รีวิว Marshall Mode USB-C ตำนานความร็อกฉบับพกพา ที่พร้อมเสียบทะลุทุกอารมณ์ดนตรี

สวัสดีครับ! วันนี้ขอหยิบเอาหูฟังอินเอียร์มีสายที่โคตรจะเท่และมีคาแรกเตอร์ชัดเจนที่สุดตัวนึงในตลาดอย่าง Marshall Mode USB-C มาลองจับ ลองฟังกัน ในยุคที่มือถือหรือแท็บเล็ตหลายรุ่นหั่นพอร์ต 3.5 มม. ทิ้งไปหมดแล้ว การหาหูฟัง Type-C ดีๆ สักตัวที่ให้ทั้ง "เสียงที่ใช่" และ "สไตล์ที่ชอบ" ถือเป็นเรื่องสำคัญ มาดูกันครับว่า DNA ความดิบเถื่อนระดับตำนานของตู้แอมป์ Marshall พอมาอยู่ในรูปแบบหูฟัง Type-C แล้วจะเป็นยังไงบ้าง
ดีไซน์

แค่เห็นแวบแรกคำว่า "Marshall!" ตะโกนออกมาดังมากครับ ตัวหูฟังคุมโทนสีดำด้าน ตัดกับโลโก้ตัวอักษร M สีขาวที่หูฟังแต่ละข้าง และที่ขาดไม่ได้คือดีเทลสีทองทองเหลือง (Brass) ตรงขั้วแจ็คที่ให้กลิ่นอายความวินเทจแบบสุดๆ สายหูฟังเป็นแบบ Tangle-resistant ที่มีความหนาและสปริงตัวดี หยิบออกจากกระเป๋าก็ไม่พันกันยุ่งเหยิง
ผมชอบฟีลลิ่งตอนหยิบหัว Type-C เสียบเข้ากับมือถือมากๆ ผิวสัมผัสตรงขั้วมันมีลวดลายที่ทำให้จับถนัดมือ อารมณ์เหมือนเรากำลังจับแจ็คกีตาร์เสียบเข้าตู้แอมป์เลยครับ มันให้ความรู้สึกร็อกตั้งแต่วินาทีแรกที่ใช้งาน ส่วนเรื่องการสวมใส่ จัดว่าใส่สบายและเบามาก ตัวจุกซิลิโคนซีลเสียงรบกวนภายนอกได้ดีเยี่ยม ใส่นานๆ ก็ไม่ล้าหู
เรื่องของเสียง

ด้วยไดรเวอร์แบบ Dynamic ขนาด 9 มม. ที่ปรับจูนมาแบบ Custom เพื่อรีดประสิทธิภาพเสียงออกมาให้ได้สไตล์ Marshall มากที่สุด
ย่านเบส (Bass) - หนักแน่น กระแทกใจเบสของตัวนี้ไม่ได้มาแบบลูกหนาเตอะจนบวมหรือไปกลบเสียงอื่น แต่มันมาแบบ "หมัดฮุก" กระเดื่องกลอง (Kick Drum) ทรงพลัง มีแรงปะทะที่ชัดเจนและเก็บตัวไว ความรู้สึกส่วนตัวคือมันทำให้จังหวะเพลงร็อค ดนตรีพังก์ หรือเมทัล มีความดุดัน ฟังแล้วอดไม่ได้ที่จะต้องเคาะเท้าตาม ไลน์เบสเดินได้ชัด เป็นจังหวะที่ฟังสนุกมากเลยทีเดียว
ย่านกลาง (Mids) - กีตาร์สาดกระจาย สากและดิบ
นี่คือจุดขายและเอกลักษณ์ของ Marshall เลยครับ! เสียงกีตาร์ไฟฟ้าที่ผ่านเอฟเฟกต์เสียงแตก (Distortion/Overdrive) ฟังดูมีพลังและมีความ "สาก" ดิบเถื่อนกำลังดี ไลน์โซโล่พุ่งทะลุขึ้นมาอย่างชัดเจน ส่วนเสียงร้องอาจจะหลบถอยหลังไปนิดหน่อย (ออกแนว V-Shape เล็กๆ) แต่นักร้องนำสายร็อคที่ร้องเสียงสูงๆ หรือว๊าก ก็ยังถ่ายทอดอารมณ์ความเกรี้ยวกราดออกมาได้ถึงพริกถึงขิง
ย่านแหลม (Highs) - จัดจ้าน สว่างไสว
เสียงแฉ (Cymbals) และไฮแฮทมีความคมและพุ่งค่อนข้างมาก ให้ความรู้สึกสดใสจัดจ้าน สำหรับบางคนที่หูไวต่อเสียงแหลมอาจจะรู้สึกว่ามันคมไปนิดถ้าเจอเพลงที่มิกซ์มาแหลมมากๆ แต่ถ้าฟังร็อคยุค 80s หรือ 90s ความคมตรงนี้แหละที่ดึงรายละเอียดของกลองชุดออกมาได้บาดใจสุดๆ
มิติและเวทีเสียง (Soundstage)
เวทีเสียงไม่ได้กว้างขวางระดับนั่งฟังในฮอลล์ใหญ่ (ตามสไตล์ของหูฟัง In-ear) แต่มันให้ความรู้สึกเหมือนเราไปยืนเกาะรั้วอยู่หน้าเวทีคอนเสิร์ตแคบๆ หรือในผับร็อคใต้ดินที่บรรยากาศอัดแน่น การแยกชิ้นดนตรีทำได้ดีพอที่จะแยกกีตาร์ริทึ่มกับกีตาร์ลีดออกจากกันได้ โดยที่ชิ้นดนตรีไม่ตีกันจนมั่วเวลาท่อนฮุคโหมหนักๆ
ไมโครโฟนและการใช้งานจริง
ตัวรีโมทควบคุมที่สายมาพร้อมไมโครโฟนที่จับเสียงพูดได้เคลียร์มาก และกิมมิกที่ Marshall ใส่ใจมาตลอดคือ "คลิปหนีบเสื้อ" ที่ติดมากับตัวรีโมทเลย คลิปตัวนี้นี่แหละครับคือความสะดวกมากๆ เวลาเราเดินคุยงานหรือคุยโทรศัพท์ แค่หนีบไว้ที่เสื้อในตำแหน่งที่เหมาะสม เพื่อให้ไมค์มันอยู่ระดับพอดีในการรับเสียงสนธนา ไม่แกว่งไปมา เสียงสม่ำเสมอ คุยงานรู้เรื่องจบปิ๊ง ไม่ต้องคอยเอามือจับไมค์ขึ้นมาจ่อปากให้เมื่อยเลยครับ


สรุป

ในยุคที่หูฟังไร้สายครองเมือง หลายคนอาจมองว่าหูฟังมีสายกำลังจะกลายเป็นอดีต แต่ความจริงแล้ว "ความเสถียร" และ "ความสะดวกแบบเสียบปุ๊บติดปั๊บ" ยังคงเป็นสิ่งที่หลายคนโหยหา Marshall จึงจับหูฟังอินเอียร์รุ่นยอดฮิตมาอัปเกรดพอร์ตการเชื่อมต่อเป็น Marshall Mode USB-C เพื่อให้ใช้งานกับสมาร์ทโฟนยุคใหม่ได้อย่างไร้รอยต่อ ราคาค่าตัว 1,990 บาท แลกกับหูฟังที่เสียบปุ๊บพร้อมใช้งาน ไม่ต้องชาร์จแบต ไม่มีดีเลย์เวลาดูหนังหรือเล่นเกม แถมยังได้ลุคที่ดูเท่ คลาสสิกแบบตะโกน ผมถือว่าเป็นการลงทุนที่คุ้มค่าเลยทีเดียวครับ

