รีวิว หูฟัง True Wireless 2 รุ่นแรกจาก Denon กับ AH-C830NCW ตัดเสียงรบกวนได้ และ AH-C630W รุ่นคุ้มค่าคุ้มราคา

สวัสดีแฟนๆ LCDTVTHAILAND ทุกท่าน วันนี้ผมมี หูฟัง True Wireless 2 รุ่นแรก จาก Denon แบรนด์เครื่องเสียงชื่อดังจากประเทศญี่ปุ่น มารีวิวให้ทุกคนได้รู้จักกัน กับ Denon AH-C830NCW และ AH-C630W ซึ่งทั้ง 2 รุ่นนี้บอกได้เลยว่าทั้ง คุณภาพเสียง การใช้งาน ฟีเจอร์ต่างๆ เรียกว่าให้มาดี คุ้มค่า คุ้มราคาเลยทีเดียว แถมในรุ่นพี่ใหญ่อย่าง AH-C830NCW ยังมาพร้อมระบบตัดเสียงรบกวนภายนอกหรือ Active Noise Cancelling ด้วย มาดูรายละเอียดเจาะลึกในรีวิวกันได้เลย โดย ในรีวิว นี้ที่ได้มาในรุ่น AH-C830NCW จะเป็นสีดำ ส่วนรุ่น AH-C630W จะเป็นสีขาว
AH-C630W สีขาว (ซ้าย) และ AH-C830NCW สีดำ (ขวา)

เพื่อยืนยันว่าเป็นสินค้าของแท้จากมหาจักรจะต้องมี QR Code รับประกันเพิ่ม 3 เดือน และเพื่อรับสิทธิพิเศษในการเป็นสมาชิก Mahajak Plus ติดอยู่ด้วย
สเปคคร่าวๆ ของ Denon AH-C830NCW
- เป็นหูฟังไร้สายแยกข้างอิสระแบบ True Wireless
- ใช้ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 with LE (Low Energy)
- รองรับการถอดรหัสสัญญาณเสียง AAC และ SBC
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 6 ชั่วโมง 24 ชั่วโมงเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ
- มีระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก Active Noise Cancelling และ Transparency Mode
- ราคา 4,590 บาท
สเปคคร่าวๆ ของ Denon AH-C630W
- เป็นหูฟังไร้สายแยกข้างอิสระแบบ True Wireless
- ใช้ Bluetooth เวอร์ชั่น 5.0 with LE (Low Energy)
- รองรับการถอดรหัสสัญญาณเสียง SBC
- แบตเตอรี่ใช้งานได้นานสูงสุด 4.5 ชั่วโมง 18 ชั่วโมงเมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ
- ราคา 2,990 บาท
Design – ดีไซน์


การออกแบบ ของหูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้จะมีดีไซน์ที่เรียกว่า เหมือนกัน เลยทีเดียว มีความสวยงาม ดูเรียบหรู ในระดับหนึ่ง เข้าได้กับทั้งเด็กและผู้ใหญ่ แต่ก็ไม่ใช่ว่าจะเหมือนกันไปซะหมด ยังมีส่วนที่แตกต่างกันก็คือผิวสัมผัส โดยในรุ่นใหญ่อย่าง AH-C830NCW ที่ตัวเคสของหูฟังจะเป็นแบบผิวด้านผิวกับที่หูฟังจะเป็นแบบมันเงามีความ Glossy สะท้อนแสงเหมือนผิวเปียโน ดูพรีเมี่ยม ส่วนรุ่นน้องอย่าง AH-C630W จะเป็นผิวแบบด้านทั้งที่ตัวเคสและตัวหูฟังเลย ในส่วนของสีทั้ง 2 รุ่นจะมีให้เลือกทั้งหมด 2 สี เหมือนกันคือ สีขาว และ สีดำ



เคสชาร์จ มีขนาดที่เล็กกะทัดรัด ดีไซน์เป็นแบบฝาพับ เปิด/ปิด ได้ มีโลโก้ Denon อยู่ที่ด้านบน มีไฟสถานะอยู่ที่ด้านหน้า มีปุ่มควบคุมพร้อมช่องชาร์จแบตแบบ USB-C อยู่ที่ด้านหลัง ซึ่งอายุการใช้งานนั้นในรุ่นใหญ่อย่าง AH-C830NCW จะมีแบตที่ใช้ได้นานกว่าอยู่ที่ 6 ชั่วโมง (24 ชั่วโมง เมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ) ส่วนรุ่นเล็กอย่าง AH-C630W อยู่ที่ 4.5 ชั่วโมง (18 ชั่วโมง เมื่อใช้งานร่วมกับเคสชาร์จ)

ตัวเคสมีน้ำหนักค่อนข้างเบาโดยในรุ่น AH-C830NCW อยู่ที่ 53.6 กรัม ส่วนรุ่น AH-C630W จะอยู่ที่ 52.4 กรัม ซึ่งถือว่า เบาและเล็กกว่าหลายรุ่นในท้องตลาด จะใส่กระเป๋าถือ วางในที่ต่างๆ หรือพกพาไปไหนมาไหนก็สะดวก รวมถึงยังสามารถใส่ในกระเป๋ากางเกงผู้ชายได้แบบไม่นูนออกมามากจนเกินไปอีกด้วย


เมื่อเปิดฝาเคสออกมาก็จะเจอกับหูฟังทั้ง 2 ข้าง ซึ่งภายในช่องเก็บหูฟังก็จะมีแม่เหล็กติดตั้งมาให้ด้วย ทำให้เวลาที่เราต้องการเก็บหูฟังเขาไปในเคสเพื่อชาร์จแบตหลังใช้งานตัวเคสก็จะทำการดึงหูฟังของเราให้เข้าไปในช่องได้อย่างง่ายดาย


ตัว หูฟัง จะเป็นแบบ In-Ear มีการออกแบบให้สอดรับเขากับใบหูของเรา มีน้ำหนักที่เบามาก โดยในรุ่น AH-C830NCW อยู่ที่ 5.3 กรัม กับ ในรุ่น AH-C630W อยู่ที่ 4.7 กรัม จากที่ได้ทดสอบใส่ใช้งานในชีวิตประจำวันถือว่า สวมใส่ได้อย่างสะดวกสบาย จะใส่เดินไปไหนมาไหนก็ไม่หลุดร่วง แต่จากที่สังเกตบางจังหวะที่ฟังเพลงสนุกๆ เผลอโยกหัวแรง ตัวหูฟังอาจมีการขยับบ้างเล็กน้อย แต่ยังคงยึดอยู่กับรูหูของเราไม่หลุดออกจากหูแต่อย่างใด ในส่วนของความแตกต่างของหูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้ นอกจากเรื่องของวัสดุแล้ว หากสังเกตดีๆ จะเห็นว่าในรุ่นใหญ่อย่าง AH-C830NCW จะมีรูไมโครโฟนของระบบ Active Noise Cancelling อยู่ที่ด้านบน และที่บริเวณด้านล่างของหูฟังจะมีการทำลวดลายตัดสีเงินไว้ ซึ่งทำให้ดูโดดเด่นกว่ารุ่นน้อง AH-C630W ในระดับหนึ่งเลย


ของที่ให้มาในกล่อง ทั้ง 2 รุ่นนี้จะเหมือนกันเลยคือจะมี ตัวหูฟังพร้อมเคสชาร์จ, มียางจุกหูฟังมาให้เลือกเปลี่ยนได้อีก 2 ขนาด, มีสายชาร์จแบบ USB-C และมีคู่มือการใช้งาน
ฟีเจอร์และลูกเล่นต่างๆ

ฟีเจอร์และลูกเล่นต่างๆ ในรุ่นใหญ่อย่าง AH-C830NCW ถือว่าให้มาเยอะพอสมควร ส่วนในรุ่นน้องอย่าง AH-C630W ถือว่าให้มาแบบพอดี เน้นสร้างความสะดวกสบายในการใช้งานจริงในชีวิตประจำวัน โดยเมื่อนำมารวมกันแล้วจะ มีทั้งหมด 5 ข้อ ซึ่งในข้อที่ 3-5 จะมีเฉพาะในรุ่นใหญ่เท่านั้น จะมีอะไรบ้างมาดูกัน
ข้อที่ 1 ก็คือหูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้ รองรับการกันน้ำที่ IPX4 (เฉพาะตัวหูฟังไม่รวมเคสชาร์จ) เรียกว่าสามารถนำหูฟังตัวนี้ไปใช้งานขณะออกกำลังกายที่มีเหงื่อออกหรือในบางครั้งที่เราอยู่นอกบ้านแล้วเกิดเจอฝนตกแบบปรอยๆ รวมถึงหากเราวางหูฟังไว้แล้วเผลอทำน้ำหกใส่ตัวหูฟังก็จะไม่เกิดความเสียหายแต่อย่างใด
ข้อที่ 2 ก็คือรองรับการใช้งานร่วมกับ ผู้ช่วยคำสั่งเสียง บนมือถืออย่าง Google Assistant กับ Siri เพียงเชื่อมต่อ Bluetooth กับมือถือที่รองรับก็สามารถเรียกใช้งานคำสั่งเสียงผ่านตัวหูฟังได้แล้ว
ข้อที่ 3 Google Fast Pair หรือก็คือรองรับการเชื่อมต่อแบบไวนั่นเอง ซึ่งถ้าเกิดเรานำหูฟังของเราเข้าใกล้กับมือถือหรืออุปกรณ์ที่รองรับฟีเจอร์นี้ ที่ตัวมือถือก็จะขึ้นชื่อรุ่นพร้อมรูปของหูฟังเพื่อให้เรากดเชื่อมต่อได้อย่างสะดวกสบาย ไม่ต้องมากดเปิด Bluetooth แล้วกด Pair ที่ตัวหูฟังให้ยุ่งยากเลย

ข้อที่ 4 คือระบบตัดเสียงรบกวนภายนอก หรือ Active Noise Cancelling โดยฟีเจอร์นี้ตัวหูฟังจะใช้ไมโครโฟนที่อยู่บริเวณด้านบนของหูฟังรับเสียงภายนอกแล้วนำมาสังเคราะห์เป็นคลื่นเสียงหักล้างทำให้เราได้ยินเสียงรอบข้างน้อยลง เช่น เสียงรถติดริมถนน เสียงก่อสร้าง เสียงเครื่องดูดฝุ่น หรือเวลาเราดูหนังฟังเพลงอยู่ที่บ้าน มีลูกหลาน หรือสมาชิกในบ้านหลายคน แล้วต้องการความสงบอยู่ในโลกส่วนตัวก็สามารถเปิดฟีเจอร์นี้ให้เราสามารถฟังเพลง ดูหนังหรือทำกิจกรรมต่างๆ ได้อย่างเต็มอรรถรสมากยิ่งขึ้น
ข้อที่ 5 ฟีเจอร์ที่เป็นขั้วตรงข้ามของ Active Noise-cancelling ก็คือ Transparency Mode นั่นเอง โดยฟีเจอร์นี้จะเปลี่ยนเป็นการใช้ไมค์ที่ติดอยู่ด้านนอกตัวหูฟังรับเสียงเข้ามาให้เราได้ยินเสียงภายนอกไปพร้อมกับการฟังเพลงได้ชัดขึ้น เหมาะกับเวลาที่บางครั้งเราเดินริมถนนแล้วต้องการข้ามถนนเราก็สามารถเปิด Transparency Mode เพื่อรับเสียงภายนอกเข้ามาให้เรา Focus กับสถานการณ์ตอนนั้นได้อย่างเต็มที่ หรือบางครั้งในขณะที่เราทำงานแล้วอยากฟังเพลงเพื่อผ่อนคล้ายแต่กลัวหัวหน้าหรือเพื่อนร่วมงานเรียกเราก็สามารถเปิดโหมดนี้เพื่อให้ได้ยินเวลามีคนเรียกเราได้ ทำให้สามารถทำงานได้อย่างไหลลื่นไม่มีสะดุด
ในมือถือรุ่นที่รองรับ มีบอกเปอร์เซ็นต์แบตเตอรี่ด้วย ตัวอย่างจาก iPhone 12 mini
วิธีการใช้งานและคำสั่งต่างๆ

การสั่งงานของหูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้ทำแบบเดียวกัน เลยคือจะเป็นระบบสัมผัสโดยใช้วิธี “แตะ” ที่บริเวณด้านบนของก้านหูฟังทั้ง 2 ข้าง ซึ่งจะมีคำสั่งต่างๆ ดังนี้
วิธีควบคุมการฟังเพลงที่หูฟังด้านขวา
- แตะ x1 เพื่อเล่นหรือหยุดเพลง
- แตะ x2 เพื่อเล่นเพลงถัดไป
- แตะ x3 เพื่อเล่นเพลงก่อนหน้า
วิธีเลือกโหมดการใช้งานที่หูฟังด้านซ้าย (เฉพาะรุ่น AH-C830NCW)
- แตะ x1 จะเป็นการสลับโหมดไปมาระหว่าง Active Noise-cancelling / Transparency Mode / ปิดการใช้งาน
วิธีใช้งานโทรศัพท์ สามารถทำได้เหมือนกันทั้ง 2 ข้าง
- แตะ x2 เพื่อ รับ / วางสาย
- แตะ x1 และ แตะ ค้างไว้ 2 วินาที เพื่อปฏิเสธสาย
วิธีใช้งานคำสั่งเสียงที่หูฟังด้านขวา
- แตะ x1 และ แตะ ค้างไว้ 3 วินาที เพื่อเรียกใช้งานคำสั่งเสียงจากมือถือ Siri / Google Assistant
วิธี Paring Bluetooth กับอุปกรณ์ต่างๆ
- กดปุ่มที่หลังเคสค้างไว้ 2 วินาที และต้องมีหูฟังใส่ไว้อย่างน้อย 1 ข้าง
ในการใช้งานจริงถือว่าทำได้ดีเลย แตะเพื่อสั่งงานได้สะดวก แตะติดง่าย แต่เนื่องจากคำสั่งในการใช้งานถือว่าค่อนข้างเยอะรวมถึงในการสั่งงานบางอย่าง เช่นการใช้งานคำสั่งเสียง เราต้องคอยจับจังหวะในการกดให้ถูกต้องไม่เช่นนั้นระบบก็จะไม่ทำงานซึ่งต้องใช้เวลาในการทำความคุ้นเคยสักพักถึงจะใช้งานได้อย่างคล่องตัวครับ

สเปคด้านเสียง ในรุ่นใหญ่อย่าง AH-C830NCW จะใช้ตัวขับเสียงแบบ Over Dynamic Driver ขนาด 11 x 10 มม. , ตอบสนองความถี่ 20 – 20,000 Hz, ใช้ Bluetooth 5.0 LE Class (Low Energy) ที่ประหยัดพลังงานกว่า Bluetooth ปกติทั่วไป และรองรับการถอดรหัสเสียงแบบ AAC กับ SBC
สำหรับรุ่นน้องอย่าง AH-C630W โดยรวมจะมีสเปคที่เหมือนกันเลยแต่จะมีขนาดของตัวขับเสียงที่เล็กกว่าเล็กน้อยอยู่ที่ขนาด 10 มม. และจะรองรับการถอดรหัสเสียงเฉพาะแบบ SBC เท่านั้น
ทดสอบการฟังเพลงและแนวเสียง

เสียงของหูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้ มีแนวเสียงที่ค่อนข้างเหมือนกันเลย คือ เสียงเบสต้นมีความกระแทกกระทั้นในระดับหนึ่ง เบสย่านต่ำมีมวลเสียงที่ใหญ่ ลงลึกแผ่ได้ดี เสียงกลางมีความชัดพอประมาณ ออกนวลๆ ติดหวานเล็กน้อย เสียงแหลมมีปลายเสียงที่ดีทอดไกลระดับหนึ่ง โดยรวมถือว่ามีเสียงที่ดี รายละเอียดเสียงเล็กๆ น้อยๆ ออกมาครบถ้วน ให้เสียงที่ชัดแต่ก็ยังอยู่ในระดับพอดี ฟังได้นานไม่ล้าหู โดยในรุ่นใหญ่อย่าง AH-C830NCW จะเหนือกว่า ตรงที่จะมีเสียงเบสที่คมมีความหนักแน่นกว่า เสียงกลาง เสียงแหลมจะมีรายละเอียดเสียงที่ดีทอดยาวได้มากกว่าพอประมาณ ถ้าหากมองที่เรื่องเสียงอย่างเดียวส่วนตัวถือว่ารุ่นเล็กจะลดหย่อนลงมาเล็กน้อยอยู่ที่ประมาณ 8 / 10 ของรุ่นใหญ่ แต่ในการใช้งานจริงหากไม่นำมาฟังเปรียบเทียบกันถือว่าทำได้ดีไม่แพ้กันเลย

โดยรวมจากที่ได้ทดสอบบอกเลยว่าเป็นหูฟังที่นำไปฟังเพลงได้ทุกแนวจริงๆ อย่างเช่นเพลง Pop เพลงเน้นเสียงร้อง เพลง Cover ช้าๆ สบายๆ ก็ทำได้ดีให้รายละเอียดเสียงที่ดี มีความหวานในระดับหนึ่ง เพลงที่มีจังหวะสนุกสนานหน่อยอย่างเพลง Dance HipHop ก็ให้มวลเสียงเบสที่ใหญ่แผ่ลงลึกฟังสนุก ส่วนเพลง Rock ก็ทำได้ดีเช่นเดียวกันแต่ด้วยความที่เบสมีมวลเสียงค่อนข้างใหญ่อาจจะไม่ได้ออกแนวคมชัดมันส์กระแทกสะใจ รวมถึงเสียงร้องที่อาจจะดูหวานไปหน่อยกับเพลงแนวนี้ แต่ก็ยังคงมีความมันส์ได้ในระดับหนึ่งสามารถใช้ฟังได้อย่างไม่มีปัญหา ใครที่ชอบเสียงแบบฟังสบาย เน้นรายละเอียดเสียง มีความหวานเล็กน้อย รวมถึงมีเบสที่ฟังสนุกในแบบผู้ดีหน่อยๆ น่าจะต้องชอบหูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้อย่างแน่นอน

สำหรับการใช้งานระบบตัดเสียงรบกวนหรือ Active Noise-cancelling ถือว่าทำได้ดีในระดับที่น่าพอใจ จากที่ทดสอบใช้งานใน 2 สถานการณ์ คือในสถานที่ปิดกันสถานที่เปิด ในสถานที่ปิดอย่างในบ้านกับที่ทำงานเมื่อเปิดฟีเจอร์นี้ไว้สามารถตัดเสียงรบกวน อย่างเช่นเสียงคนคุยกัน เสียงเครื่องปริ้น เรียกว่าแทบจะไม่มากวนเสียงเพลงของเราเลย ส่วนในสถานที่เปิดอย่างตอนที่ใส่ฟังเพลงเดินอยู่ริมถนนหากเป็นเสียงรถในแบบปกติทั่วไปถือว่ากันเสียงได้ในระดับหนึ่ง แต่ถ้าเจอจังหวะที่เสียงดังมาก เช่นเจอรถขับมาด้วยความเร็วเสียงเครื่องดังๆ อาจมีเล็ดลอดเข้ามาบ้าง แต่ถ้าหากเราฟังเพลงอยู่แล้วไม่ได้ตั้งใจจะจับผิดถือว่าทำได้ดีเลยทีเดียว และที่สำคัญเมื่อเราเปิดโหมดนี้แล้วเนื่องจากบรรยากาศเสียงโดยรวมจะมีความเงียบสงัดมากยิ่งขึ้นก็จะทำให้เราได้ยินรายละเอียดเสียงเล็กๆ น้อยๆ รวมถึงเสียงเบสได้ดี ได้ยินเบสย่านลึกมากยิ่งขึ้นอีกระดับหนึ่งด้วย
สำหรับฟีเจอร์รับเสียงภายนอก หรือ Transparency Mode ถือว่าทำได้ดี เป็นโหมดที่ส่วนตัวผมชอบและใช้ค่อนข้างบ่อย เพราะส่วนใหญ่ผมชอบฟังเพลงในเวลาทำงาน แต่ก็มักจะมีคนเรียกเราหรือต้องการคุยกับเราอยู่บ่อยๆ จะถอดหูฟังเข้าออก หรือจะกดเปิดปิดโหมดนี้ก็อาจไม่ทันใจในบางครั้ง ผมจึงชอบเปิดโหมดนี้ไว้ทำให้เราสามารถฟังเพลงได้พร้อมกับยังคงได้ยินเสียงคนรอบข้างเหมือนเดิม แต่เราก็ต้องเปิดที่ระดับความดังปกติหรือเบากว่าปกติเล็กน้อย ไม่อย่างนั้นก็จะโดนเสียงเพลงกลบอยู่ดีนะครับ
ทดสอบดูหนัง เล่นเกม

การดูหนังและเล่นเกม ต้องบอกตามตรงว่าตัวหูฟังจะมีการรับส่งสัญญาณกับตัวมือถือที่ดีเลย์เล็กน้อย หากรับชมคลิปวีดีโอ หนัง หรือ ซีรีส์ จะสามารถรับชมได้อย่างไม่มีปัญหา แต่หากใครที่เล่นเกมแนว FPS อย่าง Call Of Duty หรือใครที่เป็นสายเล่นเกมแบบจริงจังอาจไม่ตอบโจทย์สักเท่าไหร่เพราะจะมีอาการหน่วงให้เห็นได้ แต่ถ้าหากเล่นเกมแนวอื่น หรือเล่นเกมบางเป็นครั้งคราวก็ถือว่าใช้งานแบบลำลองได้อยู่ครับ

แต่ในเรื่องของเสียงถือว่าดีทีเดียว ทำให้เราสามารถรับรู้ทิศทางของตัวละครจากในหนังหรือศัตรูจากในเกมว่ามาจากทิศทางไหนอย่างชัดเจน ให้เราเข้าถึงอารมณ์ของหนังและเกมได้ดีกว่าการรับฟังผ่านลำโพงมือถือหลายเท่า ให้เสียงที่กระหึ่ม เบสลึก ลูกใหญ่ เสียงพูดชัดพอประมาณติดทุ้มเล็กน้อย แต่มีข้อสังเกตนิดหน่อยตรงที่เวลาเราดูหนังฉากที่มีเสียงเข้ามาพร้อมกันหลายอย่าง เช่นเสียงคนพูดระหว่างฉากสงคราม เสียงพูดอาจจะมีความเบาบางลงไปบ้างแต่ก็ยังสามารถรับฟังได้อย่างไม่มีปัญหา
ทดสอบคุยโทรศัพท์
หูฟังทั้ง 2 รุ่นนี้ได้ถูกติดตั้งไมโครโฟนสำหรับคุยโทรศัพท์มาให้ด้วย จากการทดสอบถือว่าสอบผ่านเลย เสียงของเราที่ถูกส่งไปยังปลายทางถ้าอยู่ในที่ที่ไม่มีเสียงรบกวนถือว่าทำได้ดีเลย ส่วนเวลาที่อยู่ในที่ที่เสียงรบกวนค่อนข้างมากเวลาที่เรายังไม่ได้พูดอาจมีเสียงเข้ามาเยอะพอสมควร แต่ในขณะที่เราพูดตัวไมค์ถือว่าจับเสียงของเราส่งไปสู่ปลายทางได้ค่อนข้างชัด เรียกว่าสามารถนำไปใช้คุยโทรศัพท์ได้อย่างไม่มีปัญหา ส่วนเรื่องเสียงปลายทางมาสู่หูฟังของเรานั้นให้เสียงที่ดังฟังชัดเจนเป็นปกติ
สรุป

Denon AH-C830NCW และ AH-C630W เป็นหูฟัง True Wireless 2 รุ่นแรกจาก Denon ที่มีคุณภาพเสียงดี ฟังเพลงได้ทุกแนว ตัวหูฟังและเคสมีน้ำหนักเบา ขนาดเล็กกะทัดรัด มีดีไซน์ที่สวยงามทันสมัยเข้ากับทุกเพศทุกวัย ใครที่มีงบประมาณเยอะหน่อยอยากได้ฟีเจอร์ครบครัน คุณภาพเสียงแบบสุดทาง รวมถึงฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนอย่าง Active Noise-cancelling และ Transparency Mode ก็แนะนำให้เลือกเป็นรุ่นพี่อย่าง AH-C830NCW แต่ถ้าหากใครมีงบประมาณที่จำกัดไม่ได้ต้องการฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวน เน้นฟังเพลง ดูหนัง ใช้งานแบบทั่วไป ต้องการประหยัดงบก็สามารถเลือกเป็นรุ่น AH-C630W ได้ โดยรวมถือว่าหูฟังทั้ง 2 รุ่น เป็นหูฟังที่มีระดับราคาที่เข้าถึงง่ายและคุ้มค่าสุดๆ รุ่นหนึ่งในเวลานี้เลย
ข้อดี
- เป็นหูฟังที่มีดีไซน์เรียบหรู ดูแพง คุณภาพเสียงดี คุ้มค่าคุ้มราคา
- เคสชาร์จมีขนาดที่ค่อนข้างเล็กและเบาพกพาง่าย ใส่กระเป๋ากางเกงได้
- มีฟีเจอร์ตัดเสียงรบกวนภายนอกอย่าง Active Noise-cancelling และ Transparency Mode ให้เราเลือกใช้งานได้
ข้อเสีย
- คำสั่งในการใช้งานบางอย่างค่อนข้างใช้งานยากต้องใช้เวลาทำความเข้าใจสักระยะ
- เคสหูฟังในรุ่น AH-C830NCW มีความมันเงาอาจเป็นรอยนิ้วมือค่อนข้างง่ายต้องทำความสะอาดบ่อยสักเล็กน้อย
รายละเอียดข้อมูลการจัดจำหน่าย
- Denon AH-C830NCW ราคา 4,590 บาท
- Denon AH-C630W ราคา 2,990 บาท
- หาซื้อได้ที่ Showroom มหาจักร / ร้าน Sound City / ร้าน Dream Theater
