(มหา)จักรวาล เพลเยอร์ ?? รีวิว Oppo BDP-105 4K Ready Universal Player
4K Ready Universal Player
Oppo BDP-105

หลายท่านคงได้สัมผัสประสิทธิภาพของ Oppo BDP-105 4K Ready Universal Player เครื่องนี้กันไปแล้วใน งานบรรยาย Oppo บลูเรย์สไตล์ ของทางทีมงานฯ ณ BAV Hi-End Show 2013 โรงแรมแลนด์มาร์ค เมื่อต้นเดือน ก.พ. ที่ผ่านมา อันเป็นความตั้งใจของทีมงาน ที่อยากให้ทุกท่านได้รับทราบข้อมูลและผลลัพธ์การใช้งานจริง ทั้งเบื้องหน้า และเบื้องลึก เพื่อใช้เปรียบเทียบ พิจารณา ประกอบการตัดสินใจอย่างครอบคลุมมากที่สุด แต่ด้วยเวลา และข้อจำกัดหลายประการ อาจจะขาดตกบกพร่องในบางประเด็นไปบ้าง เพื่อความชัดเจน ผมจะลงรายละเอียดเพิ่มเติมไปในรีวิว Oppo BDP-105 นี้ อีกครั้งครับ…
ดังที่ทราบดีว่า Oppo BDP-105 สานต่อความสำเร็จมาจาก BDP-95 <<อ่านรีวิว คลิ๊ก>> ซึ่งเป็นบลูเรย์เพลเยอร์ที่มีความโดดเด่นในแง่อเนกประสงค์ กับหน้าที่หลากหลาย ครอบคลุม และในรุ่น 105 ก็เป็นดังเช่นรุ่นใหม่ทั่วไป ที่มีพัฒนาการดีขึ้นกว่าเดิม แต่จะเป็นในจุดใดบ้างนั้น มาชมกันครับ…
พัฒนาการจากรุ่นก่อน…

จากรูป เครื่องบน คือ Oppo BDP-95 และ เครื่องล่าง คือ BDP-105 (New)
ลักษณะรูปลักษณ์ภายนอก อิงของเดิมมาเกือบทั้งหมด แต่ตัวถังของรุ่นใหม่จะสูง (หนา) กว่า
มองโดยรวมจึงดูใหญ่โตกว่าเดิม เหตุผลของความสูงตัวถังนี้ มีที่มา จะแจ้งให้ทราบต่อไป…

แผงหน้า แทบไม่มีการเปลี่ยนแปลง จะมีเพียงจุดเล็กๆ อย่างการจัดวางตำแหน่งช่องต่อทาง ที่ถูกปรับเปลี่ยนตำแหน่งไปเล็กน้อย และเพิ่มเติมช่องต่อชนิดอื่นเข้ามา จากรูป เป็นช่องต่อที่แผงหน้าของ 105
ช่องต่อที่แผงหน้า เดิมในรุ่น 95 จะมีเพียง USB In จำนวน 1 ช่องเท่านั้น แต่รุ่นใหม่ 105 นอกจาก USB In แล้ว ยังเพิ่มเติมช่องต่อ HDMI In 1 ช่อง (ถ้ารวมด้านหลังด้วย ก็เท่ากับมี HDMI In 2 ช่อง) นับเป็นครั้งแรกของเครื่องเล่นบลูเรย์ที่มี HDMI In ปกติจะเห็นเฉพาะใน TV หรือ AVR เท่านั้น บลูเรย์เพลเยอร์เครื่องนี้จึงเพิ่มความสามารถในการรับสัญญาณภาพจากเครื่องเล่นภาพภายนอก แล้วมา “อัพสเกล” รวมถึงนำสัญญาณเสียงดิจิทัลเซอร์ราวด์มา “ถอดรหัส” ออกทาง Multi-ch/Stereo Analog Audio Out ได้ ในเรื่องของอรรถประโยชน์เพื่อเพิ่มศักยภาพใช้งานระบบภาพและเสียง จึงคาบเกี่ยวครอบคลุมแบบที่พบได้ใน AVR ระดับกลาง-สูงเลยนะ
หมายเหตุ:
– มีความเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยในส่วนของ USB Input ที่แผงหน้าของ 105 เมื่อเปรียบเทียบกับ 95 คือ รุ่นใหม่ จะไม่มีจุกยางปิดกันฝุ่น (ความเปลี่ยนแปลงของ USB Input ด้านหน้านี้ เป็นเช่นเดียวกับรุ่น 103)
– หน้าที่ HDMI In ของ Oppo BDP-105/103
– การถอดรหัสสัญญาณเสียง ดิจิทัลเซอร์ราวด์ จากแหล่งโปรแกรมภายนอก ผ่านทาง HDMI In ของ Oppo 105/103 จะรองรับระบบเสียง Dolby Digital และ DTS 7.1 เท่านั้น หากเป็นระบบเสียง Dolby TrueHD และ DTS-HD MA จะต้องเล่นผ่าน Optical Disc Drive, USB หรือ Network ในตัว Oppo 105/103 จึงจะถอดรหัสได้
– การใช้ภาคถอดรหัสเสียง ดิจิทัลเซอร์ราวด์ ภายใน Oppo 105/103 จะเหมาะกับกรณีเชื่อมต่อใช้งานร่วมกับ AVR รุ่นเก่า หรือ Analog Multi-channel Amplifier หรือ Active Speakers ที่ไม่มีภาคถอดรหัสเสียงเซอร์ราวด์

HDMI In ที่แผงหน้าของ 105 นี้ นอกเหนือจากการเชื่อมต่ออุปกรณ์เอวี ผ่านมาตรฐาน HDMI ที่ใช้งานในระบบโฮมเธียเตอร์ทั่วไปแล้ว ยังรองรับมาตรฐาน MHL หรือ Mobile High-Definition Link จึงสามารถเชื่อมต่อรับสัญญาณภาพและเสียง แบบ “ดิจิทัลไฮเด็ฟ” ร่วมกับโทรศัพท์มือถือ หรือ Smart Devices ได้อีกด้วย
ในรุ่นใหม่ (105) ยังเพิ่มเติมช่องต่อ Headphone Out ให้เสียบต่อ “หูฟัง” ได้ทันที แน่นอนว่ามาแบบนี้ ก็ต้องมี “Headphone Amp” ไม่ต้องวุ่นวายหาซื้อเพิ่มต่างหาก คราวนี้จะนำหูฟังรุ่นเล็ก รุ่นใหญ่ แบบครอบหู (Over Ear) หรือแบบยัดหู (In Ear) ก็ใช้งานกับ BDP-105 ได้อย่างลงตัว ศักยภาพของภาคขยายหูฟังที่มากับ 105 ก็ใช่ว่าธรรมดานะ นอกจากนี้การบิลท์อินวงจรมาภายใน ทำให้ทางเดินสัญญาณจากแหล่งสัญญาณ Digital Front-end ไปยัง DAC ต่อเนื่องไปถึงภาคขยายหูฟัง มีระยะทางที่สั้นมาก ตัดปัญหาเรื่องคุณภาพสายสัญญาณภายนอก การคงความบริสุทธิ์ของสัญญาณอันเกี่ยวเนื่องไปถึงคุณภาพเสียง ก็ย่อมจะดี

และยังเพิ่มความสะดวกให้สามารถปรับระดับวอลลุ่มหูฟังได้ โดยปรับที่รีโมตคอนโทรลไร้สายครับ ข้อดี คือ หากนั่งห่างจากตัวเครื่อง ก็สามารถปรับระดับเสียงหูฟังได้แบบชิลๆ แต่ถ้าชอบนั่งใกล้ๆ (แบบประชิดติดเครื่อง) อาจจะไม่ถนัดเท่าไหร่ หากต้องมายกรีโมตชี้ที่หน้าเครื่องเพื่อปรับระดับเสียง
หมายเหตุ:
– ช่องต่อหูฟังของ 105 เป็นรูเสียบขนาด 1/4″ (6.3mm) กรณีที่จะใช้งานร่วมกับหูฟัง ที่เป็นมาตรฐาน mini jack (3.5mm) ต้องหาอแดปเตอร์มาใช้งานเพิ่มเติม
– การกำหนดระดับเสียง (Volume Level) ของ Headphone Out สามารถกำหนดได้อิสระแยกจากช่องสัญญาณเสียง Analog Out และยังกำหนด Default Volume Level หรือระดับเสียงเริ่มต้น สำหรับการใช้งานหูฟังได้อีกด้วย โดยดำเนินการผ่านตัวเลือกในหน้า Setup Menu –> Audio Processing –> Headphone Volume

ต่อกันที่รายละเอียดทางด้านหลัง เครื่องบน คือ BDP-95 และ เครื่องล่าง คือ Oppo BDP-105 (New)
การจัดวางช่องต่อต่างๆ ทั้งการจัดกลุ่ม และระยะห่าง เอื้อต่อการเสียบต่อสายได้สะดวก จากมุมด้านหัลงนี้จะเห็นอีกว่าพัดลมระบายความร้อนที่เคยมีในรุ่นเก่า ถูกตัดออกไป โดยในรุ่นใหม่ จะแทนที่ด้วยช่องระบายอากาศแทน (ตรงบริเวณซ้ายมือบน) อันเป็นผลจากแนวทางออกแบบที่เรียกว่า “Fanless Architecture”

ผลของ “Fanlees” หรือ “ไร้พัดลม” จึงทำให้มีช่องระบายอากาศเพิ่มเติมที่ด้านบนตัวถังด้วย ประกอบกับทาง Oppo ได้ขยายขนาดตัวถังให้สูงขึ้น เพื่อให้มีพื้นที่ภายในที่โปร่งเพียงพอให้อากาศผ่านเข้าไปนำพาความร้อน แล้วระบายออก
โดยไม่ต้องใช้พัดลม ผลลัพธ์ คือ ไม่มีเสียงพัดลมรบกวนให้รำคาญโสตประสาท ถึงแม้ของเดิม เสียงพัดลมจะไม่ได้ดังอะไรมากมาย แต่ “ความสงัด” ก็เป็นสิ่งสำคัญมากเวลาฟังเพลง หรือชมภาพยนตร์แบบพิถีพิถัน เน้นคุณภาพ และจะยิ่งเห็นผลชัดเจนเมื่อต้องนั่งใกล้ตัวเครื่อง อย่างเวลาใช้งานหูฟัง

อะนาล็อกออดิโอเอาต์แบบ 2 แชนเนล ที่แยกออกมาต่างหากจาก อะนาล็อกมัลติแชนเนลเอาต์ อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการแยกชิพ DAC คือ ESS SABRE 32 (ES9018) จำนวน 2 ตัว เพื่อผลทางด้านการลดทอนสัญญาณรบกวน
อีกทั้งจุดเด่นอีกประการของ อนาล็อกออดิโอเอาต์แบบ 2 แชนเนล ต่อเนื่องมาจากรุ่น 95 คือ ช่องต่อแบบ Balanced XLR ก็ยังคงมีอยู่ ผลลัพัพธ์ คือ เรื่องของมาตรฐานการเชื่อมต่อที่ป้องกันสัญญาณรบกวนภายนอก (ผ่านสาย) ได้ดีกว่า Unbalanced RCA แต่แอมป์ที่ใช้จะต้องมีช่อง XLR In ด้วยนะครับ จึงจะครบตามข้อกำหนด

ส่วนช่องต่อทางด้านหลังยังคงอิงพื้นฐานช่องต่อ ที่เป็นจุดเด่นของรุ่นก่อน คือ Dual HDMI สำหรับการเชื่อมต่อแบบ Split A/V หรือแยกสาย HDMI 2 ชุด สำหรับระบบภาพ (เชื่อมต่อกับทีวี 1 เส้น) และเสียง (เชื่อมต่อกับ AVR อีก 1 เส้น) เพื่อศักยภาพสูงสุดทางด้านแบนด์วิธ แต่ไม่ใช่เท่านั้น เพราะรุ่นใหม่ยังเพิ่มเติมฟังก์ชั่น ARC (Audio Return Channel) เพื่อรับสัญญาณเสียงจากทีวีผ่านทางสาย HDMI ด้วย
หมายเหตุ: แนวทางการใช้งาน Dual HDMI พร้อมฟังก์ชั่น ARC

ขั้วต่อสายไฟมาตรฐาน IEC ถอดเปลี่ยนสายไฟได้ ในรุ่นใหม่จะติดตั้งขากราวด์มาด้วย

ช่องต่ออีกจุดที่เพิ่มเติมเข้ามาใหม่ มีเฉพาะกับ BDP-105 คือ Digital Audio Input
เป็นแนวคิดในการดึงความสามารถของ DAC ภายในบลูเรย์เพลเยอร์เครื่องนี้
ที่ไม่ธรรมดา (ESS ES9018) ออกมาใช้งานให้เกิดประโยชน์สูงสุด

ซึ่งในส่วนของ Oppo 105 นอกจากรับสัญญาณดิจิทัลออดิโอ ตามมาตรฐาน SPDIF ผ่านทาง Coaxial และ Optical แล้ว ยังมี USB Asynchronous DAC เพื่อเชื่อมต่อสัญญาณดิจิทัลออดิโอกับคอมพิวเตอร์โดยตรงผ่านสาย USB
แนวทางนี้ ก็เป็นแนวทางเดียวกับ “Computer Audio” ที่กำลังฮิตกันในปัจจุบันนั่นเอง

จากช่องต่อต่างๆ ที่มีเพิ่มขึ้นของ 105 เมื่อกดปุ่ม Input จึงมีรายการเพิ่มเติมจาก 103 เยอะอยู่ ไม่ว่าจะเป็น Digital In จากอินพุตทั้ง 3 แบบ คือ Optical In, Coaxial In และ USB Audio In
ต่อไป ดูในส่วนของการออกแบบภายใน ส่วนสำคัญที่ส่งผลถึงศักยภาพอันโดดเด่น
ของ Universal Player เครื่องนี้ครับ
Design – การออกแบบ

จากรูปแบบ Fanless นอกจากทำให้ตัวถังภายนอกใหญ่โตขึ้น และเปลี่ยนแปลงบางจุดไปเล็กน้อยแล้ว
ยังส่งผลเกี่ยวเนื่องถึงภายในด้วย

ภายในระหว่าง ซ้าย BDP-95 และ ขวา BDP-105 (New)
การจัดวาง PCB เปลี่ยนแปลงให้เอื้อต่อการระบายความร้อน
สำหรับเพลเยอร์ที่เล่นกับแผ่นดิสก์ทั้งหลายนั้น ส่วนสำคัญ คือ กลไกขับแผ่น (Transport) ที่จะต้องให้สเถียรภาพการอ่านข้อมูลอย่างเที่ยงตรง สำหรับ Oppo นั้น ให้ความสำคัญกับโครงสร้างความแข็งแรงเป็นพิเศษ เสริมด้วยการป้องกันแรงสั่นสะเทือน อันเป็นตัวแปรรบกวนการทำงานที่สำคัญ

Toroidal Transformer หรือภาคจ่ายไฟแบบ Linear Power Supply แหล่งพลังงานที่แยกเฉพาะสำหรับวงจรอะนาล็อกออดิโอโดยเฉพาะ ตัดการรบกวนที่จะเกิดขึ้นจากภาคจ่ายไฟแบบ Switching ที่ใช้งานกับภาควิดิโอ และดิจิทัลออดิโอ เสริมด้วยการกั้นตัวถังภายใน แยกสำหรับแต่ละส่วน เป็นความพิถีพิถันที่มีเฉพาะกับรุ่นใหญ่
หาไม่ได้จาก BD Player ราคาต่ำ

วงจรอะนาล็อก ในส่วนของมัลติแชนเนล และ 2-แชนเนล แยก PCB ออกจากกัน (ต่างจาก 95) แต่ละส่วนจะมี ESS SABRE 32 DAC Chip ทำหน้าที่ของใครของมัน เพื่อผลด้านประสิทธิภาพการทำงาน ลดทอนสัญญาณรบกวน

แม้แต่ฝาครอบของ BDP-105 ก็มีการแดมป์ด้วยวัสดุที่มีลักษณะคล้ายยางสังเคราะห์ เพื่อป้องกันเรซโซแนนซ์ หรือแรงสั่นส่วนเกิน หากเคาะดูจะพบว่า เสียงสั่นกังวานจากฝาครอบรุ่นก่อน จะไม่เกิดขึ้นกับรุ่นใหม่เลย

อุปกรณ์แอ็คเซสซอรี่ส์แยกกล่องใส่ต่างหากเช่นเคย เพื่อความเรียบร้อย ไม่กระจัดกระจาย ซึ่งเสี่ยงต่อการสูญหาย

ภายใน นอกจากให้สายไฟ AC สาย HDMI แล้ว ยังมี USB Wireless Adapter พร้อมฐานต่อ อุปกรณ์สำคัญที่จะทำให้ Oppo BDP-105/103 สามารถเชื่อมต่อกับระบบเน็ตเวิร์กและอินเทอร์เน็ต “แบบไร้สาย” ได้
หมายเหตุ:
– USB Wireless Adapter มีลักษณะภายนอกแตกต่างจากรุ่นก่อนเล็กน้อย (เหมือน 103) แต่ยังเป็นมาตรฐาน N150 เช่นเดิม ซึ่งรองรับการใช้งาน Online Content และเน็ตเวิร์กสตรีมมิ่งทั่วๆ ไปได้ แต่จำกัดเฉพาะไฟล์ฟอร์แม็ตที่มีอัตราบิตเรตไม่สูงนัก ดังนั้นเพื่อศํกยภาพสูงสุด อาจจะจำเป็นต้องพิจารณาสาย LAN
– รายละเอียดของ Online Content ผมไม่ขอกล่าวซ้ำ เพราะความสามารถตรงนี้อิงพื้นฐานเดียวกับรุ่น 103
Features – ลูกเล่น
ลูกเล่นนอกเหนือจากที่กล่าวถึงไปในบททดสอบ BDP-103 แล้ว มาดูว่า BDP-105/103 มีลูกเล่นอื่นใดที่น่าสนใจเพิ่มเติมอีกบ้าง

ในรุ่นใหม่ 105/103 สามารถกำหนดให้ HDMI 2 Out ไม่ต้องส่งสัญญาณภาพขณะที่เล่นแหล่งโปรแกรม 3D ได้ โดยจะเน้นส่งเฉพาะเสียง ไม่มีภาพ โดยกำหนดตัวเลือก Blank HDMI 2 เป็น Yes (ตรงนี้สลับกับรุ่น 95/93 ที่กำหนดให้ HDMI 1 Out ส่งไปเฉพาะภาพ ไม่มีเสียงได้ หรือ Video Only Mode)

นอกเหนือจากการ Bitstream สัญญาณเสียงดิจิทัลเซอร์ราวด์มาตรฐาน HD เช่นเดียวกับบลูเรย์เพลเยอรืทั่วไปแล้ว ความสามารถพิเศษของ Oppo คือ Bitstream ระบบเสียง DSD (SACD) ทั้ง 2-ch และ multi-ch ไปยัง DAC ภายนอก ผ่านทาง HDMI 2 Out ได้ นอกจากนี้ยังถอดรหัส HDCD และเอาต์พุตในรูปแบบ Hi-bit PCM ได้เช่นเคย (นอกเหนือจากการเอาต์พุตทาง analog out)

105/103 มาพร้อมดิจิทัลวอลลุ่ม เมื่อกำหนดตัวเลือก Output Volume เป็น “Variable” จะสามารถเพิ่มลดระดับเสียงที่ตัวเพลเยอร์ได้ โดยสามารถเชื่อมต่อสัญญาณอะนาล็อกไปยังเพาเวอร์แอมป์ได้โดยตรง ไม่ต้องผ่านปรีแอมป์ก็ได้ หรือแม้แต่การใช้งานร่วมกับ Active Speakers ก็สามารถกำหนดระดับ Master Volume ผ่าน 105/103 ได้อย่างสะดวก
แต่แนะนำว่า สำหรับการใช้งานทั่วไป ให้เชื่อมต่อผ่าน ปรีแอมป์/อินทิเกรตแอมป์ แล้วกำหนด Output Volume เป็น “Fixed”



Oppo Remote Control App สำหรับ Smart Devices ระบบปฏิบัติการ iOS และ Android ที่สามารถใช้ควบคุม Oppo 105/103 ทดแทนรีโมตคอนโทรลได้ ถึงแม้ว่าจะไม่ได้มีลูกเล่นแตกต่างที่เอื้อให้การควบคุมสะดวกกว่ารีโมตปกติก็ตาม

Picture – ภาพ

จุดเด่นทางด้านภาพของรุ่นใหม่ ที่แตกต่างจากเดิม คือ วิดีโอสเกลเลอร์จากชิพ Marvel Qdeo ตัวใหม่
ที่สามารถอัพสเกลได้รายละเอียดที่สูงขึ้นถึงระดับ 4K
หมายเหตุ: 4K Upscale จะใช้งานได้ ต่อเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณ HDMI Output จาก Oppo 105/103 ไปยัง 4K TV/Projector เท่านั้น !! หากกำหนด Output Resolution เป็น 4Kx2K ในขณะที่เชื่อมต่อสัญญาณไปยัง 1080p TV/Projector ภาพจะไม่ขึ้น (จอดำ) การแก้ไข ให้ทำการกดปุ่ม Resolution ที่รีโมต Oppo ซ้ำๆ เพื่อเปลี่ยน Resolution เป็นตัวเลือกอื่น ที่จอภาพรองรับ หรือกำหนดเป็น Auto โดยสังเกตตัวเลือกจากจอดิสเพลย์หน้าเครื่องของ 105/103
ในส่วนของการอัพสเกล ที่มาพร้อมกับพารามิเตอร์ช่วยปรับปรุง แก้ไข จุดบกพร่องของคอนเทนต์วิดีโอความละเอียดต่ำ (Standard Definition) สำหรับ 105 ให้ผลลัพธ์ที่โดดเด่นเช่นเคย ซึ่งในจุดนี้ เกี่ยวเนื่องถึงเทคโนโลยีจาก Qdeo Video Processor ผมได้ลงรายละเอียดไปแล้วในบททดสอบ 103 (เป็นเทคโนโลยีจากชิพตัวเดียวกัน)

ถึงแม้พื้นฐานฮาร์ดแวร์ ในส่วนของวิดีโอสเกลเลอร์ จะไม่แตกต่างจากรุ่นเล็ก 103 มากนัก แต่คุณภาพของภาพจาก 105 ก็ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า ภาพดูใส สะอาด สีสันอิ่มแน่น สีดำที่เข้มข้นมากขึ้นอีกเล็กน้อย ส่วนหนึ่งน่าจะเป็นผลส่งเสริมจากระบบฮาร์ดแวร์ส่วนอื่นๆ ผสมผสานกัน จุดที่น่าจะส่งผลไม่น้อย ก็คือ ภาคจ่ายไฟ และโครงสร้างความมั่นคงของตัวถัง อันเป็นผลลัพธ์ที่คล้ายคลึงกับเจนเนอเรชั่นก่อน (95 vs 93) แต่ถ้าเทียบระหว่าง 105 กับ 95 ถ้าไม่นับเรื่องของ 4K Upscale ความแตกต่างทางด้านคุณภาพของภาพ อาจมิได้มีนัยสำคัญนักครับ
Oppo BDP-105 vs BDP-103
เริ่มด้วยการทดสอบคุณภาพเสียงระหว่าง “รุ่นใหม่” เหมือนกัน แต่เป็น “รุ่นใหญ่” vs “รุ่นเล็ก” เพื่อพิสูจน์ว่าในงบประมาณที่สูงขึ้นนั้น ในรุ่นใหญ่จะได้อะไรเพิ่มขึ้นบ้าง ในแง่ของคุณภาพเสียง การเปรียบเทียบจะใช้สื่ออ็อพติคัลดิสก์ (CD/SACD) และ Digital Files ผ่านทาง USB Storage Devices โดยเน้นใช้งานช่อง USB Input ทางด้านหลังของ 105/103 จากนั้นเชื่อมต่อสายสัญญาณอะนาล็อกไปยัง Analog amplifier ผ่านทาง Balanced XLR และ Unbalanced RCA (2-ch Output) ขณะรับฟังเปิดโหมด Pure Audio ที่ Oppo แน่นอนว่าการเชื่อมต่อลักษณะนี้ จุดที่แตกต่างกันจะเป็นในเรื่องของคุณภาพ DAC ESS SABRE 32 ส่งเสริมด้วยส่วนประกอบปลีกย่อยในระบบฮาร์ดแวร์จุดอื่นๆ ที่พิถีพิถันกว่า ของรุ่นใหญ่ เช่น ภาคจ่ายไฟ ฯลฯ
กับรุ่นเล็กนั้น มาแนวใสๆ แต่ยังจับความกระด้างของเสียงได้บ้าง (ถึงกระนั้นในจุดนี้ 103 ก็ยังทำได้ดีกว่า 93) แต่ 105 ให้เสียงที่สะอาด แต่มีความสุภาพ ไม่เร่งเร้าจนสูญเสียจังหวะจะโคน จึงให้ลีลาที่น่าฟังกว่า เบสย่านต่ำลึกให้น้ำหนักเป็นตัวเป็นตน จับต้องได้ง่ายกว่า
ที่กล่าวไปข้างต้นเป็นผลเปรียบเทียบจากการเชื่อมต่อทางอะนาล็อก (2-ch Output) แล้วถ้าเป็นการเชื่อมต่อในรูปแบบดิจิทัล เช่น การเชื่อมต่อผ่านสาย HDMI ไปยัง AVR ล่ะ? หลายๆ ซิสเต็ม เชื่อว่าจะเชื่อมต่อแบบนี้เป็นหลัก เนื่องจากเป็นแนวทางการใช้งานร่วมกับซิสเต็มโฮมเธียเตอร์ และหลายท่านคงยังคาใจอยู่ว่า 105 คงให้ได้ไม่แตกต่างจาก 103 มากนัก เนื่องจากถ้าดูจากปัจจัยการพัฒนาหลักๆ แล้ว จะเทไปในส่วนของภาคอะนาล็อกเป็นหลัก (โดยเฉพาะผลจาก ESS SABRE 32 DAC Chip) ซึ่งไม่เกี่ยวข้องกับการเชื่อมต่อแบบดิจิทัล แต่ผลการทดสอบเปรียบเทียบกับการเชื่อมต่อสัญญาณทาง Digital HDMI Out (Split A/V; HDMI 1 Out to TV, HDMI 2 Out to AVR) ระหว่างรุ่นใหญ่ กับรุ่นเล็ก พบว่าแตกต่างกันอย่างชนิดที่สัมผัสได้ไม่ยาก ส่วนใหญ่ให้ผลลัพธ์ไปในทิศทางที่คล้ายคลึงกับการเชื่อมต่อทางอะนาล็อก แต่ความห่างจะไม่มากเท่า โดยให้น้ำเสียงที่อิ่มเอิบมีน้ำมีนวลกว่ามาก ย่านต่ำจะให้ความสะอาด ลึก และจับโฟกัสได้ชัดเจนกว่า
Oppo BDP-105 vs BDP-95
ต่อด้วยการเปรียบเทียบคุณภาพเสียง กับดีกรีความเป็น “รุ่นใหญ่” เหมือนกัน ระหว่าง “รุ่นใหม่” กับ “รุ่นเก่า” คือ BDP-105 และ BDP-95 เพื่อดูว่ามีความแตกต่างกันจากแนวทางการพัฒนา อย่างมีนัยสำคัญหรือไม่? การเปรียบเทียบจะใช้สื่ออ็อพติคัลดิสก์ (CD/SACD) และ Digital Files ผ่านทาง USB Storage Devices โดยเน้นใช้งานช่อง USB Input ทางด้านหลังของ 105/95 จากนั้นเริ่มด้วยเชื่อมต่อสายสัญญาณอะนาล็อก ไปยัง Analog amplifier ผ่านทาง Balanced XLR และ Unbalanced RCA (2-ch Output) ขณะรับฟังเปิดโหมด Pure Audio ที่ Oppo
ความแตกต่างของเสียงดูจะห่างไม่เท่าที่สัมผัสได้ระหว่าง รุ่นใหญ่ กับ รุ่นเล็ก แต่ก็จับดีเทลได้ไม่ยากว่า “รุ่นใหม่” 105 ให้ผลลัพธ์ที่ดีกว่า 95 ในประเด็นน้ำเสียงที่น่าฟังขึ้นกว่าเดิม ไม่ว่าจะเป็นรายละเอียดเสียงที่ชัดเจนขึ้น แต่ให้น้ำเสียงที่ลื่นไหล และอิ่มหนาขึ้นกว่าเดิมอีกเล็กน้อย อ้อ ที่สำคัญ คือ เสียงที่ “สงัด” ขึ้นครับ (ไม่มีเสียงพัดลม) ปกติตอนใช้งาน 95 บางท่านอาจไม่ได้สังเกต แต่ขณะที่จะเลิกใช้งานลองสังเกต Background Noise ระหว่างเปิด กับปิดเครื่องดูสิ แล้วจะพบว่าเสียง “สงัดกว่า” หมายความว่าอย่างไร…
Oppo BDP-105 กับประเด็นคุณภาพเสียง ด้านการใช้งาน USB DAC ร่วมกับคอมพิวเตอร์
ในอีกมุมหนึ่ง หากจะพิจารณาว่ารุ่นใหม่ น่าเล่นกว่ารุ่นเก่าหรือเปล่า? ลำพังแค่ USB DAC ก็น่าจะเป็นเหตุผลสนับสนุนที่มากเพียงพอ โดยเฉพาะท่านที่อยากสัมผัสกับมาตรฐาน Hi-resolution ระดับ Studio Master โดยที่ไม่ต้องเพิ่มเติมอุปกรณ์ USB DAC ภายนอกต่างหาก ให้ยุ่งยากซับซ้อน ในขณะที่สัมผัสผลลัพธ์ที่เหนือชั้นกว่ามาตรฐาน CD ได้อย่างชัดเจน ประกอบกับศักยภาพ และความยืดหยุ่นของ Computer Audio ยังมีส่วนส่งเสริมให้มาตรฐานการรับฟังดนตรีภายในบ้านสูงขึ้น เมื่อบวกกับหน้าที่หลักในการเป็น 3D Blu-ray + SACD/CD Player, 4K Scaler + HDMI In, Network Media Player และ Headphone Amp… ฯลฯ ที่กล่าวมานี้ ยังมีเพลเยอร์เครื่องอื่นที่ให้ได้ครบครันกว่า Oppo BDP-105 อยู่อีกหรือ?
ต้องขอเรียนตรงๆ ว่า USB DAC ไม่ใช่ “ของประดับ” ที่แถมมางั้นๆ แต่เป็นจุดเด่นที่ตอบสนองการใช้งานได้อย่างมีนัยสำคัญเลยทีเดียว และแน่นอนว่าประเด็นนี้จะทำให้ 105 น่าสนใจกว่า CD Player ทั่วไป ที่ยังเน้นแนวทางโบราณ ฟังได้แค่ฟอร์แม็ต CD อย่างเดียว จึงจำกัดรายละเอียดเสียงอยู่ที่ 16-bit/44.1kHz PCM เท่านั้น อนาคตจึงดูตีบตันในเรื่องของการขยับขยายพอสมควร แต่ถ้าหากท่านมี CD Player ระดับไฮเอ็นด์อยู่แล้ว และต้องการเน้นฟังฟอร์แม็ต CD ที่สะสมอยู่เป็นจำนวนมาก เป็นหลัก และไม่อยากยุ่งวุ่นวายกับคอมพิวเตอร์ หรือมี USB DAC ขั้นเทพอยู่แล้ว ก็คงไม่มีความจำเป็นใดๆ ที่จะเปลี่ยนมาใช้งาน BDP-105 Universal Player ที่มาพร้อม USB DAC เครื่องนี้ครับ แต่ถ้ายังไม่มี หรือยังไม่เริ่มมอง Hi-resolution Audio นี่จะเป็นเครื่องมือชิ้นแรก สำหรับการก้าวสู่ยุคใหม่ของการรับฟังดนตรี ที่ตอบสนองอรรถรสเหนือฟอร์แม็ต CD ไปอีกหลายขั้น และรองรับหลายรูปแบบ หลายแนวทางด้วยครับ (ไม่เกี่ยงฟอร์แม็ต เพราะ Computer Audio เล่นได้ทุกอย่าง ขอให้หาคอนเทนต์คุณภาพมาได้ก็แล้วกัน)

หากสรุปที่มาที่ไปจาก “อรรถประโยชน์” ทั้งหมด ของ Oppo BDP-105 ก็จะได้ไดอะแกรม ดังภาพ
Conclusion – สรุป
จากผลการทดสอบทั้งหมด จึงสรุปว่า ถ้างบถึง แนะนำให้เล่นรุ่นใหม่และรุ่นใหญ่ไปเลย หากเป้าหมายของท่าน คือ “ความครบครัน” ไม่ว่าจะเป็นในแง่ของอรรถประโยชน์ที่เอื้อต่อการใช้งาน หรือศักยภาพการถ่ายทอดภาพยนตร์ และเสียงดนตรี
หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
- วัสดุ รูปลักษณ์ตัวถังคล้ายคลึงของเดิม ไม่ได้หรูหราหวือหวา แต่ปรับเปลี่ยนเพิ่มเติมในจุดเล็กๆ เพื่อปรับปรุงศักยภาพ
- กับคุณสมบัติอัพสเกลถึงระดับ 4K จากชิพ Qdeo Video Processor ตัวใหม่ ในส่วนของการอัพสเกล สามารถปรับปรุงคุณภาพของคอนเทนต์ที่ใช้งานกันในปัจจุบัน (Standard Definition) ให้ดูดีขึ้นได้ ขึ้นกับการปรับพารามิเตอร์ที่ยืดหยุ่นอย่างเหมาะสม พื้นฐานจากระบบฮาร์ดแวร์ที่พิถีพิถันกว่า ให้คุณภาพของภาพโดดเด่นยิ่งขึ้นกว่ารุ่นเล็ก
- การปรับจูนเล็กน้อยในส่วนของภาคออดิโอ สร้างความแตกต่างทางด้านคุณภาพเสียงได้ดียิ่งขึ้น และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง USB DAC และ Headphone amp เป็นจุดที่แสดงให้เห็นถึงศักยภาพทางเสียงของเพลเยอร์เครื่องนี้ได้เด่นชัดกว่าเดิม
- ลูกเล่นของการเป็น Universal Media Player น่าจะครอบคลุมที่สุดเมื่อเทียบกับ Stand-alone BD Player ด้วยกัน ทั้งรองรับอ็อพติคัลดิสก์หลากหลาย รวมถึงดิจิทัลไฟล์ ครอบคลุมไปถึง USB DAC, Headphone Amp และการสตรีมมิ่งผ่านระบบเน็ตเวิร์ก ส่วนของอ็อพชั่นอุปกรณ์ของแถมก็ยังจัดเต็มเช่นเดิม จะหาครบๆ แบบนี้ที่อื่น คงยาก
- ในรุ่นเล็ก คือ 103 ก็พิสูจน์ถึงอรรถประโยชน์ที่เพิ่มขึ้นจาก HDMI/MHL In และ Dual HDMI Out with ARC พลิกโฉมแนวทางของ BD Player ให้ครอบคลุมการใช้งานกว้างขวางกว่าเดิม และยิ่งในรุ่น 105 ที่มาพร้อม USB DAC และ Headphone amp ยังตอกย้ำคำว่า “ครอบจักรวาล” ได้เด่นชัดยิ่ง !
- คุณสมบัติครอบคลุม ผลลัพธ์การใช้งานกว้างขวางล้ำหน้าบลูเรย์เพลเยอร์ทั่วไป กับราคาค่าตัวที่ไม่แพงจนเกินเอื้อม เป็นจุดหลักของความคุ้มค่าของรุ่นนี้ หรือจะเรียกว่าเป็นจุดเด่นเลยก็ว่าได้ แต่ความอเนกประสงค์ที่เพิ่มมากขึ้นครั้งนี้ ก็มาพร้อมราคาขายที่สูงขึ้นด้วย
by ชานม ! 2013-02
ราคาตั้ง Oppo BDP-105
42,000 บาท