รีวิว BenQ W2700i โฮมเธียเตอร์โปรเจคเตอร์คมชัดระดับ 4K HDR พร้อม Android TV ลูกเล่นความบันเทิงเพียบ

ก่อนนี้หลายท่านคงได้เห็นโปรเจคเตอร์ที่มาพร้อมระบบปฏิบัติการ Android บ้างแล้ว แต่ส่วนใหญ่ไม่ใช่ “Google-certified Android TV” ความสามารถเลยจำกัดไปบ้าง บัดนี้ BenQ ได้เปิดตัว W2700i 4K HDR Home Cinema Projector รุ่นล่าสุด ซึ่งมาพร้อม QS01 Android TV Dongle เพิ่มความสามารถล้ำๆ ตอบรับความบันเทิงแบบจบในตัว รายละเอียดจะเป็นอย่างไร ติดตามจากรีวิวนี้ได้เลยครับ…

อ้างอิงช่วงเวลาทดสอบ W2700i คือ 4K HDR Home Cinema Projector ในตระกูล CinePrime ของ BenQ เครื่องแรก ที่เปิดตัวรองรับ Google-certified Android TV ในปี 2021
รับชมรีวิว BenQ W2700i ในแบบวิดีโอได้ที่นี่
การออกแบบ

W2700i ต่อยอดมาจากรุ่น W2700 ดีไซน์ภายนอก บอดี้สีขาวเงา ตัดน้ำตาลทอง จึงดูไม่ต่างกัน

จุดต่างที่อัพเกรดเพิ่มเติมจากรุ่นก่อน คือ รุ่นนี้มาพร้อม QS01 Android TV Dongle สามารถติดตั้งผนวกไว้ที่ด้านในตัวเครื่องได้ มีสติกเกอร์บอกรายละเอียดการติดตั้งแปะไว้ที่ด้านบนตัวเครื่อง

BenQ QS01 จะมาในกล่องหน้าตาแบบนี้ ถือเป็นหัวใจหลักที่ทำให้ W2700i รองรับความสามารถ “Google-certified Android TV” ลักษณะจะเป็น HDMI Dongle ขนาดเล็ก นอกจากใช้งานกับโปรเจคเตอร์ของ BenQ ได้อย่างลงตัวแล้ว ใครจะนำไปเสียบใช้งานกับมอนิเตอร์, ทีวี หรือแม้แต่โปรเจคเตอร์ยี่ห้ออื่น ก็ทำได้เหมือนกันนะครับ

เมื่อเพิ่มความสามารถล้ำๆ จาก Android TV มาแล้ว ก็จำเป็นต้องให้ Smart Remote Control มาด้วย (ขวามือ) จะได้ใช้งานคุณสมบัติต่างๆ จาก QS01 อย่างเต็มที่ ติดตั้งไมโครโฟนรับคำสั่งเสียงมาในตัว ขณะเดียวกันก็ใช้ฟังก์ชั่นควบคุมโปรเจคเตอร์แทนที่รีโมตพื้นฐาน (ซ้ายมือ) ได้เลย แต่จะไม่มีไฟ Backlit แบบรีโมตเดิมนะครับ

ตำแหน่งเลนส์ฉายของ W2700i จัดวางที่ฝั่งขวา โดยหลบลึกเข้าไปจากแผงหน้าพอสมควร นัยว่าช่วยป้องกันแสงเล็ดลอดออกไปรบกวนได้ ถัดไปที่มุมขวาล่างเป็นตำแหน่งเซ็นเซอร์รับสัญญาณรีโมต IR

ด้านบนเหนือเลนส์ฉาย เป็นตำแหน่ง กระบอกปรับ Focus และ Zoom พร้อม Vertical Lens Shift สามารถเลื่อนฝาปิดเวลาที่ไม่ใช้งานได้

ปุ่มควบคุมต่างๆ ที่ตัวเครื่อง จัดวางไว้ด้านบนเยื้องไปด้านหลัง

ด้านข้างทั้ง 2 ฝั่ง เป็นตำแหน่งช่องเปิดพร้อมพัดลมระบายความร้อน ซึ่งลักษณะของรูช่องระบายแบบเปิดยาวในแนวตั้ง ทาง BenQ ให้เหตุผลว่า ช่วยลดการสะสมของฝุ่นละอองได้ดีกว่าช่องยาวแบบแนวนอน

ด้านล่างมีขารองรับ 3 จุด ใช้ปรับระดับโปรเจคเตอร์ให้ได้แนวระนาบ หรือแหงนหน้าชดเชยความสูงของจอรับภาพ กรณีตั้งวางบนชั้นหรือโต๊ะ
ช่องต่อ

HDMI In ช่องที่ 3 ที่อยู่ด้านในของ W2700i มีไว้ให้ติดตั้ง QS01 Android TV Dongle ได้พอดี พร้อมสาย Micro USB สำหรับจ่ายไฟ DC 5V ติดแบบนี้ดูเรียบร้อยไม่พะรุงพะรังดี

ถ้าไม่อยากติดตั้ง QS01 ซ่อนไว้ด้านใน (เผื่อจะถอดสลับไปใช้กับโปรเจคเตอร์/มอนิเตอร์ เครื่องอื่นง่ายๆ) จะย้ายมาเสียบที่ช่อง HDMI In ทางด้านหลังก็ได้ BenQ เผื่อช่อง USB Power สำหรับจ่ายไฟ DC 5V (2.5A) มาให้พร้อม แต่ต้องหาสาย Micro USB มาเองนะครับ ทั้งนี้ช่องต่อ HDMI In ทั้ง 3 ช่อง ของ W2700i เป็นเวอร์ชั่น 2.0 พร้อม HDCP 2.2 รองรับสัญญาณ 4K HDR 60Hz

USB 3.0 1 ช่อง พร้อมฟังก์ชั่น Media Reader สามารถอ่านไฟล์วิดีโอ เสียง รูปภาพ และเอกสาร จาก Flash Drive หรือ HDD ได้ ขณะเดียวกันก็เอาไว้อัพเดทเฟิร์มแวร์ด้วย
W2700i ติดตั้งลำโพงพร้อมภาคขยาย 5W x 2 มาด้วย รองรับการเชื่อมต่อ Audio Output ไปยังชุดเครื่องเสียงภายนอก ผ่าน HDMI ARC (HDMI 1), Digital Optical หรือ Analog 3.5 mm Output

หากต้องการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงกับ AVR หรือ Soundbar ผ่านทาง HDMI ARC (Audio Return Channel) จะต้องตั้งค่าเปิดใช้งานฟังก์ชั่นนี้ที่ตัวเลือก Audio Return(HDMI-1) ในเมนูหัวข้อ HDMI Settings ก่อน โดย W2700i จะส่งผ่านสัญญาณเสียงในรูปแบบ PCM 2.0 (ทั้ง HDMI ARC และ Optical)

การเพิ่ม QS01 ทำให้ W2700i มีคุณสมบัติ “เชื่อมต่อสัญญาณภาพและเสียงแบบไร้สาย” ผ่าน Wi-Fi และ Bluetooth ได้ (ในภาพทดลองแชร์ภาพหน้าจอจาก Smartphone ไปแสดงบนจอโปรเจคเตอร์ด้วย Wireless Projection)
เพิ่มเติม

W2700i ติดตั้งเลนส์พร้อมระบบซูม 1.3 เท่า ระยะฉายกึ่ง Short Throw มี Vertical Lens Shift เพิ่มความยืดหยุ่นเวลาติดตั้ง หากเดิมใช้งานโปรเจคเตอร์ BenQ รุ่นเก่า อาทิ W2000, W1090, W1080+, W1070+, W1050, W1110 ฯลฯ สามารถอัพเกรดมาเป็นรุ่นนี้ ไม่ต้องเปลี่ยนขาจับและระยะยึดแขวน ใช้ตำแหน่งเดิมได้เลย แต่อาจต้องเปลี่ยนสาย HDMI ที่มีคุณสมบัติรองรับความละเอียดภาพ 4K HDR ตามความสามารถของรุ่นใหม่

ช่องต่อ USB 3.0 ของ W2700i มาพร้อมความสามารถ Media Reader สามารถอ่านไฟล์วิดีโอ เสียง รูปภาพ และไฟล์เอกสารได้ น่าเสียดายที่ไม่สามารถใช้งานเป็น USB Hub ร่วมกับ QS01 Android TV Dongle การใช้ประโยชน์ก็เลยจำกัดอยู่สักหน่อย ทดลองเล่นไฟล์วิดีโอ รองรับ HDR10 แต่ไม่สามารถเลือกเปลี่ยนเสียง หรือซับไตเติลครับ

W2700i ยังคงความสามารถรองรับการแสดงผล 3D Video ร่วมกับ BenQ 3D Active Glasses แต่แว่นเป็นอุปกรณ์เสริมต้องซื้อเพิ่ม ไม่ได้แถมมาด้วยครับ

การใช้งานร่วมกับ QS01 ทำให้ W2700i กลายเป็น “Smart 4K Projector” ระบบปฏิบัติการ Android TV 9.0 ในทันที หลังติดตั้งเมื่อเปิดเครื่องมาจะพบกับอินเทอร์เฟสหน้า Home กับไอคอนและพรีวิวคอนเทนต์ขนาดใหญ่ที่คุ้นตา

แน่นอนว่าเมื่อได้รับรอง “Google-certified Android TV” จึงติดตั้งแอปวาไรตี้ บันเทิง ไปจนถึงเกม จาก Google Play ได้โดยตรง ซึ่งมีจำนวนมากมายนับไม่ถ้วน

รับชมแอป YouTube รองรับความละเอียด 4K HDR

Amazon Prime มีภาพยนตร์และซีรี่ส์มากมาย

HBO Go อัพเดทภาพยนตร์เด็ด ล่าสุดก็ Zack Snyder’s Justice League ให้ดูก่อนใคร

LINE TV รวบรวมรายการบันเทิงขวัญใจคนไทยแบบรับชมฟรีมากมาย

หากที่กล่าวมานี้ยังไม่จุใจ สามารถดาวน์โหลดติดตั้งแอปความบันเทิงเพิ่มเติมได้อีก อาทิ TrueID TV, WeTV, Loox ฯลฯ

แต่น่าเสียดายช่วงที่ทำการทดสอบ QS01 ยังไม่สามารถติดตั้งแอปดูหนังขวัญใจมหาชนอย่าง Netflix ได้ และไม่รองรับการแคส Netflix จาก Smartphone ด้วย วิธีเดียวที่จะดู Netflix ผ่าน QS01 คือ แคสผ่าน Chrome Browser ด้วย PC แต่วิธีนี้จะไม่รองรับ 4K HDR และระบบเสียงรอบทิศทางครับ

ทดลองเล่นไฟล์ภาพยนตร์ผ่านแอปอย่าง Kodi พบว่าส่วนใหญ่สามารถเล่นได้ สามารถเปลี่ยนเสียงพากย์ และเลือกซับไตเติล รองรับระบบภาพ HDR10 และ ระบบเสียงเซอร์ราวด์ DD 5.1, Atmos/DD+ (กรณีที่เสียบ QS01 ตรงเข้าที่ช่อง HDMI In ของ AVR) แต่เนื่องจาก QS01 ไม่สามารถเชื่อมต่อ USB Storage การเล่นไฟล์จะต้องใช้วิธีก็อปปี้จาก PC หรือดาวน์โหลดจากอินเทอร์เน็ตมาเก็บไว้ที่ Internal Storage ก่อน ซึ่งมีเนื่อที่ว่างเหลือประมาณ 10GB หรือจะสตรีมผ่าน Network ด้วย PLEX Server ก็ได้ แต่ต้องมั่นใจว่า WiFi ที่บ้านเร็ว และเสถียรพอ

“Google Assistant” อีกหนึ่งคุณสมบัติเด่นของ Android TV เป็นระบบโต้ตอบรับคำสั่งเสียงที่จับคำทั้งอังกฤษและไทย ได้ยอดเยี่ยมมาก ผมทดลองพูดว่า “เปิดเพลง One Last Kiss บน YouTube” ระบบของ QS01 ก็โต้ตอบมาดังภาพ พร้อมกับเปิดแอพ YouTube และเล่นคลิปที่ต้องการทันที การตอบสนองถือว่าเร็วในแบบฉบับ Android TV Dongle ไซส์เล็กครับ
ภาพ

W2700i ติดตั้ง Digital Micro Mirror Device (Single-DMD) chip ขนาด 0.47 นิ้ว พร้อมเทคโนโลยี 4K XPR ซึ่งอาศัย Optical Actuator ทำงานขยับตำแหน่งพิกเซลรวดเร็วมากจนสามารถสร้างเป็นภาพนิ่ง (frame) ที่มีรายละเอียดจำนวนพิกเซลเพิ่มขึ้น 4 เท่า รวมกันทั้งสิ้นจะได้ความละเอียดเท่ากับ 8.3 ล้านพิกเซล ตรงตามมาตรฐาน 4K (UHD) ตามการรับรองของ Consumer Technology Association หรือ CTA ภาพอาจไม่ถึงกับคมจัดแบบซีรี่ส์ท็อปๆ มี Chromatic Aberration หรือขอบม่วงเล็กน้อย แต่สามารถแสดงรายละเอียดจาก 4K/UHD Blu-ray ออกมาได้ ที่สำคัญ คือ โครงสร้างตารางพิกเซลที่ดูเล็กกว่า Full-HD Projector แม้รับชมในระยะค่อนข้างใกล้ ก็ไม่รู้สึกรำคาญตา
– SDR –

รุ่นนี้ให้โหมดภาพสำหรับรับชมคอนเทนต์แบบ SDR มา 6 โหมด (รวม Silence) ซึ่งเท่ากับโปรเจคเตอร์ของ BenQ รุ่นก่อนๆ

ผล Lab Test พบว่าโหมดภาพที่ให้ผลลัพธ์เหมาะกับการรับชม SDR คือ Cinema เพราะให้สมดุลและขอบเขตสีใกล้เคียงมาตรฐาน Rec.709 และให้ระดับความสว่างสูง สามารถรับชมในห้องที่มีแสงรบกวนได้ดีกว่า D.Cinema/User ที่ความสว่างจะเพลาลง
Vivid TV ภาพจะสว่างยิ่งกว่า Cinema อีกเล็กน้อย ดุลสีจะติดโทนเย็นกว่านิดนึง แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ดี ส่วน Bright แม้ให้ความสว่างสูงที่สุดแต่ควรเลี่ยง เพราะสีเพี้ยนค่อนข้างมาก
สำหรับโหมดภาพ D.Cinema และ User ทั้งคู่มีความสว่างจะใกล้เคียงกัน เหมาะรับชมในห้องคุมแสงมืดสนิท ไม่เหมาะใช้สู้แสง ทั้งคู่ในส่วน Color Space จะถูกกำหนดตั้งค่าแบบ Wide Color Gamut มาจากโรงงาน (ไม่สามารถเปลี่ยนแปลงการตั้งค่าในจุดนี้ได้) ขอบเขตสีจะอยู่ที่ราว 133% ของมาตรฐาน Rec.709 ถ้าใช้รับชมคอนเทนต์ SDR (Rec.709/sRGB) จะติด Over Saturation อยู่บ้าง คือ สีสันจะดูสดจัดกว่าปกติ หากให้เลือก ใช้ D.Cinema จะให้สมดุลสีที่ดีกว่า User เล็กน้อย (dE ต่ำกว่า)

ค่าก่อนปรับภาพ

ค่าหลังปรับภาพ

ColorChecker ค่อนข้างแม่นเลย
ในการทดสอบนี้ผมจะอ้างอิงโหมดภาพ Cinema เมื่อรับชมคอนเทนต์ SDR ซึ่งผล Lab Test ค่าเดิมๆ จากโรงงาน (Pre Calibration) ดุลสีจะติดโทนเย็นนิดเดียว อุณหภูมิสีเฉลี่ย 6953K โดยรวมยังอยู่ในเกณฑ์ดี จะใช้งานเลยโดยไม่ปรับภาพก็ได้ครับ
หลังปรับภาพ (Post Calibration) ผลลัพธ์ย่อมมีความโดดเด่นมากยิ่งขึ้น ค่าความผิดเพี้ยนทั้ง Grayscale Avg dE และ Colorspace Avg dE จะลดลงมาเหลือ 1.4 และ 1.7 ตามลำดับ ขอบเขตสีครอบคลุม 97.5% Rec.709
Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ก็มีแนวโน้มที่ดีขึ้นเช่นกัน ค่าความผิดเพี้ยนเฉลี่ย (Saturation Avg dE) ที่ 2.6 เป็นที่น่าพอใจ

โหมดภาพสำเร็จรูปของ W2700i ปกติจะกำหนด Light Mode ไว้ที่ Normal เพื่อให้ได้ความสว่างสูงสุดเท่าที่โปรเจคเตอร์เครื่องนี้จะทำได้ (ค่าความสว่างสูงสุดที่แจ้งไว้ในสเปค คือ 2000 ANSI Lumens) ทว่าระบบระบายความร้อนก็จะทำงานเต็มกำลังเช่นกัน ถึงแม้เสียงพัดลมจะไม่ถึงกับดังมาก แต่ถ้าต้องการความเงียบสงัด โหมดภาพ Silence เป็นตัวเลือกที่ดี…
โหมด Silence นี้ แม้กำหนด Light Mode ไว้ที่ Eco แต่ความสว่างโดยรวมกลับสูงกว่า D.Cinema และ User เสียอีก และก็เป็นตามคาด คือ เสียงพัดลมเงียบลง และยืดอายุการใช้งานแหล่งกำเนิดแสงได้ยาวนานขึ้นถึง 10,000 ชม. (Normal = 4,000 ชม.) บวกการใช้พลังงานก็ประหยัดลงอีก 20% ด้วย (ลดจาก 326 วัตต์ เหลือ 260 วัตต์) โหมดนี้แม้ดุลสีจะติดโทนเย็นนิดๆ แต่ยังอยู่ในเกณฑ์ดีมาก สามารถไฟน์จูนปรับภาพละเอียดเพิ่มเติมได้ เป็นอีกหนึ่งทางเลือกใช้งานที่น่าสนใจครับ
– HDR –

มาดูในส่วนของการรับชม HDR content ผ่านรูปแบบการแสดงผล HDR10 กันบ้าง โดย W2700i จะปรับเปลี่ยนการแสดงผลเป็นโหมดภาพ HDR10 อัตโนมัติเมื่อได้รับสัญญาณจากเพลเยอร์ (ไม่สามารถปรับเปลี่ยนโหมดภาพอื่นขณะรับชมคอนเทนต์ HDR)

มีข้อสังเกตเมื่อใช้ W2700i รับชมคอนเทนต์ HDR คือ ค่าตั้งต้นจากโรงงานของโหมดภาพ HDR10 จะ “Off” ตัวเลือก Wide Color Gamut ความสามารถในการแสดงขอบเขตสีจึงทำได้ครอบคลุมราวๆ 75.5/75.5% DCI-P3 (xy/uv) หากต้องการให้ W2700i แสดงขอบเขตสีกว้างขึ้น ต้องเปลี่ยนตัวเลือกให้เป็น “On” จะได้ขอบเขตสี 86.9/90.5% DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 67.3/70.3% Rec.2020 (xy/uv) ทว่าต้องแลกกับความสว่างที่ลดลงไปราว 40%
ดังนี้… หากต้องการเน้นความเปรียบต่างของแสงเอฟเฟ็กต์ HDR ก็แนะนำให้ Off แต่ถ้าเน้นการถ่ายทอดรายละเอียดสีสันก็ให้ On – Wide Color Gamut ทดลองกันดูว่าชอบแบบไหนครับ

อีกความสามารถของ W2700i คือ Motion Enhancer 4K หรือระบบประมวลผลแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว อันมีส่วนช่วยให้ภาพเคลื่อนไหวโดยเฉพาะคอนเทนต์เฟรมเรตต่ำ ดูไหลลื่นต่อเนื่องขึ้น สามารถกำหนดได้ 3 ระดับ อย่างไรก็ดีการรับชมผ่านโปรเจคเตอร์นั้น แม้จะ Off ตัวเลือกนี้ ก็สามารถรับชมภาพเคลื่อนไหวได้เป็นธรรมชาติ ไม่รู้สึกว่าติดขัดอะไร แต่ทั้งนี้ก็แล้วแต่ความชอบครับ

การเชื่อมต่อกับ PC หรือเครื่องเกมคอนโซลนั้น W2700i รองรับความละเอียด 1080p 60Hz และ 4K 60Hz พร้อมเปิดการแสดงผล HDR10 ได้

ค่า HDMI Input Lag ที่ 135 ms (อ้างอิงกับสัญญาณภาพ 2160p @60 Hz) ทุกโหมดภาพ อาจดูว่าสูง แต่กับบางคนอาจไม่ส่งผลกระทบใดๆ เวลาเปิดเล่นเกมเลยก็ได้ ซึ่งการเล่นเกมไม่ว่าจะเป็น PC หรือ Console ผ่านจอฉายขนาดใหญ่จะได้อรรถรสเต็มตา เพิ่มความมันสะใจยิ่งขึ้น และคุณภาพของภาพจาก W2700i ก็ส่งเสริมในจุดนี้ได้อย่างดี
เสียง
จุดที่ทำให้ W2700i เป็นโปรเจคเตอร์ที่ให้ความคุ้มค่าในแง่ความอเนกประสงค์ คือ ลำโพงและภาคขยาย 5W x 2 แยกแชนเนลเสียงสเตอริโอซ้าย-ขวาได้ ระดับเสียงดังเป็นที่พอใจเมื่อเทียบกับขนาด
นอกจากนี้ยังอัพเกรดคุณภาพเสียงโดยเชื่อมต่อสัญญาณออกไปยังชุดเครื่องเสียงภายนอกผ่าน HDMI ARC (HDMI 1), Digital Optical และ Analog 3.5 mm หรือจะเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth Audio ได้ด้วย (เชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth ผ่าน QS01) แต่ทุกแบบที่กล่าวมานี้สำหรับ W2700i จะรองรับได้สูงสุดในแบบ Stereo (2.0) ครับ

การเล่นคอนเทนต์ผ่าน QS01 มีอีกทางเลือกหากต้องการให้รองรับระบบเสียงที่ครอบคลุม คือ ย้าย QS01 ไปเสียบที่ HDMI In ของ AVR หรือ Soundbar แทนการเสียบที่ W2700i (แล้ว ARC) ซึ่งวิธีนี้จะรองรับระบบเสียงได้สูงสุดถึง Dolby Atmos (DD+)
หมายเหตุ: USB Power (DC 5V) ของ AVR/Soundbar อาจจ่ายไฟให้ QS01 ไม่พอ แนะนำให้ใช้ภาคจ่ายไฟภายนอก ที่สามารถจ่ายกระแสได้ต่อเนื่อง อย่างน้อย 2.5A

ในตัวเลือก Devices Preferences –> Sound ของ QS01 สามารถกำหนดตั้งค่า “Pass-through ระบบเสียงรอบทิศทาง” ได้หลากหลาย อย่างไรก็ดีช่วงที่ทำการทดสอบ พบว่า QS01 รองรับ Dolby Digital, Dolby Digital Plus ไปจนถึง Dolby Atmos (DD+)* ยังไม่รองรับ Dolby TrueHD และ DTS ทุกฟอร์แม็ต… ซึ่งไม่ผิดคาดนัก เพราะ Android TV Dongle ส่วนใหญ่ ก็จะรองรับระบบเสียงรอบทิศทางประมาณนี้ครับ
*หมายเหตุ: ทดสอบด้วยการเสียบ QS01 ที่ HDMI In ของ Pioneer VSX-LX304 AVR และเล่นไฟล์ผ่านแอป Kodi (Internal Storage) และ PLEX (Network) ซึ่งขึ้นอยู่กับไฟล์และแอป เล่นบางไฟล์กับบางแอปอาจไม่รองรับคุณสมบัตินี้
สรุป
BenQ อัพเกรดโฮมซีนีมาโปรเจคเตอร์เพิ่มความ “Smart” ด้วยคุณสมบัติ Google-certified Android TV เสริมความคุ้มค่าด้านอรรถประโยชน์ เข้าถึงความบันเทิงต่างๆ สะดวกกว่าเดิมไม่ต้องเชื่อมต่ออุปกรณ์อื่นให้ยุ่งยาก เรียกว่าจบได้ในตัว การเชื่อมต่อชุดเครื่องเสียงก็ยืดหยุ่นเพราะมีทางเลือกทั้ง HDMI ARC, Optical, 3.5mm และ Bluetooth เมื่อผนวกกับคุณภาพของภาพที่ทำได้โดดเด่นอยู่แล้ว จากความละเอียด 4K XPR และ 6-segment RGBRGB Color Wheel รองรับ Wide Color Gamut ส่งให้ W2700i เป็นโปรเจคเตอร์ที่ถึงพร้อมทั้งคุณภาพของภาพและลูกเล่นความบันเทิงสำหรับห้องโฮมเธียเตอร์ยุคใหม่ครับ

จุดเด่นของ BenQ W2700i
- เทคโนโลยี DLP 4K XPR รองรับการแสดงผล HDR และ 3D, มี Vertical Lens Shift ช่วยในการติดตั้ง
- ใช้กงล้อสี RGBRGB รองรับ Wide Color Gamut และมี ISFccc การถ่ายทอดสีสันหลังจากคาลิเบรทมีความเที่ยงตรงดี
- มี Motion Enhancer 4K เพิ่มทางเลือกแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว
- แหล่งกำเนิดแสง UHP สามารถยืดอายุการใช้งานได้นานถึง 10,000/15,000 ชม. ในโหมด Eco/Smart Eco
- HDMI 2.0 In 3 ช่อง, ติดตั้งลำโพง 5W x 2 พร้อม HDMI ARC, Digital Optical และ Analog 3.5 mm Output, มี WiFi & Bluetooth Built-in (QS01)
- ติดตั้งแอปมากมายได้จาก Google Play, Google Assistant จับคำไทย-อังกฤษแม่น, Chromecast Built-in แชร์ภาพจากอุปกรณ์ต่างๆ ขึ้นจอใหญ่ได้ง่าย
จุดด้อยของ BenQ W2700i
- QS01 Android TV Dongle ยังไม่รองรับแอป Netflix, Apple TV (Netflix ตอนนี้ใช้วิธีแคสผ่าน PC ได้)
- การเล่นไฟล์ผ่าน USB 3.0 Media Reader ยังมีข้อจำกัด
- เสียงพัดลมโหมดปกติดังกว่ารุ่น W5700 เล็กน้อย แต่ก็เบากว่า TK800M
- รอ Cool down ตอนปิดเครื่องนานหน่อย แต่ก็เป็นขั้นตอนที่น่าจะช่วยยืดอายุการใช้งานในระยะยาว
หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2021
* รุ่นนี้รองรับการแสดงผล 3D แต่เนื่องจากไม่มีแว่น 3D Active Glasses ส่งมาด้วย จึงไม่สามารถทดสอบได้
ราคา BenQ W2700i 59,900 บาท (ราคาเปิดตัว)
ระยะเวลารับประกัน (ตัวเครื่อง) 3 ปี, (หลอดฉาย) 12 เดือน หรือ 1000 ชั่วโมง
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติมได้ที่ บริษัท เบ็นคิว (ประเทศไทย) จำกัดโทร. 02670 0310-1
รับชมรีวิว BenQ W2700i ในแบบวิดีโอได้ที่นี่
ดูข้อมูลสเปค BenQ W2700i เพิ่มเติมได้ที่ https://benqurl.biz/2PJjZ9A
สั่งซื้อ BenQ W2700i ได้ที่
Shopee: https://shp.ee/fc5pikn
LCDTVTHAILANDSHOP: https://www.lcdtvthailandshop.com/catagories/projector/benq-projector/w2700i.html