รีวิว Hisense 65B8000 4K Dolby Vision TV ภาพสวยเสียงแจ๋ว ราคาสบายกระเป๋า
หากเราพูดถึงแบรนด์ที่กำลังมาแรงในวงการทีวีในตอนนี้ หนึ่งยี่ห้อที่เป็นที่พูดถึงที่สุดก็คงจะหนีไม่พ้น Hisense แบรนด์ยักษ์ใหญ่จากประเทศจีน ในปีนี้ Hisense ก็เตรียมที่จะบุกตลาดของบ้านเราแบบเต็มสูบอีกครั้งหนึ่งด้วยการส่งทีวีหลากหลายรุ่นมาวางจำหน่าย
ซึ่งหนึ่งในนั้นก็คือ Hisense 65B8000 ULED TV (ชื่อเต็ม 65B8000UW) ที่มาพร้อมกับฟีเจอร์ที่บอกได้คำเดียวว่า จัดเต็มมาก ทั้งความละเอียดภาพแบบ 4K Ultra HD รองรับการแสดงผลแบบ Dolby Vision, ระบบเสียง Dolby Atmos รวมไปถึงฟีเจอร์และความสามารถอื่นๆที่น่าสนใจอีกเพียบ เท่านั้นยังไม่พอราคาค่าตัวยังอยู่ในระดับที่สบายกระเป๋ามากๆอีกด้วย สำหรับรีวิวนี้ทีมงาน LCDTVTHAILAND จะมาเจาะลึกว่าทีวีรุ่นนี้จะมีจุดเด่น/ข้อจำกัดอะไรกันบ้าง ? น่าใช้งานแค่ไหน ? มาติดตามกันในรีวิวนี้ได้เลย!!!

คำว่า ULED ทาง Hisense ให้คำจำกัดความว่า “เป็นเทคโนโลยีจอภาพที่เหนือกว่า LED TV ทั่วไป ทั้งเรื่องสีสันและการคุมระดับความดำ เป็นอีกขั้นก่อนถึง OLED”
วีดีโอรีวิว Hisense B8000 4K ULED TV โดยคุณ DearSir
Hisense รุ่น B8000
- ขนาด 65″
- ความละเอียดภาพ 4K (3840 x 2160)
- Edge LED with Local Dimming
- Hi-View Engine
- รองรับ HDR
- Dolby Vision
- Dolby Atmos
- Smart TV VIDAA U 3.0
- Netflix, YouTube รองรับการ Cast
- HDMI x 4
- USB x 2
- ลำโพงขนาด 10 Watt x 2
- Wireless LAN / Ethernet LAN
ราคาเปิดตัว
65″ 31,990 บาท
55″ 21,990 บาท
เมื่อต้นปี 2019 ที่ผ่านมาทางทีมงาน LCDTVTHAILAND ได้บินลัดฟ้าไปเยี่ยมชมโรงงานผลิตทีวี และศูนย์วิจัยและพัฒนาของทาง Hisense ถึงเมืองซิงเต่า ประเทศจีน เราจึงขอฝากคลิปวีดีโอพาทัวร์อาณาจักรของแบรนด์นี้ให้กับทุกท่านได้รับชมกัน อลังเว่อร์วังมากเลยนะขอบอก ^ ^

ดีไซน์
ดีไซน์ของ Hisense มีเอกลักษณ์เฉพาะตัวชัดเจนมาก แค่มองผ่านๆยังรู้เลย เพราะในตอนแรกที่ทีมงานได้ลองถ่ายรูปเจ้า B8000 ตัวนี้ไปโพสต์ถามบน Facebook Fanpage ให้แฟนเว็บลองทายกันดูเล่นๆว่าทีวีในภาพเป็นแบรนด์อะไร ? ประมาณ 90% สามารถตอบถูกได้ว่าเป็น Hisense !!!
B8000 ยังคงใช้โลหะสีเงินเป็นหลักทั้งตัวกรอบทีวีและขาตั้ง ซึ่งเจ้าขาตั้งทรงกิ่งไม้คู่นี้แหละมีดีไซน์เป็นเอกลักษณ์ แฉกซ้าย-ขวาถ่างออกไป ช่วยยกระดับให้ตัวทีวีสูงขึ้นเป็นพิเศษเพื่อให้สอดลำโพงซาวด์บาร์ไว้ข้างใต้ (ตรงนี้น่าจะเป็นจุดที่แฟนๆจำกันได้ดี) ด้านความบางของตัวเครื่องก็แอบใกล้เคียงกับรุ่น U7A ในปีที่ผ่านมา สำหรับการตั้งวาง ก็ยังแอบกินพื้นที่นิดๆเหมือนเดิม ท่านไหนจะตั้งบนโต๊ะหรือชั้นวาง ก็อย่าลืมวัดขนาดกันให้พอดีเด้อ ดูขนาดความกว้างได้ตามนี้…
ความกว้าง 65″ = 1.45 เมตร | 55″ = 1.23 เมตร

หน้าตรงสวยหรู ดีไซน์เด่น เห็นแล้วร้องอ๋อเลย Hisense แน่นอน!! หน้าตรงสวยหรู ดีไซน์เด่น เห็นแล้วร้องอ๋อเลย Hisense แน่นอน!!

ขาตั้งทรงกิ่งไม้ทำจากโลหะ จะกินพื้นที่ชั้นวางอยู่หน่อย

โลโก้ Hisense ผนึกอยู่ตรงกลาง

ด้านข้างก็เป็นโลหะเช่นกัน รุ่นนี้ยังเด่นในเรื่องของความบางของขอบจอด้วยนะ

บางเฉียบแค่ไหน ? เพียง 0.9 ซม. เท่านั้นเอง

รีโมทยังคงดีไซน์เดิมไม่เปลี่ยนแปลง กรอบสีเงินคล้ายกับกรอบทีวี มีปุ่มลัดสำหรับเข้าแอป Youtube และ Netflix
ช่องต่อ
Hisense ก็ยังคงแบ่งกลุ่มของช่องต่อไว้ 2 กลุ่มเช่นเดิม โดยช่องต่อหลักที่เรามีโอกาสถอด-เสียบสายสัญญาณกันเป็นประจำอย่าง HDMI, USB นั้นจะถูกจัดให้อยู่บริเวณ “ด้านข้าง” จะได้เอี้ยวตัวไปถอดเสียบสายได้อย่างสะดวก ส่วนช่องต่อ “ด้านหลัง” จะเหลือเพียง LAN, AV In และ HDMI อีกช่องเท่านั้น
ช่องต่อ
- HDMI x 4 (Support 4K)
- Optical Digital
- Ethernet
- AV In
- Antenna
- USB 2.0 x 2
*HDMI ARC จะอยู่ที่ช่อง HDMI 1

ช่องต่อด้านข้าง เน้นที่ใช้งานถอดเข้าถอดออกบ่อยๆเช่น HDMI และ USB

ช่องต่อไหนไม่ได้ใช้งานถอดเข้า-ออกบ่อยๆ ก็จะมาอยู่ตรงส่วนด้านหลังนี้
ภาพ
มาเริ่มดูในส่วนของภาพ B8000 รุ่นนี้มาพร้อมกับความละเอียดแบบ 4K รองรับการแสดงผล Dolby Vision ซึ่งเป็นระบบ HDR ขั้นท็อปที่สุดในตอนนี้ทั้งการรับชมผ่าน 4K UHD Blu-ray และ Netflix มาพร้อมชิพประมวลผล Hi-View Engine ที่เป็นหัวใจหลักในการขับเคลื่อนพลังภาพ
Hisense ยังคงใช้พาแนลแบบ VA ที่มีจุดเด่นที่ระดับความดำที่ดำลึกรวมไปถึงการแสดงสีสันที่สดใส ภาพของรุ่นนี้จะมีในสไตล์ที่อยู่ กึ่งกลางกันระหว่างความนุ่มนวลและความคมชัดภาพที่ออกมานั้นมีความ “ชัดแบบสบายตา สีสันสดใสอยู่ในเกณฑ์ดี” ความสว่างสูงสุดก็อยู่ในระดับมาตรฐานของทีวีมิดเอ็นด์ประมาณ 341 nits ในโหมด HDR Day และ 398 nits ในโหมด HDR Sports
สำหรับใครที่แพลนจะวางทีวีรุ่นนี้ไว้ในห้องที่ควบคุมแสงได้ มันก็จะโชว์ศักยภาพสูงสุดได้อย่างเต็มที่ แต่ถ้าห้องมีแสงจ้าสาดทะลุเข้ามา ภาพที่ได้ก็อาจดร็อปไปบ้าง ดังนี้ตัวช่วยให้ภาพแจ่มขึ้นอย่างอัตโนมัติโดยแทบไม่ต้องพึ่งการปรับภาพคือ “ม่านคุมแสง” นั่นเองจ้า
แต่ก่อนที่จะนำไปทดสอบภาพกับหนังจริง ทีมงานก็ขอวัดค่าและปรับแต่งภาพของ B8000 ให้เข้าที่เข้าทางกันเสียก่อน ตรงนี้ต้องขอชม Hisense อีกครั้งว่า “ค่าเดิมที่ถูกตั้งมาจากโรงงานนั้นค่อนข้างดีอยู่แล้ว” ยิ่งถ้าได้รับการปรับจูนภาพจากผู้เชี่ยวชาญเพิ่มเติมอีกสักหน่อย ภาพที่ได้ยิ่งมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น

วัดค่าการแสดงผลโหมดภาพแบบ SDR อย่าง Cinema Day/Night ทำได้ดีมาตั้งแต่ก่อนปรับ อาจจะติดแดงเล็กน้อยเท่านั้น

วัดความสว่างสูงสุดได้ 398 nits

ก่อนปรับแต่งภาพในโหมด HDR ถือว่าค่อนข้างดีแต่ต้น ทั้ง White Balance สมดุลแสงขาว และ ขอบเขตสี CMS

การแสดงผลแบบ SDR ก่อนปรับแต่งแม้ว่าจะไม่เนี๊ยบเท่า HDR แต่โดยรวมก็โอเค
เรามาดูค่าหลังปรับภาพกันเลยดีกว่า!!!

การแสดงผลแบบ SDR ดีขึ้นแบบชัดเจน จะเห็นได้ว่าค่า Delta E หรือค่าความผิดเพี้ยนของภาพลดลง แถมยังครอบคลุมขอบเขตสีเพิ่มขึ้น

HDR ก็ดีขึ้นเช่นกันแจ่มแจ๋ว สมดุลสีดีขึ้นให้ความเที่ยงตรงดี อาการติดโทนแดงของภาพหายไป
หลังจากที่ปรับจูนภาพให้เข้าที่เข้าทางแล้ว ก็ขอเริ่มทดสอบกับหนัง 4K และ 1080p จริงๆ เรื่องแรกนั้นจะเป็นคิวของ AQUAMAN แบบ 4K HDR Dolby Vision ซึ่ง B8000 นั้นก็ไม่ทำให้ผิดหวัง แม้ในโหมด Dolby Vision จะไม่เปิดให้มีการปรับค่าภาพ ถูก Fixed เมนูไว้เลย แต่ค่าภาพสำเร็จรูปจากโรงงานก็ถือว่าเพียงพอแล้ว แนวภาพได้ที่ออกมาสว่างใส สีสันอิ่ม รายละเอียดมาครบ อย่างเช่นแสงสีของพวกลำแสงต่างๆ ก็ออกมาเจิดจรัสในระดับ “พอดีคำ” ไม่มากไม่น้อยไป จึงค่อนข้างดูสบายตา แต่หากจะเอาเจิดจรัสแบบสุดฤทธิ์คงต้องเขยิบไปเล่น OLED TV ตัวท็อปรุ่น 55A91 แทน (ถ้างบถึง)
*เมื่อเปิดคอนเทนท์ที่เป็น Dolby Vision แนะนำให้ใช้โหมด Dolby Vision Dark

ฉากสู้รบใต้น้ำจากเรื่อง AQUAMAN แบบ 4K Dolby Vision ภาพที่ได้ = สวยเลย !
ต่อกันที่คอนเทนท์ 4K HDR10 แบบปกติกันบ้างทีมงานได้เลือกหนังเรื่อง Kingsman มาทดสอบด้วย เพื่อโชว์ศักยภาพของ B8000 ที่ปรับจูนภาพแล้ว ภาพและสีสันมีความถูกต้องสวยงามน่าประทับใจ ผิวของพระเอกนั้นออกมาดูเป็นธรรมชาติ ไม่ได้เต่งจัดจ้านจนเกินจริง ในขณะที่แว่นตาหรืออุปกรณ์เครื่องแต่งกายรวมไปถึงแสงไฟในฉากก็ยังมีสีสันที่ดูเอิบอิ่ม ติดวาววับเล็กๆ ช่วยเสริมได้มิติภาพได้ดี
B8000 มีฟีเจอร์ Edge LED – Local Dimming ที่เป็นการเปิด-ปิด-หรี่หลอดไฟ LED เป็นโซนแบบบน-ล่าง ซึ่งฟีเจอร์นี้ก็ช่วยควบคุมระดับความดำให้ดีขึ้นอีกสเต็ปเล็กๆ ซึ่งโดยตามปกติแล้วทีวีในระดับเริ่มต้นถึงมิดเอ็นด์มักจะไม่ให้ฟีเจอร์นี้มาเพราะต้นทุนมันสูง !

คอนเทนท์ HDR แนะนำให้เลือกใช้โหมด HDR Day เพื่อความถูกต้องของภาพ
*แนะนำให้ปรับระดับของฟีเจอร์ Local Dimming ไว้ที่ Medium จะดิมหลอดไฟได้เป็นธรรมชาติที่สุด
ทดสอบกับหนังความละเอียด Full HD บ้าง ขอใช้เรื่อง Captain America : Civil War เมื่อเปิดดูกับเจ้า B8000 ก็ถ่ายทอดภาพออกมาได้ชัดเจนและสะอาดสะอ้าน คุมสัญญาณรบกวนได้ดีใช้ได้ สำหรับการอัพสเกลภาพจากสัญญาณ Full HD ไปเป็น 4K ถือว่าทำได้ดี และ HD/SD ไปเป็น 4K ก็อาจจะยังชัดกลางๆอยู่ โดยรวมชิพ Hi-View Engine ถือว่า “รับมือ” กับคอนเทนต์ทดสอบอันหลากหลายได้ไม่เลว
*ในโหมดการแสดงผลแบบ SDR แนะนำให้เลือกโหมดภาพ Cinema Night ที่จะให้ภาพที่เที่ยงตรงและถูกต้อง
*ทีวีรุ่นนี้มีฟีเจอร์ Motion แทรกเฟรมด้วย แนะนำให้ปรับไว้ที่ระดับ Custom – Dejudder ที่ 1 เท่านี้ภาพก็จะลื่นดูใกล้เคียงต้นฉบับ ไม่กระตุกให้สากตา

ภาพ Full HD 1080p จากเรื่อง Captain America : Civil War ถือว่าชัดแบบสบายตา สีสันอิ่มกำลังดี
ทดสอบกับแผ่นหนังแบบ “ออฟไลน์” ครบถ้วนแล้ว ขอทดสอบดูหนังและซีรีส์แบบ “ออนไลน์” ด้วยแอปอันดับหนึ่งที่พวกเราดูกันบ่อยสุดอย่าง Netflix ซึ่งเจ้า B8000 นี่แอบ “ใจป้ำ” รองรับการแสดงภาพ HDR ขั้นท็อปอย่าง Dolby Vision ในขณะที่แบรนด์อื่นจะต้องเป็นตัวท็อปราคาสูงลิ่วเท่านั้นถึงจะยอมให้ฟีเจอร์นี้มา
ทดสอบด้วยซีรีส์เรี่องดังของ Netflix อย่าง Stranger Things ที่กำลังฮิตทั่วบ้านทั่วเมือง และแน่นอนเรื่องนี้สามารถรับชมแบบ Dolby Vision ได้ด้วย แสงสีนีออนของเมือง Hawkins ที่เป็นฉากหลังของซีรีส์ก็ดูมีความสดใสแบบติดกลิ่นอายวินเทจยุค 80 สีผิวของตัวละครยังคงให้ความเป็นธรรมชาติอยู่ไม่ได้ถูกปรุงแต่งจนโอเว่อร์ รวมถึงฉากระเบิดที่เป็นไคลแม็กซ์ตอนท้ายเรื่องแบบ HDR สีของเปลวไฟแผดเผาตัดสลับกับหมอกควันที่ลอยละล่องช่วยสร้าง “อารมณ์ร่วม” ได้ดีกว่าภาพ SDR แบบปกติที่มักจะขับแสงสีได้แค่ประมาณหนึ่ง จึงได้มิติภาพแบบแบนๆเท่านั้น

B8000 เป็นทีวี 55″ ราคาประมาณสองหมื่น รุ่นเดียวในท้องตลาดที่รองรับ Dolby Vision ภาพของคุณตำรวจฮ็อปเปอร์ ในฉากที่ปืนใหญ่ยิงประตูมิติระเบิดตู้ม !!!!

ส่วนการ์ตูนบน Netflix ภาพสวยอยู่แล้ว ต้นทางเป็น Computer Graphic ได้เปรียบเสมอ
ทดสอบกับเกมส์คอนโซลกันบ้าง ค่า HDMI Input Lag ของ B8000 นั้นก็ถือว่าอยู่ในเกณณ์ใช้ได้เลย โดยโหมดภาพปกติจะอยู่ที่ประมาณ 109.5 ms ซึ่งถือว่าสูงอยู่ แต่เมื่อเปิดใช้งาน Game Mode จะเหลือเพียง 34.8 ms (ไม่ควรเกิน 50 ms ถือว่าดี) ตอบสนองต่อคำสั่งจอยได้ไว ไม่ต้องกลัวว่าจะดีเลย์หรือหน่วงมือแต่อย่างใดเมื่อใช้โหมดนี้

ถ้าเล่นเกม ก็แนะนำให้ใช้ Game Mode เพื่อการตอบสนองต่อคำสั่งจอยที่ฉับไว

Digital TV ก็จูนช่องได้ผ่านฉลุย แนะนำให้ต่อเสาก้างปลาบนหลังคาบ้านจะให้สัญญาณได้ชัดสุด

Digital TV ดูตารางออกอากาศได้ด้วยนะ
เสียง
ต่อด้วยการทดสอบคุณภาพเสียง B8000 มีโครงสร้างลำโพงแบบสเตอริโอซ้าย-ขวา ยิงเสียงลงไปด้านล่างหรือ Down Firing กำลังขับ 10 Watts x 2 เสริมด้วย Passive Radiator ทางด้านหลังที่จะช่วยขับเสียงย่านต่ำมาเพิ่มความนุ่มนวลของเสียงอีกด้วย โดยรวมโทนเสียงของทีวีรุ่นนี้จะมีความใหญ่+นุ่มนวลชวนฟัง ย่านแหลมและกลางก็ถือว่าไม่น้อยหน้าจัดว่าอยู่เกณฑ์ดีกลมกล่อม ส่วนความดังของเสียงถือว่าถูกปรับปรุงให้ดีขึ้น คือไม่ได้เน้นดังสนั่นลั่นทุ่งแบบ U7A ในปีที่ผ่านมา ทว่าถูกปรับลดความเจี๊ยวจ๊าวลงให้อยู่ในระดับที่พอเหมาะกับห้องภายในบ้านทั่วไป
อีกจุดเด่นคือความสามารถในการส่งผ่านระบบเสียง Dolby Atmos กลับไปยัง AV Receiver หรือลำโพง Soundbar ที่รองรับระบบเสียงรอบทิศทางขั้นท็อปมาตรฐานนี้ผ่านช่อง HDMI ARC
*โหมดเสียงที่แนะนำก็คือ Standard จะให้สมดุลเสียงที่ดีที่สุดในทุกๆ ย่านเสียง

Passive Radiator ตัวช่วยสำคัญที่ช่วยเพิ่มพลังเสียงย่านต่ำ

Dolby Atmos มาแล้ว!!! *ตัวเลือกนี้ไม่มีผลถ้าไม่ได้เชื่อมต่อ Soundbar/AVR ที่รองรับระบบเสียง Dolby Atmos ผ่านช่อง HDMI ARC

นี่ไงทั้ง Dolby Vision และ Dolby Atmos มาครบ ! อย่างในรูปนี้ทีมงานทดสอบร่วมกับ Soundbar ที่รองรับ Dolby Atmos ผ่านช่อง HDMI ARC

ฉากที่อสูรกายบุกถล่มห้างในเรื่อง Stranger Things เสียงมีน้ำมีนวล อิ่มแน่น แผ่กว้าง สร้างบรรยากาศให้ชวนสะพรึงดี
*** หากอยากอัพเกรดพลังเสียง ขอแนะนำให้ใช้ลำโพง Soundbar ที่มี Dolby Atmos ไปเลย จะได้ใช้ทุกฟีเจอร์เด่นของ B8000 ได้อย่างคุ้มค่าหน่อย
เพิ่มเติม
สำหรับ B8000 ก็จะยังคงมากับระบบปฏิบัติการ VIDAA U 3.0 ของ Hisense เองเหมือนเคย โดยแอปพลิเคชั่นหลักๆ อย่าง Netflix และ Youtube นั้นก็ยังมีประจำการให้เลือกใช้งานเช่นเคย ร่วมด้วยหน้าตาของ UI (User Infterface) ที่ใช้งานง่าย ลองใช้งานเพียงแปบเดียวก็คล่องแล้ว
ซึ่งนอกจากแอปหลักๆ แล้ว VIDAA ก็ยังมีแอปพลิเคชั่นอื่นๆให้เลือกกันด้วย อย่าง PLEX ที่เป็นแอปพลิเคชั่น Media Sever ภายในบ้านก็มีให้ดาวน์โหลดเช่นกัน แม้ว่าแอปพลิเคชั่นโดยรวมแล้วจะมีน้อยกว่าระบบปฏิบัติการอื่นๆไปหน่อย แต่เอาเข้าจริงเท่านี้ก็เหลือเฟือต่อการใช้งานดูวีดีโอและหนังออนไลน์แบบผู้ใช้งานทั่วไป
ยังมีจุดสังเกตของ VIDAA อีกนิดหน่อยก็คือการตอบสนองกับรีโมทจะมีการตอบสนองที่อาจจะไม่เร็วปุ๊บปั๊บแต่ก็ถือว่าไม่ช้าจนน่าอึดอัด และยังไม่รองรับการสั่งงานทีวีด้วยคำสั่งเสียง

หน้าตา UI สวยงามดูดีใช้งานได้ง่ายมาก

Youtube ดู 4K ได้ไม่ต้องห่วง รองรับการ Cast จากมือถือด้วย

มีแอปเกมส์ด้วย แต่กรากฟิกอาจจะไม่ได้สวยเว่อร์วังนะ

แอปก็มีให้มาให้พอสมควร อาจจะไม่มากมาย แต่ก็เพียงพอกับการใช้งานพื้นฐาน

Netflix ถึงขั้นรองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos จ้า

และถ้าใครที่มีไฟล์หนังก็สามารถเสียบ Flashdrive หรือ External HDD ดูได้เลย ซับไตเติ้ลหรือเสียงก็เลือกได้หมด
สรุป
ข้อดี
- ดีไซน์สวยบางเฉียบ เลือกใช้วัสดุที่แข็งแรงและดูดีมีระดับ
- เป็น 4K HDR TV ที่รองรับทั้ง Dolby Vision และ Dolby Atmos ที่ราคาที่สบายกระเป๋าที่สุดในตอนนี้
- ค่าภาพเริ่มต้นจากโรงงานค่อนข้างดี
- สามารถปรับภาพได้อย่างละเอียดซึ่งจะช่วยทำให้แสงสีมีความถูกต้องมากยิ่งขึ้น
- มี Local Dimming ช่วยในเรื่องการทำระดับความดำ
- คุณภาพเสียงดี มีความหนักแน่นอิ่มหนา
- มีแอปดูคอนเทนท์หลัก ทั้ง Youtube, Netflix มาให้ครบ
ข้อเสีย
- แม้ว่าจะมีแอปหลักให้ใช้งานครบ แต่แอปจิปาถะและแอปของคนไทยเองนั้นมีให้เลือกน้อย
- สมาร์ททีวีอาจจะตอบสนองต่อคำสั่งรีโมทช้าไปในบางจังหวะ
- ยังไม่รองรับการสั่งงานด้วยคำสั่งเสียง
Hisense 65B8000 คือ 4K HDR TV ที่มีความคุ้มค่ามากที่สุดรุ่นหนึ่งในตอนนี้ ด้วยราคาค่าตัวที่สบายกระเป๋าเมื่อเทียบกับคุณภาพของภาพและเสียง ตลอดจนการรองรับ Dolby Vision และ Dolby Atmos ที่ถือว่าฮือฮามากกับการมาสถิตย์อยู่ในรุ่นมิดเอ็นด์ แม้ Smart TV อาจจะไม่แฟนซีเท่าแบรนด์อื่น แต่ก็แลกกับการใช้งานที่ง่ายไม่ซับซ้อน โดยรวมแล้วถือว่า “คุ้มค่า” แนะนำว่า “จัดได้” ภายใต้งบประมาณเท่านี้ !
Hisense B8000 4K ULED TV
55 นิ้วราคา 21,990 บาท
65 นิ้วราคา 31,990 บาาท