รีวิว Acoustic Research AR-M2 และ KEF M500 สุดยอดเครื่องเล่นไฟล์ไฮเอ็นด์ ที่จะมาเขย่าวงการคนชอบพกพา
ด้วยพฤติกรรมการอยู่อาศัยที่เปลี่ยนไป จากบ้านเดี่ยวสู่คอนโดหรือหอพักกลางเมืองใหญ่ ทำให้พฤติกรรมการฟังเพลงของใครบางคนอาจจะต้องเปลี่ยนจากลำโพงมาเป็นหูฟัง เพราะจะเปิดดังเท่าไรก็ได้โดยไม่ทำให้ข้างห้องรำคาญ (เว้นแต่ว่าใครจะอยู่คอนโดแบบเหมาชั้นนะครับ) สาเหตุเหล่านี้ทำให้ตลาดเครื่องเล่นแบบพกพาและหูฟัง ดูน่าตื่นตาตื่นใจเป็นอย่างมากในช่วงหลายปีที่ผ่านมานี้
ไม่เพียงแต่หูฟังเท่านั้น การจะเซ็ตชุดฟังเพลงพกพาแบบไฮเอ็นด์ให้ครบองค์ เราจำเป็นที่จะต้องมีแอมป์และเพลเยอร์ที่มีประสิทธิภาพด้วย แน่นอนว่า Acoustic Research AR-M2 เครื่องที่ผมกำลังจะรีวิวให้ชมนี้ก็เป็นหนึ่งในตัวเลือกขั้นเทพที่บรรดาคนรักหูฟังต่างให้ความสนใจ และกำลังเป็นที่พูดถึงอยู่ในขณะนี้

AR-M2 เป็น DAP (Digital Audio Player) ที่ควบรวมเอาแอมป์หูฟังประสิทธิภาพสูงเข้าไว้กับชิพ DAC รุ่นเรือธง Burr-Brown PCM1794A ไว้ในเครื่องเดียว ซึ่งค่อนข้างจะได้เปรียบกว่าการที่เราเอาเพลเยอร์หนึ่งตัวมามัดรวมกับแอมป์อีกหนึ่งตัว อย่างที่หลายๆ คนกำลังทำกันในปัจจุบัน
DAP ตัวนี้จะมาพร้อมกับระบบปฏิบัติการ Android 4.3 (Jelly Bean) และซีพียู Quad-Core ซึ่งทางผู้ผลิตไม่ได้ระบุว่าเป็นชิพของค่ายไหน ด้านในติดตั้งแอพฯเล่นเพลงที่ทาง Acoustic Research ตั้งใจพัฒนาขึ้นมาเพื่อให้รองรับกับไฟล์หลากหลายรูปแบบ ที่เด่นๆ ก็เห็นจะเป็น FLAC ที่บิตเรต 24-bit/192 kHz ได้ต่อเนื่องกว่า 9 ชั่วโมง นอกนั้นก็พวกไฟล์ยอดนิยมทั่วไปอย่าง WAV, AIFF, MP3 เป็นต้น โดยตัวเครื่องจะพกเอาหน่วยความจำมาจากโรงงานทั้งหมด 64GB และสามารถใส่ Micro SD Card เพิ่มเติมได้สูงสุดถึง 128GB ด้วยกัน
Acoustic Research AR-M2
High Resolution Music Player
- รองรับการเล่นไฟล์ Hi-Res Audio หลากหลายรูปแบบ อาทิ FLAC, AIFF, DSD, DXD
- ใช้ชิพ DAC ประสิทธิภาพสูง Burr-Brown PCM1794A
- ตัวเครื่องมาพร้อมกับแอมป์หูฟังในตัว
- มีหน่วยความจำในตัว 64GB และสามารถเพิ่มได้สูงสุด 128GB ผ่านทาง Micro SD-XC Card
- แบตเตอรี่สามารถเล่นไฟล์ Hi-Res ได้ต่อเนื่องสูงสุดกว่า 9 ชั่วโมง ต่อการชาร์จเต็มหนึ่งครั้ง
นอกจากเพลเยอร์ไฮเอ็นด์ตัวนี้แล้ว ทาง Sound Republic ตัวแทนจำหน่ายอย่างเป็นทางการ ยังส่งหูฟังตัวเทพจากแบรนด์ KEF รุ่น M500 มาให้ทดสอบคู่กันอีกด้วย ซึ่งสินค้าทั้งสองตัวมีค่าตัวตามนี้ครับ
Acoustic Research AR-M2
ราคาตั้ง 39,990 บาท
KEF M500
ราคาโปรโมชั่น 13,900 บาท จาก 17,900 บาท

ดีไซน์

แกะกล่องออกมาก็เจอตัวเครื่องวางลงล็อคอยู่ในช่องโฟมสีดำแบบพอดีตัว เมื่อหยิบเครื่องออกมาด้านล่างก็จะเป็นที่อยู่ของสารพัดอุปกรณ์ที่มาพร้อมเครื่องซึ่งก็ได้แก่ซองผ้าสีดำกำมะหยี่, สาย microUSB, อะแดปเตอร์ชาร์จไฟพร้อมหัวแปลง 3 แบบ

ตัวเครื่องเป็นจอกระจกกันรอยขีดข่วนแบบเต็มพื้นที่ ขอบข้างเป็นสแตนเลสทนทานเหมือนบรรดาสมาร์ทโฟนราคาแพง และด้วยความที่ด้านในเครื่องมีแอมป์หูฟังบิ้วท์อินมา ตัวเครื่องเลยค่อนข้างที่จะหนักพอสมควรเมื่อเปรียบเทียบกับโทรศัพท์มือถือของทีมงาน

ด้านหลังเครื่องเป็นพลาสติกแข็งลายคล้ายโลหะ ฝังด้วยแถบกระจกสีดำเงาสกรีนโลโก้แบรนด์สุดหรู

ด้านบนเป็นตัวหมุนเพิ่ม-ลดเสียง ตามแบบเครื่องเล่นไฮเอ็นด์ทั่วไป

ด้านล่างจะเป็น LINE OUT ไว้ต่อออกลำโพง ตรงกลางเป็นช่องเสียบพอร์ต Micro USB สำหรับถ่ายโอนข้อมูลและชาร์จแบตเตอรี่ และสุดท้ายทางขวามือคือช่องเสียบหูฟัง

ก่อนจะไปรีวิวเสียงวกมาดูหูฟัง KEF M500 ที่ส่งมาทดสอบคู่กันสักหน่อยครับ
ตัวหูฟังมีขนาดฟูลไซส์ครอบหูกำลังพอดี ตัวโครงเป็นอะลูมิเนียมแข็งแรงหายห่วง ฟองน้ำครอบหูและบริเวณโครงคาดด้านบนบุด้วยหนัง ทำให้เวลาสวมใส่ค่อนข้างสบายไม่หนีบหูมาก ผมทดลองใส่ต่อเนื่องเป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง ก็ไม่รู้สึกร้อนหู

บริเวณข้อพับดูแข็งแรงทนทานมาก สามารถพับเก็บเข้าล็อคได้เพื่อลดขนาดให้สะดวกต่อการพกพา

สายหูฟังสามารถถอดเปลี่ยนได้ น่าจะถูกใจขาอัพเกรดกันทีเดียวครับ
ทั้งหมดนี้ก็คืองานดีไซน์หลักของทั้ง KEF M500 และ Acoutic Research AR-M2 โดยทั้งสองตัวนั้นมีรัศมีไฮเอ็นด์จับทั้งคู่ ทำออกมาได้สมราคาจริงๆ เพราะนอกจากจะแข็งแรงทนทาน ยังให้ความสวยงามหรูหราและเติมเสน่ห์ให้กับผู้ใช้ได้เป็นอย่างดี
หลายท่านอาจจะสงสัยว่าทำไมช่วงนี้ในวงการเครื่องเสียงมีแต่คนพูดถึง Hi-Res กันอยู่ตลอด โน่นก็ Hi-Res นี่ก็ Hi-Res มันคืออะไรกันหนอ? อธิบายกันแบบง่ายๆ Hi-Res ก็คือคำเรียกสั้นๆ ของ Hi-Resolution Audio ที่เป็นมาตรฐานใหม่ในการฟังเพลงยุคปัจจุบัน ด้วยความที่เราสามารถผลิตสื่อเก็บข้อมูลความจุมโหฬาร ในขนาดเล็กๆ ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่มีทางเลือกน้อย ไม่ซีดีก็เทปคาสเซ็ต ทำให้เราต้องลดทอนขนาดข้อมูลลง จากที่บันทึกมา 100% ก็จะโดนตัดเหลือ 50% อะไรประมาณนี้
ทว่าในตอนนี้เรามีทั้งแฟลชไดร์ฟ มีทั้งฮาร์ดดิสก์ขนาดเล็กที่ความจุบิ๊กเบิ้ม ทำให้เราไม่จำเป็นที่จะต้องลดขนาดไฟล์ที่จะบันทึกมากนัก อัดมา 100% ก็อาจจะได้สัก 70-80% ไปฟังสบายๆ หรือสำหรับไฟล์ Hi-Res ที่เป็น Studio Master ก็อาจจะได้คุณภาพเกือบ 100% คล้ายว่านั่งฟังในห้องอัดเลยก็ว่าได้ แน่นอนว่าถ้าให้เราเลือกฟัง เราก็ต้องเลือกสิ่งที่ดีที่สุดอยู่แล้วใช่ไหมครับ? นี่จึงเป็นที่มาของ Hi-Res Audio เทรนด์ฟังเพลงแบบใหม่ที่กำลังมาแรงในตอนนี้นั่นเอง

ถ้าอ่านแล้วงงก็ดูชาร์ทนี้ได้เลยครับ เป็นการแสดงปริมาณข้อมูลต่อวินาทีในรูปแบบไฟล์ต่างๆ ซึ่งไฟล์ Hi-Res ก็คือบรรดาไฟล์ 24-bit ทั้งหลายนั่นแหละครับ
เสียง

ด้วยความที่เป็นเครื่องใหม่แกะกล่อง ก็เลยต้องมีการเล่นเบิร์นให้กระแสอิเล็กตรอนได้ไหลผ่านวงจรในเครื่องกันสักหน่อย ซึ่งเพลงที่ผมใช้เบิร์นก็บรรดาแทร็คที่แถมมาในเครื่องนั่นแหละครับ บวกกับแทร็ค Hi-Res ที่ผมได้ทำการดาวน์โหลดเก็บไว้จากช่วงแจกฟรีบ้าง ซื้อเก็บไว้จาก HDTrack บ้าง ก็เปิดวนๆ กันไปเรื่อยเอาแค่พอแบตหมดแล้วจึงเสียบชาร์จให้มันตื่นขึ้นมาใหม่รอการทดสอบ

ผมเริ่มฟังแทร็คแรกด้วย Janis Ian – Guess You Had To Be There โดยเปิดเทียบกับการเสียบเล่นตรงจาก MacBook ซึ่งผลต่างก็ไม่ต้องคาดเดาครับ ปริมาณเนื้อหนังที่ได้จากการเล่นผ่าน AR-M2 นั้นกินขาดหลายช่วงตัวทีเดียว น้ำหนักเครื่องเคาะจากช่วงอินโทรไปจนถึงท่อนคอรัสที่เราสัมผัสได้จากการเล่นผ่านคอมพิวเตอร์จะดูบางเบา แม้จะเร่งเสียงให้ดังแต่ก็ใช่ว่าจะทำให้มวลเสียงดีขึ้นแต่อย่างใด ได้มาเพียงความอึกทึกที่ทำให้เราเริ่มที่จะรำคาญเพียงเท่านั้น
กลับกันเมื่อมาทดลองฟังผ่าน AR-M2 ตัวแอมป์หูฟังที่ติดตั้งอยู่จะช่วยขับเค้นเนื้อเสียงออกมาปะทะเข้ากับโสตประสาทเราจนสัมผัสถึงความหนักเบาจากการสั่นพ้องของเครื่องดนตรีที่เล่นอยู่ และเมื่อลองเปิดแทร็ค Alexis Cole – Whip-Poor-Will ที่เป็นแทร็คโวค่อลแจ๊สซึ่งมีเซลโล่เป็นตัวคุมจังหวะ ซึ่งหากลองฟังกับลำโพงธรรมดาเราจะพบว่าตัวเสียงของนักร้องจะโดนเซลโล่กลบไปอยู่ด้านหลังเวที

หน้าตาของชิพ DAC PCM1794a จาก Burr-Brown
แต่เมื่อได้ฟังผ่านชิพ DAC Burr-Brown 1794a และแอมป์ประสิทธิภาพสูงที่ทำงานเข้าขากันภายในวงจรของ AR-M2 ตัวนี้ จะทำให้มิติเสียงถูกเกลี่ยให้พอดีกัน เสียงร้องก็พุ่งตรงขึ้นมาตามจังหวะที่เหมาะควร ทางด้านเบสและเมโลดี้อ้วนๆ จากบาริโทนแซ็กโซโฟนก็คอยเย้าแหย่กันแต่พอควรไม่ขึ้นมากลบนักร้องเหมือนเสียบฟังผ่านเพลเยอร์อื่นที่ไม่มีแอมป์

รูปภาพขณะทำการทดสอบเทียบกันระหว่างฟังจากแล็ปท็อปธรรมดา กับการฟังผ่าน AR-M2
แน่นอนว่าประสิทธิภาพเสียงที่ออกมาน่าสนใจขนาดนี้ จะยกเครดิตให้กับตัวเพลเยอร์อย่างเดียวคงไม่ได้ เพราะตัวหูฟัง KEF M500 ที่ทางผู้ผลิตส่งมาทดสอบคู่กัน ก็ตอบสนองการทำงานได้อย่างยอดเยี่ยมเช่นเดียวกัน เพราะตัวหูฟังเป็นแบบปิดกันลมออก ซึ่งจะเสียเปรียบเรื่องปลายเสียงที่อาจจะเปิดสว่างฟังสบายได้ไม่เท่าหูฟังที่มีไดร์เวอร์แบบเปิด แต่ทว่ามันกลับลงตัวเข้ากับคาแร็คเตอร์ของเพลเยอร์อย่างพอเหมาะ ทำให้ทั้งสองตัวทำงานเข้าขาขับกล่อมคนฟังจนทำเอาลืมเวลาไปเลยในบางที

ลูกเล่น
หากจะพูดถึงแต่เรื่องเสียงไม่เอ่ยถึงความลื่นไหลของการใช้งาน Android 4.3 ที่เป็นระบบปฏิบัติการณ์หลักของตัวเครื่องเลยก็ดูจะกระไรอยู่ แม้ว่าจะเป็นเวอร์ชั่นที่ดูล้าหลังไปหน่อยเพราะตอนนี้เรากำลังวิ่งเข้าสู่ Android 5.1 กันแล้ว แต่การใช้งานต่างๆ ก็ไม่ได้มีปัญหาติดขัดอะไรมาก เพราะเป็นเวอร์ชั่นที่ถูกปรับแต่งให้เหมาะสำหรับการติดตั้งบนเพลเยอร์โดยเฉพาะ โดยทีมงานของ Acoustic Research

ขนาดตัวเครื่องที่พอดีมือและจอทัชสกรีนขนาด 5″ ช่วยให้เราเลือกเล่นเพลงได้เต็มอารมณ์
ทว่าสำหรับนักเล่นมือเก๋าที่คันไม้คันมืออยากจะลองโหลดเซ็ตแอปพลิเคชั่นฟังเพลงชื่อดัง อย่างเช่น PowerAmp, ViPER4Android และ Noozxoide EIZO-rewire™ ก็ดูจะต้องใช้วิธีที่ซิกแซ็กนิดหน่อย เพราะว่าตัว OS ของ AR-M2 ไม่ได้ติดตั้ง Play Store มาให้ ต้องหาโหลด .apk มาโยนเข้าไปติดตั้งกันเอง(โชคดีที่ยังมี File Manager มาให้ใช้)
สรุป
จากที่ได้คลุกคลีอยู่กับ Acoustic Research และ KEF M500 อยู่เป็นเวลาเกือบสองสัปดาห์ บอกกันตรงๆ เลยนะครับว่าทั้งสองตัวเป็นชุดฟังเพลงแบบพกพาที่ให้ประสิทธิภาพยอดเยี่ยมที่สุดชุดหนึ่ง
ด้วยฟีเจอร์การเล่นไฟล์ Hi-Res เกือบครบทุกนามสกุล ผ่านมาทาง Burr-Brown DAC ประสิทธิภาพสูง เพื่อแปลงสัญญาณจากดิจิตอลเป็นอะนาล็อกแล้วส่งไปยัง Headphone Amp. ที่บิ้วต์อินมาภายใน เพื่อขับเสียงออกไปยังปลายทางแบบเต็มๆ ไม่ถูกลดทอนจากการต่อพ่วงใดๆ ทำให้ AR-M2 เป็น DAP ในฝันที่ชาวหูฟังทั่วทั้งโลกต่างถวิลหาอยากเป็นเจ้าของ

ทว่าด้วยความที่ตัวเพลเยอร์ถูกออกแบบมาให้เป็นเครื่องเล่นไฟล์มีเดียเพียงอย่างเดียว ฉะนั้นมันจึงถูกลดทอนฟีเจอร์เสริมอื่นๆ ออกไปจาก Android OS ที่ลงมาในเครื่อง อย่างเช่น Play Store ออกไป แต่ผมเชื่อว่าชาวออดิโอไฟล์สามารถหาทางลากแอปฯ อื่นมาลงกันได้อยู่แล้ว ไม่เกินความสามารถแน่นอน
อีกเรื่องที่ดูจะต้องหยุดคิดก็คือราคาค่าตัวที่ค่อนข้างสูง แต่ผมเชือว่าหากท่านเป็นหนึ่งคนที่รักในการฟังเพลงจากหูฟัง และใฝ่ฝันที่จะได้รับประสิทธิภาพที่ยอดเยี่ยมแต่ไม่อยากที่จะมัดทั้งแอมป์ ทั้งเพลเยอร์ และ DAC รวมกันเป็นก้อนๆ แล้วพกไปไหนมาไหน นี่คือคำตอบที่ใครหลายคนกำลังตามหา เป็นเพลเยอร์เครื่องเดียวจบ ได้ทั้งนิยามแบบเครื่องเสียงไฮเอ็นด์และความสะดวกสบายในการพกพาในเครื่องเดียว
ข้อดี
– เนื้อเสียงมาเต็มประสิทธิภาพจากการทำงานร่วมกันของ DAC และ Headphone Amp. ภายในเครื่อง จัดหนักทุกไฟล์ Hi-Res ได้ฟังแล้วจะเคลิ้มจนลืมเวลา
– งานดีไซน์ตัวเครื่องหรูหราไฮเอ็นด์ ดูสมราคา ซึ่งนอกจากจะดูดีแล้ว ตัวเครื่องยังแข็งแรงทนทาน ไม่งอง่ายแน่นอน
– หน่วยความจำในตัวเริ่มต้นมา 64GB พร้อมกับยังเพิ่มได้อีกสูงสุด 128GB ผ่านทาง microSD Card ถ้าตีว่าขนาดเพลง Hi-Res ไฟล์นึงเฉลี่ยอยู่ที่ 100MB ก็น่าจะฟังได้สัก เกือบๆ 2,000 เพลง น่าจะพอฟังไปกลับ กรุงเทพ-นิวยอร์ค ได้สบายๆ(ถ้าแบตฯไม่หมดซะก่อน)
ข้อเสีย
– ตัวเครื่องเป็น Android 4.3 ที่ถูกปรับแต่งมาสำหรับเพลเยอร์โดยเฉพาะ จึงไม่มี Play Store มาให้ ต้องหาทางซิกแซ็กเอาถ้าหากอยากจะลงแอปฯ นอกเหนือจากที่ติดตั้งมาให้ในเครื่อง สำหรับท่านที่ชอบการโมดิฟาย
– ถ้ามีพอร์ต Digital Out มาเพิ่มอีกสักพอร์ตจะทำให้เพลเยอร์เครื่องนี้สารพัดประโยชน์มากขึ้นไปอีกขั้น
|
Acoustic Research AR-M2 ราคาตั้ง 39,990 บาท KEF M500 ราคาโปรโมชั่น 13,900 บาท จาก 17,900 บาท |