รีวิวโปรเจ็กเตอร์ BenQ W1070+ รุ่นใหม่หัวใจอัพเกรด!! ภาพเทพตั้งแต่ออกจากโรงงาน - LCDTVTHAILAND
หากที่สุดของความบันเทิงภายในบ้านทางด้านเสียงคือชุดโฮมเธียเตอร์แล้วล่ะก็ เรื่องภาพก็คงไม่พ้นการแสดงภาพจอยักษ์ ซึ่งถ้าใครอยากได้อารมณ์แบบโรงหนังละก็ โปรเจ็กเตอร์น่าจะเป็นคำตอบที่ดีที่สุด โดยในปัจจุบันก็มีตัวเลือกสารพัดให้เราได้เลือกกันไม่หวาดไหว

BenQ W1070+ นับว่าเป็นอีกหนึ่งโปรเจ็กเตอร์ที่ผมจะหยิบยกมารีวิวถึงความสามารถในการเปลี่ยนห้องนั่งเล่น..ให้เป็นโรงภาพยนตร์ ที่ต้องบอกว่าได้รับการอัพเกรดประสิทธิภาพให้แจ่มแจ๋วขึ้นจากรุ่นเก่า W1070 ซึ่งทาง BenQ ได้เปรยไว้ว่าทั้งมิติภาพและความอิ่มของสีสันนั้นเพิ่มขึ้นกว่าตัวเก่ามาก จึงเป็นหน้าที่ของทีมงานที่จะต้องมารีวิวให้ทุกท่านได้ชมกัน
BenQ W1070+ 3D DLP Projector
– Full HD 1080p Resolution
– 2200 ANSI Lumen
– 10000 : 1 Contrast Ratio
– Lamp Life : Normal 3,500 / ECO 5,000 / Power Save 6,000
– Projection Distance 100″@2.5m
– Built-in 10W Speaker
– ISFccc® Calibration Certified
ราคาเปิดตัว 43,900 บาท
อ่านสเปค BenQ 1070+ แบบเต็มคลิ๊กที่นี่

ดีไซน์
แนวทางการดีไซน์นั้นต้องบอกว่าเหมือนกับรุ่น 1070+ ทุกประการครับ ถอดรูปกันมาเหมือนรถรุ่น minor change ก็ว่าได้


ช่องระบายความร้อนแบบยิงออกข้างหน้า ทำให้ไม่ต้องกังวลเรื่องร้อนมือเวลาที่จะขยับโปรเจ็กเตอร์ขณะเครื่องทำงานอยู่ นอกจากนี้ตัวเครื่องยังติดตั้งลำโพงสเตอริโอกำลังขับ 10W มาให้ด้วย



ขยับมาบนตัวเครื่องบ้างครับ จะเจอปุ่มควบคุมและปุ่มเปิดปิดอยู่ตรงนี้ ฟังก์ชั่นการใช้งานพื้นฐานของปุ่มนี้สามารถทดแทนรีโมทได้กรณีที่ทำหายไป


เมื่อเปิดบริเวณฝาครอบออกมาจะพบกับหมุดปรับ Lens Shift เพื่อปรับระนาบฉายในแนวดิ่งขึ้นลง ซึ่งจะต้องใช้ไขขวงขนาดเล็กในการหมุนครับ




รีโมทสีขาวกดแล้วมีไฟสีแดงส่องสว่างในตัว ช่วยให้การใช้งานควบคุมโปรเจ็กเตอร์ในห้องมืดทำได้ง่ายดาย แต่ส่วนตัวผมคิดว่าไฟสีขาวน่าจะมองเห็นชัดกว่า แต่ก็เป็นไปได้ว่าอาจจะกวนสายตาขณะรับชมครับผม

ช่องต่อ

สารพัดช่องต่อของ BenQ W1070+ เรียงจากซ้ายไปขวา
- HDMI v1.4 x2 (MHL@HDMI2)
2. DC 12V Trigger
3. USB Type A/MINI B
4. RS232
5. PC IN (VGA Port)
6. Component Video
7. Audio in (L/R)
8. Audio in/out
จากรายชื่อช่องต่อด้านบนนั้นบ่งบอกได้ว่า W1070+ ตัวนี้ค่อนข้างจะเป็นโปรเจ็กเตอร์อเนกประสงค์ที่สามารถนำมาพลิกแพลงใช้งานได้หลากหลายมาก ตั้งแต่เสียบ VGA ไปยัง HDMI หรือ 3.5mm mini jack เครื่องเดียวอยู่ไม่ต้องง้อหัวแปลงเลย
ภาพ
ก่อนจะมาเริ่มทดสอบเราต้องมาทำการติดตั้งโปรเจ็กเตอร์ให้อยู่ในตำแหน่งที่เหมาะสมกับการใช้งานกันเสียก่อน โดยทีมงานให้การวางบนขาตั้งโปรเจ็กเตอร์ ซึ่งทาง BenQ W1070+ มาพร้อมกับเมนูช่วยตั้งค่าสำหรับเหล่ามือใหม่ทั้งหลายที่เปิดใช้งานเครื่องโปรเจ็กเตอร์ครั้งแรก ที่ทำมาเข้าใจง่ายและเป็นมิตรกับผู้ใช้ ช่วยให้ทำตามได้ไม่ยาก


อีกหนึ่งความพิเศษของโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้คือมันสามารถวางไว้ที่ไหนก็ได้ในห้อง ไม่ว่าจะเป็นโต๊ะ, เก้าอี้, ตู้, เตียง หรือจะแขวนไว้ดีๆ อย่างที่ใครเขาทำกันก็ได้ ที่เป็นแบบนี้ก็เพราะว่าทาง BenQ ได้ติดตั้งระบบปรับจูน Key Stone แบบสองแกนมาให้ รวมไปถึงฟีเจอร์การปรับ Lens Shift ขยับขึ้นลงในแนวดิ่งได้อีกด้วย วางได้ทุกที่ตามรูปด้านล่างเลยครับ

ระบบการปรับ Keystone แบบสองแกน ช่วยเพิ่มความยืดหยุ่นในการวางตัวเครื่องโปรเจ็กเตอร์มากขึ้น

เมื่อทำการเซ็ตอัพเรียบร้อยเป็นเวลาอันควรที่จะได้ฉายภาพขึ้นจอวัดประสิทธิภาพแบบก่อนปรับภาพกันเลย ต้องบอกว่าการทดสอบเราจะทำในห้องมืดคุมแสงได้ 100% เพื่อรับชมประสิทธิภาพที่แท้จริงของตัวเครื่องแบบเต็มๆ

เราเริ่มทดสอบกันด้วยภาพจากภาพยนตร์อย่าง Journey 2 เพื่อชมสีสันในป่าดงดิบ ซึ่งทุกอย่างดูเขียวชอุ่มมีชีวิตชีวา โดยโหมดภาพจากโรงงานที่ทาง BenQ ได้เซ็ตมาตั้งแต่ต้นก็คือ Standard ที่มีแนวภาพอิ่มสดใสได้มิติจนแทบจะไม่ต้องปรับจูนอะไรเพิ่มให้วุ่นวายก็ได้ภาพที่ดีน่าดูแล้ว

สลับมาดูสีในวรรณะร้อนกันบ้างครับ ผมหยิบเอา Life of Pi อีกหนึ่งภาพยนตร์เรื่องฮิตที่มักจะถูกหยิบมาทดสอบทีวีอยู่บ่อยๆ ในฉากรุ่งอรุณกลางมหาสมุทร ที่จะเป็นดวงอาทิตย์ค่อยๆ สาดแสงสีส้มเพื่อเปลี่ยนผ่านจากเวลากลางคืนสู่เช้าตรู่ บรรยากาศที่ถูกปลดปล่อยออกมาผ่านเลนส์ฉายของ W1070+ สร้างความอบอุ่นหัวใจเหลือเกิน เป็นโปรเจ็กเตอร์ที่พาเราเข้าไปอยู่ในสถานกรณ์ในหนังจนอินไปกับเรื่องราวได้ดีสุดๆ

ฉากตะวันทอแสงที่ถ้าใครเคยมาฟังบรรยายมักจะได้รับชมบ่อยๆ เนื่องจากเป็นฉากที่สีแรงแสงแรง เหมาะแก่การนำมาทดสอบเรื่องภาพสุดๆ
หลังจากได้ชมฉากทดสอบกันจนหนำใจไปแล้วก็ได้เวลามาจริงจังกับการทดสอบสีสันของโหมดภาพสำเร็จรูปซึ่งได้ติดตั้งมาให้จากโรงงานว่าโหมดไหนให้สีเป็นอย่างไร และเหมาะจะใช้งานในเวลาใด

1. Bright : ให้ภาพติดโทนเขียวนิดหน่อย ทุกอย่างดูสดสว่างผิดธรรมชาติ
2. Standard : สีสันสวยใสแบบใกล้เคียงความถูกต้องที่สุด เป็นโหมดแนะนำสำหรับท่านที่ไม่มีเครื่องมือปรับภาพ เพราะสามารถให้สีสันที่ค่อนข้างดี โดยที่ยังไม่ทิ้งรายละเอียด
3. Cinema : ความแม่นของสีใกล้เคียงกับ Standard แต่เป็นการปรับลดระดับความสว่างให้ลดลง สีดูทึมๆ ไม่เหมาะจะนำมาใช้ในห้องนั่งเล่นที่คุมแสงไม่ได้ 100%
4. User 1,2 : เป็นค่าเดิมๆ ที่แทบจะไม่ได้มีการจูนอะไรมาก เพราะให้อิสระกับผู้ใช้เพื่อนำมาลองเล่นเอง ฉะนั้นสีสันของภาพจึงดูใกล้เคียงกับ Standard แต่มืดลงมาหน่อย
จากการนั่งพิจารณาโหมดภาพที่ได้ติดตั้งมาจากโรงงานโดยรวมแล้วถือว่า BenQ W1070+ ทำได้ดีทีเดียวในเรื่องภาพ 2 มิติ สีสันในโหมด Standard นั้นถ้าไม่ซีเรียสก็ไม่ต้องปรับอะไรเพิ่ม เปิดละชมกันไปยาวๆ ได้เลย ถ้าห้องมืดมากๆ ก็อาจจะเปิด ECO Mode ช่วยทอนแสงไม่ให้จ้าจนเกินไป ที่สำคัญยังช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟออกไปอีกหลายพันชั่วโมง เรียกได้ว่ายิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยก็ว่าได้
หลังจากดูภาพแบบค่าโรงงานมาพอได้ที่ เราก็มาปรับภาพกันดีกว่าครับ ต้องบอกก่อนว่าฟีเจอร์การปรับภาพของโปรเจ็กเตอร์ตัวนี้ไม่ใช่เล่นๆ เพราะถึงกับได้ใบรับรอง ISFccc การันตีความสามารถในการปรับจูนแบบขั้นสูงได้ล้ำลึก แต่สำหรับการทดสอบครั้งนี้หากปรับแบบจัดเต็มคงไม่ทันคืนเครื่องแน่ๆ เลยเอาแค่พอประมาณครับผม ซึ่งถ้าใครอยากได้แบบขั้นสูงก็แนะนำให้ติดต่อตัวแทนในไทยที่ได้ไปเรียนปรับภาพโดยตรงจากสถาบัน ISF ตามรายชื่อนี้ดูครับ รับรองว่าจะได้ผลลัพธ์ที่ถูกใจแน่นอน

เมนู ISF เมนูลับที่จะเปิดได้เฉพาะผู้ได้ใบรับรองว่าเป็นนักปรับภาพที่ผ่านการฝึกอบรมจาก ISF แล้วเท่านั้น

ด้านในเมนูก็จะมีค่าให้ปรับแต่งเพิ่มอีกมากมาย ซึ่งกินเวลานานพอสมควรถ้าจะปรับกันแบบ 100% ทางทีมงานจึงขอข้ามไปและปรับเท่าที่เห็นว่าจำเป็นในการทดสอบพอครับผม
| Picture Mode | CTT | Gamma | Consumption (Watts) | CTT Mode | |||
| Normal | Eco | Normal | Eco | Normal | Eco | ||
| Bright | 7837 | 2.03 | 279 | Lamp Native | |||
| Standard | 6956 | 2.22 | 279 | Normal | |||
| Cinema | 7279 | 2.25 | 279 | Normal | |||
| User | 7147 | 7500 | 2.23 | 2.25 | 279 | 204 | Normal |
| User (Calibrated) | 6950 | 2.23 | 204 | Normal |
ตารางด้านบนเป็นค่าอุณหภูมิสีที่เราวัดได้ผ่านทางอุปกรณ์ปรับภาพครับ ซึ่งเป็นไปตามคาดนะครับว่าโหมด Standard ให้อุณหภูมิสี (CTT) ที่ใกล้เคียงค่าเพอร์เฟ็คที่สุดหรือก็คือ 6500K ครับ เช่นเดียวกันกับค่า Gamma ครับผม มาดูอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานในช่อง Consumption บ้างนะครับ จะเห็นว่าทุกโหมดภาพถ้าไม่เปิดใช้งานฟีเจอร์ ECO ก็จะใช้ไฟเท่ากันที่ 279 วัตต์ ถ้านำมาเทียบกับทีวีแอลอีดีที่ขนาดจอ 100 นิ้วเท่ากัน ถือว่าค่อนข้างใกล้เคียง ไม่ได้เปลืองไฟมากกว่าแต่อย่างใด

รูปนี้เป็นกราฟวัดการแสดงผลสี ซึ่งถ้าดูในกราฟ Gamut Luminance จะเห็นว่าสีค่อนข้างติดเขียวมาพอสมควร ซึ่งโหมดภาพที่เรานำมาวัดเป็นค่าอ้างอิงคือโหมด User ครับ

รูปนี้เป็นกราฟหลังจากปรับภาพแล้ว ช่วงสีต่างๆ ดูเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ช่วงสีต่างๆที่ผิดเพี้ยนก็กลับมาแสดงได้อย่างเที่ยงตรงกับมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์*
* สำหรับการปรับค่า 2-Point White Balance แบบละเอียด จะทำงานเฉพาะ Color Space ที่เป็น RGB เท่านั้น ถ้าตั้งเป็น YCbCr จะไม่มีผลครับ
หลังจากปรับภาพเสร็จผมก็มานั่งใช้งานโปรเจ็กเตอร์ไปอีกสักระยะเพื่อเปรียบเทียบความแตกต่างของสีสันและมิติลึกตื้นในช่วงความสว่างต่างๆ ระหว่างก่อนและหลังปรับภาพ ซึ่งได้ผลออกมาตามรูปด้านล่างเลยครับ

เปิดคอนเสิร์ตดูสีสันเข้าที่เข้าทางมากขึ้น ช่วยเค้นเอามิติภาพและรายละเอียดโทนมืดออกมาได้ดี

มาดูภาพยนตร์แอ็คชั่น Captain America : Winter Soldier กันบ้าง การเปิดโหมด ECO จะทำให้แสงสว่างดูดร็อปลง แต่จะช่วยให้ดูตอนกลางคืนได้สบายตามากยิ่งขึ้น

รับชมภาพ 3 มิติจากภาพยนตร์เรื่อง Gravity จะเห็นว่าภาพมีติดสีแดงมานิดหน่อยตอนที่ยังไม่ใส่แว่น แต่เมื่อใส่แล้วจะหายไปครับ ส่วนเรื่องมิติที่หวือหวาจะได้เรื่องความลึกของภาพมากกว่า ไม่หลุดลอยออกมานอกจอ

เล่นเกมเป็นอีกหนึ่งการทดสอบที่พลาดไม่ได้ เราใช้เดโม่ของ CoD : Modern Warfare 2 ในการทดสอบ ถือว่าตอบสนองได้ดีไม่ค่อยเจอ Input Lag ให้พบเห็น


สรุป
BenQ ยังคงสรรสร้างโปรเจ็กเตอร์ดูหนังที่อัดแน่นไปด้วยคุณภาพออกมาอย่างต่อเนื่อง ซึ่ง W1070+ ตัวนี้ก็ถือว่าเป็นอีกหนึ่งตัวที่ให้ประสบการณ์ความสุดยอดแก่ผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี ด้วยสีสันของภาพที่อัดแน่นมาเต็ม เปิดเครื่องเปลี่ยนเป็นโหมด Standard ก็ได้สีสันที่ใกล้เคียงกับความเป็นธรรมชาติโดยที่ไม่ต้องปรับภาพเพิ่มเติมอะไรมากมาย นอกจากนี้หากมีเปิดโหมด ECO ช่วยก็จะยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟออกไปได้อีกกว่า 1500 ชั่วโมง
นอกจากคุณภาพของภาพที่ดีแล้ว ฟีเจอร์ต่างๆ ที่ติดตัวมาก็ถือว่าใช้งานได้จริงตัวอย่างเช่นการปรับจูน Keystone 2 แกน และ Lens Shift ที่ช่วยให้เราวางโปรเจ็กเตอร์ได้ทุกมุมห้อง หรือจะเป็นฟีเจอร์ปรับภาพเชิงลึกจาก ISF ที่ช่วยรีดประสิทธิภาพของตัวโปรเจ็กเตอร์ออกมาให้ตรงมาตรฐานอุตสาหกรรมภาพยนตร์ได้อีกขั้น สะใจคนชอบความเที่ยงตรงกันไปเลย

ท้ายที่สุดนี้หากใครกำลังวางแผนที่จะอัพเกรดระบบแสดงผลภาพในบ้านให้ใหญ่และอลังการมากยิ่งขึ้น BenQ W1070+ คือคำตอบที่คุณน่าจะกำลังมองหาอยู่ครับผม ด้วยราคาต่อขนาดที่กินขาดทุกช่วงทีวี ขอแค่คุณมีห้องที่คุมแสงได้พอสมควร ก็สามารถเพลิดเพลินไปกับโรงหนังจอยักษ์นับ 100 นิ้วได้ง่ายๆแล้ว ตามคอนเซ็ปต์ที่ว่า “เปลี่ยนห้องนั่งเล่น….ให้เป็นโรงหนัง”
LIKE
– ประสิทธิการแสดงภาพ 2 มิติ ที่ดีเกินราคา แทบไม่ต้องปรับจูนเพิ่มเติมมากมาย แค่เปิดเครื่องแล้วใช้โหมด Standard คุณก็จะได้ภาพที่สีสันสดใสรายละเอียดดีมีมาตรฐาน เมื่อปรับภาพเพิ่มเติมก็ให้ความแม่นยำของสีสันที่มากขึ้นมาอีก พร้อมกับรายละเอียดและมิติภาพที่ดีขึ้น
– โหมด Fast Shutdown ช่วยให้การปิดเครื่องเร็วมากขึ้น
– ECO Mode ช่วยยืดอายุการใช้งานของหลอดไฟให้ยาวนานยิ่งขึ้น
– ฟีเจอร์การปรับจูน Keystone แบบสองแกน พร้อมกับ Lens Shift ช่วยให้เราสามารถวางโปรเจ็กเตอร์ได้หลายรูปแบบ ไม่เจาะจงว่าต้องวางตรงกลางห้องที่เดียว
– โหมดปรับภาพแบบ ISF สำหรับปรับจูนภาพเชิงลึก ซึ่งอนุญาตให้ใช้งานได้เฉพาะผู้ที่ได้รับการอบรมจากสถาบัน ISF เท่านั้น ช่วยรีดประสิทธิภาพของโปรเจ็กเตอร์หลังจากทำการปรับภาพให้ดีมากขึ้นอีก
DISLIKE AND SUGGESTION
– เมื่อเปิดใช้งานภาพ 3 มิติ ตัวภาพโดยรวมจะมีอาการอมสีแดงให้เห็น เมื่อเชื่อมต่อกับแว่นแล้วอาการก็จะลดลง แต่ก็ส่งผลกับสีสันของภาพอยู่เล็กน้อย
– ด้วยข้อจำกัดของเทคโนโลยี DLP จึงทำให้เรามองเห็นรุ้งขึ้นบนจออยู่บ้างในจังหวะที่เรากลอกตาเร็วๆ แต่ไม่ส่งผลต่อการรับชมปกติสักเท่าไร