รีวิว Hisense 65U8G ULED TV สเปคเด็ดเทียบเคียง UHD Premium ให้ภาพดีในราคาเอื้อมถึง

U8G คือ ULED TV รุ่นสูงสุดของ Hisense ที่มีจำหน่ายในประเทศไทยเวลานี้ (มิ.ย. 2021) แน่นอนว่าคุณสมบัติย่อมไม่ธรรมดา ระดับความสว่างและขอบเขตสี HDR เทียบเคียงมาตรฐาน Ultra HD Premium แต่ราคาอยู่ประมาณรุ่นกลางสูงของแบรนด์อื่นเท่านั้น !?
การออกแบบ
65U8G อิงดีไซน์มาจากรุ่นปีที่แล้ว ในส่วนของวัสดุทีวีเน้นสีดำ ตัดกับฐานตั้งโลหะสีเงิน
โลโก้ Hisense เหนือผ้าลำโพงที่ส่วนล่างของจอ ด้านล่างมีไฟสถานะ On/Standby
มุมซ้ายล่างมีโลโก้ JBL แบรนด์ผู้ผลิตลำโพงสัญชาติอเมริกัน ยืนยันว่ารุ่นนี้ยังได้รับการจูนเสียงมาเป็นพิเศษเหนือกว่าลำโพงทีวีทั่วไป จะรายงานอีกครั้งช่วง การทดสอบเสียง ครับ
มีโลหะสีเงินตัดกับวัสดุสีดำที่ขอบจอ โครงสร้างจอภาพของ 65U8G อาจมีความหนาอยู่บ้าง เนื่องจากรุ่นนี้ติดตั้ง LED Backlight แบบ Full-array Local Dimming ซึ่งให้ระดับความสว่างที่สูงแต่จัดการคุมแสงลอดได้ดี จึงให้ความดำที่ลึกกว่า Direct หรือ Edge LED รุ่นเริ่มต้น อย่างเห็นได้ชัด (รายละเอียดภาพจะกล่าวถึงอีกครั้งตอนรายงาน คุณภาพของภาพ)
ขาตั้งโลหะฐานลึกและกว้างให้ความมั่นคงดี ดีไซน์แบบนี้โอกาสล้มคว่ำยากกว่าขาทรงกิ่งไม้แบบปกติ ขณะเดียวกันก็สามารถตั้งบนชั้นที่มีความยาวตามมาตรฐานทั่ว ๆ ไปได้ ไม่กินเนื้อที่ด้านข้างมากมายแต่อย่างใด
ด้านหลังมีการทำลวดลายตารางตามภาพ ตำแหน่งจุดเชื่อมต่อสัญญาณภาพเสียงต่าง ๆ อยู่เยื้องไปฝั่งขวา
รุ่นนี้ให้รีโมตมาแบบเดียว วัสดุไม่เน้นหรูหรา แต่ให้รูปทรงที่ออกเพรียวและเบาลงกว่าเดิม มีปุ่ม Shortcut เข้าแอปความบันเทิงยอดฮิตได้รวดเร็ว และติดตั้งไมโครโฟนมาด้วย (ช่วงที่ทำการทดสอบยังไม่รองรับคำสั่งเสียง)
ช่องต่อ
จุดเชื่อมต่อสัญญาณของ 65U8G อยู่ทางด้านข้าง และด้านหลัง โดยด้านข้างประกอบไปด้วยช่องต่อ HDMI 2.0 In จำนวน 3 ช่อง รองรับความละเอียดสูงสุด 4K HDR 60Hz และ 1080p HDR 120Hz รองรับ ARC/eARC ที่ HDMI In 2 สามารถ Passthrough ระบบเสียงได้สูงสุดถึง Dolby Atmos/TrueHD และ DTS 5.1
ช่องต่ออื่นๆ ได้แก่ Analog Composite Video & Audio Input (3.5 mm), Audio/Headphones Out (3.5 mm), และ DVB-T2 Antenna In
USB มี 2 ช่องเป็นเวอร์ชั่น 2.0 1 ช่อง และ 3.0 1 ช่อง สามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD (5V/0.9A) และอาจรวมถึงอุปกรณ์อื่น ๆ

สรุปจำนวนช่องต่อของ Hisense 65U8G ได้ดังนี้
| HDMI™ In | 3 (ด้านข้าง), 1 (ด้านหลัง) |
| USB | 2 (ด้านข้าง) |
| Ethernet | 1 (ด้านหลัง) พร้อม Wi-Fi Built-In |
| Composite Video In | 1 (3.5 mm ด้านข้าง) |
| Component Video In | – |
| RF (Antenna) In | 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner |
| PC HD15 In | – |
| Analog Audio In | 1 (ด้านข้าง ร่วมกับ Composite) |
| Digital Audio Out | 1 (Optical ด้านหลัง) |
| Audio/Headphone Out | 1 (3.5 mm ด้านข้าง) |
| Bluetooth Audio | Yes |
เพิ่มเติม

Hisense 65U8G มาพร้อมระบบปฏิบัติการ VIDAA U ซึ่งปรับอินเทอร์เฟสให้ดูสวยงามน่าใช้มากยิ่งขึ้น ถึงแม้ความหลากหลายของแอปความบันเทิงและเกม จะไม่มากเท่าระบบอื่น แต่ก็พูดได้ว่ามีจำนวนเพิ่มมากขึ้นกว่าเดิม
แอป Netflix รองรับระบบภาพ 4K Dolby Vision และระบบเสียง Atmos (DD+) แนะนำเชื่อมต่อกับ Dolby Atmos Home Theater หรือ Sound Bar ทาง HDMI ARC จะได้อรรถรสเสียงแบบ Immersive Audio ที่เหนือกว่าระบบเสียงรอบทิศทางยุคก่อน โดยเฉพาะมิติด้านสูง
รับชมแอป YouTube รองรับความละเอียด 4K HDR
มี YouTube Music ให้ฟังเพลง ดูมิวสิควิดีโอด้วย
Amazon Prime มีภาพยนตร์และซีรี่ส์มากมาย
NBA รับชมการแข่งขันบาสเกตบอล
ทดลองเชื่อมต่อ USB External HDD เล่นไฟล์วิดีโอผ่านแอป Media Player ของ U8G พบว่า รองรับ 4K HDR สามารถเปลี่ยนเสียงเลือกซับไตเติลได้ แต่บางทีการแสดงซับไตเติลจะมีขนาดที่เล็กไปหน่อย และไม่สามารถเปลี่ยนสีได้ ทำให้อ่านยาก
ภาพ
65U8G ใช้ LCD Panel แบบ VA (Vertical Alignment) บวกเทคโนโลยี Quantum Dot ถึงแม้มุมมองรับชมจะไม่กว้างมากนัก แต่ให้ขอบเขตสีกว้าง (>90% DCI-P3) และถ่ายทอดระดับคอนทราสต์ได้ดี ซึ่งมาจากคุณสมบัติสำคัญ คือ LED Backlight แบบ “Full-array Local Dimming” สามารถจัดการหรี่แสงบนจอได้ละเอียดสูงสุด 180 โซน ถึงแม้ตัวเลขจะดูไม่มากเท่า LED TV ตัวท็อป ๆ แต่ก็ช่วยคุมแสงลอดได้ดีเกินตัวเมื่อเทียบกับราคา ให้ระดับความดำที่ลึกเข้ม และยังสว่างสูงสู้แสง HDR Peak Brightness เจิดจ้าระดับ 1,000 nits
รุ่นนี้พิเศษตรงที่การปรับจูนในส่วนของ Local Dimming เพิ่มตัวเลือก “Maximum” เข้ามา โดยจะเร่งความสว่างให้สูงขึ้นได้อีกระดับ เมื่อเปิดใช้กับโหมด HDR Day/Night จะได้ระดับความสว่างถึง 1100 nits เท่ากับโหมดภาพที่สว่างที่สุดอย่าง HDR Sports/Dynamic อย่างไรก็ดีหากเน้นคุณภาพของภาพจาก HDR Content แนะนำใช้ระดับ High จะคุมแสงลอดได้ดีกว่า Dimming Zones ละเอียดกว่า รายละเอียด Highlight Details ครบถ้วนกว่า อาการแสงกระชากก็น้อยกว่าด้วย
– SDR –

รุ่นนี้ให้โหมดภาพสำหรับรับชมคอนเทนต์แบบ SDR มา 5 โหมด โดย Cinema Day กับ Cinema Night จะให้โทนภาพที่ใกล้เคียงกัน แตกต่างกันที่ความสว่าง ทั้งนี้ในบางสภาพแวดล้อมหากรู้สึกว่าภาพดูสว่างหรือมืดเกินไปเวลารับชม SDR content สามารถปรับเพิ่มลดความสว่างที่ตัวเลือก “Backlight” ได้ตามความเหมาะสม
ในส่วน Local Dimming สำหรับการรับชม SDR Content ผมเลือกใช้ที่ระดับ Low ร่วมกับกำหนดระดับ Backlight ที่พอเหมาะกับสภาพแสงแวดล้อม วิธีนี้จะช่วยให้ดูได้สบายตา การเปลี่ยนระดับแสงจะไม่กระชากจนทำให้ล้าสายตาเมื่อรับชมนาน ๆ
Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration

ผล Lab Test พบว่าทั้ง Cinema Day และ Cinema Night ให้ผลลัพธ์เหมาะกับการรับชมภาพยนตร์ SDR จากค่าความผิดเพี้ยนของสีที่ต่ำกว่าโหมดอื่น ดุลสีจะติดโทนเย็นนิด ๆ แต่นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี อุณหภูมิสีเฉลี่ย 6800K ส่วนขอบเขตสีก็จูนมาอิงมาตรฐาน Rec.709 ค่าความผิดเพี้ยนของสีเฉลี่ย Grayscale Avg dE = 5, Colorspace Avg dE = 3 ใช้งานทั่วไปจะไม่ปรับภาพก็ยังได้
แต่ถ้าปรับภาพก็ให้ความเที่ยงตรงยอดเยี่ยม ค่าความผิดเพี้ยน Grayscale Avg dE และ Colorspace Avg dE จะลดลงมาเหลือแค่ 0.5 และ 1.5 ตามลำดับ
Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ให้ค่าความผิดเพี้ยนเฉลี่ย (Saturation Avg dE) อยู่ที่ 1.2 เท่านั้น (Max dE = 3.7) ผลลัพธ์น่าสนใจมาก
– HDR –
การรองรับมาตรฐาน HDR ของรุ่น 65U8G นั้นทำได้ครบ ทั้ง Static HDR อย่าง HDR10, HLG และ Dynamic HDR อย่าง Dolby Vision, HDR10+ อีกทั้งยังทำระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window) ได้สูงเกิน 1000 nits ในโหมด HDR Sports (1132 nits), HDR Dynamic (1115 nits) และ HDR Standard (1085 nits) ส่วนโหมด HDR Day/Night ความสว่างจะเพลาลงเล็กน้อยอยู่ที่ 988/979 nits* ตามลำดับ แต่ได้ความเที่ยงตรงของสีสันดูเป็นธรรมชาติกว่า
*หมายเหตุ: โหมด HDR Day/Night หากต้องการความสว่างสูงขึ้นเทียบเท่าโหมดอื่น สามารถกำหนดตัวเลือก Local Dimming – Maximum ได้ แต่ความละเอียดในการดิมแสง (Dimming Zones) จะต่ำลง และมีโอกาสเห็นแสงลอดง่ายขึ้น หากเน้นคุณภาพของภาพแนะนำใช้ค่าตั้งต้นที่ระดับ High
ด้านการแสดงขอบเขตสี รุ่นนี้ก็ทำได้ ครอบคลุม 90.65/92.59% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 65.29/68.88% Rec2020 (xy/uv) จึงกล่าวได้ว่ามีคุณสมบัติด้านภาพของ 65U8G เทียบเท่า Ultra HD Premium เลยทีเดียว
P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration

HDR – Pre Calibration

ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด HDR Day/Night มีค่าความผิดเพี้ยน Grayscale Avg dE = 9.9, Colorspace Avg dE = 12.8 ดุลสีติดโทนเย็นเล็กน้อย สามารถปรับภาพ White Balance และ CMS ได้ น่าเสียดายที่ไม่สามารถปรับชดเชยในส่วนของ EOTF (มีตัวเลือก Gamma Adjustment แต่ปรับแล้วไม่มีผล) ทว่าประเด็นนี้ก็ไม่ส่งผลกับการรับชมจริงมากเท่าใดนัก
หลังปรับภาพให้ผลลัพธ์โดยรวมดีขึ้นกว่าเดิม ค่าความผิดเพี้ยน Grayscale Avg dE, Colorspace Avg dE ลดต่ำลงเหลือ 5.6 และ 5.9 ตามลำดับ ความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงเล็กน้อยอยู่ที่ 945 nits ยังคงถ่ายทอดแสงเอฟเฟกต์ HDR ได้เจิดจ้าดีอยู่
การรับชม Dolby Vision จะมีโหมดภาพแยกออกมาเฉพาะ ซึ่งโหมดที่แนะนำ คือ “Dolby Vision Dark” นอกจากสีสันค่อนข้างเที่ยงตรง ไม่เร่งคอนทราสต์ ความคมชัด หรือแทรกเฟรมมากจนเกินไปแล้ว ความสว่างก็ไม่ได้ต่ำกว่า Dolby Vision Bright อย่างมีนัยสำคัญนัก หากต้องการปรับภาพ จะต้องดำเนินการผ่านโหมด Dolby Vision Custom (แต่ทำแล้วผลลัพธ์ความเที่ยงตรง ไม่ต่างจาก Dolby Vision Dark มากนัก)
รุ่นนี้มีระบบประมวลผลแทรกเฟรมภาพภาพเคลื่อนไหวใช้ชื่อว่า Ultra Smooth Motion อันมีส่วนช่วยให้การรับชมคอนเทนต์เฟรมเรทต่ำ ดูไหลลื่นขึ้นได้ แต่แนะนำให้ปรับระดับการแทรกเฟรม “ต่ำที่สุด” เท่าที่จะเป็นไปได้ เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดวุ้นรบกวนภาพเคลื่อนไหว และไม่ดูลื่นเกินจริงจนผิดธรรมชาติ
การเชื่อมต่อกับ PC และเครื่องเกมคอนโซลยุคใหม่ ทั้ง PS5 และ Xbox Series X นั้น 65U8G รองรับความละเอียดภาพสูงสุดที่ 4K 60Hz หรือ 1080p 120Hz และสามารถเปิดการแสดงผล HDR10 หรือ Dolby Vision ได้
รุ่นนี้มาพร้อมความสามารถ “ALLM” หรือ “Auto Low Latency Mode” โดยระบบจะ On – Game Mode เพื่อลด Input Lag ลงอัตโนมัติขณะเล่นเกม หรือเชื่อมต่อสัญญาณกับ PC หากอ้างอิงที่ความละเอียด 4K 60Hz ค่า HDMI Input Lag จะอยู่ที่ 35.3 ms
หมายเหตุ: กรณีที่ต้องการ On ตัวเลือก Game Mode เอง (เพื่อความชัวร์) ให้ทำการ Off – Auto Low Latency Mode ก่อน จะสามารถปรับเปลี่ยนตัวเลือก Game Mode ได้
ความสว่าง HDR Peak Brightness ระดับ 1,000 nits บวกกับ Wide Color Gamut จากเทคโนโลยี Quantum Dot การถ่ายทอดแสงสีเอฟเฟกต์จาก HDR Game จึงดูเตะตา เพิ่มอรรถรสการเล่นเกมได้น่าสนใจดี
เสียง

65U8G ติดตั้งลำโพงสเตอริโอ พร้อมภาคขยาย 2 x 10 วัตต์ ไว้ที่ส่วนล่างของจอภาพ แต่ที่พิเศษ คือ JBL มาช่วยจูนเสียงให้ การถ่ายทอดรายละเอียดเสียงจึงทำได้ชัดเจน จะแจ้ง ไม่คลุมเครือ ปริมาณเบสไม่ถึงกับมากมาย ไม่เด่นเท่าย่านกลาง-แหลม แต่ก็พอให้ไม่รู้สึกว่าไม่ขาด (ไม่แนะนำให้ปรับ EQ เพิ่มในส่วนของเบส เพราะอาจทำให้เกิดความเพี้ยนรบกวนเมื่อเร่งระดับเสียงดัง)
รุ่นนี้ยังเพิ่มเติม “Audio Enhancement” หรือ ระบบจำลองเสียงผ่านลำโพงทีวี ให้ถึง 2 ตัวเลือกด้วยกัน คือ Dolby Atmos และ DTS VirtualX ซึ่งก็แล้วแต่ความชอบของแต่ละบุคคล ให้ทดลองเปรียบเทียบดูก่อนครับว่าแบบไหนถูกใจกว่ากัน หรือถ้าไม่ชอบ จะ Off เลยก็ได้

หากต้องการอัพเกรดคุณภาพเสียงโดยเชื่อมต่อสัญญาณออกไปยังชุดโฮมเธียเตอร์หรือซาวด์บาร์ ผ่าน HDMI eARC (HDMI 2) จะสามารถ Pass-through ระบบเสียงรอบทิศทางอย่าง Dolby Digital, Dolby Digital Plus, Dolby TrueHD ไปจนถึง Dolby Atmos (DD+/TrueHD) เลยทีเดียว* DTS 5.1 ก็ได้ด้วย จะขาดก็แค่ DTS:X/DTS-HD (หากต้องการ ให้เชื่อมต่อ Player ตรงเข้า AVR)
*หมายเหตุ: อ้างอิง HDMI eARC โดยเชื่อมต่อสัญญาณจาก Oppo UDP-203 4K BD Player ผ่าน 65U8G ไปยัง Pioneer VSX-LX504 AVR
สรุป
ศักยภาพสมกับเป็น ULED TV รุ่นสูงสุด ณ เวลานี้ของ Hisense ด้วยราคาไม่แรง แต่ก็ได้คุณสมบัติเด่นใกล้เคียงรุ่นท็อป ๆ อย่าง เทคโนโลยี Quantum Dot และ Full-array LED Local Dimming Backlight ส่งผลให้การถ่ายทอดสีสันและความสว่างดีเทียบเท่ามาตรฐาน “Ultra HD Premium” ถึงแม้ลูกเล่นปลีกย่อยอย่างระบบ Smart TV ไม่ถึงกับโดดเด่น และยังไม่รองรับ 4K 120Hz แต่ด้วยระดับราคา หากเน้นเรื่องภาพถือว่าเป็นอีกรุ่นของปี 2021 ที่น่าจับจองเป็นเจ้าของมากครับ
จุดเด่นของ Hisense 65U8G
- 4K VA Panel สามารถแสดงผล HDR ได้ครบ ทั้ง HDR10, HLG, HDR10+ และ Dolby Vision
- Full-array LED Local Dimming Backlight คุมแสงให้ความดำลึก ความสว่างสูงระดับ 1,000 nits, เทคโนโลยี Quantum Dot ให้ขอบเขตสีกว้าง ผลลัพธ์เทียบเคียงมาตรฐาน Ultra HD Premium
- มี Motion ประมวลผลแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว แนะนำให้ปรับในระดับต่ำเพื่อความเป็นธรรมชาติ ดูไม่ขัดตา
- ระบบเสียงจูนโดย JBL เบสอาจไม่ถึงกับจุใจ แต่ให้รายละเอียดเสียงจะแจ้งชัดเจนดี
- ช่องเชื่อมต่อครบครัน มี HDMI 4 ช่อง รองรับ eARC 1 ช่อง สามารถ Passthrough ระบบเสียง Dolby Atmos/TrueHD และ DTS 5.1 ได้, มี Optical และ 3.5 mm Headphone Out พร้อม Bluetooth ให้ด้วย
จุดด้อยของ Hisense 65U8G
- โครงสร้างจอภาพดูหนา แต่ก็เป็นผลจาก Full-array LED Local Dimming Backlight ที่ช่วยให้ได้ภาพที่ดีกว่า
- มุมมองรับชมไม่กว้างนัก แนะนำตั้งวางทีวีในมุมตรงกับจุดรับชม ไม่ควรติดตั้งสูงหรือต่ำกว่าระดับสายตามากนัก
- ยังไม่รองรับ 4K 120Hz
- แม้เพิ่มจำนวนแอปมากขึ้น แต่ก็ยังไม่หลากหลายมากเท่าระบบปฏิบัติการอื่น (โดยเฉพาะจำนวน Local app), ช่วงเวลาที่ทดสอบ ยังไม่รองรับคำสั่งเสียง
หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2021
ราคาเปิดตัว Hisense U8G
55 นิ้ว 36,990 บาท
65 นิ้ว 45,990 บาท