ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว LG 65C2 ภาพแจ่มดำดีระดับ “OLED evo” พร้อมจัดเต็มลูกเล่นความบันเทิงครบครัน

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 22 Sep 2022 0 ความคิดเห็น

 

หากพูดถึง OLED TV รุ่นยอดนิยมตลอดกาลของ LG คงไม่พ้น C Series ด้วยคุณสมบัติจัดเต็มใกล้เคียงรุ่นท็อป แต่ราคาเอื้อมถึงได้ง่ายกว่า และในปี 2022 นี้ ยังอัพเกรดมาใช้ OLED evo Panel ภาพจึงโดดเด่นใกล้เคียงรุ่นท็อปมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม… ความแตกต่างจะมากเพียงใด ติดตามจากรีวิวนี้ได้เลย !

ปัจจุบัน C2 มีให้เลือกมากถึง 6 ขนาด ได้แก่ 42, 48, 55, 65, 77 และ 83 นิ้ว จีงรองรับการใช้งานเป็นทั้งมอนิเตอร์ตั้งโต๊ะ ไปจนถึงใช้รับชมภาพยนตร์จอใหญ่ในห้องโฮมเธียเตอร์ได้เต็มตา

ดีไซน์

ปีนี้รูปลักษณ์ของ C2 จะมีความแตกต่าง ไม่ได้เหมือนกันทุกรุ่น โดยรุ่นจอภาพขนาดเล็กสุด 42 นิ้ว จะออกแบบขารับ 2 ฝั่ง ซ้ายขวา ส่วนรุ่นจอขนาดใหญ่ตั้งแต่ 48 นิ้ว ขึ้นไป จะเป็นแผ่นฐานวางกึ่งกลาง

ซึ่งความพิเศษของฐาน C2 รุ่นขนาดจอภาพ 55, 65 และ 77 นิ้ว จะ “หมุน” เพื่อปรับองศาเอียงหน้าจอได้ (ในภาพอ้างอิงกับ C2 ขนาด 65 นิ้ว) เป็นลูกเล่นที่เพิ่มความสะดวกเวลาใช้งานได้ดี

ใครอยากเปลี่ยนบรรยากาศ ไม่วางทีวีบนชั้นแต่ตั้งกับพื้นก็ทำได้ โดย C2 รองรับการใช้งานร่วมกับอุปกรณ์เสริม Floor Stand (4 ขา สำหรับรุ่นขนาดจอ 42 และ 48 นิ้ว) หรือ Gallery Stand (เสาเดี่ยวฐาน 3 ขา สำหรับรุ่น 55 และ 65 นิ้ว) หรือถ้าต้องการแขวนผนัง ก็ทำได้เช่นกันครับ

จอบางเฉียบตามสไตล์ OLED Panel ส่วนล่างที่ดูหนาเป็นตำแหน่งติดตั้งแผงวงจรและลำโพง

แสดงภาพได้เกือบสุดขอบ มีแถบดำเล็กน้อย

ด้านล่างเป็นตำแหน่งสวิตช์ Power

หากมองจากด้านหลัง ช่องรับสัญญาณต่าง ๆ จะอยู่ด้านข้างฝั่งขวาทั้งหมด และที่กึ่งกลางส่วนล่างใกล้กับฐาน มีช่องสำหรับร้อยสายไฟ

ด้านหลังจอไม่ได้ปิดผิวด้วยแผ่นกระจกแบบรุ่นก่อน ๆ แต่เปลี่ยนเป็นวัสดุสังเคราะห์มีลวดลายเท็กเจอร์ดูสวยไปอีกแบบ

Magic Remote ที่มีความสามารถแบบ Air Mouse ใช้งานสะดวกกระชับมือ, คุณสมบัติ “NFC” ซึ่งช่วยให้การจับคู่กับ Smartphone เพื่อแชร์คอนเทนต์ขึ้นจอทีวีทำได้สะดวกมากยิ่งขึ้น, ปุ่ม Shortcut Disney+ กับ Google Assistant สามารถใช้งานได้แล้ว (Amazon Alexa ยังไม่รองรับการใช้งานในประเทศไทย) และแน่นอนว่ามีไมโครโฟนรับคำสั่งเสียง

ช่องต่อ

จุดเชื่อมต่อสัญญาณต่างๆ เสียบต่อจากทางด้านข้างทั้งหมด ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 4 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.1 รองรับ ARC/eARC ที่ HDMI In 2

ช่องต่ออื่นๆ ที่ให้มา ได้แก่ Digital Optical Audio Output, Ethernet Port (มี Wi-Fi & Bluetooth Built-in ให้ด้วย) และ DVB-T2 Antenna In

USB 3 ช่อง เป็นเวอร์ชั่น 2.0 ทั้งหมด สามารถเชื่อมต่อกับ USB Flash Drive, External HDD และอาจรวมถึง Keyboard, Mouse ฯลฯ

ไม่มี Analog Video (Composite)/Audio Input ซึ่งไม่น่าจะมีใครใช้แล้ว ส่วน Headphone Out จะมีเฉพาะรุ่นจอเล็ก (42, 48 นิ้ว) เท่านั้นครับ

สรุปจำนวนช่องต่อของ LG 65C2 ได้ดังนี้

HDMI™ In  4 (ด้านข้าง) เป็น HDMI 2.1 ทั้งหมด
USB 3 (ด้านข้าง)
Ethernet 1 (ด้านข้าง) พร้อม Wi-Fi Built-In
Composite Video In
Component Video In
RF (Antenna) In 1 (ด้านข้าง) พร้อม DVB-T2 Digital Tuner
PC HD15 In
Analog Audio In
Digital Audio Out 1 (Optical ด้านข้าง)
Audio/Headphone Out มีเฉพาะรุ่น 42 และ 48 นิ้ว
Bluetooth Audio Yes

 

เพิ่มเติม

จุดเด่นของ webOS จาก LG Smart TV ประจำปี 2022 ปรับเปลี่ยนอินเทอร์เฟส Home Menu เน้นแสดงคอนเทนต์อัพเดทล่าสุดให้เห็นได้เด่นชัดขึ้น

webOS Home Dashboard จัดการอุปกรณ์ IoT ภายในบ้าน พร้อมตรวจสอบสถานะการทำงานได้ผ่านหน้าจอทีวี และยังเข้าถึงอุปกรณ์เชื่อมต่อภาพและเสียงได้จากหน้านี้ได้ด้วย

ใครรอใช้งาน Google Assistant ขอแสดงความยินดี เพราใช้งานได้แล้วจ้า ! การจับคำภาษาไทย-อังกฤษ ทำได้แม่นยำดี (อย่าลืมเปลี่ยนภาษาของทีวีเป็น “ไทย” ก่อน)

AirPlay 2 แชร์หน้าจอจากอุปกรณ์ iOS มารับชมบนจอทีวีได้

รุ่นนี้ยังรองรับการแสดงผลแบบ Multi-view แสดงภาพจาก 2 แหล่งสัญญาณพร้อมกัน (ในภาพ แคสต์จาก Smartphone พร้อมรับสัญญาณ HDMI In จากเกมคอนโซล)

นอกจากลูกเล่นที่สมบูรณ์แบบขึ้นแล้ว ในส่วนของแอพความบันเทิงยังเพิ่ม Disney+ ให้มาแล้วจ้า สามารถใช้งานกันได้เลย

Netflix รองรับการแสดงผล 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+) ด้วย (แนะนำให้เชื่อมต่อ HDMI ARC ไปยังชุดโฮมเธียเตอร์หรือซาวด์บาร์ เพื่ออรรถรสเสียงรอบทิศทางจาก Dolby Atmos ที่ดีที่สุด)

Amazon Prime อีกหนึ่งผู้ให้บริการวิดีโอสตรีมมิ่งคุณภาพ รองรับ 4K Dolby Vision และระบบเสียง Dolby Atmos (DD+)

HBO Go สามารถรับชมภาพยนตร์ซีรีส์ Exclusive หลากหลาย

Viu รับชมซีรี่ส์เอเชียกันแบบจุใจ

YouTube app สามารถรับชมที่ความละเอียด 4K (2160p) HDR

ภาพ

ปีก่อน LG ให้ข้อมูลของ OLED Evo ว่าเป็นอีกหนึ่งเจนเนอเรชั่นของ WRGB OLED Panel ที่ปรับปรุงโครงสร้างเลเยอร์เรืองแสงภายในจอภาพ เพื่อให้ได้คุณสมบัติด้านภาพที่ดีกว่าเดิม โดยมีการเพิ่ม (1) ชั้นเรืองแสงสีเขียว (Green emitter) และ (2) ปรับเปลี่ยนสารประกอบในส่วนของชั้นเรืองแสงสีแดงและสีน้ำเงิน (Red & Dual Blue emitters) จนได้ความสว่างและแสงสีที่โดดเด่นขึ้น เริ่มใช้ครั้งแรกกับ OLED TV รุ่นปี 2021

ทาง LG แจ้งว่า ในปี 2022 นี้ มีการใช้งาน “OLED Evo” Panel กับ C2 ทุกรุ่น-ทุกขนาด อย่างไรก็ดีการยืนยันข้อมูลตรงนี้ทำได้ยาก เพราะเป็นโครงสร้างส่วนลึกที่อยู่ข้างในพาเนล แต่จากผลการวัดระดับความสว่างเปรียบเทียบกัน พบว่า C2 มีความแตกต่างจากรุ่นปีที่แล้ว (C1) พอสมควร โดยเฉพาะกับการแสดงผลแบบ HDR

*อ้างอิงกับโหมดภาพที่ให้ระดับความสว่างสูงที่สุด

จากข้อมูลนี้น่าจะพออนุมานได้ว่า ประสิทธิภาพที่สูงกว่าของ 65C2 อาจจะมาจาก OLED Evo Panel จริง….

และสำหรับท่านใดที่อยากทราบว่า C2 รุ่นขนาดจอภาพแตกต่างกัน ภาพจะมีความแตกต่างกันหรือไม่ ? ผมทดลองวัดความสว่าง 42C2, 65C2 และ 83C2 เปรียบเทียบกัน ได้ผลลัพธ์ดังนี้ครับ

*เป็นการวัดเบื้องต้นแบบคร่าว ๆ, อ้างอิงเฉพาะการแสดงผลแบบ HDR

– SDR –

โหมดภาพของ C2 ที่เหมาะกับรับชม SDR Content จากระดับความผิดเพี้ยนของแสงสีต่ำ มี 4 โหมด ต่างกันที่ Cinema/ISF Expert Bright/Filmmaker Mode เหมาะใช้งานในห้องสภาพแสงทั่วไป ส่วน ISF Expert Dark ความสว่างจะเพลาลงกว่า 2 โหมดข้างต้นเล็กน้อย เหมาะกับสภาพแวดล้อมที่มีแสงรบกวนไม่มาก

จากการทดสอบพบว่า การรับชมกับสภาพห้องทั่วไป Cinema/ISF Expert Bright/Filmma อาจติดดำจมอยู่สักหน่อย ส่งผลให้การแยกแยะรายละเอียดในส่วนมืด (Shadow Details) ทำได้ยาก แต่ก็แก้ไขได้ง่าย ๆ โดยชดเชย Screen Brightness ขึ้นสัก +6 ถึง +9 และหากต้องการเร่งความสว่างโดยรวมให้สูงขึ้นเพื่อสู้แสง สามารถปรับที่ตัวเลือก OLED Light เพิ่มได้อีกเล็กน้อย

ส่วนการใช้งานตอนกลางคืน (ปิดไฟในห้องหรือเปิดไฟสลัว) แนะนำให้ปรับลด OLED Light ลงจนได้ความสว่างที่เหมาะสมไม่แสบตา หรือจะทดลองเปิดใช้ Light Sensor เพื่อปรับระดับความสว่างอัตโนมัติอิงตามสภาพแสงแวดล้อมดูก็ได้

Rec.709 – Post ColorChecker

SDR – Post Calibration

SDR – Pre Calibration

65C2 ตัวที่ทำการทดสอบ พบว่า โหมดภาพ Filmmaker มีความเที่ยงตรงของสีสันดีที่สุดตามคาดเมื่อเทียบกับโหมดอื่น อุณหภูมิสีเฉลี่ยอยู่ที่ราว 5949K ติดโทนอุ่นไปสักหน่อย แต่ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาวเฉลี่ย (Grayscale Avg dE) 5.3 ขอบเขตสีก็ทำได้เที่ยงตรงอิงมาตรฐาน Rec.709 ค่าความผิดเพี้ยน (Color Space Avg dE) 3.8

หากปรับภาพเชิงลึกก็ย่อมจะให้ความเพอร์เฟกต์ยิ่งกว่า ค่าความผิดเพี้ยนสมดุลแสงขาว (Grayscale Avg dE) ลดต่ำลงมาเหลือเพียง 0.7 เท่านั้นเอง ภาพติดโทนอุ่นน้อยลง ส่วนค่าความผิดเพี้ยนสี (Color Space Avg dE) จะลดลงเหลือเพียง 1.6

Rec.709 Color Checker หลังดำเนินการปรับภาพ ก็ให้ผลลัพธ์ยอดเยี่ยม ค่าความผิดเพี้ยนสีโดยรวมแบบเฉลี่ย (Saturation Avg dE) ที่ 1.7 (Max dE = 3.6)

– HDR –

การแสดงผล HDR รุ่น 65C2 รองรับมาตรฐาน Static HDR ทั้ง HDR10 และ HLG ส่วน Dynamic HDR รองรับมาตรฐาน Dolby Vision โดยสามารถเร่งระดับความสว่าง HDR Peak Brightness (10% Window) ได้ที่ 870 nits ในโหมด Vivid ขณะที่โหมดความเที่ยงตรงสูงอย่าง Cinema/Filmmaker ความสว่างจะเพลาลงมาอยู่ที่ 810 nits – สูงกว่ารุ่นปีที่แล้วอย่าง C1 แต่ต่ำกว่า G1 อยู่เล็กน้อย

P3 – Post Saturation Sweeps

HDR – Post Calibration

HDR – Pre Calibration

ความเที่ยงตรงของสีสัน HDR ในโหมด Filmmaker ของ 65C2 นับว่าอยู่ในเกณฑ์ดี (Grayscale Avg dE 4.9, Colorspace Avg dE 3.6) ส่วนขอบเขตสี HDR Color Space ทำได้ครอบคลุม 89.55/94.82% ของมาตรฐาน DCI-P3 (xy/uv) หรือเทียบเท่า 66.77/74.23% Rec2020 (xy/uv)

อย่างไรก็ดี หากใช้งานในห้องที่มีแสงรบกวน ควรชดเชย Screen Brightness ขึ้นเล็กน้อย (เช่นเดียวกับที่แนะนำให้ทำกับโหมดภาพ SDR) จะช่วยให้การแยกแยะรายละเอียดส่วนมืด (Shadow Dteails) ทำได้ชัดเจนมากยิ่งขึ้น

และเช่นเคย ว่าหลังปรับภาพ HDR ในโหมด Filmmaker ให้ความเที่ยงตรงยอดเยี่ยม (Grayscale Avg dE 0.6, Colorspace Avg dE 1.8) ความสว่าง HDR Peak Brightness จะลดลงอยู่ที่ 760 nits

แม้ความดำระดับ Perfect Black จะทำได้ดีไม่ต่างกับ C1 แต่ด้วยความสว่างที่สูงกว่าของ C2 จึงขับเน้นแสงสีและระดับคอนทราสต์ได้โดดเด่นขึ้นไปอีกขั้นหนึ่ง

กรณีที่รับชม Dolby Vision HDR จะไม่มี Filmmaker Mode แต่สามารถเลือกใช้โหมดที่ให้สีสันเที่ยงตรงอย่าง DV Cinema หรือ DV Cinema Home ก็ได้ ความต่างคือ DV Cinema Home จะชดเชย Highlight/Shadow Details ให้เหมาะกับห้องที่มีแสงรบกวนมากกว่า ขณะเดียวกันก็เปิดโอกาสให้ทำการปรับภาพละเอียดเพื่อให้การแสดงรายละเอียดในที่มืด ไปจนถึงค่าแสงสีต่าง ๆ มีความถูกต้องใกล้เคียงอุดมคติยิ่งขึ้น

กรณีที่รู้สึกว่าภาพ Dolby Vison HDR จ้าเกินไป ดูแล้วแสบตาในบางสภาพห้อง สามารถใช้คุณสมบัติ “Dolby Vision IQ” ระบบ AI และเซนเซอร์วัดแสงของทีวี จะปรับระดับความสว่างของภาพให้อัตโนมัติอิงตามสภาพแสงแวดล้อม สามารถเปิดใช้งานได้ที่ตัวเลือก General > AI Service > AI Brightness Settings

ตัวเลือกแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว TruMotion จะใช้ตัวเลือก “Cinematic Movement” (ระดับการแทรกเฟรมต่ำ เน้นความเป็นต้นฉบับ) หรือจะปรับจูนเองผ่านตัวเลือก User Selection ก็ดี

C2 (ในภาพเป็นขนาด 42 นิ้ว ทดลองใช้งานเป็นมอนิเตอร์เล่นเกม) นับเป็นหนึ่งทีวีตามอุดมคติของเกมเมอร์ ด้วย HDMI 2.1 ถึง 4 ช่อง ! นอกจากรองรับ 4K 120Hz พร้อมคุณสมบัติ Variable Refresh Rate (40-120Hz VRR/AMD FreeSync/Nvidia G-Sync) แล้ว ยังรองรับการแสดงผล Dolby Vision for Gaming ร่วมกับ Xbox Series X ด้วย

คุณสมบัติ ALLM หรือ Auto Low Latency Mode จะปรับสถานะการแสดงผลเข้าสู่ “Game Optimizer Mode” อัตโนมัติเมื่อเชื่อมต่อสัญญาณกับเกมคอนโซล แถบสถานะยังใช้บอกข้อมูล FPS, VRR และปรับตัวเลือกตั้งค่าภาพได้สะดวกครอบคลุมมากยิ่งขึ้น

ค่า Input Lag ที่ 4K 60Hz ของรุ่นนี้วัดได้ต่ำเพียง 12.8 ms และแน่นอนหากปรับการแสดงผลเป็น 120Hz ได้ ผลลัพธ์ Input Lag จะยิ่งต่ำลงที่ 4.7 ms !

ดุลสีของ C2 โหมดภาพ Game Optimizer ยังติดโทนเย็นเหมือนเคย อุณหภูมิสีเฉลี่ย 8396K ใครที่จริงจังเรื่องสีสันอิงตามต้นฉบับ อาจปรับ Color Temperature เป็น Warm 43 – 48 สมดุลแสงขาวก็จะใกล้เคียงมาตรฐานอ้างอิงมากขึ้น (ภาพคล้าย Cinema/Filmmaker/ISF Expert Bright Room แต่ผลลัพธ์ Input Lag จะเหมาะกับการเล่นเกมมากกว่า)

เวลาเล่นเกมในห้องสว่างมีแสงรบกวน หากรู้สึกว่าดำจม สามารถปรับเพิ่ม Screen Brightness หรือถ้าใครเคยชินกับการเปิด Black Stabilizer จะใช้เป็นทางเลือกชดเชยในจุดนี้ก็ได้

เสียง

65C2 ติดตั้งลำโพงแบบ 2.2 แชนเนล พร้อมภาคขยายรวมที่ 40 วัตต์ ที่บริเวณส่วนล่างของจอภาพ น้ำเสียงถือว่าทำได้ดีทีเดียว ปริมาณเบสพอเหมาะไม่รู้สึกว่าขาดแคลนสำหรับมาตรฐานลำโพงทีวี การถ่ายทอดรายละเอียดเสียงก็ดี เสียงสนทนาชัดเจน ใช้รับชมภาพยนตร์และฟังเพลงได้

ทีวีของ LG ถือว่าจัดการเรื่องเสียงได้ยืดหยุ่นที่สุด สามารถนำลำโพงไร้สาย Bluetooth มาใช้เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ด้านหลังเพื่อเสริมเอฟเฟกต์เสียงโอบล้อมรอบตัวผู้ฟัง โดยเป็นการทำงานประสานกับลำโพงทีวีได้ หรือจะกำหนดในส่วนของตัวเลือก Sound Out เพื่อให้เสียงออกพร้อมกันหลายช่องทางก็ได้ เช่น ให้เสียงออกลำโพงทีวี พร้อมหูฟังบลูทูธ หลากหลายดี

C2 มีคุณสมบัติรองรับระบบเสียง Dolby Atmos อย่างไรก็ดีศักยภาพของลำโพงทีวีไม่อาจดึงศักยภาพอันโดดเด่นของระบบเสียงรอบทิศทางยุคใหม่ออกมาได้ คำแนะนำ คือ เชื่อมต่อสัญญาณเสียงกับชุดโฮมเธียเตอร์หรือซาวด์บาร์ที่รองรับ ทาง HDMI eARC/ARC ความแตกต่างที่ได้จะรับรู้ได้ชัดเจนกว่ามากครับ

HDMI eARC ของ 65C2 ช่วยให้ “Pass-through” ระบบเสียงรอบทิศทางได้สูงสุดถึง Dolby Atmos/TrueHD* ทว่าจะไม่รองรับระบบเสียง DTS ทุกรูปแบบ ตั้งแต่ DTS 5.1, DTS-HD MA ไปจนถึง DTS:X กรณีที่ต้องการ แนะนำให้เชื่อมต่อสัญญาณเสียงจากเพลเยอร์ตรงเข้า AVR/Soundbar

สรุป

คุณสมบัติจัดเต็มเหมือนเคย เพิ่มเติมความสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยเฉพาะในส่วนของลูกเล่น Smart TV รับคำสั่งเสียงผ่าน Google Assistant ได้ เพิ่มเติมแอพความบันเทิงหลากหลายมากขึ้น ด้านภาพแม้ระดับความสว่างสูงสุดของ C2 ยังไม่สูงเท่ากับ OLED evo ตัวท็อป ๆ ของวงการ แต่ก็มีความแตกต่างจากรุ่นปีที่แล้ว (C1) ดำดีแบบ Perfect Black แต่ต้องปรับจูนนิดหน่อย และที่ขาดไม่ได้ คือ คุณสมบัติที่เอื้อต่อการเล่นเกม ด้วย HDMI 2.1 ที่มีถึง 4 ช่อง ขนาดจอภาพหลากหลาย จอเล็กใช้เป็นมอนิเตอร์ก็โดดเด่น ส่วนจอใหญ่ดูหนังได้เต็มตาเต็มอรรถรสแน่นอน

ข้อดีของ LG 65C2

1. ฐานตั้งสามารถปรับเอียงจอได้ (รุ่นขนาด 55, 65 และ 77 นิ้ว*), วัสดุหลังจอมีลวดลายเท็กเจอร์ดูแปลกตาไปจากเดิม

2. OLED evo Panel ให้คอนทราสต์โดดเด่น สว่างกว่าจอ OLED ปกติ (เมื่อเทียบกับ C1), Perfect Black ดำสนิทปราศจากแสงลอดแสงรั่วโดยสิ้นเชิง

3. หลังปรับภาพให้สมดุลสีดีทั้ง SDR/HDR, ผลลัพธ์ HDR Tone Mapping ทำได้โดดเด่น

4. HDMI 2.1 ทั้ง 4 ช่อง รองรับ 4K 120Hz VRR (FreeSync/G-Sync), Game Optimizer แจ้งสถานะและตั้งค่าภาพต่าง ๆ เวลาเล่นเกมได้สะดวก

5. รองรับ Google Assistant แล้ว การรับคำสั่งเสียงและค้นหาคำไทย-อังกฤษ ทำได้ดี, เพิ่มแอพ Disney+

ข้อจำกัดของ LG 65C2

1. ซีรี่ส์เดียวกันแต่ลักษณะบางอย่างแตกต่างกัน (ฐานปรับหมุนเอียงหน้าจอได้เฉพาะรุ่น 55, 65 และ 77 นิ้ว*)

2. โหมดภาพรับชมกลางวันติดดำจมเล็กน้อย แต่สามารถปรับภาพแก้ไขได้ง่าย ๆ, ผลของ ABL (Auto Brightness Limiter) แม้ส่งผลกระทบน้อยลงกับ OLED Evo แต่ก็ยังมีส่วนลดทอนระดับความสว่างโดยรวมในซีนกลางแจ้งหรือฉากที่สว่างมาก ๆ อันเป็นข้อจำกัดของเทคโนโลยี OLED

3. ไม่มีช่องต่อ Analog Video (Composite)/Audio In, Headphone Out มีเฉพาะรุ่น 42 และ 48 นิ้ว*

*ข้อมูลอ้างอิงจาก LG

ราคาเปิดตัว  LG C2 OLED TV

83C2 249,990 บาท

77C2 139,990 บาท

65C2 87,990 บาท

55C2 62,990 บาท

48C2 49,990 บาท

42C2 44,990 บาท

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification

ฝากอีเมลของคุณไว้ แล้วเราจะแจ้งให้ทราบทันทีที่สินค้า/รุ่นสินค้ามีในสต็อกอีกครั้ง

ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้