รีวิว LG 65E6T 4K UHD OLED TV ความดำดั่งท้องฟ้ายามราตรี บนผืนกระจกอันงดงาม…




ความดำดั่งท้องฟ้ายามราตรี
บนผืนกระจกอันงดงาม…!?
หากพูดถึงความสามารถด้านการแสดงความเปรียบต่างของแสงได้อย่างยอดเยี่ยม คงไม่มีเทคโนโลยีจอภาพใดโดดเด่นเท่า OLED TV โดยเฉพาะในแง่การแสดงสีดำที่มืดสนิทอย่างแท้จริง และในปีนี้ LG ได้นำเสนอ 4K/UHD OLED TV เจนเนอเรชั่นใหม่ ที่ถึงพร้อมด้านการรองรับเทคโนโลยี HDR อย่างเต็มที่ ยืนยันด้วยคุณสมบัติเด่นที่ผ่านการรับรองมาตรฐาน “Ultra HD Premium” และไม่ว่าจะเป็นมาตรฐาน HDR10 หรือ Dolby Vision HDR ก็บ่ยั่น…
ก่อนอื่นมาดูภาพรวมของ 4K/UHD OLED TV ประจำปี 2016 ของ LG กันก่อนว่ามีกี่ซีรี่ส์และแต่ละซีรี่ส์นั้นแตกต่างกันอย่างไรบ้าง เริ่มจากความเปลี่ยนแปลงด้านดีไซน์… หากจำกันได้ ที่ผ่านมา OLED TV รุ่นที่วางจำหน่ายในประเทศไทยจากทาง LG จะเป็นรูปแบบจอโค้งทั้งหมด ทว่าปีนี้ (2016) พี่น้องจะได้สัมผัส OLED TV แบบจอตรงกันแล้ว

LG 4K/UHD OLED TV ปัจจุบัน (อ้างอิงช่วงเวลาทดสอบ) มีทั้งหมด 4 ซีรี่ส์ด้วยกัน เริ่มจาก B6T ซึ่งเป็นรุ่นเริ่มต้น เป็นแบบจอตรง ไม่มีระบบแสดงผล 3D, ถัดมา C6T เป็นจอโค้ง รองรับระบบ 3D Passive ส่วนรุ่นพรีเมียมที่เพิ่มเติมเข้ามาในปีนี้ คือ E6T และ G6T (รุ่นเรือธง) เป็นแบบจอตรง รองรับระบบ 3D Passive ทั้งคู่… เท่ากับว่าปีนี้ LG นำเสนอ 4K/UHD OLED TV ที่ใช้จอภาพแบบตรงถึง 3 ซีรี่ส์ ด้วยกัน ส่วนจอโค้งกลับมีเพียงซีรี่ส์เดียว
Design – การออกแบบ
กลับมาที่รุ่น E6T ดังที่เกริ่นไปว่าเป็นหนึ่งใน 2 รุ่นพรีเมียมที่เพิ่มเข้ามาใหม่ในปีนี้ ดังนั้นย่อมจะมีความพิเศษยิ่งขึ้นกว่าเดิม โดยรวมถึงแม้รูปลักษณ์จะยังไม่เด่นล้ำมากเท่า G6T (รุ่นเรือธง) แต่มองเผินๆ ก็มีความคล้ายคลึงกันอยู่ไม่น้อยซึ่งดูพรีมียมไม่แพ้กัน

LG G6T UHD OLED TV (Signature Series)
ก่อนอื่นอยากให้ดูรูปลักษณ์ของ G6T รุ่นเรือธง ประจำปี 2016 ก่อน เพราะมันมีจุดที่เชื่อมโยงกับ E6T อยู่… สำหรับ G6T นั้น เรียกว่าดีไซน์โดดเด่นมาก โดยมาในคอนเซ็ปต์ Picture-On-Glass Design ซึ่งใช้ลักษณะของจอภาพ OLED ติดตั้งบนแผ่นกระจกที่แข็งแรงแต่บางเฉียบ บนฐานโลหะที่ดูมั่นคงและเก๋ไก๋ไม่เหมือนใคร ซึ่งรุ่นนี้เพิ่งคว้ารางวัล Best Innovation Awards จากงาน CES เมื่อต้นปีมาหยกๆ จุดที่ดึงดูดสายตามากที่สุดคงไม่พ้นฐานตั้งที่ผนวกซิสเต็มลำโพงพร้อมซับวูฟเฟอร์เอาไว้ แต่ที่พิเศษกว่านั้น คือ โครงสร้างฐานลำโพงนี้ สามารถปรับเปลี่ยนจากรูปแบบฐานสำหรับตั้งวางทีวีบนชั้น ไปเป็นรูปแบบที่เข้ากับการแขวนผนัง (ทีวีผนวกกับซาวด์บาร์) ได้อย่างลงตัวมาก!! ไว้ถ้ามีโอกาสได้รีวิวรุ่นนี้เพิ่มเติมจะมานำเสนอในจุดนี้อีกครั้งครับ

LG E6T UHD OLED TV
เมื่อเปรียบเทียบกับ E6T พระเอกของรีวิวในครั้งนี้ จะเห็นว่าการออกแบบรวมถึงคุณสมบัติหลายจุด ดูพรีเมียมไม่แพ้รุ่นเรือธง G6T ซึ่งระบบเสียงที่ติดตั้งบริเวณฐานนั้นออกแบบโดย harman/kardon เช่นเดียวกัน แต่ลักษณะจะเป็นชิ้นเดียวกับจอภาพไม่สามารถขยับปรับตำแหน่งติดตั้งได้ แต่คงไม่มีความจำเป็นต้องปรับ เพราะโครงสร้างฐานลำโพงไม่ได้ใหญ่เท่ารุ่น G6T และถึงแม้ปริมาตรและจำนวนตัวขับเสียงน้อยกว่า กระนั้นคุณภาพเสียงของรุ่น E6T ก็ยังโดดเด่นถึงขนาดทำเอา Soundbar หนาวได้เหมือนกัน (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานคุณภาพเสียง)

ปุ่มควบคุมหนึ่งเดียวบนตัวเครื่อง คือ สวิตช์เพาเวอร์ หากมองจากทางด้านหลังจอภาพจะถูกจัดวางไว้มุมขวาล่าง การออกแบบโครงสร้างปุ่มนี้เป็นเหมือนจอยสติ๊ก จึงใช้ควบคุมฟังก์ชั่นอื่นๆ ของทีวีไปพร้อมกันได้ อาทิ ถ้าดันทิศทางในแนวตั้งจะเปลี่ยนช่องทีวี แต่ถ้าดันไปแนวนอนจะเพิ่ม-ลดระดับเสียง ฯลฯ เป็นต้น

รีโมตคอนโทรลคือสิ่งที่ขาดไม่ได้สำหรับควบคุมสั่งการฟังก์ชั่นพื้นฐานของทีวี แต่มิใช่แค่นั้นเนื่องจากรีโมตรูปสวยสมกับเป็นรุ่นพรีเมียมนี้ ยังผนวกความสามารถของ “Magic Remote” อันลือชื่อของ LG ที่สั่งการได้เสมือน Air Mouse ไว้ด้วย จึงเอื้อประโยชน์สำหรับใช้งานฟังก์ชั่น Smart TV มากๆ
Connectivity – ช่องต่อ
จุดเชื่อมต่อสัญญาณของ 65E6T จัดวางแยกไว้ 2 จุด บริเวณด้านข้าง และด้านหลัง

ด้านข้าง ประกอบไปด้วย HDMI In จำนวน 4 ช่อง และ USB 3.0/2.0 จำนวน 1 และ 2 ช่อง ตามลำดับ

ส่วนด้านหลัง เป็นตำแหน่งช่องรับสัญญาณสายอากาศดิจิทัลทีวี (DVB-T2), ช่องสัญญาณภาพ-เสียงแบบอะนาล็อก (Composite/Component), ไปจนถึงช่องเสียงออกสำหรับเชื่อมต่อกับระบบเสียงภายนอกทั้งแบบดิจิทัล (Optical) และอะนาล็อก (Stereo 3.5mm ใช้งานเชื่อมต่อกับหูฟังได้) และที่ขาดไม่ได้ คือ Ethernet (LAN) Input พร้อม Wi-Fi Built-in
สรุปจุดเชื่อมต่อสัญญาณของ LG 65E6T มีดังนี้
| HDMI™ In USB 3.0/2.0 การเชื่อมต่อ Ethernet ช่องต่อเข้าวีดีโอ Composite ช่องต่อเข้าวีดีโอ Component ช่องต่อเข้า RF (Antenna) ช่องต่อเข้า PC HD15 ช่องต่อเข้าเสียงแบบอะนาล็อก ช่องต่อออกเสียงแบบดิจิทัล ช่องต่อออกเสียงแบบอะนาล็อก/ ช่องต่อหูฟัง |
4 (ด้านข้าง รองรับ ARC) 1/2 (ด้านข้าง) 1 (ด้านหลัง) พร้อม Wi-Fi Built-In 1 (ด้านหลัง ใช้งานร่วมกับสายอแดปเตอร์) 1 (ด้านหลัง ใช้งานร่วมกับสายอแดปเตอร์) 1 (ด้านหลัง) DVB-T2 Digital Tuner – 2 (ร่วมกับ Composite และ Component) 1 (Optical ด้านหลัง) 1 (ด้านหลัง ร่วมกับช่องต่อหูฟัง) |
|---|

65E6T ยังมีลูกเล่นแสดงผลสัญญาณจากแหล่งโปรแกรมอินพุตภาพและเสียง 2 แหล่งพร้อมๆ กัน เลือกได้อิสระ

HDMI Input ของ 65E6T นอกจากรองรับสัญญาณ 4K/60Hz แล้ว ยังสามารถปรับตั้งค่าเพิ่มเติมให้รองรับ “UHD Deep Color” ด้วย เหมาะสำหรับการรับชมคอนเทนต์ “True 4K” อย่าง 4K Blu-ray, 4K Games หรือ Video Editing Software ฯลฯ ที่มีรายละเอียดสีสันสูงขึ้น ส่วนคอนเทนต์ทั่วไปจะไม่ได้อานิสงส์นี้ จึงอาจไม่มีความจำเป็นต้องปรับตั้งตัวเลือกนี้เพิ่มเติม

ส่วน USB Input ยังสามารถใช้รับชมไฟล์วิดีโอความละเอียด 4K ได้สบายๆ รองรับไฟล์ที่เข้ารหัสแบบ HEVC ไปจนถึง HDR สามารถปรับเปลี่ยนเสียง เลือกซับไตเติลได้ตามปกติ

หรือจะรับฟังไฟล์เพลง, ดูไฟล์รูปภาพ ก็ทำได้เช่นเดียวกัน
Extra – เพิ่มเติม

เช่นเดียวกับ LG Smart TV ยุคใหม่ ที่ติดตั้งระบบปฏิบัติการ WebOS จุดเด่น คือ อินเทอร์เฟสสีสันสวยงามน่าใช้มากปัจจุบันพัฒนามาเป็น WebOS 3.0 ความเปลี่ยนแปลงที่มองเห็นในเบื้องแรกอาจไม่แตกต่างจากเดิมมากนัก แต่แท้จริงแล้ว ทาง LG เพิ่มเติมคุณสมบัติใหม่ๆ ที่น่าสนใจอยู่ไม่น้อย
หนึ่งในนั้น คือ Magic Mobile Connection ซึ่งรายละเอียดสามารถรับชมจากคลิปวิดีโอของทีมงานได้เลยครับ

ถัดมาคือ Magic Zoom ที่สามารถขยายรายละเอียดภาพบางส่วนของคอนเทนต์ที่กำลังรับชมบนจอทีวีขณะนั้นแบบเรียลไทม์ ด้วยอัตราขยายสูงสุดถึง 300% เพื่อใช้พินิจพิเคราะห์รายละเอียดแบบเจาะเป็นจุดๆ ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น

สามารถติดตั้งแอพฯ เพิ่มเติมได้ ถึงแม้จำนวนจะมีไม่มาก แต่ก็มีเกมให้เล่นเยอะดีเมือนกัน

ความสามารถของ Smart TV ที่ใช้งานกันบ่อยๆ คงไม่พ้นการใช้รับชม Online Video Content หนึ่งในนั้น คือ YouTubeทว่าขณะทดสอบ YouTube app ยังไม่สามารถแสดงผลที่ความละเอียด 4K ได้ครับ

การใช้งาน Web Browser ก็แสดงผลรวดเร็วดี ภาษาไทยไม่มีปัญหา
Picture – ภาพ
ดังที่เกริ่นไปในตอนต้นว่า LG 4K/UHD OLED TV ประจำปี 2016 อย่างรุ่น E6T นี้ ได้การรับรองมาตรฐาน UHD Premium ว่าแต่ยังจำกันได้ไหมครับว่ามาตรฐานนี้มีไว้เพื่ออะไร? มาทวนความรู้กันอีกทีก็แล้วกัน… (อ้างอิงเฉพาะข้อกำหนดสำหรับทีวี)

UHD Premium เป็นข้อกำหนดโดย UHD Alliance องค์กรที่เกิดจากการรวมกลุ่มของพันธมิตรทางธุรกิจเพื่อควบคุมฮาร์ดแวร์และซอฟต์แวร์ให้เป็นไปตามมาตรฐาน ทีวีที่จะได้การรับรองมาตรฐาน UHD Premium นี้ได้ นอกจากจะมี Native Resolution รองรับความละเอียด 4K/Ultra HD แล้ว จะต้องรองรับความสามารถด้าน HDR (High Dynamic Range) ด้วยคุณสมบัติที่ให้ความเปรียบต่างของแสงได้สูงตามที่มาตรฐานฯ กำหนดไว้ แบ่งออกเป็น 2 ข้อกำหนด แยกตามการอ้างอิงเทคโนโลยีจอภาพที่มีคุณสมบัติแตกต่างกันแต่แพร่หลายในปัจจุบันทั้งคู่ คือ LCD with LED Backlight Display กับ OLED Display
ในหมวดของ OLED TV นั้น มาตรฐาน UHD Premium กำหนดไว้ว่า จะต้องถ่ายทอดระดับความสว่างสูงสุด (Peak Brightness) ไม่น้อยกว่า 540 nits ในขณะที่การถ่ายทอดสีดำ (Black Level) ต้องมีอัตราเรืองแสงเล็ดลอดออกมาไม่เกิน 0.0005 nits ซึ่งเป็นระดับ Black Level ที่ดำลึกมากกกก ตรงตามความสามารถของ OLED TV และแน่นอนว่า E6T ผ่านสบายๆ
หมายเหตุ: ด้วยความเกี่ยวเนื่องจากคุณสมบัติ HDR ข้างต้น UHD Premium จึงกำหนดให้จอภาพที่ผ่านข้อกำหนดนี้ ต้องรองรับมาตรฐานคอนเทนต์ HDR10 ส่วน Dolby Vision HDR จะรองรับหรือไม่ มิได้มีข้อบังคับบ่งบอกไว้แต่อย่างใด แต่ถึงกระนั้น LG E6T ก็พร้อมรองรับทั้ง HDR10 และ Dolby Vision HDR

เมื่อระบบฯ ตรวจพบว่า คอนเทนต์ที่กำลังรับชมเป็นรูปแบบ HDR (ไม่ว่า HDR10 หรือ Dolby Vision HDR) ระบบจะปรับเปลี่ยนการแสดงผลโดยอัตโนมัติทันที และมีข้อความแจ้งที่มุมขวาบนของจอภาพดังรูป ซึ่งจากการทดสอบรับชม HDR content ทั้งที่เป็นรูปแบบภาพยนตร์ 4K/UHD Blu-ray Disc และไฟล์ตัวอย่าง พบว่า มีความแตกต่างที่สังเกตได้ไม่ยาก จากความเปรียบต่างของแสงและสีสันที่เข้มข้นกว่าทีวีที่ไม่รองรับระบบ HDR
ข้อกำหนดของ UHD Premium มิได้ให้ความสำคัญเฉพาะเรื่องของ HDR เพียงอย่างเดียว แต่ยังรวมไปถึงความสามารถด้านการถ่ายทอดสีสันที่เพิ่มมากขึ้นด้วย ซึ่งข้อกำหนดในประเด็นนี้ คือ จอภาพจะต้องรองรับ Colour Bit-depth มากกว่า 10-bit ขึ้นไป และที่สำคัญคือขอบเขต Colour Space จะต้องครอบคลุมไม่น้อยกว่า 90% ของมาตรฐาน DCI-P3

พูดลอยๆ อาจไม่เชื่อ มาดูผลการทดสอบยืนยันเปรียบเทียบความสามารถด้านการถ่ายทอดสีสันระหว่าง 65E6T 4K/UHD OLED TV รุ่นใหม่ประจำปี 2016 กับเจนฯ ก่อน คือ 65EG960T จะเห็นว่าขอบเขต Colour Space (เมื่อปรับตั้งตัวเลือก Colour Gamut = Wide) ของ E6T กว้างกว่าอย่างมีนัยสำคัญ โดยครอบคลุมพื้นที่มากกว่า 95% ของมาตรฐาน DCI-P3 เหนือกว่าข้อกำหนดของ UHD Premium เสียอีก และอาจพูดได้ว่าเป็นคุณสมบัติที่โดดเด่นมากสำหรับบรรดา 4K ทีวีในปีนี้เลยทีเดียว
Picture – ภาพ
ถัดจากมาตรฐาน UHD Premium มาดูผลการทดสอบอื่นๆ ที่ส่งผลโดยตรงกับคุณภาพของภาพกันครับ ดังที่เน้นย้ำในบททดสอบทุกครั้งว่า การเลือกโหมดภาพนั้นสำคัญเพราะจะส่งผลกับการแสดงผลที่เหมาะสมลงตัวกับสถานการณ์และสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน และโหมดภาพของ LG 4K/UHD OLED TV รุ่นใหม่ก็ได้รับการปรับปรุงด้วยการเพิ่มเติมโหมดภาพสำคัญที่เอื้อประโยชน์เวลาใช้งานจริงมาถึง 3 โหมดด้วยกัน คือ ISF Expert ที่แบ่งแยกมา 2 แบบ ผลลัพธ์ต่างกัน และ HDR Effect
ตารางผลการทดสอบเบื้องต้นของโหมดภาพต่างๆ จาก LG 65E6T

เดิมทีโหมดภาพที่ให้ความเที่ยงตรงของภาพสูงที่สุดสำหรับ LG TV มาตั้งแต่ไหนแต่ไรก็คือ ISF Expert และความพิเศษที่เพิ่มเติมเข้ามาสำหรับเจนเนอเรชั่นใหม่ คือ โหมดภาพ ISF Expert นี้ จะแบ่งแยกมา 2 แบบเพื่อใช้งานในสภาพแวดล้อมที่แตกต่างกัน ได้แก่ ISF Expert (Bright) เน้นใช้งานสู้แสงเวลากลางวันหรือในห้องที่เปิดไฟสว่าง ซึ่งถึงแม้ OLED จะมีข้อจำกัดจาก ABL (Automatic Brightness Limiter) จึงทำให้ความสว่างในบางสถานการณ์เป็นรอง LED TV ที่มี Backlight ช่วยเรื่องความสว่างเจิดจ้าสู้แสงอยู่บ้าง ทว่าในโหมด ISF Expert (Bright) ไปจนถึงโหมด Photo ฯลฯ สามารถใช้งานสู้แสงในห้องรับแขกตามบ้านทั่วไปเวลากลางวันได้อย่างไม่มีปัญหา
ส่วน ISF Expert (Dark) เหมาะสำหรับรับชมเวลากลางคืน หรือใช้งานในห้องโฮมเธียเตอร์คุมแสงได้ ด้วยระดับ OLED Light ที่ลดต่ำลงเหมาะกับสภาพแสงในห้องที่มืดทึมจึงช่วยให้สายตาไม่ล้าและรับชมได้นาน แน่นอนว่าข้อดีของ OLED TV จะไม่มีแสงลอดแสงรั่วใดๆ ออกมารบกวนทั้งสิ้น (ไม่ว่าจะเลือกโหมดภาพแบบใดหรือปรับระดับ OLED Light มากน้อยแค่ไหนก็ยังได้ความดำที่ดำลึกเท่าเดิม) อีกทั้งโหมดนี้ยังช่วยลดทอนการใช้พลังงานไฟฟ้าลงด้วยนะ… ดังนี้โหมดภาพ ISF Expert ทั้งสองที่ใช้งานต่างสถานการณ์กัน จึงส่งผลในแง่ตอบสนองการใช้งาน OLED TV ได้ยืดหยุ่นยิ่งขึ้นกว่าเดิมจริง
อย่างไรก็ดีจากการทดสอบโหมดภาพทั้ง 2 เปรียบเทียบกับมาตรฐาน ISF Expert ของ OLED TV เจนฯ ก่อนๆ พบว่า มีจุดที่ย่อหย่อนลงเล็กน้อย คือ ประเด็นเรื่องของสมดุลสี โดยโหมดภาพของรุ่นใหม่ให้ผลลัพธ์ RGB Balance ติดอมเขียวอยู่บ้าง อุณหภูมิสีจึงต่ำไปสักนิดหนึ่ง ขณะที่มาตรฐานเจนฯ ก่อนสีสันดูมีความสมดุลเป็นธรรมชาติมากกว่า แต่ถึงกระนั้นก็ยังอยู่ในเกณฑ์ดีนะครับ ISF Expert ทั้ง 2 แบบจึงยังคงเป็นโหมดภาพที่แนะนำสำหรับรุ่นนี้เช่นเคย

ผลการทดสอบโหมดภาพ ISF Expert (Bright) เดิมๆ จากโรงงาน (Pre-Calibration) พบว่า ถึงแม้ความเที่ยงตรงโดยรวมจะอยู่ในเกณฑ์ดี แต่อุณหภูมิสีเฉลี่ย (Default = Warm2) อยู่ที่ราว 5900°K ต่ำไปสักหน่อย และสมดุลสีจะอมเขียวอยู่นิดๆ

หากต้องการความเที่ยงตรงสูงสุดจาก OLED TV รุ่นนี้ แน่นอนว่าผู้ผลิตยังเปิดโอกาสให้สามารถไฟน์จูนปรับภาพละเอียดตามมาตรฐานของ ISF เช่นเคย ซึ่งครอบคลุมครบถ้วนทุกด้าน ทั้ง Gamma, White Balance (up to 20 points IRE) และ Colour Management System ผลลัพธ์ที่ได้นั้น มีความเที่ยงตรงเข้าขั้น “เพอร์เฟ็กต์” เลยล่ะ!!

ผลลัพธ์หลังปรับภาพโดยละเอียด (Post-Calibration) ทุกอย่างเข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์! ภาพจะลงตัวเป็นธรรมชาติสามารถใช้อ้างอิงความถูกต้องของสีสัน (D65) และระดับ Gamma ตามมาตรฐาน BT.1886 ได้ดีมาก

อีกหนึ่งโหมดภาพที่เพิ่มเข้ามา คือ HDR Effect (User) ชื่อก็ตรงตัวเข้ากับยุคสมัย โดยระบบจะทำการ “จำลองภาพ” ไม่ว่าจะรับชมคอนเทนต์ใดๆ ให้มีคุณสมบัติเสมือนคอนเทนต์แบบ HDR โดยเลือกได้ 3 ระดับ กระนั้นผลลัพธ์ที่ได้ยังห่างชั้นจากผลการรับชมคอนเทนต์ HDR แท้ๆ อยู่มากครับ และในบางกรณีอาจสูญเสียความเป็นธรรมชาติไปบ้างเหมือนกัน จะตัดสินใจใช้โหมดนี้ดีหรือไม่ ก็อยู่ที่ความเหมาะสมของคอนเทนต์และรสนิยมความชอบส่วนบุคคลครับ

ดังเช่นระบบแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหวที่มาพร้อมมาตรฐาน 4K TV รุ่นใหม่ๆ ศักยภาพของ LG TruMotion ให้ผลลัพธ์น่าสนใจ ทั้งในแง่เพิ่มความไหลลื่นให้กับภาพเคลื่อนไหวเฟรมเรตต่ำ ไปจนถึงเพิ่มรายละเอียดความคมชัด ลดทอน Motion Blur ซึ่งประเด็นหลังนี้เมื่อบวกกับประสิทธิภาพการตอบสนอง (Response Time) อันฉับไวของ OLED จึงได้ความลงตัวโดดเด่นมาก ทว่าหากต้องการบาลานซ์ผลลัพธ์ความไหลลื่น (แทรกเฟรมภาพ) กับการลดทอน Motion Blur ที่ลงตัวที่สุด คงต้องกำหนดตั้งค่าตัวเลือก TruMotion เอง จะดีกว่าใช้โหมดสำเร็จรูปจากโรงงาน โดยส่วนตัวผมชอบผลลัพธ์ที่ De-Judder = 3 และ De-Blur = 5

ปีนี้ผู้ผลิตเริ่มทยอยลดทอนสายการผลิต 3D TV ลง ที่เหลืออยู่จึงมักเป็นรุ่นกลางถึงสูง ดังเช่น E6T รุ่นนี้ ซึ่งศักยภาพด้านการแสดงผล 3D Passive ยังคงทำได้ดีไม่เสียชื่อ LG เช่นเคย ผลของการส่งเสริมจากศักยภาพด้านคอนทราสต์อันยอดเยี่ยมจากระดับสีดำและสีสันอันเข้มข้นของ OLED ยิ่งทำให้มิติภาพเด่นชัดมากขึ้นทั้ง 2D และ 3D
Sound – เสียง
ความพิเศษที่ทำให้รุ่นพรีเมียมอย่าง E6T และ G6T โดดเด่นกว่า C6T อย่างเห็นได้ชัด คือ การออกแบบระบบเสียงบริเวณฐาน ถึงแม้จำนวนแชนเนลตัวขับเสียงตามสเป็กของ C6T จะมากกว่า E6T ก็จริง (C6T = 4.0-channel vs E6T = 2.2-channel) แต่มิได้มีนัยสำคัญใดๆ ในแง่การส่งเสริมคุณภาพเสียง หากจะให้ความสำคัญสู้มุ่งเป้าไปที่ซับวูฟเฟอร์ในรุ่น E6T/G6T จะส่งผลในแง่การเพิ่มอรรถรสการรับฟังดนตรีและรับชมภาพยนตร์ได้มากกว่า…

น้ำหนักเสียงอาจเป็นจุดอ่อนของลำโพงทีวีหลายๆ รุ่น แต่มิใช่กับ E6T ปริมาณเบสนั้นเกินตัว รายละเอียดเสียงก็กระจ่างชัดเจนดีไม่คลุมเครือ ซึ่งเป็นผลจากการจัดวางตัวขับเสียงให้มีทิศทางยิงออกไปด้านหน้าทีวี เสียงจึงตรงเข้าหาผู้ฟัง ความเพี้ยนต่ำ เหตุนี้การอัพเกรดเพิ่มเติมลำโพงซาวด์บาร์สำหรับทีวีรุ่นนี้จึงอาจไม่มีความจำเป็น ถ้าจะให้ทิ้งขาดคงต้องมองไปที่ลำโพงโฮมเธียเตอร์แล้วแหละ
ข้อสังเกต: ขนาดทีวีที่ใหญ่ขึ้น ส่งผลให้คุณภาพเสียงดีขึ้น ทั้งนี้เพราะปริมาตรส่วนที่ทำหน้าที่เป็นตู้ลำโพง (และอาจรวมไปถึงตัวขับเสียงในบางรุ่น) มีขนาดใหญ่ขึ้นตามไปด้วย ซึ่งผลลัพธ์ในประเด็นนี้เป็นไปในทางเดียวกันทั้งรุ่น C6T และ E6T

ถอดรหัสเสียง Dolby Digital และ DTS จากภาพยนตร์ได้ในตัวเสียด้วย
Conclusion – สรุป

หลายท่านอาจมีความสงสัยว่า หากเทียบประสิทธิภาพกันแล้ว รุ่น E6T กับ C6T แตกต่างกันเพียงใด คำตอบคือ ด้านคุณภาพของภาพนั้นแทบจะไม่ต่างกันเลยครับ ดังนั้นหากชอบดีไซน์แบบจอโค้งจะเลือก C6T แทนได้โดยไม่ต้องกังวลว่าคุณภาพของภาพจะลดทอนลง กระนั้นหากคำนึงถึงคุณภาพเสียงและดีไซน์ที่ดูพรีเมียม อย่างไรเสีย E6T ย่อมโดดเด่นกว่า โดยเฉพาะเรื่องเสียงนี่ชัดเจนตั้งแต่วินาทีแรกที่ฟังเทียบกันเลย
จุดเด่นของ LG 65E6T
– แบ่งแยกโหมดภาพที่ให้ความเที่ยงตรงสูง คือ ISF Expert ออกเป็น 2 แบบ เหมาะสำหรับการใช้งานกลางวัน (สภาพสู้แสง) และกลางคืน (หรือในห้องมืด/คุมแสง) จึงเอื้อต่อการใช้งานมากขึ้น ให้ความยืดหยุ่นสูง นอกจากนี้ยังสามารถปรับตั้งค่าภาพโดยละเอียดตามมาตรฐาน ISF ยังผลลัพธ์ที่เที่ยงตรงยอดเยี่ยมเข้าขั้นเพอร์เฟ็กต์
– ได้การรับรองมาตรฐาน UHD Premium, ขอบเขตสีกว้างขวางครอบคลุมมากกว่า 95% ของ DCI-P3, Black Level โดดเด่นดำสนิท ตามสไตล์ OLED TV
– รองรับ HDR ครบครันทั้ง 2 มาตรฐาน คือ Dolby Vision HDR และ HDR10
– มีระบบ TruMotion ซึ่งเมื่อปรับแต่งเอง สามารถบาลานซ์ในส่วนของการเพิ่มความต่อเนื่องไหลลื่น (ประมวลผลแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว) และเพิ่มความคมชัด (ลดอาการ Motion Blur) ได้โดดเด่น เกิดปัญหา artifacts รบกวนน้อย ไปจนถึงไม่มีเลย (ขึ้นอยู่กับการให้น้ำหนัก)
– ระบบเสียงมีศักยภาพเทียบเท่า Soundbar ใช้การได้ดีทั้งดูหนัง-ฟังเพลง
– WebOS 3.0 อินเทอร์เฟสสดใสน่าใช้ ตอบสนองรวดเร็วขึ้น, มี Wi-Fi Built-in เพิ่มความสะดวกในการเชื่อมต่อรับชมสตรีมมิ่งคอนเทนต์, ฟังก์ชั่น Smart TV ควบคุมผ่าน Magic Remote สะดวกดี
จุดด้อยของ LG 65E6T
– ความเที่ยงตรงของสีสันในโหมด ISF Expert ลดทอนความขลังลงเล็กน้อยเมื่อเทียบกับเจนฯ ก่อน โดยดุลสีจะติดเขียวเหลืองอยู่นิดๆ แต่สามารถปรับแก้ได้ในขั้นตอนปรับภาพละเอียด
– ABL (Auto Brightness Limiter) ส่งผลให้การใช้งานในสภาพสู้แสงของ OLED TV ดูไม่เจิดจ้าจะแจ้งมากเท่ากับ LED TV ทว่าในแง่ของคอนทราสต์นั้นชดเชยด้วยระดับ Black Level ที่ดำสนิท ไร้ซึ่งอาการแสงลอดแสงรั่วใดๆ
– อัตราการใช้พลังงานสูงกว่า 4K/UHD LED TV ที่มีขนาดจอภาพเท่ากัน อยู่เล็กน้อย
– น้ำหนักค่อนข้างมาก และตำแหน่งติดตั้งลำโพงแนบชิดกับชั้นวางทำให้การสอดมือในขั้นตอนการยกเคลื่อนย้ายทำได้ลำบาก
หมายเหตุ : มาตรฐานคะแนนปี 2016
ราคา LG 65E6T 4K/UHD OLED TV 249,990 บาท