให้สายรกรุงรัง

ภาพคมอารมณ์ได้ แล้วถ้าถูกใจฉากไหน ก็สามารถอัดไว้ดูได้อีกด้วย

การอัดรายการต่างๆ ผ่านช่องสัญญาณ Digital เราจะต้องเตรียม Flashdrive ไม่ก็ฮาร์ดดิสก์แบบพกพามาก่อน เช็คดูให้แน่ใจว่าไม่มีข้อมูลข้างใน เพราะอาจเป็นไปได้ว่าตัวทีวีจะเขียนข้อมูลทับ จากนั้นก็เสียบเข้าหลังเครื่อง แล้วกดปุ่ม REC บนรีโมทได้ทันที ตัวเครื่องก็จะเริ่มบันทึกข้อมูลลงไป โดยจะมีเวลาที่เหลือบอกด้านบนแผงควบคุมตามรูปด้านบน เมื่อต้องการจะหยุดอัดก็เพียงกดที่ปุ่มสี่เหลี่ยม อะไรจะสะดวกง่ายแค่ปลายนิ้วขนาดนี้

นอกจากนี้โตชิบายังการันตีว่าเขาสามารถเล่นไฟล์ผ่านพอร์ต USB ได้กว่า 30 ประเภท
ผมเองก็ไม่รู้จะไปหาไฟล์เหล่านั้นมาจากไหน
จึงขอเทสต์แค่เพียงนามสกุลเด่นๆ อย่าง MKV, AVI, MP4 อะไรแบบนี้ ซึ่งก็เล่นได้ไม่มีปัญหาขัดข้องอะไร
พร้อมกับเลือกเสียง เลือกซับฯ ได้ตามสะดวก
Conclusion – สรุป
ข้อดี
– ฟีเจอร์ทุกอย่างบนโลกทีวี รวมไว้ในเครื่องเดียว ไล่เรียงกันตั้งแต่สมาร์ททีวี, ดิจิตอลทีวีจูนเนอร์, อัดรายการลง USB, เล่นไฟล์มีเดียจาก USB ไปจนถึงการทำ Screen Mirroring กับสมาร์ทโฟน ทางโตชิบารวบรวมไว้ให้หมดแล้วในรุ่นนี้
– สามารถปรับ 3D Color Management ได้ค่อนข้างดี ช่วยเพิ่มความเที่ยงตรงของสีสัน
– HDMI Input Lag อยู่ในเกณฑ์ดีเยี่ยม วิ่งวนอยู่ราวๆ 28-30 ms ตอบสนองความต้องการของชาวเกมคอนโซลได้แน่นอน
ข้อเสีย
– ไม่มีคอนเทนต์ภาษาไทยให้รับชมใน Opera TV
– ลำดับการเข้าออกเมนูตัวเครื่องค่อนข้างสับสน บางหน้าก็ใช้ปุ่ม Return แทนได้ บางหน้าต้องใช้ปุ่ม Exit เหมือนทำมาคนละทีมแล้วเอามาประกอบร่างกัน
หากถามหาทีวี Full HD ที่มีฟีเจอร์ครบในปัจจุบันคงจะเหลือตัวเลือกอีกไม่มาก เพราะหลายค่ายต่างก็ต้องการเข็นเอาเทคโนโลยี 4K ออกมาทำตลาดแข่งกัน ฉะนั้นโตชิบา 49L5650VT เครื่องนี้ จึงเป็นตัวเลือกที่โดดเด่นล้ำออกมาในบรรดาผู้เล่นในระดับ Full HD ที่ยังหลงเหลืออยู่ แม้ภาพจากทีวีตัวนี้อาจจะไม่ถึงระดับอ้างอิงเหมือนรุ่นท็อป Full HD ในยุคก่อน ทว่าเพียงพอต่อการใช้งานทุกรูปแบบในปัจจุบันอย่างแน่นอน
*มาตรฐานคะแนนปี 2016

Toshiba Pro Theatre 49L5650VT
ราคา 18,900 บาท