ข้ามไปที่เนื้อหา
|

รีวิว Onkyo LS5200 – มินิชุดโฮมเธียเตอร์ 2.1 แชนแนล รองรับ 4K และการสตรีมมิ่งผ่านระบบเน็ตเวิร์คได้สมบูรณ์แบบ

เขียนโดย: EDITOR LCDTVTHAILAND โพสต์เมื่อ: 09 Feb 2022 0 ความคิดเห็น

2.1ch Home Theater in a Box

Onkyo LS5200

ห่างหายจากการรีวิวชุดซิสเต็ม HTiB กันไปนานพอสมควร สำหรับผู้เริ่มต้นหรือผู้ที่กำลังมองหาชุดโฮมเธียเตอร์ที่มีขนาดเล็กกะทัดรัดก็คงจะมีให้เลือกอยู่ไม่กี่แบรนด์มากนักที่ยังคงลงเล่นในตลาดกลุ่มนี้อยู่ ซึ่ง Onkyo เองก็เป็นอีกหนึ่งแบรนด์เครื่องเสียงระดับโลกจากแดนปลาดิบ ที่ยังคงมีผลิตภัณฑ์เครื่องเสียงตั้งแต่รุ่นเล็กๆ ไปจนถึงรุ่นใหญ่ระดับ Hi-End กันเลยทีเดียว

 

โดยเจ้า Onkyo รุ่น LS5200 ที่เราจะนำมารีวิวให้ได้รับชมกันในครั้งนี้ถือว่าเป็นชุดซิสเต็ม HTiB ที่มีขนาดเล็กอีกหนึ่งชุดที่กระผมได้เคยรีวิวมาเลยก็ว่าได้ เพราะว่ามันเป็นชุดซิสเต็มระบบเสียงแบบ 2.1 แชนแนลเท่านั้น แน่นอนว่ามันได้ถูกออกแบบมาเพื่อใช้ตอบสนองการรับฟังเพลงเป็นหลัก แต่จะว่าไปก็สามารถนำมาใช้รับชมภาพยนตร์ หรือแม้จะต่อกับเครื่องเล่นเกมส์ก็สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างครบครันไม่แพ้กันนะ

Onkyo LS5200 เป็นชุดโฮมเธียเตอร์ขนาดเล็กที่มาพร้อมกับการรองรับการใช้งานที่ค่อนข้างจะครอบจักรวาล โดยตัวของ AV Receiver จะมาพร้อมกับช่องต่อทั้งแบบแอนะล็อกและดิจิทัล ในส่วนของภาคถอดรหัสเสียงจะรองรับ DTS-HD Master Audio และ Dolby TrueHD พร้อมกันนี้ในส่วนของด้านการประมวลผลภาพก็รองรับ 4K Upscaling ภาพที่ความละเอียดจากระดับ Full HD 1080p ธรรมดาๆ ไปเป็นความละเอียดระดับ 4K ได้ด้วยเช่นกัน

ทั้งนี้ส่วนที่เป็นลูกเล่นอื่นๆ อย่างเช่น การสตรีมมิ่งเพลงจาก Smart Device ผ่านทาง Chromecast built-in, Wi-Fi, AirPlay และ Bluetooth ไปยังตัวของ AV Receiver ก็สามารถทำได้ นอกจากนี้มันยังมีความสามารถอื่นๆ ที่กระผมยังไม่ได้กล่าวถึงอีกมากมาย เดี๋ยวเราคงจะได้เห็นกันในรีวิวนี้อย่างแน่นอน จนคุณอาจจะต้อง ร้องว้าว! ว่าเครื่องเล็กแค่นี้สามารถใช้งานฟังก์ชั้นอย่างนั้นอย่างนี้ ได้ด้วยเหรอ?

Design – การออกแบบ

อันดับแรกเลยต้องขอพาคุณผู้อ่านทุกท่านมาไล่ดูไปเรื่อยๆ ที่ส่วนของดีไซน์กันก่อนนะ โดยลักษณะรูปร่างของเจ้า Onkyo LS5200 ทั้งชุดจะมีขนาดที่ค่อนข้างแตกต่างกับชุด HTiB ตัวอื่นๆ ที่กระผมได้เคยรีวิวมาแล้วก่อนหน้านี้ และจะเห็นว่าตัว AV Receiver มีขนาดที่ค่อนข้างบางใกล้เคียงกับเครื่องเล่น Blu-ray Player อีกด้วย

ระบบเสียงของชุดนี้จะเป็นแบบ 2.1 แชนแนล เมื่อลองนับๆ รวมกันแล้วจะมีลำโพงทั้งหมดเพียงแค่ 3 ตัวเท่านั้น (รวมลำโพงซับวูฟเฟอร์) ทำให้ลักษณะการใช้งานจะเหมาะกับการนำไปใช้งานกับห้องที่มีขนาดเล็ก อย่างเช่น ห้องนั่งเล่นของบางบ้านที่ไม่สะดวกติดตั้งติดตั้งชุด HTiB แบบ 5.1 แชนแนล เนื่องด้วยข้อจำกัดของพื้นที่ หรือผู้ที่ใช้งาน Soundbar อยู่แต่ต้องการชุดซิสเต็มที่รองรับการใช้งานได้หลากหลายกว่าก็สามารถจับ HTiB ชุดนี้เข้าไปติดตั้งทดแทนได้

เมื่อแกะกล่องออกมาจะพบกับพระเอกของเราที่ประกอบไปด้วยตัวของเครื่อง AV Receiver, ลำโพงคู่หน้า และลำโพงซับวูฟเฟอร์ ทั้งหมดล้วนมาในโทนสีดำอันเคร่งขรึม

นี่ก็คือหน้าตาของอุปกรณ์ทั้งหมดที่ทาง Onkyo ได้ใส่มาให้ภายในชุดนี้

ซึ่งอุปกรณ์ทั้งหมดนี้จะประกอบไปด้วย
1. คู่มือแนะนำการติดตั้ง และการใช้งาน จำนวน 1 ชุด
2. สายสัญญาณสำหรับใช้เชื่อมต่อกับลังโพงหลักคู่หน้า จำนวน 2 เส้น
3. หิ้งพร้อมน็อตสำหรับใช้ยึดลำโพงหลักคู่หน้าเข้ากับผนัง จำนวน 2 ชุด
4. แผ่นยางสำหรับใช้รองใต้ตูดลำโพงหลักคู่หน้า จำนวน 2 ชุด
5. สายอากาศวิทยุ DAB/FM จำนวน 1 เส้น
6. ถ่านขนาด AAA สำหรับใช้กับรีโมทคอนโทรล จำนวน 2 ก้อน

มาเริ่มเจาะลึกที่หน้าตาของ AV Receiver กันดีกว่า สำหรับตัวเครื่องจากที่กระผมได้ลองหาข้อมูลบนเว็บไซต์ของ Onkyo เข้าใจว่าจะมีอยู่ทั้งหมด 2 สี คือ สีขาว และสีดำ (แต่เข้าใจว่าในไทยทาง CMG น่าจะนำเข้ามาเฉพาะโมเดลสีดำเท่านั้น)

ตัวเครื่อง AV Receiver ที่นำมาใช้งานภายในชุดนี้จะมีชื่ออย่างเป็นทางการว่า “TX-L20DWL 2.1” โดยตัวบอดี้จะมีขนาดเล็กเพรียวบางกว่าชุด HTiB ตัวอื่นๆ เพราะว่าทาง Onkyo ได้จัดเจ้านี่ไว้ในกลุ่มของ Lifestyle Home Entertainment ที่จะอยู่ในระดับเดียวกันกับชุด Soundbar และชุดลำโพงขนาดเล็กแบบตั้งโต๊ะที่มีระบบภาคขยายเสียงในตัวหรือมี Receiver และภาคขยายติดมาให้ภายในชุด

ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะมีขนาดเล็กแต่มันก็มาพร้อมกับความสามารถในการรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับระบบเน็ตเวิร์คได้อย่างสมบูรณ์แบบด้วยการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านทางสัญญาณ Wi-Fi, Bluetooth หรือจะเชื่อมต่อผ่านทางสาย LAN ก็ได้ด้วย

ในส่วนของสเปคตัวเครื่องที่เป็นจุดเด่นเลยนั้นจะมีดังนี้
– ช่องต่อลำโพงซ้ายขวาที่สามารถรองรับกำลังขับได้สูงสุดที่ 85 W x 85 W (4 Ω, 1 kHz, 1%, 1 Channel Driven, IEC)
– รองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางสัญญาณ Wi-Fi และ Bluetooth Version 4.1+LE, A2DP 1.2/AVRCP 1.4
– รองรับการเชื่อมต่อกับ Smart Device ผ่านทาง Chromecast built-in, AirPlay และรองรับการใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชัน Spotify, TIDAL, Deezer, TuneIn และ Pandora ได้ในตัว
– มาพร้อมกับช่องต่อ HDMI Inputs จำนวน 4 พอร์ต / และมีช่องต่อ HDMI Out จำนวน 1 พร้อมกับรองรับการถ่ายทอดสัญญาณภาพที่ความละเอียดระดับ 4K/60p UltraHD (HDCP 2.2, 4:4:4 Color Space, HDR, BT.2020 Color)
– รองรับการ Upscaling ภาพวีดีโอ Full HD 1080p ให้มีความละเอียดสูงขึ้นเป็นระดับ 4K
– เนื่องด้วยระบบเสียงเป็นแบบ 2.1 แชนแนล จึงทำให้ตัวเครื่องสามารถรองรับการถอดรหัสเสียงได้เพียงแค่ DTS-HD Master Audio, DTS-HD High Resolution, DTS 96/24, DTS-HD Express, Dolby TrueHD, Dolby Digital และ Dolby Digital Plus เท่านั้น

ถัดมาต่อกันที่ด้านหน้าของตัวเครื่อง AV Receiver กันดีกว่า สำหรับบริเวณด้านหน้าที่เป็นส่วนของหน้ากากนั้นจะทำมาจากวัสดุที่เป็นพลาสติกขึ้นรูปเคลือบด้วยสีดำและพื้นผิวแบบมันเงา (Glossy) ทำให้มีความพรีเมียมไม่ใช่น้อย แต่การใช้งานจริงอาจจะต้องระวังเรื่องขนแมวกันสักเล็กน้อย

ทางด้านหน้าซ้ายของตัวเครื่องจะประกอบไปด้วยปุ่มควบคุมและช่องเชื่อมต่อต่างๆ ดังนี้
1. ปุ่ม Power สำหรับเอาไว้ เปิด/ปิด
2. ช่องต่อ USB จำนวน 1 พอร์ต
3. ช่องต่อหูฟังขนาด 3.5 มิลลิเมตร จำนวน 1 พอร์ต
4. ปุ่มลูกศร ขึ้น/ลง สำหรับเลือก Input และฟังก์ชันต่างๆ

ขยับมาทางบริเวณด้านขวาของหน้าเครื่อง ที่จุดนี้จะมีปุ่มที่เอาไว้ใช้สำหรับปรับจูนช่องสัญญาณวิทยุ และใกล้ๆ กันจะเป็นวอลุ่มที่เอาไว้ใช้สำหรับปรับระดับความ ดัง/เบา ของเสียง

ในส่วนลำโพงหลักซ้ายขวาที่ถูกใส่มาให้นั้นจะมีชื่อรุ่นอย่างเป็นทางการว่า “SKM-648”

ภายด้านในของตู้ลำโพงจะได้ถูกติดตั้งไดร์เวอร์แบบมิดเรนจ์และทวิตเตอร์ที่ให้กำลังขับรวมอยู่ข้างละ 85 W และสามารถถ่ายทอดคลื่นเสียงได้ตั้งแต่ย่านความถี่ 100 Hz ไปจนถึง 20 kHz โดยที่บริเวณหน้ากากด้านหน้าของลำโพงสามารถถอดออกได้ด้วยนะ

เทียบกันระหว่างด้านหน้าและด้านหลังที่มีสีดำเข้มทั้งตัว

สำหรับตัวบอดี้ของลำโพงหลักซ้ายขวาจะเป็นวัสดุที่ถูกขึ้นรูปจากพลาสติกเนื้อดีแข็งแรงเป็นพิเศษ และไม่ต้องห่วงว่าระหว่างลำโพงซ้ายกับขวามันจะมีสัดส่วนที่ไม่เท่ากัน เพราะเข้าใจว่ามันน่าจะถูกหล่อขึ้นรูปจากบล็อกพิมพ์ จึงไม่ต้องกังวลว่ามันจะมีขนาดรูปทรงไม่เท่ากัน

โดยตัวผิววัสดุของลำโพงหลักซ้ายขวายังคงความเป็นอัตลักษณ์เคร่งขรึมเรียบหรูเหมือนกับตัวเครื่อง AV Receiver ด้วยการใช้โทนสีดำมันเงาทั้งหมด ส่วนที่หน้ากากที่ใช้สำหรับปิดป้องกันตัวไดร์เวอร์นั้นก็มีการใช้ใยผ้าสังเคราะห์และแปะโลโก้คำว่า “Onkyo” เอาไว้ที่ด้านล่าง ทั้งนี้ส่วนที่เป็นช่องสำหรับเสียบสายลำโพงจะใช้เป็นแบบสปริงหนีบ ซึ่งจะสามารถหนีบเข้ากับสายลำโพงที่แถมมาให้ภายในชุดได้พอดิบพอดี

อ้อ! เกือบลืมบอกไปว่าขนาดของตู้ลำโพงหลักซ้ายขวาจะมีขนาดอยู่ที่ 102 x 170 x 105 มิลลิเมตร (กว้าง x สูง x ลึก) และที่ด้านใต้ของก้นลำโพงจะมีช่องที่เอาไว้ยึดน็อตเข้ากับฐานวางหิ้ง ซึ่งเจ้าฐานวางหิ้งที่แถมมานั้นจะเป็นขาเหล็กสแตนเลสขนาดเล็กที่สามารถยึดติดเข้ากับผนังได้อย่างสวยงาม

ในส่วนหน้าตาของรีโมทคอนโทรลนั้นทาง Onkyo เองก็ยังคงเอกลักษณ์เดิมไว้ ด้วยการใช้วัสดุที่เป็นสีดำด้านและสีดำมันเงา นอกจากนี้การจัดวางปุ่มกดต่างๆ ยังคงเรียบร้อยและกดใช้งานได้ง่ายเหมือนเช่นเดิม

ถัดมาต่อกันที่พระเอกอีกตัวของเรานั่นก็คือลำโพงซับวูฟเฟอร์

ซึ่งเจ้านี่เป็นอีกหนึ่งกำลังหลักที่จะมาช่วยเสริมความแข็งแกร่งให้กับลำโพงหลักซ้ายขวานั่นเอง โดยวัสดุหลักของตัวตู้ลำโพงนั้นทำมาจากไม้สังเคราะห์ชนิดพิเศษและพ่นเคลือบด้วยสีดำด้าน ส่วนที่บริเวณฐานขาตั้งและด้านบนจะเป็นพลาสติกสีดำมันเงา

พลิกมาดูที่ด้านหลังของตู้ลำโพงซับวูฟเฟอร์จะมีปุ่ม “LINK” ที่เอาไว้ใช้กดในกรณีที่ลำโพงไม่ซิงค์กับตัวเครื่อง AV Receiver และข้างๆ กันจะเป็นช่องสำหรับเสียบสายไฟ

อย่างที่บอกไปว่าที่ด้านบนตัวซับวูฟเฟอร์นั้นจะใช้เป็นแผ่นพลาสติกแบบมันวาวในการปิดพื้นผิวด้านบน จึงทำให้ดูแล้วมีความพรีเมียมพอสมควร แต่ทว่าด้านบนก็ไม่ได้ใช้เป็นโทนสีดำมันเงาและปล่อยโล่งแต่อย่างใด เพราะว่ามีการสกรีนโลโก้ “Onkyo”เอาไว้

พลิกมาดูที่ด้านใต้ของซับวูฟเฟอร์จะเป็นแบบ Direct ที่ประมาณด้วยสายตาแล้วน่าจะมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางอยู่ที่ 5-6 นิ้ว พร้อมกันนี้ส่วนที่เป็นท่อเบสก็จะคายลมลงที่บริเวณจุดนี้ด้วยเช่นกัน

สำหรับสเปคของลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่ถูกติดตั้งมาภายในชุดนี้จะเป็นลำโพงแบบไร้สายการใช้งานถือว่าง่ายมากๆ เพราะว่าเสียบปลั๊กไฟที่อยู่บริเวณด้านหลังของตู้ลำโพงก็สามารถใช้งานได้ทันที

โดยตัวตู้ลำโพงนั้นจะเป็นแบบ Active ใช้ชื่อรุ่นว่า “SKW-B50” มาพร้อมกับกำลังขับ 50 W (4 Ohms, 100 Hz, 1%, IEC) และรองรับการตอบสนองคลื่นเสียงในย่านความถี่ 40 Hz ไปจนถึง 200 Hz ซึ่งก็จะช่วยชดเชยเสียงความถี่ในบางย่านให้กับลำโพงคู่หลักได้เป็นอย่างดี ทั้งนี้ขนาดของตัวตู้ลำโพงจะอยู่ที่ 261 x 337 x 269 มิลิเมตร (กว้าง x สูง x ลึก)

 

Connectivity – ช่องต่อ

ผ่านส่วนที่เป็นดีไซน์ที่มีข้อมูลของอุปกรณ์แต่ละชิ้นแบบจัดเต็มกันไปแล้ว ทีนี้เราจะมาเน้นหนักกันที่ช่องเชื่อมต่อที่อยู่บริเวณด้านหลังของเจ้า AV Receiver รุ่น TX-L20DWL กันต่อเลย ถึงแม้ว่าตัวเครื่องจะบางพอๆ กับเครื่องเล่นแผ่น DVD หรือ Blu-ray แต่ในแง่ของฟังก์ชันการใช้งานและช่องต่อต่างๆ นั้นก็ยังคงจัดเต็มอยู่นะ โดยจะมีให้เลือกใช้ทั้งช่องต่อที่เป็นแบบดิจิทัลและแอนะล็อกอย่างครบครัน

เพื่อไม่ให้เสียเวลาพลิกมาเริ่มดูช่องเชื่อมต่อที่อยู่ทางด้านหลังกันเลย อย่างที่ได้เกริ่นไปก่อนหน้านี้แล้วว่าช่องต่อ Onkyo เขาใส่มาให้แน่นจริงๆ

ในส่วนของช่องต่อต่างๆ นั้นกระผมขอไล่เรียงเป็นข้อๆ ตามด้านล่างกันเลยก็แล้วกัน
1. ช่องสำหรับเชื่อมต่อสายรับสัญญาณ DAB/FM จำนวน 1 พอร์ต
2. เสารับสัญญาณ Wi-Fi และสัญญาณ Bluetooth จำนวน 2 ต้น (ไม่สามารถถอดออกได้)
3. ช่องสำหรับเชื่อมต่อ Audio IN จำนวน 3 ชุด
4. ช่องสำหรับเชื่อมต่อเข้ากับสายสายกราวด์
5. ช่องสำหรับเชื่อมต่อ Optical/Coaxial จำนวนอย่างละ 1 พอร์ต
6. ช่องสำหรับเชื่อมต่อ Network ผ่านทางสาย LAN จำนวน 1 พอร์ต
7. ช่องสำหรับเชื่อมต่อสาย HDMI Out จำนวน 1 พอร์ต
8. ช่องสำหรับเชื่อมต่อสาย HDMI In จำนวน 4 พอร์ต

ถัดมาที่ช่องต่อสายลำโพงซึ่งจะมีหัวคล้ายๆ ไบน์ดิ้งโพสต์ แต่การเชื่อมต่อนั้นเราสามารถนำสายลำโพงที่แถมมาให้ภายในชุดมาไขหนีบได้เลย และข้างๆ กันจะมีช่องสำหรับเสียบสายลำโพงซับวูฟเฟอร์มาให้อีก 1 พอร์ตด้วย

Sound – เสียง

มาถึงเรื่องของเสียงกันแล้วและนี่ก็จะทำให้เราได้รู้กันว่าเจ้า Onkyo LS5200 โดยรวมแล้วจะมีคาแรคเตอร์หรือมีว่าแนวเสียงเป็นเช่นไร สำหรับกำลังขับของชุดซิสเต็มทั้งชุดนี้จากที่ได้ลองคำนวณดูแล้วจะมีพละกำลังทั้งหมดอยู่ที่ 220 W จากกำลังขับขนาดนี้แล้วถ้าหากเปิดสุดรับรองได้เลยว่าข้างบ้านต้องเขวี้ยงหม้อมาแน่ๆ

เมื่อทำการประกอบและเคลียร์พื้นที่กันเรียบร้อยแล้ว ต้องขอบอกก่อนเลยว่าเจ้า Onkyo LS5200 ชุดที่เราได้มานั้นใหม่แกะกล่องจริงๆ เลยอาจจะต้องขอเปิดเบิร์นทิ้งไว้ เพื่อให้แอมป์และตัวไดร์เวอร์แต่ละชิ้นเข้าที่เข้าทางกันเสียก่อนนะท่านผู้ชม

หลังจากที่ปล่อยเบิร์นตัวซิสเต็มเอาไว้ กระผมเลยขอพาคุณผู้อ่านมาแอบดูที่เมนูของตัวเครื่องกันสักเล็กน้อย

จากภาพด้านบนจะเห็นว่าตัวช่องต่อ HDMI นั้นสามารถรองรับการเชื่อมต่อผ่านทางเทคโนโลยี HDCP 2.2 ตามที่ในสเปคได้เคลมเอาไว้ จึงทำให้ตัวเครื่องสามารถรองรับการปล่อยผ่านภาพ 4K ได้อย่างไหลลื่น

ทั้งนี้กระผมเองก็ได้แอบไปเปิดดูในส่วนของเมนูการตั้งค่าระบบเสียง ซึ่งพบว่ามันสามารถรองรับการปรับตั้งค่าระดับความดังของลำโพงแต่ละแชนแนลได้ และยังสามารถกำหนดระยะห่างระหว่างตัวตู้ลำโพงกับผู้ฟังได้อีกด้วย แต่ก็แอบเสียดายเล็กน้อยตรงที่ตัวเครื่องจะไม่ได้มีระบบ Audio auto calibration มาให้ ผู้ใช้งานทั่วไปอาจจะดูยุ่งยากเล็กน้อย

มาเริ่มทดลองรับชมภาพยนตร์กันเลยดีกว่า โดยกระผมจะใช้เรื่อง “Deadpool” ที่เป็นแผ่น Blu-ray 4K Ultra HD ในการทดสอบกับเจ้า Onkyo LS5200 เป็นหลักนะ

สำหรับความรู้สึกของการรับชมภาพยนตร์ผ่านระบบเสียง 2.1 แชนแนลที่เป็นระบบเสียงสูงสุดที่ชุดซิสเต็มนี้จะรองรับได้แล้วนั้น จากความรู้สึกแรกที่ตัวของกระผมเองก็ไม่ค่อยได้รับชมภาพยนตร์ด้วยระบบเสียงเช่นนี้มานานมากๆ แล้ว แต่ก็ต้องบอกเลยว่ามันว้าวจริงๆ ยิ่งถ้าหากนำไปติดตั้งในห้องนั่งเล่นที่มีพื้นที่ค่อนข้างจะจำกัดด้วยแล้วละก็ถือว่าลงตัวในระดับที่ดีกว่าการใช้งาน Soundbar บางตัวเลยนะ ซึ่งเดี๋ยวจะบอกว่ามันดีอย่างไร

ในส่วนของการใช้รับชมภาพยนตร์ถ้าให้เลือกระหว่าง Soudbar กับเจ้า Onkyo LS5200 กระผมเลือก Onkyo ชุดนี้นะ เนื่องด้วยการจัดวางลำโพงคู่หลังซ้ายขวาที่มีการแยกระยะห่างระหว่างกันอย่างตายตัว จึงทำให้การรับฟังรู้สึกว่าเสียงที่มันพุ่งออกมาแต่ละแชนแนลนั้นมีความสมจริงและไม่รู้สึกว่ามันหลอกเราแต่อย่างใด

นอกจากนี้แล้วตัวไดร์เวอร์ของลำโพงคู่หลักซ้ายขวานั้นก็ค่อนข้างจะมีจุดเด่นในการถ่ายทอดความถื่เสียงในย่านที่สูงๆ ได้เป็นอย่างดี ทำให้การรับชมภาพยนตร์ในฉากที่มีเสียงเอฟเฟคเฟี้ยวฟ้าวทำออกมาได้ชัดเจนและกรุ้งกริ้งดี ในแง่ของเสียงกลางที่เป็นโทนทุ้มอุ่นๆ ค่อนไปทางเสียงต่ำกลมมากๆ อาจจะฟังดูแล้วมีความบางไปสักเล็กน้อย แต่ก็ยังคงมีความมนและนุ่มนวลของเสียงกลางอยู่พอสมควรมิใช่น้อย

โดยส่วนตัวแล้วผมคิดว่าคงจะเป็นเพราะตัวไดร์เวอร์มิจเรจน์ที่มีขนาดค่อนข้างเล็ก แต่ก็ไม่ได้ถึงกับทำให้เราต้องมานั่งจับผิดอะไรมากนัก เนื่องด้วยตัวซูบวูฟเฟอร์ที่ใส่มาให้ภายในชุดนี้สามารถเข้ามาช่วยเติมเต็มเสียงในย่านความถี่ที่ขาดหายไปได้เป็นอย่างดี หากจะว่าไปแล้วตัวซับวูฟเฟอร์เองก็ถือว่ามีพละกำลังที่เกินตัวอยู่พอสมควร ทั้งนี้ในฉากที่เป็นเสียงระเบิด ตูมตาม! อาจจะรู้สึกว่าเสียงเบสที่ยิงลงพื้นนั้นมันแผ่กระจายนานไปสักหน่อย

นอกจากนี้แล้วที่ตัวของ AV Receiver ยังได้รับการติดตั้งโหมดเสียง Movie มาให้ได้เลือกใช้งานอยู่ 2 โหมด คือ
1. โหมด Direct : สำหรับโหมดเสียงตัวนี้จะให้เสียงที่เป็นเสียงแบบต้นฉบับ ซึ่งถ้าหากว่าเรา Output เสียงจากเครื่องเล่นมายังไงเสียงก็จะออกมาอย่างงั้น แต่ต้องขอบอกไว้ก่อนเลยว่าตัวเครื่องจะรองรับการถ่ายทอดระบบเสียงสูงสุดที่ DTS-HD Master Audio และ Dolby TrueHD เท่านั้นนะ เนื่องด้วยข้อจำกัดของตัวเครื่องที่รองรับลำโพงได้เพียงแค่ 2.1 แชนแนลเท่านั้น
2. โหมด Theater-Dimensional : จากที่ได้ลองฟังเทียบกับ Direct ส่วนตัวแล้วกระผมเองรู้สึกไม่ค่อยต่างกันสักเท่าไหร่นะ แต่เข้าใจว่ามันจะเป็นการไปเพิ่มระดับ Surround ของเสียงให้เพิ่มมากยิ่งขึ้น แต่ก็อย่างที่บอกไปว่ามันมีแค่ 2.1 แชนแนลเลยไม่ค่อยรู้สึกอะไรนัก

เก็บเรื่องการแสดงผลข้อมูล Info ของตัวเครื่องมาฝากกันสักเล็กน้อย

สำหรับการ Input ตัวคอนเทนท์จากเครื่องเล่นมานั้นจะเห็นว่ามัน Input จากต้นทางมาเป็นระบบเสียง Dolby TrueHD (2.1 แชนแนล) โดยที่จะไม่ได้เป็นระบบเสียง 5.1 หรือ 7.1 แชนแนลแบบทั่วๆ ไป ในส่วนของ Output ก็จะแสดงเป็นโหมดเสียงที่เราได้เลือกเอาไว้ อย่างในภาพด้านบนจะเป็นโหมดเสียง Direct (2.1 แชนแนล)

นอกจากนี้แล้วข้อมูลบน Info ยังบอกเราได้อีกว่าภาพวีดีโอที่ถูก Output ออกไปที่หน้าจอทีวีจะเป็นความละเอียดเท่ากับ 4K (3480 x 2160) 24Hz, 4K ycbcr 4:2:2 24bit, Premium Content

เปลี่ยนมาฟังเพลงเพราะๆ จากศิลปินวง “Coldplay” จากแผ่นคอนเสิร์ต “Coldplay Live 2012 (Paris)” กันบ้างดีกว่า

ข้อแตกต่างของเสียงที่ได้รับฟังเมื่อเทียบกับการรับชมภาพยนตร์แล้วล่ะก็จะมีความแตกต่างกันอยู่เล็กน้อย ถ้าหากว่าสังเกตดีๆ ซึ่งกระผมจะใช้โหมดเสียง Music สำหรับการรับฟังเพลง ซึ่งจะมีให้เลือกอยู่ 2 แบบเช่นกัน คือ
1. โหมด Stereo : จะถ่ายทอดเสียงออกมาในรูปแบบ 2.1 แชนแนล หมายความว่าจะมีซับวูฟเฟอร์เข้ามาร่วมถ่ายทอดพลังเสียงเบสและเสียงในย่านความถี่ต่ำด้วย โดยส่วนตัวแล้วถ้าหากฟังเพลงที่เป็นแนว Rock หรือ Hip Hop แล้วแนะนำว่าให้ใช้โหมดนี้จะดีที่สุด เพราะคุณจะได้รับฟังเสียงครบถ้วนและสมบูรณ์ที่สุด
2. โหมด Direct : สำหรับโหมดนี้ปกติแล้วจะเป็นโหมดเสียงที่นักฟังเพลงมักนิยมใช้กัน แต่ทว่าการที่จะเลือกใช้กับชุดซิสเต็มนี้อาจจะต้องเลือกใช้กับเพลงบางประเภทสักเล็กน้อย เนื่องด้วยต้วของลำโพงสเตอริโอหลักซ้ายขวาค่อนข้างจะมีขนาดเล็กถ้าหากใช้งานกับโหมดนี้เพลงบางแนวฟังแล้วอาจจะดูขัดใจหน่อยๆ

มาต่อกันที่การรับฟังไฟล์เพลงจากแผ่นด้วยเพลงที่ออกแนว Audiophile นิดๆ กันบ้าง โดยจะเปรียบเทียบระหว่างโหมดเสียงแบบ Stereo และ Direct ให้เห็นกันชัดๆ ไปเลย

ซึ่งเพลงที่ได้เลือกนำมาใช้นั้นจะเป็นเพลง “There You”ll Be – Jin Chi” ซึ่งความรู้สึกที่ได้จากโหมดเสียง Direct จากสัมผัสได้ถึงความหวานของเสียงกลางที่หนามนและชัดเจนกำลังดี ส่วนปลายเสียงจะมีความเปล่งประกายอยู่พอสมควรในบางจังหวะจะได้ยินแม้กระทั้งเสียงกลืนน้ำลายของนักร้องกันเลยทีเดียว แต่กระผมว่าถ้าฟังด้วยเสียงแค่เสียง 2 แชนแนลแล้ว ถ้าเป็นเพลงที่มีจังหวะเบาๆ ฟังแล้วก็เพลินดีไม่แพ้กัน

แต่ถ้าอยากได้ความนุ่มและความสนุกในการรับฟังเพลงขึ้นมาอีกระดับหนึ่งนั้น อาจจะต้องแนะนำให้ใช้เป็นโหมดเสียง Stereo เพราะท่านจะได้รับความเอิบอิ่มของเสียงทุ้มและเสียงกลางต่ำเพิ่มมาอีกเยอะพอสมควรเลยล่ะ

ถัดมาที่โหมด Game กันต่อ ที่โหมดนี้จะยังคงมีให้เลือกใช้งานอยู่ 2 รูปแบบเหมือนกับโหมดเสียงอื่นๆ ซึ่งการทดสอบนั้นได้ใช้เกมส์ “Horizon Zero Dawn” และ “Battlefield 4”

โหมดเสียง Game จะมีให้เลือก2 รูปแบบคือ
1. Direct : สำหรับโหมดนี้ก็จะคล้ายกับของโหมด Movie เลย คือจะเป็นเสียงต้นฉบับที่ไม่ได้รับการปรุงแต่งใดๆ ทั้งสิ้น
2. Theater-Dimensional : ส่วนโหมดนี้ก็จะเพิ่มความ Surround และความหนักแน่นของตัวซับวูฟเฟอร์ขึ้นมาอีกระดับหนึ่ง ทำให้ผู้เล่นเกมมีความรู้สึกอินกับตัวเกมส์มากยิ่งขึ้น

Feature – ลูกเล่น

ตัวเครื่อง AV Receiver จะรองรับการเชื่อมต่อเข้ากับระบบเน็ตเวิร์ค (Network) ผ่านทางสาย LAN และสัญญาณ Wi-Fi โดยตัวเครื่องที่ว่านี้จะไม่ได้รองรับแค่การสตรีมมิ่งเพลงผ่านทางระบบเน็ตเวิร์คเท่านั้น แต่ตัวมันเองยังสามารถที่จะเชื่อมต่อออกอินเทอร์เน็ตได้ด้วย จึงทำให้มันสามารถออกไปสตรีมเพลงจากอินเทอร์เน็ตผ่านทางแอปพลิเคชันที่ติดมาบนเครื่อง อย่างเช่น TIDAL, Spotify, Deezer, Pandora และ TuneIn ซึ่งสามารถทำการควบคุมสั่งงานง่ายๆ ผ่านทาง Smart Device ได้ทันที

นอกจากนี้แล้วถ้าหากท่านใดมี Smart Device ที่เป็นระบบปฏิบัติการ iOS และ Android แล้วละก็มันก็ยังรองรับการสตรีมมิ่งเพลงผ่านระบบ Wi-Fi ไปเล่นบน AirPlay และ Chromecast ได้ด้วยเช่นกัน ทั้งนี้ตัวเครื่อง AV Receiver ยังมีฟังก์ชัน FireConnect Wireless Multi-room Audio ทีสามารถสตรีมมิ่งเสียงเพลงไปออกที่ลำโพงของ Onkyo (สำหรับลำโพงที่จะรองรับฟังก์ชันนี้ได้จะต้องซื้อแยกนะจ๊ะ)

สำหรับหน้าจอเมนูที่เป็นศูนย์รวมการเชื่อมต่อแอปพลิเคชันต่างๆ ถ้าหากเข้าผ่านรีโมทคอนโทรลให้กดที่ปุ่มที่เขียนคำว่า “NET” ซึ่งตัวหน้าจอแสดงผลจะมีการจัดวางไอคอนไว้ในแนวตั้งแบบเรียบง่าย

ทั้งนี้การควรคุมเจ้าตัวเครื่อง AV Receiver ตัวนี้ก็สามารถควบคุมได้ง่ายด้วยการใช้งานคู่กับแอปพลิเคชันที่มีชื่อว่า “Onkyo Controller” ซึ่งสามารถรองรับการใช้งานได้ทั้ง iOS และ Android เข้าไปดาวน์โหลดได้เลยฟรีๆ

สำหรับการใช้งานผ่านทางแอปฯ “Onkyo Controller” นั้นก็ใช้งานได้ง่ายมากๆ จะเรียกว่ามีแอปฯ ตัวนี้ตัวเดียวก็สามารถผูกเข้ากับแอปพลิเคชันต่างๆ ที่ตัวแอปนั้นรองรับได้ ไม่ว่าจะเป็น TIDAL และ Deezer ก็สามารถสั่งสตรีมมิ่งผ่านแอปฯ ของ Onkyo ได้ทันทีเช่นกัน

มาลองกันที่ฟังก์ชัน Chromecast ที่ติดตั้งมาให้ภายในตัวเครื่องเลย โดยที่เราไม่จำเป็นต้องไปหาซื้อ Chromecast แบบที่เป็นตัวเชื่อมต่อผ่าน HDMI มาเพิ่มอีกต่อหนึ่ง

ซึ่งจากที่ได้ทดลองใช้งานแล้วมันจะสามารถรองรับการสรีมมิ่ง Audio จาก Smart Device ไปออกที่ตัว AV Receiver อย่างเช่นในภาพด้านบนผมใช้แอปฯ ของ “Deezer” เพื่อทำการทดสอบ และได้ลอง ลด/เพิ่ม ระดับความดังบนตัวเครื่อง AV Receiver มันก็จะมาปรับระดับเสียงบน Smart Device ให้สอดคล้องกันอัตโนมัติ

ในส่วนของการใช้งานฟังก์ชัน Chromecast ง่ายมากจริงๆ เพียงแค่เราต่ออุปกรณ์ทั้งคู่ (AV Receiver / Smart Device) ให้อยู่ใน Network เดียวกัน จากนั้นก็เข้าไปที่แอปฯ “Deezer” และให้ทำการเข้าไปจับคู่อุปกรณ์ในหัวข้อ Audio มันก็จะมีให้เราเลือก Cast ได้ทันทีเลย

ทั้งนี้หากท่านไหนใช้งานคอมพิวเตอร์และใช้เว็บเบราว์เซอร์ Google Chrome อยู่แล้วบนตัวเว็บเบราวร์เซอร์มันก็สามารถรองรับการ Cast เสียงไปออกที่ตัวของ AV Receiver ได้ด้วยนะ แต่ก็น่าเสียดายสักเล็กน้อยที่ตัวเครื่องนั้นสามารถรองรับการได้เฉพาะ Audio เท่านั้น จะไม่รองรับการ Cast แบบแชร์ทั้งภาพและเสียงให้ไปออกที่ตัวของ AV Receiver ได้นะ

นอกจากนี้แล้วหากท่านใดเป็นแฟนพันธุ์แท้ของแอปฯ “TIDAL” อยู่ก็สามารถ Cast เสียงไปผ่านตัวแอมป์ได้ด้วยเช่นกัน การสั่งให้มันเชื่อมต่อกับตัว AV Receiver ก็ง่ายมากๆ ให้เข้าผ่านทางแอป Onkyo ซึ่งจากที่ลองใช้งานดูก็พบว่ามันสามารถแสดงปกเพลง ชื่อเพลง และชื่อศิลปิน ได้อย่างครบถ้วนสวยงาม

มาลองฟังเพลงจาก iTunes ด้วยการใช้การตรีมมิ่งผ่านระบบเน็ตเวิร์คมาทาง AirPlay กันดูบ้าง

ในล่วนของการสตรีมมิ่งเพลงจาก Smart Device นั้นเราสามารถใช้การเชื่อมต่อเข้ากับตัวของ AV Receiver ได้อยู่ 2 รูปแบบหลักๆ นั่นก็คือการเชื่อมต่อไร้สายผ่านทางสัญญาณ Bluetooth และ Wi-Fi ซึ่งจากที่กระผมได้ลองรับฟังเพลงด้วยวิธีการตรีมมิ่งก็สามารถสรุปแนวเสียงออกมาได้ดังนี้

การรับฟังเพลงด้วยวิธีการสตรีมมิ่งสัญญาณผ่านทาง Bluetooth สามารถใช้งานได้สะดวกและรวดเร็วที่สุด แต่เมื่อผมได้ลองฟังกับเพลง “Numb – Linkin Park” จะพบว่ามันมีข้อด้อยกว่าการสตรีมมิ่งผ่าน Wi-Fi อยู่พอสมควรถึงแม้ว่าตัวของ Bluetooth เองจะถูกพัฒนามาถึงเวอร์ชัน 4.1+LE แล้วก็ตาม ซึ่งเมื่อเทียบกับการสตรีมมิ่งผ่าน Wi-Fi แล้ว พบว่าการรับฟังในรูปแบบหลังจะให้เสียงที่เปิดและปลายของเสียงกลางที่ดูคมกว่าเล็กน้อย ทั้งนี้ก็ต้องเลือกใช้งานตามแต่ที่ผู้ใช้งานสะดวกที่สุดจะเป็นการดีที่สุด

นอกจากนี้แล้วที่หน้าจอของตัวเครื่อง AV Receive ก็ยังสามารถแสดงชื่อศิลปิน และชื่อเพลงที่เรากำลังเปิดรับฟังอยู่ได้อีกด้วยนะ

Conclusion – สรุป

Onkyo LS5200 เป็นชุดซิสเต็มขนาดเล็กที่มาพร้อมกับระบบเสียงแบบ 2.1 แชนแนล รองรับการถ่ายทอดภาพที่ความละเอียดระดับ 4K และยังรองรับ 4K Upscaling ภาพวีดีโอให้กับคอนเทนท์ที่ยังเป็นความละเอียดระดับ Full HD (1080p) ได้อีกด้วย ทั้งยังรองรับการใช้งานผ่านระบบเน็ตเวิร์ค และสามารถใช้งานร่วมกับแอปพลิเคชันที่ตัวเครื่องรองรับหรือมีติดตั้งมาให้ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ซึ่งถ้าหากใครกำลังมองหาชุดซิสเต็มเล็กๆ แต่ไม่ได้อยากได้ Soundbar และมีพื้นที่สำหรับติดตั้งอยู่พอประมาณก็สามารถเลือกใช้งานเจ้า Onkyo LS5200 ได้เลย รับรองว่าท่านจะได้รับประสบการณ์ในการใช้งานที่แตกต่างจาก Soundbar ที่ยิงเสียงออกมาจากกลางจอทีวีอย่างแน่นอน เพราะว่าลำโพงคู่หลักซ้ายขวาของชุดนี้จะทำงานแยกจากกันอย่างอิสระชัดเจน

ชุดซิสเต็ม HTiB 2.1ch จาก Onkyo รุ่น LS5200
สนนราคาอยู่ที่ 29,990 บาท

ในส่วนของตัวลำโพงซับวูฟเฟอร์ที่ถูกใส่มาให้ภายในชุดนี้จะมาพร้อมกับพลังและความสามารถเกินตัว ซึ่งจะสามารถตอบสนองผู้ใช้งานได้อย่างครบถ้วน ทั้งในแง่ของการใช้ฟังเพลงและการใช้รับชมภาพยนตร์ สำหรับคาแรคเตอร์เสียงของชุดนี้โดยรวมจัดว่าเสียงใสกระจ่าง ปลายเสียงเปิดกว้าง และให้เสียงกลางที่มีความมนทอดยาวไปได้ไกล ส่วนของเสียงกลางในย่านที่ต่ำมากๆ ก็จะมีซับวูฟเฟอร์ที่คอยมาเติมเต็มทำให้เสียงทั้งหมดที่ถูกส่งผ่านออกมามีความสมบูรณ์แบบมายิ่งขึ้น

นอกจากนี้ตัวเครื่อง AV Receiver ก็ยังสามารถรองรับการเล่นผ่านเน็ตเวิร์คได้อย่างเต็มตัว ไม่ว่าจะเป็นการรองรับการเล่นเพลงผ่านแอปฯ TIDAL, Spotify และ Deezer ที่มีติดตั้งอยู่บนตัวเครื่อง หรือแม้แต่จะสตรีมมิ่งเพลงผ่านทาง AirPlay และ Chromecast ก็สามารถทำได้เช่นกัน

ข้อดีของ Onkyo LS5200
1. ลำโพงคู่หน้าให้กำลังขับได้สูงเกินตัว และให้เสียงย่านความถี่สูงทอดยาวไปได้ไกล
2. ตัวเครื่อง AV Receiver รองรับความละเอียดภาพสูงสุด 4K/60p UltraHD
3. พอร์ตเชื่อมต่อ HDMI รองรับเทคโนโลยี HDCP 2.2, 4:4:4 Color Space, HDR (High Dynamic Range) และ BT.2020 Color
4. รองรับการเชื่อมต่อระบบเน็ตเวิร์คได้เต็มรูปแบบ รองรับการควบคุมผ่านทางแอปพลิเคชันได้ผ่านทางแอปของ Onkyo มีให้ดาวน์โหลดทั้ง iOS และ Android

ข้อเสียของ Onkyo LS5200
1. การติดตั้งจะต้องใช้พื้นที่ด้านข้างของทีวีพอสมควร เมื่อเทียบกับลำโพง Soundbar
2. ลำโพงคู่หลักซ้ายขวาหากรับฟังเพลงบางประเภทในแบบ 2 แชนแนลจะถ่ายทอดเสียงในย่านความถี่ต่ำได้ไม่เอิบอิ่มเท่าที่ควร แต่ก็สามารถแก้ไขได้ด้วยการปรับเปลี่ยนไปใช้งานเป็นระบบเสียง 2.1 แชนแนล เพื่อให้ลำโพงซับวูฟเฟอร์มาช่วยทดแทนย่านเสียงส่วนที่ขาดหายไปให้มีความสมบูรณ์ที่สุด

 

Sample Image Gallery

SPRING SUMMER LOOKBOOK

Sample Block Quote

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis.

Sample Paragraph Text

Praesent vestibulum congue tellus at fringilla. Curabitur vitae semper sem, eu convallis est. Cras felis nunc commodo eu convallis vitae interdum non nisl. Maecenas ac est sit amet augue pharetra convallis nec danos dui. Cras suscipit quam et turpis eleifend vitae malesuada magna congue. Damus id ullamcorper neque. Sed vitae mi a mi pretium aliquet ac sed elitos. Pellentesque nulla eros accumsan quis justo at tincidunt lobortis deli denimes, suspendisse vestibulum lectus in lectus volutpate.
ถัดไป
ก่อนหน้า

แสดงความคิดเห็น

ความคิดเห็นในบล็อกทั้งหมดจะถูกตรวจสอบก่อนที่จะเผยแพร่

ขอบคุณสำหรับการสมัคร!

อีเมลนี้ได้รับการลงทะเบียนแล้ว!

เลือกซื้อรูปลักษณ์

ตัวเลือก

Have Questions?
Back In Stock Notification

ฝากอีเมลของคุณไว้ แล้วเราจะแจ้งให้ทราบทันทีที่สินค้า/รุ่นสินค้ามีในสต็อกอีกครั้ง

ถูกเพิ่มลงในตะกร้าสินค้าของคุณ

ตัวเลือก

this is just a warning

รีเซ็ตรหัสผ่าน

กรุณากรอกอีเมลที่คุณเคยลงทะเบียนไว้