รีวิว Denon AVR-X1400H และ X2400H สองรุ่นเริ่มต้นที่ให้ฟีเจอร์ครบครัน จนนึกว่ารุ่นสูงมาเอง!
AV Surround Receiver
Denon AVR-X1400H & X2400H

รีวิว Denon AVR-X1400H และ X2400H (ราคา 24,900 บาท และ 29,900 บาท)
สองรุ่นเริ่มต้นที่ให้ฟีเจอร์ครบครัน จนนึกว่ารุ่นสูงมาเอง!
การเลือกซื้อ AV Receiver สักเครื่องสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นชุดโฮมเธียเตอร์ หรือผู้ที่มีงบประมาณจำกัด อาจเป็นเรื่องยากพอสมควรที่จะได้ AV Receiver ที่มีความสามารถครบครัน รองรับการใช้งานหลากหลาย ในระดับราคารุ่นเริ่มต้น แน่นอนว่ารุ่นเริ่มต้นราคาเบา ก็มักจะตัดฟีเจอร์ที่น่าสนใจหลายๆ อย่างออกไป จนเกิดความรู้สึกไม่คุ้มค่า หรือไม่เพียงพอในภายหลัง ต้องขยับรุ่นที่ใหญ่ขึ้นมาอีก
คลิปรีวิว Denon AVR-X 400H Series
ซึ่งรีวิวครั้งนี้ เป็นรีวิว AV Receiver ควบ 2 รุ่นเริ่มต้นของซีรีส์ใหม่ล่าสุดจาก Denon นั่นคือซีรีส์ 400H เป็นซีรีส์ประจำปี 2017-2018 ได้แก่ AVR-X1400H กับ AVR-X2400H จุดสังเกตจะอยู่ที่เลขรหัสท้ายรุ่น 3 ตัวหลัง จะลงท้ายด้วย 400H และจุดสังเกตอีกอย่างอยู่ที่ตัวอักษร H ต่างจากซีรีส์ 300 ที่ลงท้ายด้วย Wโดยที่มาของ H นั้นย่อมาจากคำว่า HEOS ฟีเจอร์ไฮไลต์ที่ในซีรีส์ก่อน จะอยู่ในรุ่นกลางขึ้นไป มาในปีนี้ ถูกบรรจุไว้ในรุ่นเริ่มต้นแล้ว!

สองรุ่นเริ่มต้นของซีรีส์ 400H มาจับคู่กับลำโพงรุ่นเด็ด Revel Concerta 2 อะไรจะเกิดขึ้น!
Design – การออกแบบ
ก่อนอื่นมายลโฉมและชมรูปลักษณ์ของแต่ละรุ่นกันดีกว่า เริ่มต้นที่รุ่น X1400H รุ่นเล็กสุดของซีรีส์ 400H เป็น AV Receiver 7.2 Ch รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ที่ 5.1.2 Ch กำลังขับสูงสุดอยู่ที่ 80W(8โอห์ม) ตัวเครื่องมีหน้ากว้างประมาณ 17 นิ้ว ส่วนสูง 6 นิ้ว และความยาวประมาณ 13 นิ้ว น้ำหนักอยู่ที่ 8.5 กก. รวมๆ แล้วเรียกได้ว่าเล็กกะทัดรัด เข้ากับชั้นวางทั่วไปได้ง่าย ดีไซน์ของซีรีส์นี้ยังคงอิงจากรุ่นก่อนๆ หน้าตาจึงไม่หนีกันเท่าไรนัก

ตัวเครื่องเป็นอะลูมิเนียมแข็งแรง ฉาบด้วยสีดำ เข้ากันได้กับทุกการตกแต่งบ้าน
ด้านหน้าจะมีจอแสดงผลขนาดใหญ่ มองเห็นได้ชัดเจน ประกบด้วยปุ่มบิดปรับเลือกอินพุต(ซ้าย) และระดับเสียง(ขวา) ปุ่มปิด/เปิดเครื่องจะอยู่ทางมุมด้านซ้าย ช่องต่อด้านหน้าจะมีดังนี้ ช่องต่อหูฟัง, อินพุต HDMI, USB และช่องต่อไมโครโฟนรับเสียง Audyssey ช่องต่อนี้ใช้สำหรับการคาลิเบรตเสียงเท่านั้น

มีปุ่มลัดใต้จอแสดงผลสำหรับเลือกอินพุตด้วย
ขยับมาทางด้านหลัง ให้ช่องต่อมาเยอะเกินคำว่ารุ่นเริ่มต้นเลยทีเดียว โดยเฉพาะช่องต่อ HDMI ที่ให้มาแบบเหลือๆ โดยอินพุตมีทั้งหมด 6 ช่อง (ด้านหลัง 5 ช่อง + ด้านหน้า 1 ช่อง) และเอ๊าท์พุต 1 ช่อง ทั้งหมดรองรับ HDCP 2.2 สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพ 4K HDR BT.2020 ได้ทุกช่อง ช่องต่อ Optical มีให้ 2 ช่อง ยังมีช่องต่อ Ethernet, Antenna และช่องต่ออะนาล็อก ซึ่งช่องต่อสายลำโพงนี้ สามารถเสียบแบบหัวกล้วยได้ด้วย

ช่องต่อให้มามากกว่ารุ่นเริ่มต้นทั่วไป มีเสารับสัญญาณให้อีก 2 เสา
มาดูทางฝั่ง X2400H กันบ้าง ขนาดตัวเครื่องจะต่างจาก X1400H ตรงที่ส่วนสูงที่มากกว่าเกือบครึ่งนิ้ว มีน้ำหนักประมาณ 9.3 กก. แม้จะใหญ่ข้นมาเล็กน้อย แต่ขนาดโดยรวมยังเป็นมิตรต่อชั้นวางหลายรูปแบบ การรองรับภาคขยายจะเท่ากันที่ 7.2 Ch รองรับระบบเสียง Dolby Atmos 5.1.2 Ch กำลังขับสูงสุด 95W (8โอห์ม) ส่วนช่องต่อและปุ่มอื่นๆ ทางด้านหน้าจะเหมือนกับ X1400H

จุดแตกต่างภายนอกจาก X1400H อยู่ที่ส่วนสูงที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อย
ช่องต่อต่างๆ ทางด้านหลังให้มามากกว่ารุ่นเล็กสุดพอสมควร ซึ่งช่องต่อสำคัญที่ X1400H ไม่มีเลยคือ ช่องต่อ Component ถูกเพิ่มในรุ่น X2400H นี้ ด้านช่องต่อสัญญาณภาพอื่นๆ อย่างช่องต่ออินพุต HDMI ก็มากกว่า รวมช่องต่อด้านหน้าแล้วมีถึง 8 ช่อง ส่วนเอ๊าท์พุตมี 2 ช่อง (เป็น HDMI ARC จำนวน 1 ช่อง) ทั้งหมดรองรับ HDCP 2.2 / 4K HDR BT.2020 Pass-through เช่นกัน

สังเกตเห็นความต่างที่ช่องต่อทางด้านหลังกันไหมเอ่ย?
Features – ลูกเล่น
ฟีเจอร์ลูกเล่นของ 2 รุ่นเริ่มต้นนี้ ต้องบอกเลยว่าพิเศษมากๆ กว่าทุกซีรีส์ที่ผ่านมา เพราะทั้ง 2 รุ่น อัดลูกเล่นระดับสูงมาแน่นจนเกินคาด ซึ่งส่วนใหญ่มักจะพบเจอในรุ่นกลางขึ้นไป เริ่มที่ฟีเจอร์ด้านภาพ พร้อมส่งผ่านสัญญาณภาพสูงสุดในปัจจุบันอย่าง Dolby Vision ได้ทันที ไม่ต้องรออัพเดท เพิ่มการรองรับสัญญาณภาพ 4K HDR และ Dolby Vision มาตั้งแต่โรงงาน เร็วๆ นี้ก็จะมีเฟิร์มแวร์รองรับ HLG (Hybrid Log Gamma) ให้ผู้ใช้งานได้อัพเดทอีกด้วย

ใครจะเชื่อว่ารุ่นเริ่มต้นก็มีฟีเจอร์ทันสมัยขนาดนี้!
ด้านเสียงก็ชวนให้คุ้มไม่แพ้กัน รองรับระบบเสียงเซอร์ราวด์ด้านสูง Dolby Atmos และ DTS:X สามารถติดตั้งลำโพงได้ในรูปแบบ 5.1.2 Ch ด้วยฟีเจอร์การเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Bluetooth และ Wi-Fi ทั้ง 2 รุ่นจึงได้เพิ่มทางเลือกในการฟังเพลงมากขึ้นด้วยฟีเจอร์ HEOS อันเป็นที่มาของตัวอักษร H ด้านหลังเลขรหัสรุ่นนั่นเอง ความสามารถของเจ้า HEOS นั้นอยู่่ที่การใช้งานสตรีมมิ่งผ่านแอพฯ HEOS บนสมาร์ทโฟน (รองรับทั้ง iOSและ Android) เรียกได้ว่ามาตามสัญญา กลายเป็นมาตรฐานใหม่ที่ต้องมีใน AVR ทุกรุ่นของ Denon

อย่าลืมเชื่อมต่อ AVR เข้ากับ Wi-Fi ภายในบ้าน และสมัครบัญชีผู้ใช้งานของ HEOS ด้วย
แอพฯ HEOS นี้รองรับบริการสตรีิมมิ่งยอดนิยมไว้เพียบ ไม่ว่าจะเป็น Pandora, TuneIn, Napster, SiriusXM, Deezer, Spotify, Tidal และ Amazon Music ซึ่งตัวแอพฯ ยังช่วยให้เชื่อมต่อกับลำโพงหรืออุปกรณ์อื่นๆ ที่รองรับ HEOS ในรูปแบบ Multi-room แบ่งการใช้งานเป็นโซนได้ เชื่อมต่อผ่านเครือข่าย Wi-Fi ภายในบ้าน

ฟีเจอร์ HEOS ยังพ่วงการรองรับ Alexa ผู้ช่วยอัจฉริยะรองรับสั่งการด้วยเสียง ประดุจดั่ง Jarvis ของ Iron Man เลย
ซึ่งแอพฯ สำหรับ AVR ยังไม่หมด ยังมี Denon AVR Remote ย้ายการควบคุมด้วยรีโมทมาไว้ที่สมาร์ทโฟน หน้า UI เข้าใจง่าย ไม่ซับซ้อน มือใหม่ก็ใช้งานได้ เพราะมีตัวช่วยอธิบายการใช้ให้ในแอพฯ สามารถปรับแต่งเบื้องต้นจวบจนขั้นสูง เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่เพิ่มความสะดวกรวดเร็วสำหรับผู้ใช้งานทุกประเภท

ตัวอย่างหน้าจอการใช้งานบนสมาร์ทโฟน ดาวน์โหลดได้ทั้ง iOS และ Android
ทางเลือกการฟังเพลงอีกหนึ่งอย่างที่ให้มา คือการรับฟังด้วยไฟล์เพลงความละเอียดสูง ผ่านช่องต่อ USB ด้านหน้าเครื่อง สามารถเล่นไฟล์เพลงหลากหลาย ไม่ว่าจะเป็น MP3, WMA, AAC, FLAC (192kHz,24Bit), ALAC (96kHz,24Bit), WAV (192kHz,24Bit) และ DSD (2.8/5.6MHz) หรือท่านใดที่มีคลัง Media Server ภายในบ้าน ก็สามารถสตรีมไฟล์เพลงเหล่านี้ได้โดยตรงอีกด้วย

X2400H ได้รางวัล What Hi-Fi? 5ดาว มาด้วยนะ
แต่แน่นอนว่า X2400H เป็นรุ่นที่สูงกว่า X1400H ย่อมมีบางสิ่งที่เหนือกว่า โดยสิ่งที่ว่านั้นเป็นความสามารถด้านภาพ X2400H ได้รับการรับรองมาตรฐานภาพจากองค์กร ISF สามารถอัพสเกล ยกระดับความละเอียดภาพจาก Full HD 1080p ขยับมาเป็น 4K 2160p 30/25/24Hz และยังได้รับมาตรฐานการปรับแต่งภาพ ISF Certified อีกด้วย

เห็นเครื่องหมายนี้ก็อุ่นใจเรื่องการปรับภาพได้เลย
Setup – การติดตั้ง
ครั้งนี้ทีมงาน HOMETHEATERTHAILAND มาการทดสอบ AVR ทั้ง 2 รุ่นกันที่โชว์รูมมหาจักร ซอยนานา ได้ใช้ชุดลำโพง Revel Concerta 2 ประกอบการทดสอบครั้งนี้ด้วย เนื่องจากเป็นลำโพงที่ให้ความเที่ยงตรงสูง ตอบสนองย่านเสียงในทุกๆ ย่านได้ชัดเจน เหมาะที่จะใช้ในการอ้างอิงคุณสมบัติเสียงของ AVR ทั้ง 2 รุ่นนี้

สำหรับการคาลิเบรตเสียงของ 2 รุ่นนี้สามารถทำได้อย่างไม่ยากเย็น มือใหม่ก็ทำได้ ใช้เวลาปรับแต่งไม่ถึง 10 นาที ด้วยฟีเจอร์ Audyssey MultEQ XT ที่จะปรับแต่งคาลิเบรตให้เสียงที่เหมาะสมแบบอัตโนมัติ ซึ่งวิธีใช้งานง่ายๆ เพียงผู้ใช้งานนำไมโครโฟนรับเสียง พร้อมขาตั้งกระดาษที่ให้มาในชุด ไปติดตั้งในบนโซฟาหรือตำแหน่งนั่งฟัง โดยให้โมโครโฟนอยู่สูงระดับเดียวกับหูของผู้ใช้งานในตำแหน่งนั่งฟัง

หน้าตาอาจคล้ายจรวด แต่นี่แหละผู้ช่วยคาลิเบรทเสียงชั้นยอด!
เมื่อเสียบสายไมโครโฟน Audyssey ไปที่ช่องต่อที่ชื่อ Setup Mic ด้านหน้าเครื่อง หน้าเมนูสำหรับคาลิเบรทจะแสดงขึ้นมาทันที ให้ผู้ใช้งานเลือกเซ็ทอัพตามขนาดลำโพงให้ถูกต้อง ขณะกำลังจะเริ่มคาลิเบรท ควรให้ผู้ใช้งานออกจากบริเวณนั้น เพื่อไม่ให้บังทิศทางเสียง และไม่ควรมีเสียงมารบกวนไมโครโฟน ถึงจะเสียงที่เหมาะสม ใกล้เคียงกับการปรับระดับมืออาชีพเลย
Picture – ภาพ
สำหรับด้านภาพ X1400H และ X2400H สามารถส่งผ่านสัญญาณภาพ 4K HDR ได้อย่างดีเยี่ยม มีสีสันสดใสให้ความเจิดจรัสสมกับเป็น HDR ซึ่งจุดแข็งของทั้ง 2 รุ่น ยังอยู่ที่การรองรับ Dolby Vision ที่ติดเครื่องมาจากโรงงาน ไม่ต้องรออัพเดทเลย ให้ความลึกของสี รวมถึงให้จุดเปรียบต่างของความสว่างและความมืดได้สูงกว่า HDR10 ทั้งคู่สามารถเพิ่มศักยภาพการรับชมด้วยเมนู 4K Signal Format ต้องขอแนะนำเอาไว้เลย เพื่อรับสัญญาณภาพ Ultra HD เต็มรูปแบบที่ 4K 60Hz 4:4:4 10bit

ส่งผ่านสัญญาณราบลื่น ให้แสงเจิดจรัสถูกใจคอหนัง ไม่มีอาการเหลื่อมช้าให้เห็น
ซึ่งจุดเด่นของ X2400H ที่รุ่น X1400H ไม่มี อยู่ที่เครื่องหมาย ISF Certified ที่ไม่ได้มีไว้โก้ๆ เพราะรุ่นนี้ได้เพิ่มความสามารถในการปรับแต่งภาพด้วยเมนูรายละเอียดต่างๆ ปรับแต่งได้มากกว่าทีวีบางรุ่นด้วยซ้ำ เพื่อให้ได้สีสันถูกต้องตามมาตรฐาน ISF สีสดสมจริง ส่วนท่านใดที่ใช้ทีวี 4K แต่ยังเน้นรับชมด้วยแผ่น Full HD Blu-ray ขอแนะนำว่า X2400H จะตอบโจทย์การใช้งานได้มากกว่า เนื่องจากฟีเจอร์อัพสเกลที่สามารถยกระดับภาพจาก Full HD 1080p ให้สูงถึง 4K 2160p 30/25/24Hz ได้ความละเอียดคมชัดมากขึ้น แต่ยังให้ภาพลื่นไหลอย่างต่อเนื่อง

อย่าลืมเปลี่ยนเป็น Enhance เพื่อการส่งสัญญาณภาพแบไม่มีกั๊ก
Sound – เสียง
จุดเด่นจนกลายเป็นเอกลักษณ์เฉพาะตัวของ Denon นั้นอยู่ที่แนวเสียงอันดุนดัน คมชัดหนักแน่น ไม่ว่าใครต่างก็ยืนยันเป็นเสียงเดียว ซึ่ง 2 รุ่นนี้มีกำลังขับแตกต่างกันพอสมควร X1400H อยู่ที่ 80W (8โอห์ม) ส่วน X2400H อยู่ที่ 95W (8โอห์ม) โดยการทำสอบด้านเสียงนั้น ได้ทำการจับคู่เข้ากับชุดลำโพง Revel Concerta 2 ใช้คอนเท็นต์ทดสอบเป็นภาพยนตร์เรื่อง Wonder Woman, แผ่นคอนเสิร์ต Simply Redและไฟล์เพลงความละเอียดสูงสกุล DSD

สังเกตที่จอแสดงผล แสดงสถานะระบบเสียงและช่องอินพุตที่เลือกใช้อยู่ด้วย
ในการทดสอบคอนเท็นต์ภาพยนตร์ Wonder Woman ในระบบเสียง Dolby Atmos ได้เลือกใช้ฉากที่ไดอาน่ากำลังเข้าถล่มกองทัพนาซี ซึ่งฉากนี้มีการโยนเสียงที่ค่อนข้างรวดเร็ว ฉวัดเฉวียน และอึกทึกคึกโครม ทั้ง 2 รุ่นสร้างความตื่นเต้นจากการโยนเสียงได้อย่างหมดห่วง เช่น เสียงแฉลบของลูกปืน หรือเสียงต่อสู้ที่คอยสลับหมุนไปรอบตัวตามจังหวะต่อสู้ในภาพยนตร์ ต้องชมฟีเจอร์คาลิเบรทเสียงอัตโนมัติ Audyssey ด้วย ให้การเซอร์ราวด์ไม่แพ้โรงภาพยนตร์ด้วยการเซ็ตอัพไม่กี่นาที

เคยดูหนังแล้วรู้สึกว่ากระสุนแล่นผ่านหูไปไหม ต้องชื่นชมทั้งตัว AVR และชุดลำโพงเลย
ยิ่งได้ Revel Concerta 2 มาเป็นกระบอกเสียง เพิ่มความเจนจัดของการรบได้แบบเนื้อๆ ต้องบอกเลยว่า Denon ยังคงรักษามาตรฐานความรุกเร้าดุดันได้อย่างดีเยี่ยม แม้จะเป็นแค่รุ่นเริ่มต้นก็ตาม และที่ต้องชมเชยเลยคือการถ่ายทอดกำลังขับ ถึงจะสูงไม่เกิน 100W แต่ก็ถ่ายทอดออกมาเต็มอารมณ์ เอาอยู่ทุกรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างเสียงเศษดิน หรือเสียงแวดล้อมจากที่ไกลๆ สามารถขับออกมาได้หมดจนสัมผัสแต่ละมิติเสียงได้ไม่ยาก ถูกใจคอหนังแอ็คชั่นแน่นอน

ประกายเสียงแหลมจากเศษกระจกแตก อีกหนึ่งเสียงที่ท้าทดสอบ ต้องลองพิสูจน์ด้วยตัวเอง ว่าฟังแล้วจะเป็นเศษแก้วประกายใส หรือเศษกระเบื้องแตกแข็งๆ
ทดสอบด้วยภาพยนตร์ไปแล้ว มาต่อกันที่คอนเสิร์ตกันบ้าง แผ่นที่ใช้ทดสอบเป็นการแสดงสดของ Simply Redซึ่งความแตกต่างด้านเสียงของ AVR ทั้ง 2 รุ่น นอกจากกำลังขับและช่องต่อแล้ว ก็แทบจะไม่แตกต่างกันเท่าไรนัก สุ้มเสียงจึงไม่หนีห่างกันมาก สามารถถ่ายทอดเสียงได้อย่างมีพลัง โดยเฉพาะเสียงร้องที่ถูกเค้นออกมาจากลำโพงเซ็นเตอร์ Revel C25 ตัวลำโพงมีขนาดใหญ่ก็ไม่ใช่ปัญหา แผดเสียงออกมาได้แบบเต็มๆ
อย่าเพิ่งคิดว่า 2 รุ่นเริ่มต้นนี้มีดีแค่ความดุดัน จนแข็งกระด้างบาดหู ความกระจ่างใสของเสียงก็ถ่ายทอดได้ดีไม่แพ้กัน เช่น เสียงกีตาร์โปร่งขณะโซโล่อย่างอ่อนหวาน ให้โทนเสียงคมแต่ยังคงความนวล เสียงใสกังวาลได้อารมณ์กีตาร์โปร่ง ไม่ออกมาเป็นเม็ดเสียงแข็งๆ เติมเต็มความคึกคักกระฉับกระเฉง ไม่แข็งทื่อ หรือหย่อนยานจะรู้สึกว่าคอนเสิร์ตไร้พลัง

เสียงร้อนประสานก็แยกกันออกมาชัดเจน ไม่กลืนหายไปกับเสียงร้องหลัก
ส่วนการเล่นไฟล์ความละเอียดสูงนั้น ได้ใช้ไฟล์ DSD จากอัลบั้มของ Susan Wong และเพลงประกอบภาพยนตร์ Whiplash ฟังกันแบบ 2Ch มีลำโพง Revel F36 ทำหน้าที่ขับขาน ทันทีที่เปิดฟังความประทับใจก็บังเกิด เพราะเสียงร้องของ Susan Wong ที่ได้ยินไม่ได้มาแค่ผิวเผิน แต่มาแบบเนื้อๆ รับรู้ถึงลมหายใจพัดผ่าน ทั้ง Revel และ Denon ประสานงานกันได้อย่างชื่นชม

หน้าจอแสดงผลโชว์ชื่อเพลงชัดเจน มองเห็นได้จากระยะนั่งฟัง
สลับมาฟังอัลบั้มซาวด์แทร็ก Whiplash ไดนามิกเสียงที่ได้นั้นมาน้ำหนักสมดุล ให้ความรุกเร้าสอดคล้องจังหวะ ไม่กระโชกโฮกฮาก เบสกระชับไม่ย้วย เสียงเครื่องเป่าต่างๆ ก็ชัดแจ้ง ซึ่งเสียงเหล่านี้ค่อนข้างท้าทายบรรดาเครื่องเสียงมาก เพราะต้องมีสมดุลในทุกๆ ย่าน ทั้งแหลม กลาง และต่ำ ซึ่งจุดนี้ Denon ทั้ง 2 รุ่นก็สอบผ่าน ตามรอยรุ่นใหญ่ๆ ได้เลย

แสดงปกเพลงด้วยนะ แต่ขอติเล็กน้อยตรงที่ไม่แสดงสกุลไฟล์และรายละเอียดของไฟล์
ความคุ้มค่าอีกอย่างของทั้ง 2 รุ่นอยู่ที่ความสามารถในการฟังเพลงแบบไร้สายผ่าน Bluetooth จับคู่ได้ง่ายรวดเร็ว และ Wi-Fi เพิ่มความสะดวกให้กับผู้ที่ใช้งาน Media Server ภายในบ้าน สตรีมมิ่งไฟล์ความละเอียดสูงเช่นเดียวกับการเล่นผ่าน USB Drive ได้โดยตรง หรือจะฟังเพลงด้วยบริการสตรีมมิ่งก็ทำได้โดยแอพฯ HEOS ซึ่งทั้ง 2 รุ่นมี Spotify Connect ให้โยนเพลงจากสมาร์ทโฟนมายัง AVR ได้สะดวกขึ้นกว่าเดิม ตอบโจทย์ผูใช้งานหลายประเภท ไม่ว่าจะฟังเพลงแบบไหนก็รองรับครอบคลุม

มีปุ่มลัดบนรีโมท เชื่อมต่อง่ายเหมือนลำโพงพกพา ไม่ต้องเปิดทีวีมาดูเมนูเลย
คลิปรีวิว Denon AVR-X 400H Series
Conclusion – สรุป
อ่านมาถึงตรงนี้ก็เชื่อว่าหลายท่านคงได้ข้อสรุปในใจกันแล้ว ด้วยความสามารถอันหลากหลาย เกินจะเชื่อว่าเป็นรุ่นเริ่มต้น 2 รุ่นแรกสุดในซีรีส์ 400H ไม่ว่าจะเป็นฟีเจอร์ด้านภาพ อัด Dolby Vision มาให้แต่แรก แถมยังจะให้อัพเดท HLG เร็วๆ นี้ ด้านเสียงก็ใช่ย่อย รองรับระบบเสียงและช่องทางการฟังเพลงชนิดครอบคลุมทุกประเภทยอดนิยม ช่องต่อก็ให้มาค่อนข้างครบครัน ไม่ต้องคอยสลับสายบ่อยๆ

ราคาประหยัดคุ้มค่าต้อง X1400H หากอยากอัพเกรดด้านภาพ ให้ขยับมา X2400H เลย!
จึงต้องบอกเลยว่า X1400H และ X2400H เป็น AVR รุ่นเริ่มต้นที่ให้ความคุ้มค่าได้เกินตัว โดยจุดเปรียบต่างที่เด่นชัดจะอยู่ที่ X2400H นั้นได้รับเครื่องหมาย ISF Certified สามารถปรับภาพได้ละเอียดลึกกว่า การันตีด้วยรางวัล What Hi-Fi? 5 ดาว ซึ่งทั้งคู่เหมาะสำหรับมือใหม่ที่ต้องการเริ่มต้นทำห้องดูหนัง หรือผู้ที่ต้องการอัพเกรดระบบให้ทันสมัย ในงบประมาณจำกัด ทั้ง 2 รุ่นนี้เป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่น่าสนใจเป็นอย่างยิ่ง คาแร็กเตอร์รุกเร้าจัดจ้าน แต่ยังให้รายละเอียดคมชัด มีน้ำหนักไดนามิกที่ดี สามารถเข้ากันได้กับลำโพงหลายสไตล์เสียง
สามารถรับชมตัวจริงเสียงจริงของ Denon AVR-X1400H กับ X2400H รวมถึงรุ่นอื่นๆ ในตระกูล 400H และชุดลำโพง Revel Concerta 2 นี้ ได้ที่ร้านค้าตัวแทนจำหน่ายหรือ โชว์รูมมหาจักร ซอยนานาเหนือ เปิดทำการทุกวันจันทร์-วันศุกร์ เวลา 09.00-18.00 น. โทร. 02-256-0020-9