รีวิว JBL Charge 3 – โฉมใหม่ไฉไลกว่าเดิม กันน้ำได้ในระดับ IPX7 Waterproof แล้วนะ
Portable Bluetooth speaker
With long-lasting battery life and Bluetooth technology.

JBL เป็นแบรนด์เครื่องเสียงอีกหนึ่งแบรนด์ที่มีผลิตภัณฑ์ทางด้านเสียงอยู่หลายส่วนด้วยกัน และหนึ่งในไลท์อัพสินค้าที่น่าสนใจก็คือ Portable Bluetooth speaker หรือลำโพงพกพาไร้สายที่ทาง JBL เองก็มีให้เลือกปลีกย่อยไปอีกหลายซีรีย์หลายแบบด้วยเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็น JBL Charge 2+, JBL Pulse 2 หรือจะเป็นรุ่นใหญ่อย่าง JBL Xtreme ที่ทางเราได้เคยรีวิวไปแล้วด้วยเช่นกัน
สำหรับลำโพง JBL Charge 3 ที่ทาง HOMETHEATERTHAILAND.COM จะได้นำมารีวิวให้คุณผู้อ่านได้รับชมกันในรีวิวนี้ ถือว่าเป็นลำโพงพกพาขนาดกลางที่ได้รับการปรับปรุงมาจากรุ่นพี่อย่าง JBL Charge 2+ ให้มีคุณสมบัติที่แข็งแกร่งมากยิ่งขึ้น ด้วยการกำจัดจุดอ่อนในเรื่องของการกันน้ำให้สามารถกันน้ำได้ดียิ่งขึ้น ด้วยการได้รับมาตรฐานกันน้ำที่ระดับ IPX7 Waterproof

JBL Charge 3
ราคา 6,590 บาท
พร้อมกันนี้ในแง่ของรูปร่างหน้าตาของตัวลำโพงในรุ่นนี้เองก็ยังได้รับการปรับเปลี่ยนมาใช้แผงตะแกรงด้านเป็นผ้าสังเคราะห์คล้ายๆ กับตัวผ้าไมโครไฟเบอร์ ซึ่งหน้าตาโดยรวมกระผมว่าสวยกว่าเจ้า JBL Charge 2+ นะ
มาดูกันที่สเปคโดยรวมของเจ้า JBL Charge 3 กันบ้าง
– Battery type: Lithium-ion Polymer (22.2Wh)
– Music Playing time: up to 20 hours (varies by volume level and content)
– Rated power: 2 x 10W
– Frequency Response: 65Hz-20kHz
– Bluetooth transmitted modulation: GFSK, π/4 DQPSK, 8DPSK
– Support: A2DP V1.3, AVRCP V1.5, HFP V1.6, HSP V1.2
– Battery charge time: 4.5 hrs
– Weight: 800g
– USB charge out: 5V/2A (maximum)
– Power supply: 5V/2.3A
Design – การออกแบบ
สำหรับส่วนที่เป็นดีไซน์ของเจ้า JBL Charge 3 นั้นถ้าหากเทียบกับ JBL Charge 2+ ที่เป็นรุ่นพี่ก่อนหน้านี้ถือว่ามีรูปร่างหน้าตาที่เปลี่ยนไปเยอะพอสมควร ซึ่งเข้าใจว่าเป็นการนำเอาข้อดีจากทั้ง JBL Charge 2+ และ JBL Xtrem มาผสมผสานรวมกันนั่นเอง แต่ทั้งหมดนี้ก็ยังคงความเป็นรูปทรงที่มีลักษณะเป็นแบบแคปซูลเฉกเช่นเดิม

หน้าตาของบริเวณด้านหน้าลำโพงที่มีความแตกต่างไปจาก JBL Charge 2+ อย่างสิ้นเชิง
แต่ก็กลับไปคล้ายกับ JBL Xtrem ที่เป็นลำโพงแบบพกพารุ่นใหญ่ของ JBL อีกตัวหนึ่ง
โดยเจ้า JBL Charge 3 จะมีการปรับเปลี่ยนไปใช้วัสดุที่เป็นผ้าใยสังเคราะที่มีคุณสมบัตินุ่มจับกระชับมือและไม่อมน้ำมาใช้ในการหุ้มบริเวณรอบๆ ของตัวลำโพงแทน ซึ่งวัสดุที่ว่านี้จะไปคล้ายกับที่ใช้อยู่บนตัวของ JBL Xtrem ซึ่งจะช่วยทำให้สามารถกันน้ำได้ดียิ่งขึ้นกว่าเดิม ด้วยการได้รับมาตรฐานการป้องกันน้ำที่ระดับ IPX7 สามารถแช่ในน้ำได้นาน 30 นาทีที่ระดับความลึกไม่เกิน 1 เมตร

ส่วนที่เป็นไดร์เวอร์วูฟเฟอร์จะยังคงถูกติดตั้งไว้ที่ด้านข้างซ้ายขวาเหมือนเดิม
มาพร้อมกับ Hood ที่มีเนื้อวัสดุเป็นแบบ Soft Touch คอยชั่วปกป้องตัวไดร์เวอร์ในอีกระดับหนึ่ง

ถัดมาที่ด้านบนจะเป็นส่วนที่ใช้สำหรับควบคุมเจ้า JBL Charge 3 กันบ้าง
ในส่วนบริเวณรอบๆ ของปุ่มควบคุมต่างๆ ที่อยู่ทางด้านจะสังเกตเห็นได้ชัดเจนเลยว่ามีความแตกต่างไปจาก JBL Charge 2+ อย่างมาก จากเดิมที่เป็นแถบเคสแบบ Soft Touch คั้นกลางระหว่างส่วนทางด้านหน้าและด้านหลัง แต่ในลำโพงรุ่นนี้ได้มีการเลือกใช้ผ้าใยสังเคราห์หุ้มยาวตลอดแนวด้านหน้ายาวมาถึงด้านหลังกันเลย โดยที่ปุ่มกดต่างๆ ที่เป็นซิลิโคนนั้นจะถูกแปะไว้บนเจ้าผ้าที่ว่านี้อีกชั้นหนึ่ง

แล้วจะรู้ได้อย่างไรว่าตอนนี้ยังเหลือแบตเตอรี่ให้ใช้งานได้อีกเท่าไหร่?
สำหรับการเช็คสถานะของแบตเตอรี่เราสามารถดูได้ที่บริเวณฐานของตัวลำโพง ซึ่งที่จุดนี้จะมีดวงไฟเล็กๆ สำหรับใช้แสดงสถานะว่าเหลือแบตเตอรี่อีกกี่ขีด โดยจะมีทั้งหมด 5 ขีดด้วยกันหากคิดเป็นเปอร์เซ็นต์ก็จะประมาณ 20% ต่อหนึ่งขีดนั่นเอง ในส่วนของแบตเตอรี่จะมีความจุอยู่ที่ 6,000mAh ตามสเปคบอกไว้ว่าสามารถใช้งานได้ 20 ชั่วโมงเลยนะ

ส่วนที่เป็นช่องต่อได้รับการปรับปรุงใหม่ด้วยการใส่ฝาปิดยางซิลิโคนมาให้ เพื่อให้สามารถป้องกันน้ำชัวร์ที่สุดทาง JBL
จึงได้ออกแบบให้ฝาปิดนี้มีลักษณะการทำงานแบบ 2 ชั้น เพื่อให้อุ่นในมากยิ่งขึ้น
สำหรับพอร์ตเชื่อมต่อจะประกอบด้วยพอร์ตๆ ดังนี้
1. ช่อง Input ขนาด 3.5 มิลลิเมตร ใช้ในกรณีที่ต้องการเชื่อมต่อแบบใช้สาย
2. พอร์ต Micro USB ที่ใว้ใช้สำหรับชาร์จแบตเตอรี่ให้กับเจ้า JBL Charge 3
3. พอร์ต USB 5V 2A ที่สามารถใช้ต่อเพื่อเสียบชาร์จแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ต่างๆ ได้ด้วย
Sound – เสียง
ในเรื่องของเสียงนั่นต้องขอบอกได้เลยว่าพลังเสียงนั่นมาเกินตัวจริงๆ สมกับที่เป็น JBL โดยจุดเด่นต่างๆ อย่าง Bass Radiator ที่เป็นไดร์เวอร์คู่แบบ Passive ทำให้เสียงเบสหนักแน่นและสมจริง สำหรับการรองรับย่านความถี่เสียงนั้นจะได้ตั้งแต่ย่าน 65Hz ไปจนถึง 20kHz ซึ่งถือว่าค่อนข้างครอบคลุมเสียงในย่านความถี่ต่ำๆ ค่อนไปทางย่านเสียงสูงได้ในระดับพอตัว

ซึ่งจากที่ได้เคยใช้งานลำโพงพกมาอยู่หลายตัวด้วยกันถ้าหากเทียบในขนาดที่ใกล้เคียงกันแล้ว ความรู้สึกที่ได้จากเจ้า JBL Charge 3 นั้นต้องบอกว่า “เบสจัดหนัก จัดเต็มจริงๆ” โดยมันใม่ใช้เบสที่ดังแบบ “ปึ๊กๆ ปั๊กๆ” ทั้วไป เนื่องจาก Dual Bass passive ที่มีตัวไดอะแฟรมวูฟเฟอร์อยู่ทั้ง 2 ข้างที่ใช้หลักการขยับเพื่อดันมวลอากาศระหว่างภายในและภายนอกของตัวลำโพง จึงทำให้รู้สึกได้ถึงเนื้อเบสที่มีความหนักเบากว่าลำโพงตัวอื่นๆ ในขนาดเดียวกัน

อย่างเพลง The Chainsmokers – Closer (feat. Halsey) และ Rae Sremmurd – Black Beatles (feat. Gucci Mane) ที่ฮิตติดหูในขณะนี้ ซึ่งเจ้า JBL Charge 3 สามารถถ่ายทอดคาแรคเตอร์ของเนื้อเสียงกลางออกมาได้หนาและมีความคมชัดดี แต่ในแง่ของหางเสียงหรือปลายเสียง ถ้าหากท่านใดเป็นคนที่ติดการฟังเพลงที่มีปลายเสียงเปิดแบบใสๆ นั้นอาจจะรู้สึกว่าเสียงมัน “อู้ๆ” หรือ “มนๆ” ไปหน่อย ซึ่งจุดนี้จะเป็นแนวเสียงของทาง JBL เองอยู่แล้ว แต่เสียงเบสก็ยังคงหนักแน่นและคงเส้นคงวาอยู่เฉกเช่นเดิม

ครั้งก่อน คุณ Big Boom เขาเทสเพลง The Chainsmokers – Don”t Let Me Down (feat. Daya) กับเจ้า JBL Charge 2+ เห็นว่าเสียงดีกระผมเลยขอเอามาเปิดลองทดสอบกับเจ้า JBL Charge 3 ตัวที่เรากำลังรีวิวอยู่นี้กันบ้าง ซึ่งกระผมเข้าใจว่าระหว่าง 2 ตัวนี้มีการเก็บรายละเอียดของเสียงได้ค่อนข้างจะใกล้เคียงกัน เพราะจากเท่าที่ลองฟังตัวของลำโพงเองก็สามารถแยกเนื้อเสียงในย่านความถี่ต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นเสียงร้องและกีต้าออกมาเป็นส่วนๆ ได้ในระดับที่ดีเลยทีเดียว
Features – ลูกเล่น
นอกจากเรื่องของการใช้ฟังเพลงทั่วไปแล้วทาง JBL เองก็ยังมีแอพพลิเคชันที่มีชื่อว่า “JBL Connect” มาให้เราได้ใช้งานร่วมกับตัวลำโพงอีกด้วย โดยเจ้าแอพฯ ที่ว่านี้สามารถเข้าไปดาวน์โหลดได้ที่ Store ทั้งของ iOS และ Android และที่สำคัญคือ ฟรี!

โดยจุดเด่นของแอพฯ JBL Connect นั้นคือถ้าหากว่าเรามีลำโพงพกพาของ JBL
อยู่ หลายตัวเราสามารถตรีมมิ่งเพลงไปยังลำโพงต่างๆ เหล่านั้นได้พร้อมๆ กันในเวลาเดียวกันได้เลย

ภาพด้านบนนี้กระผมได้ลองกดค้นหาลำโพงที่เราต้องการจะเชื่อมต่อ (ซึ่งจะเห็นว่ามีการอัพเดตเฟิร์มแวร์ไปที่ลำโพงด้วยนะ)
ถ้าหากเรามีการเชื่อมต่อลำโพงทั้ง 2 ตัวเข้ากันแล้วเราสามารถเลือกได้ว่าต้องการจะให้ลำโพงตัวไหนเป็นข้างซ้ายหรือข้างขวาได้อีกด้วย
Conclusion – สรุป
อ่านกันมาเนิ่นนานก็มาถึงบทสรุปส่งท้ายเจ้า JBL Charge 3 กันแล้ว สำหรับลำโพงพกพาตัวนี้หากจะให้นิยามอาจจะนิยามได้ว่า “เสียงดี สมบุกสมบัน พกติดตัวไปได้ทุกที่” เพราะว่าตัวของมันเองนั้นได้รับการปรับปรุงให้รองรับการใช้งานได้แทบจะทุกที่ทุกเวลา ไม่ว่าคุณจะนำไปใช้งานปาตี้ริมสระน้ำก็ไม่ต้องกลัวอีกต่อไปว่าน้ำจะเข้าหรือไม่ เนื่องจากตัวของมันเองนั้นได้รับการรับรองมาตรฐานการกันน้ำที่ระดับ IPX7 Waterproof แล้วนั่นเอง

ในแง่ของเสียงขึ้นชื่อว่า JBL แล้วคุณภาพเสียงที่ได้ถือว่าสอดคล้องกับค่าตัวจริงๆ โดยคาแรคเตอร์เสียงของเจ้า JBL Charge 3 จะมีความหนักแน่นของเนื้อเบสที่ได้จากไดร์เวอร์แบบ Passive Radiator ที่ถูกติดตั้งอยู่ทั้ง 2 ข้างของลำโพง ส่วนในด้านของการถ่ายทอดเสียงกลางนั้นจะค่อนข้างมีความโดดเด่นมากกว่าเสียงในย่านของความถี่สูงอยู่พอสมควร ซึ่งถ้าหากท่านใดเป็นคนที่ชอบเสียงที่ติดมนๆ และมีความนุ่มอยู่ในตัวรับลองว่าต้องชอบกันอย่างแน่นอน

JBL Charge 3
ราคา 6,590 บาท
นอกจากนี้แล้วตัวของ JBL Charge 3 ยังได้รับการติดตั้งแบตเตอรี่ขนาด 6,000mAh ที่สามารถใช้ฟังเพลงได้ต่อเนื่องถึง 20 ชั่วโมง และยังสามารถใช้เป็น Power bank ชาร์จไฟแบตเตอรี่ให้กับอุปกรณ์ Smart Device ได้อีกเช่นกัน ทั้งนี้ตัวของลำโพงยังรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับลำโพงของ JBL แบบ Multiple speakers ผ่านทางแอพพลิเคชัน JBL Connect ที่สามารถดาวน์โหลดมาติดตั้งบน Smart Phone และ Tablet ได้อีกด้วย
ข้อดีของ JBL Charge 3
1. มาพร้อมกับไดร์เวอร์แบบ Passive Radiators ที่สามารถให้เสียงเบสได้หนักแน่นตามสไตล์ของ JBL
2. รอบรับการใช้งานระบบเสียงแบบ Stereo ด้วยการเชื่อมต่อเข้ากับลำโพงไร้สาย JBL อีกหนึ่งตัว ผ่านทางแอพฯ JBL Connect
3. ไดร์เวอร์และพอร์ตเชื่อมต่อต่างๆ ได้รับการซีลด้วยแผ่นยางซิลิโคนอย่างแน่นหนาที่ระดับมาตรฐานการกันน้ำ IPX7 หรือสามารถแช่ในน้ำลึกไม่เกิน 1 เมตร ได้นานถึง 30 นาที
ข้อเสียของ JBL Charge 3
1. ไม่มีโหมดเสียงแบบต่างๆ ให้ได้เลือกปรับใช้งาน
2. หากเป็นคนชอบฟังเพลงที่มีปลายเสียงเปิดเป็นประกายอาจจะรู้สึกว่าเสียงมันติดมนๆ ไปเล็กน้อย แต่ก็แลกมาด้วยเสียงกลางและเสียงเบสที่เกินตัว
ขอขอบคุณ บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด ที่เอื้อเฟื้อสินค้าในการทดสอบครั้งนี้
สนใจสินค้าหรือสอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่ :: บริษัท มหาจักรดีเวลอปเมนท์ จำกัด เลขที่ 46 ถ.สุขุมวิท 3 (นานาเหนือ) แขวงคลองเตยเหนือ เขตวัฒนา กรุงเทพฯ 10110
โทร. 02-256-0020-9