รีวิวพี่คนกลาง LG OLED TV 65C9 รองรับ Dolby Vision ภาพสวยแบบไม่ต้องเซ็ต สั่งง่ายด้วยเสียงภาษาไทย

ถ้าพูดถึงเจ้าพ่อ OLED TV ไม่ว่าใครก็ต้องนึกถึง LG เป็นแบรนด์แรก ซึ่งในปี 2019 ซีรีส์ LG B9 คือ OLED TV ตัวเริ่มต้น ส่วนซีรีส์ C9 จะถูกวางเป็นตัวที่เหนือกว่า B9 ขึ้นมาหนึ่งสเต็ป ดังนั้นคนที่เข้ามาอ่านรีวิว LG C9 นี้ต้องมีคำถามในใจแน่ๆ ว่าสองซีรีส์นี้ LG B9 VS LG C9 ปี 2019 มีอะไรแตกต่างกันบ้าง ? รีวิวนี้มีคำตอบให้แน่นอนครับ
สเปคเบื้องต้นของ LG 4K OLED TV 65C9
– ขนาด 65″ ความละเอียด 4K (3840 x 2160)
– มีระบบ AI ช่วยคำนวนภาพ เสียงให้อัตโนมัติ
– Smart TV WebOS
– รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทย
– เชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทั้งแบบใช้สาย และไร้สาย
– ราคาเปิดตัว 129,990 บาท

Design – การออกแบบ

การออกแบบเรียบหรู
ซีรีส์ C9 วางจำหน่ายด้วยกันทั้งหมด 3 ขนาด คือ 55”, 65” และ 77” โดยขนาดที่ทางเราได้รับมารีวิวก็คือ 65” ถือว่าใหญ่พอเหมาะกับห้องนั่งเล่นในปัจจุบัน ตัวขาตั้งเป็นทรงสี่เหลี่ยมแนวยาวยกเฉียงขึ้น กินพื้นที่ด้านหน้าเล็กน้อย แต่ถ้าเป็นขนาด 77″ ขาตั้งจะเป็นทรงโค้งแบบยาวแทน ส่วนขอบด้านข้างของ OLED TV บางมากตามสไตล์อยู่แล้ว เพราะเป็นทีวีที่ไม่ต้องพึ่งหลอดแบคไลท์ เม็ดพิกเซลสามารถเปล่งแสงได้ด้วยตัวเอง จึงทำให้ตัวเครื่องบาง สวยงามพิมพ์นิยม

เทียบทรงขาตั้งแต่ละขนาด

ขาตั้งทรงเรียบพื้นผิวแบบโลหะขัด สกรีนคำว่า LG OLED

ถ้าไม่นับแผงวงจรด้านล่าง จะเห็นได้ว่าตัวจอบางมาก

ด้านหลังเครื่องสวยงามไม่แพ้ด้านหน้า

พื้นผิวด้านหลังแบบโลหะขัดเช่นกัน
จากภาพด้านบนจะเห็นได้ว่าหากหันหลังเครื่องเข้าหาตัวเรา กลุ่มช่องต่อจะจัดวางอยู่ทางด้านขวา ส่วนปลั๊กไฟจะอยู่ทางด้านซ้ายของตัวเครื่อง ช่องต่อต่างๆ ของรุ่นนี้ให้มาแบบครบครัน ทั้ง HDMI, LAN, USB และยังเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ตได้ทั้งแบบใช้สาย และไร้สาย
ช่องต่อทั้งหมดของ LG 65C9
– HDMI 2.1 x 4
– USB x 3
– Audio Out
– Optical Digital Audio Out
– Component
– AV
– Antenna
– LAN

กลุ่มช่องต่อด้านหลัง

กลุ่มช่องต่อด้านข้าง

Magic Remote รีโมทที่ใช้งานง่ายมาก เพราะเป็น Air Mouse ในตัว
Picture – ภาพ
ส่วนที่สำคัญที่สุดสำหรับทีวีนั้นก็คงไม่พ้นเรื่อง “ภาพ” หากอ้างอิงกันตามสเปค จุดที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนระหว่าง LG B9 VS LG C9 ก็คือชิปประมวลผล ซีรีส์ B9 จะใช้ชิป α7 Gen 2 แต่ซีรีส์ C9 จะใช้ α9 Gen 2 ด้วยชิปประมวลผลที่สูงกว่า น่าสนใจมากว่า LG C9 เครื่องนี้จะถ่ายทอดภาพออกมาได้ดีมากน้อยขนาดไหน? ขอเริ่มการทดสอบจากการเปิดคอนเทนท์ประเภท HDR กันก่อนเลย

LG 4K OLED TV 65C9 รองรับHDR ทั้งแบบ Dolby Vision และ HDR10 ดังนั้นไม่ต้องคิดเลยว่าแผ่นที่ใช้ทดสอบ จะต้องเป็นเรื่องนี้ Bumblebee เพราะเป็น HDR แบบ Dolby Vision แถมภาพสะอาดตา เห็นรายละเอียดต่างๆ ชัดเจน สไตล์ภาพของเครื่องนี้มีความเป็นธรรมชาติสูง ดูสบายตา ไล่รายละเอียดระดับสีดำ ความสว่างดีมาก อย่างฉากกลางคืน ตอนที่มีหุ่นยนต์สองตัวกำลังยิงลำแสงใส่คน การไล่เฉดสีจากส้มแดงไปดำนั้นเกลี่ยได้เนียนตา หรือจะเป็นฉากตอนกลางวัน ที่เราจะได้เห็นประกายไฟฟ้าจากตัวหุ่น Bumblebee ที่แสดงได้อย่างชัดเจน เกือบลืมบอกกันไป โหมดภาพอัตโนมัติ แนะนำให้ใช้โหมด Cinema เพราะอุณหภูมิสีเที่ยงตรงเป็นธรรมชาติมากที่สุด
*หากเป็นคอนเทนท์แบบ Dolby Vision จะไม่สามารถใช้ AI Picture ได้ / AI Picture คือการประมวลผลภาพอัจฉริยะที่จะช่วยกระดับคอนเทนท์ภาพธรรมดา หรือภาพ HDR ให้มีสีสัน และรายละเอียดดีขึ้น ซึ่งถ้าใครอยากเสพภาพแบบต้นฉบับก็สามารถปิดตัวช่วยตรงนี้ไว้ได้

รองรับ HDR ทั้งแบบ Dolby Vision และ HDR10

คุมความดำอยู่ ไล่เฉดสีได้ดี

ฉากสว่างแบบนี้ หากทีวีทำ HDR ได้ไม่ดี ประกายไฟฟ้าหายหมดแน่
มาถึงจุดสำคัญที่ต้องพิจารณา หลังจากที่ได้ใช้เครื่องมือปรับภาพในการวัดศักยภาพของชิปประมวลผล α9 Gen 2 ผลปรากฏว่า คอนเทนท์แบบ HDR สามารถทำความสว่างสูงสุด / Peak Brightness ที่ 892 nits ในโหมดภาพแบบ Vivid แต่ก็เป็นที่ทราบกันดีว่าโหมดนี้สีสันจะสดเด้งเป็นพิเศษ ซึ่งถ้าดูเอาแบบสบายตา โหมด Cinema ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เพราะความสว่างสูงสุดอยู่ที่ 758 nits จากค่าดังกล่าวไม่ว่าจะเลือกโหมดไหนซีรีส์ C9 ก็ให้ความสว่างสูงสุดมากกว่าซีรีส์ B9 (α7 Gen 2 ของ B9 ทำได้ 652 nits) ส่วนขอบเขตสี LG 65C9 ทำได้ 95.8% ของ DCI-P3 และ 69.7% ของ Rec2020 ซึ่ง B9 ทำได้ 70.4% ต่างกันเล็กน้อยมาก ถ้าว่ากันตามตรงแล้วเห็นความต่างกันน้อยมาก
นอกจากนี้อุณหภูมิสีตั้งต้นทั้งโหมดภาพแบบ SDR และ HDR ก็ค่อนข้างเที่ยงตรงมาตั้งแต่โรงงาน เรียกได้ว่าไม่ต้องพึ่งมือนักปรับภาพก็ได้ อย่างกรณีรับชมคอนเทนท์แบบ SDR ก็สามารถเลือกใช้โหมด Cinema ไปได้เลย เพราะโหมดนี้ค่าอุณหภูมิสีอยู่ที่ 6307 เข้าใกล้ค่า 6500K ที่ตามมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์กำหนดไว้ ซึ่งหลังจากปรับภาพแล้วก็ยิ่งเที่ยงตรงมากขึ้นไปอีก

ตารางวัดค่าโหมด SDR

โหมดภาพ HDR อุณหภูมิสีก็ดีมากอีกแล้ว

หลังจากปรับแล้วได้อุณหภูมิสีที่ดีเยี่ยม

LG ซีรีส์ C9 รองรับการปรับภาพอัตโนมัติ

เรื่องไหนที่ไม่ได้ย้อมโทน ผิวคนดูเป็นธรรมชาติมาก

ดูแอนิเมชั่นก็สดใส
การอัพสเกล!
ถึงจะบอกว่าทุกวันนี้ ความละเอียด 4K คือความละเอียดมาตรฐานของทีวีแล้ว แต่ฝั่งคอนเทนท์ใช่ว่าจะเป็นความละเอียด 4K ทั้งหมด ไม่ว่าจะดิจิตอลทีวี หรือ Blu-ray Disc ของเก่าที่ใครหลายคนสะสมเอาไว้แล้วกลับมาดูอีกที ต่างก็เป็นความละเอียดแบบ Full HD ทั้งนั้น ดังนั้นการอัพสเกลจึงเป็นเรื่องที่สำคัญพอสมควรกับทีวีขนาดใหญ่ ซึ่งการเปรียบเทียบภาพ จะทำได้ดีที่สุดก็ต่อเมื่อเล่นจากเรื่องเดียวกัน ฉากเดียวกัน ในเมื่อตอนทดสอบภาพ 4K ได้เปิดภาพจากเรื่อง Lucy ไป ตอนนี้เราก็ต้องดูภาพจากเรื่องนี้ด้วย เท่าที่ดูฉากเดียวกันเทียบแบบซีนต่อซีนแล้ว พบว่ารายละเอียดภาพลดทอนลงไปเล็กน้อยเท่านั้น แต่ที่เห็นได้ชัดเจนที่สุดคือความสว่าง เพราะแผ่น Lucy แบบ 4K จะเป็น HDR ด้วย สรุปแล้วการอัพสเกลของ LG 4K OLED TV 65C9 สอบผ่านฉลุย

รายละเอียดหนีกันนิดเดียว แต่ความสว่างต่างกันอย่างชัดเจน

สัญญาณดิจิตอลทีวีส่งมาแบบ 1080i เปิดกับจอใหญ่ 65″ แบบนี้ก็ยังชัด
ตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว (LG เรียกว่า TruMotion) ในรุ่นนี้มีมาให้ด้วยกันทั้งหมด 3 ระดับ คือ Smooth, Clear และ User โดยโหมดภาพเคลื่อนไหวอัตโนมัติขอแนะนำว่าให้ใช้ Smooth จะดีกว่า Clear ตรงที่เวลาเจอฉากแพนกล้องทำได้ลื่นไหลกว่า และไม่ติดภาพซ้อน แต่บางจังหวะก็จะมีกระฉากอยู่บ้างเล็กน้อย ซึ่งถ้าใครติดขัดตรงนี้ก็สามารถเปลี่ยนไปใช้โหมด User ที่เราสามารถปรับแต่งได้เอง จะเอาลื่นแค่ไหน เท่าไหร่ เลือกได้เลย เพียงแต่ว่าต้องระวังนิดหนึ่ง หากปรับมากไป จะทำให้เกิดภาพซ้อนได้ เช่นลูกฟุตบอลที่ถูกส่งไป จะทำให้เห็นเป็นหลายลูกวิ่งตามหลัง แทนที่จะเป็นลูกเดียว
และยังมี OLED Motion ที่เป็นการช่วยภาพเคลื่อนไหวแบบแทรกเฟรมดำ เปิดแล้วจะได้อารมณ์คล้ายๆ Plasma TV สมัยก่อน ซึ่งความสว่างจะถูกลดทอนลงไป

แนะนำให้ใช้ Smooth

ปรับแต่งภาพเคลื่อนไหวเพิ่มเติมเองได้
การเล่นเกมบน LG 4K OLED TV 65C9 เครื่องนี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เพราะด้วยโครงสร้างของเทคโนโลยีที่ไม่ซับซ้อน ทำให้การตอบสนองของเม็ดพิกเซลทำได้ดี โหมดภาพที่ให้ Input Lag ต่ำที่สุดก็คือโหมด Game อยู่ที่ 21.8 – 40.1ms และถ้าหากอยากจะให้ต่ำไปกว่านั้นก็สามารถเปิดฟีเจอร์ที่ชื่อว่า Instant Game Response ก็จะได้ค่าอยู่ระหว่าง 13.3 – 33.4 ms ซึ่งถือว่าต่ำมาก ดังนั้นไม่มีปัญหาเวลานำไปต่อเล่นกับคอนโซลทั้งหลายแน่นอน

กดปุ่มคำสั่งไหน ได้ใช้คำสั่งนั้นกับตัวละคร!
Sound – เสียง
ระบบเสียงของ LG 4K OELD TV 65C9 อยู่ที่ 2.2แชนแนล กำลังขับ 40W ลำโพงติดตั้งบริเวณอยู่ทางด้านล่างของตัวเครื่อง ยิงเสียงแบบ Down Firing สะท้อนกับชั้นวางเข้าหาคนดู โดยพื้นฐานเสียงที่ออกมาจากลำโพงของรุ่นนี้ทำได้ดีพอตัว ถึงเวทีเสียงจะไม่กว้าง แต่เนื้อเสียงดี ไม่บาง รายละเอียดต่างๆ มาครบ เนื้อเบสมีให้ได้ยินพอเหมาะ และจากภาพด้านล่างจะเห็นได้ว่าโหมดเสียงอัตโนมัติมีให้เลือกเยอะมาก จึงขอแนะนำโหมด Standard หรือ Cinema สองโหมดนี้ให้เสียงกลาง ที่เป็นเสียงคนพูดได้อย่างชัดเจน และยังคงเสียงประกอบอื่นๆ ไว้

โหมดเสียงต่างๆ ที่มีให้เลือก
ฟีเจอร์ที่น่าสนใจเกี่ยวกับเสียงที่น่าสนใจคือ AI Sound ฟีเจอร์นี้เรียกได้ว่ามาช่วยให้ “เวทีเสียง” ของตัวเครื่องจากเดิมที่ไม่กว้าง เป็นกว้างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด แต่สิ่งที่ต้องแลกมาก็คือเนื้อเสียงที่บางลง ซึ่งในจุดนี้ก็แล้วแต่ผู้ใช้งานว่าชอบแบบไหน แต่โดยส่วนตัวแล้วผมชอบที่จะเปิดไว้ เพราะได้บรรยากาศเสียงที่โอบล้อมดี ถึงเนื้อเสียงจะบางลง แต่เวลาดูหนังได้อรรถรสกว่ากันเยอะ
ทั้งนี้ AI Sound จะใช้ได้ก็ต่อเมื่อใช้งานกับลำโพงทีวีเท่านั้น ถ้าใครต่อทีวีเข้ากับชุดเครื่องเสียง หรือซาวด์บาร์ จะไม่สามารถใช้งานเมนูนี้ได้ (แน่ละ ยังไงเสียงลำโพงแยกชิ้นก็ย่อมดีกว่า) ซึ่งจุดที่น่าประทับใจก็อยู่ตรงนี้ครับ เพราะตัว LG 4K OLED TV 65C9 รองรับการเชื่อมต่อแบบ eARC ด้วย ทำให้สามารถส่งสัญญาณเสียงที่คุณภาพสูงขึ้นกว่าเดิมได้
*การจะใช้งาน eARC อุปกรณ์ ต้นทาง – ปลายทาง จะต้องรองรับ eARC ด้วยกันทั้งหมด

AI Sound เปิดไว้ไม่ผิดหวัง

ฟังเสียงแล้วได้อรรถรส!
Extra – เพิ่มเติม
สมาร์ททีวี webOS ของ LG เรียกได้ว่าเป็นระบบที่ใช้งานได้ง่าย และรวดเร็วมากที่สุดในตลาด เพราะมี Magic Remote ที่ทำตัวเป็น Air Mouse วาดเพื่อใช้งานได้เลย ไม่ต้องมานั่งคลิกเลือกทีละเมนู (แต่ถ้าใครถนัดคลิกเลือกก็สามารถกดปุ่ม Navigator บนรีโมทได้) และถึงแม้ว่าหน้าตาภายนอกของตัว webOS จะยังคล้ายคลึงกับปีเก่า แต่ถ้ามาลองดูลึกๆ แล้วมีอะไรที่เปลี่ยนแปลงไปเยอะมากเหมือนกันในเวอร์ชั่น 4.5 นี้
ก่อนอื่นเริ่มจากเมนูหลัก สังเกตได้ว่าเวลาเรากดปุ่ม Home (รูปบ้าน) บนรีโมทขึ้นมา เมนูหลักจะมีน้อยลงเหลือแต่ส่วนที่สำคัญ อย่างเช่นพวกเมนูช่องต่อ HDMI 1-4, ช่องสัญญาณดิจิตอล ก็จะยุบไปรวมตรง Home Dashboard ทั้งหมด

อีกจุดเด่นหนึ่งที่สำคัญคือเวอร์ชั่นนี้รองรับคำสั่งเสียงภาษาไทยแล้ว เราสามารถที่จะออกคำสั่งอย่าง “เปลี่ยนโหมดภาพเป็นโหมดภาพยนตร์” หรือ “ตั้งเวลาปิดเครื่องตอนห้าโมงเย็น” เป็นต้น โดยในการใช้คำสั่งเราจะต้องทำการกดปุ่มไมโครโฟนบนเมจิครีโมทค้างเอาไว้ นอกจากนี้ในอนาคตทาง LG ยังเผยอีกว่าจะออกเฟิร์มแวร์เพื่อรองรับ Google Assistant อีกด้วย
*ในการจะใช้งานคำสั่งเสียงภาษาไทย จะต้องเปลี่ยนภาษาเครื่องให้เป็นภาษาไทยก่อน

ด้านแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งบน webOS มีให้ดูครบครัน ทั้ง Netflix, YouTube หรือสายเกาหลีอย่าง VIU ก็มี ซึ่งแอปฯ ที่จัดเต็มทั้งภาพ และเสียงที่สุดก็ต้องยกให้ Netflix เพราะมีซีรีส์ที่เป็น Dolby Vision + Dolby Atmos อยู่หลายเรื่อง บางคนงบซื้อแผ่นจำกัด ก็สมัครสมาชิก Netflix ดูเอาเลยง่ายดี

The I Land ซีรีส์เรื่องใหม่ของ Netflix ที่เป็น Dolby Vision + Dolby Atmos

YouTube รองรับ 4K HDR

แอปฯ อื่นๆ ก็มีมากมายให้โหลดบนสโตร์
ความสามารถด้านการสะท้อนหน้าจอ หรือ Screen Mirroring จากของเดิมที่รองรับเฉพาะการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ระบบปฏิบัติการ Android ในเวอร์ชั่นนี้ได้รองรับการเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ iOS แล้ว ทำให้คนที่ใช้ iPhone iPad สามารถใช้ Airplay ส่งภาพจากจอขึ้นไปแสดงบนทีวีได้เลย แต่มีข้อแม้เล็กน้อยคือต้องให้อุปกรณ์ กับทีวี เชื่อมต่ออยู่ในเครือข่ายเดียวกัน

LG 659 รองรับ AirPlay

ตัวอย่างการส่งภาพจากบน iPhone XS MAX ขึ้นไปแสดงบนทีวี
สุดท้ายอีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ไม่พูดถึงไม่ได้คือ Gallery Mode ความหมายของฟีเจอร์นี้ก็ตามชื่อเลย เพราะเป็นการเปลี่ยนทีวีของเราให้กลายเป็นกรอบแสดงภาพสุดไฮเทค ที่ว่าไฮเทคก็เพราะเราสามารถเลือกกรอบ เลือกรูปที่จะแสดงได้ตามใจชอบ ภายในก็มีภาพสวยๆ ให้เลือกมากมาย ใครเบื่อดูหนัง ฟังเพลงแล้ว อยากมาดูรูปถ่ายสวยๆ ก็ลองเข้ามาที่โหมดนี้ดู
มีกรอบ มีรูปภาพหลากหลายแนว

เปลี่ยนทีวีเป็นกรอบรูป!
Conclusion – สรุป
ข้อดีของ LG 4K OLED TV 65C9
1. ตัวเครื่องสวยงามทั้งด้านหน้า และหลัง ฐานตั้งมั่นคงแข็งแรง
2. โหมดภาพมาตรฐาน Cinema ทั้ง SDR และ HDR ให้อุณหภูมิสีที่ดีมากมาตั้งแต่โรงงาน
3. รองรับ CalMAN AutoCal ช่วยปรับจูนภาพแบบอัตโนมัติสำหรับนักปรับภาพ
4. HDMI 2.1 ทั้ง 4 ช่อง รองรับ eARC, สัญญาณ High Frame Rate 120Hz
5. WebOS ปรับใช้งานได้ง่าย และสะดวกขึ้น
6. การสั่งงานด้วยเสียงภาษาไทยของ ThinQ AI ครอบคลุมการสั่งงานหลากหลาย
7. รองรับ Airplay
8. Air Mouse ของ Magic Remote ยังคงเป็น The Best! ในการควบคุมสั่งการ
ข้อเสียของ LG 4K OLED TV 65C9
1. การปรับจูนแบบ CalMAN Autocal ไม่สามารถให้ผลลัพธ์ได้เที่ยงตรง ยังคงต้องปรับ Manual ในบางจุด
2. โหมดเสียงจำลอง Dolby Atmos ไม่ได้ส่งผลทางด้านมิติเสียงโอบล้อมอย่างชัดเจน (เป็นเรื่องธรรมดากับลำโพงแบบสองแชนแนล)
3. ไม่มีช่องต่อ USB 3.0

LG C9 ซีรีส์ที่ภาพดีมาตั้งแต่โรงงาน
ราคาเปิดตัวเมื่อเทียบกันแบบขนาด : ขนาด ระหว่าง LG B9 VS C9 นั้น จะต่างกันอยู่ที่หนึ่งหมื่นบาท ในส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมานี้ทำให้เราได้ชิปประมวลผลที่สดใหม่กว่า ได้ทีวีที่มีความสว่างสูงสุดมากกว่า ถามว่าสว่างแล้วดียังไง? ทีวีที่มีความสว่างก็จะสามารถสู้แสงได้ดี ดังนั้นด้วยความสว่าง 892 nits ทำให้ C9 สามารถสู้แสงในตอนกลางวันได้ไม่ขวยเขิน นอกจากนี้โหมดภาพอัตโนมัติยังมีอุณหภูมิสีที่เที่ยงตรงกว่าตัว B9 หนี่งขั้น ในภาพรวมแล้วส่วนต่างที่เพิ่มขึ้นมาถือว่าคุ้มมาก ถ้าใครเล็ง B9 ไว้อยู่แล้ว จะเพิ่มงบอีกสักหน่อย ขยับมาเป็นซีรีส์นี้รับรองว่าไม่ผิดหวัง
ราคาเปิดตัว LG 4K OLED65C9 อยู่ที่ 129,990 บาท