รีวิว Samsung QLED TV 4K รุ่น Q80R ขนาด 75นิ้ว จอใหญ่ภาพคม ฟีเจอร์ไม่แพ้รุ่นพี่ พร้อม HDR10+

ต้องยอมรับว่าในปีนี้ทางเว็บเราได้จับ 4K Samsung TV แทบจะทุกรุ่นที่วางขาย รอบนี้เรามีโอกาสได้รีวิวตัวรองท็อป ขนาดใหญ่ถึง 75” ที่พอจับไปวางในห้องนั่งเล่นที่มีระยะรับชมประมาณ 2 เมตรนั้น เรียกได้เลยว่าเต็มตามากๆ ส่วนประสิทธิภาพจะทำได้ดีขนาดไหน ติดตามในรีวิว Samsung 75Q80R รีวิวนี้กันได้เลย
สเปคเบื้องต้นของ Samsung 75Q80R
– ขนาด 75″ ความละเอียด 4K – 3840 x 2160
– รองรับ HDR10+
– พาเนล VA
– Direct Full Array LED
– Tizen OS Smart TV
– One Connect
– ราคาเปิดตัว 159,990 บาท
ดีไซน์
ในภาพรวมการออกแบบของตัวเครื่องจะมาในโทนของ เงิน-ดำ ให้ความเรียบหรู ดูสง่างาม กรอบจอบาง เพียงแต่ขอบเครื่องไล่ไปทางด้านหลังจะดูหนาบ้าง เพราะด้วยความที่เครื่องนี้เป็น Direct Full Array LED Backlight วางหลอด Backlight ไว้ที่ด้านหลังเครื่องโดยตรงนั่นเอง ประโยชน์สูงสุดของการวางหลอด Backlight แบบนี้ก็เพื่อที่จะทำ Local Dimming ได้หลายๆ โซน

ด้านหน้าตรงของ Samsung 75Q80R

ด้านหลังของตัวเครื่อง

ด้านหลังเป็นทรงหลังเต่า พร้อมเส้นขีดขวางแบบนูนต่ำ
ส่วนขาตั้งเป็นรูปทรงแท่งสามเหลี่ยมสีเงินเข้ากับสีกรอบของตัวเครื่อง จุดยึดขาตั้งอยู่บริเวณกึ่งกลาง มีข้อดีคือสำหรับทีวีขนาดใหญ่เราไม่ต้องคิดคำนึงถึงความกว้างของชั้นวางมากนัก แต่ด้วยน้ำหนักของจอที่ค่อนข้างมาก ทำให้เวลาติดตั้งควรจะใช้คนอย่างน้อยสามคน และเพิ่มความระมัดระวังให้มากหน่อย หรือถ้าจะให้ดีไปกว่านั้น ให้ติดขาตั้งแบบล้อเลื่อนไปเลยเพราะจะสะดวกต่อการขนย้าย และทำความสะอาด

ขาตั้งทรงก้านสามเหลี่ยม

กึ่งกลางมีโลโก้ Samsung พร้อมปุ่มฮาร์ดคีย์อยู่ด้านล่าง
ด้านการจัดการสายสัญญาณ Samsung ถือว่ายืนหนึ่งในวงการตอนนี้ เพราะด้วย One Invisible Cable ที่เป็นสายสัญญาณแบบไฟเบอร์เส้นเล็กๆ รวมกับกล่อง One Connect Box ที่เป็นศูนย์รวมช่องต่อที่แยกออกมาจากตัวจอทีวี ทำให้การจัดสายสัญญาณเป็นเรื่องง่ายมาก เราสามารถย้ายสายไปวางไว้ในจุดอับสายตา แล้วค่อยปล่อยสาย One Invisible Cable เพียงเส้นเดียวเชื่อมต่อกับทีวี

สาย One Invisible Cable ที่รวมสัญญาณภาพ/เสียง และไฟฟ้า ในเส้นเดียว

มีสายสัญญาณเล็กๆ เพียงเส้นเดียวเชื่อมต่อเข้ากับทีวี

กล่อง One Connect Box ศูนย์รวมช่องต่อ

ช่องต่อด้านข้างจะเป็น USB 2.0 X 3 ช่อง

กลุ่มช่องต่อด้านหลังฝั่งซ้าย

กลุ่มช่องต่อด้านหลังฝั่งขวา
สรุปช่องต่อทั้งหมดของ Samsung 75Q80R
– HDMI x 4
– USB 2.0 x 3
– LAN
– Optical Digital
– Antenna
– AV/Component

รีโมทของรุ่นนี้ให้มาด้วยกันสองแบบ คือแบบธรรมดา และ One Remote
ภาพ
“ซื้อทีวีทั้งทีถ้ามีงบก็ให้เอาจอใหญ่ คุณภาพดีไว้ก่อน” ประโยคนี้ไม่ได้พูดกันเล่นๆ เพราะมีหลายคนซื้อทีวีมาแล้วบ่นเสียดายทีหลัง สาเหตุเป็นเพราะยิ่งทีวีจอใหญ่ เราก็ได้ดูภาพได้อรรถรส เต็มตามากกว่าเคย ในทีแรกตอนที่ Samsung 75Q80R เครื่องนี้ยังนอนอยู่ในกล่อง ผมเองก็เป็นคนนึงที่คิดว่าควรซื้อทีวีให้เหมาะสมกับขนาดห้องนั่งเล่น ก็ได้แต่คิดไปว่าจอใหญ่ขนาดนี้ กับระยะห่างการรับชมไม่ถึงสองเมตรมันจะล้นเกินไปไหม? พอลองเอาทีวีมาตั้งแล้วเปิดภาพดูจริงๆ ปรากฏว่าไม่ครับ ภาพไม่ล้นเลย กลับได้อารมณ์เต็มอิ่ม เต็มตา ให้ความรู้สึกแบบที่ทีวีขนาดเล็กให้ไม่ได้
สไตล์ภาพของรุ่นนี้ออกมาในลักษณะอิ่มเข้ม ลุ่มลึก ดูสบายตา พาเนลที่ใช้ยังคงเป็น VA ซึ่งเป็นเอกลักษณ์ของ Samsung ตัวเครื่องมีการจัดวางหลอด Backlight แบบ Direct Full Array LED (เพียงแต่หลอดจะเยอะไม่เท่ารุ่น Q90R) ด้วยจุดเด่นทั้งสองนี้ จึงทำให้การไล่สีสัน และการไล่ระดับสีดำทำได้ดีมาก ยิ่งได้ฟีเจอร์ Local Dimming มาช่วย ก็ยิ่งดีขึ้นไปอีก ในซีรีส์นี้สามารถปรับระดับของ Local Dimming ได้ 3 ระดับคือ Low/Standard/High
เพียงแต่ฟีเจอร์ Local Dimming ไม่สามารถเลือกที่จะปิดได้ ต้องเปิดไว้เท่านั้น นอกจากนี้ยังส่งผลต่อความสว่างโดยรวม และความสว่างสูงสุด (Peak Brightness) ถ้าปรับเป็นระดับ High ก็จะได้ความสว่างสูงสุด จากการทดสอบระดับที่เหมาะสมคือ Standard เพราะถ้าเป็นระดับ High เวลามีซับไตเติ้ลขึ้นมาตอนชมคอนเทนท์แบบ HDR10, HDR10+ อาจเกิดแสงเรืองตามขอบซับไตเติ้ล

พาเนล VA คุณภาพสูง ดำลึก มุมมองด้านข้างดี

Local Dimming สามระดับ
อีกฟีเจอร์หนึ่งที่ส่งผลต่อความสว่างคือ Contrast Enhancer ฟีเจอร์นี้เลือกปรับได้สามแบบคือ off/Low/High ค่าเปรียบต่างของแสงระหว่างสองระดับนี้มีค่อนข้างมาก หากจะเปิดใช้แนะนำว่าแค่ระดับ Low ก็เพียงพอ เพราะระดับ High ในบางฉาก อาจจะสว่างหรือมืดมากเกินไป
ส่วนโหมดภาพจากโรงงานที่แนะนำให้ใช้คือโหมด Movie และต้องเปลี่ยนอุณภูมิสี (Color Temperature) เป็น Warm2 สามารถใช้ค่านี้ได้ทั้งการรับชมแบบ SDR และ HDR สาเหตุที่แนะนำแบบนี้ก็เพราะว่าพอเปลี่ยนแล้ว ให้ค่าอุณภูมิสีได้ดีที่สุดจากโหมดภาพอัตโนมัติโหมดอื่นๆ พออุณหภูมิสีของทีวีดีขึ้น สีสันที่ทีวีถ่ายทอดมาก็จะมีความเที่ยงตรงกับคอนเทนท์ต้นฉบับมากขึ้น

เลือกโหมดภาพ Movie พร้อมปรับ Color Temp เป็น Warm2 ใช้ได้กับทั้งการรับชม SDR และ HDR

ฟีเจอร์ Contrast Enhancer หากจะใช้งานแนะนำระดับ Low
ด้วยความที่เป็นซีรีส์รองท็อป จึงทำให้ Q80R มีตัวเลือกในการปรับแต่งค่าภาพได้อย่างละเอียด ไม่ว่าจะเป็นการปรับ Gamma, White Balance แบบ 2P – 20P รวมไปถึง CMS (Color Management System) ซึ่งสำหรับคนที่ซีเรียสเรื่องความเที่ยงตรงของสีสัน รุ่นนี้ถือว่าตอบโจทย์ นอกจากนี้ตัวเครื่องยังรองรับการปรับภาพแบบอัตโนมัติ (Auto Calibration) ด้วย และหลังจากที่ทางเราได้ปรับภาพของตัว Samsung 75Q80R ไป พบว่าสีสันมีความเที่ยงตรงมากขึ้น ตัวเครื่องรองรับสีสันตามมาตรฐาน DCI-P3 89.5% ให้ความสว่างสูงสุดที่ 1770nits ที่โหมด Vivid แต่ถ้าเป็นโหมด Movie จะอยู่ที่ 1238nits และแสดงรายละเอียดในที่สว่าง/ที่มืดได้ดีกว่าก่อนปรับภาพ ส่วนในเรื่องอื่นๆ นั้นไม่ได้แตกต่างจากการก่อนปรับภาพมากนัก ไม่ว่าจะเป็นโทน หรือมิติภาพ ถือได้ว่าเป็นเรื่องดีเพราะแสดงว่าค่าจากโรงงานก็ดีเพียงพอต่อการใช้งานแล้ว

ค่าก่อนปรับภาพ

ค่าหลังปรับภาพ จะเห็นได้ว่าค่าความผิดเพี้ยนของสีถูกต้องมากกว่าเดิมเล็กน้อย

ฉากนี้ถ้าแสดงรายละเอียดในที่สว่างได้ไม่ดี เส้นสายบนผนัง กำแพงกลืนหายไปกับสีขาวหมด
ไม่ใช่แค่เพียงคอนเทนท์ 4K HDR เท่านั้น แต่คอนเทนท์ความละเอียด Full HD (1920×1080) ก็มีความสำคัญไม่แพ้กัน เพราะตามการใช้งานโดยทั่วไปแล้ว ใช่ว่าเราจะดูแต่คอนเทนท์ความละเอียด 4K อย่างเดียว ในตัวอย่างได้ทดสอบเปิดกับแผ่น Blu-ray Disc เรื่อง San Andreas พอภาพขึ้นมาก็ต้องบอกเลยว่าการอัพเสกลภาพของ Samsung 75Q80R ทำได้ดีเกินคาด เส้นสายยังคมชัด ถึงจะเป็นจอใหญ่ แต่รายละเอียดในส่วนเล็กๆ อย่างบนเสื้อผ้าก็ยังคงมีให้เห็น

การอัพสเกลคอนเทนท์ 1080p ทำได้ดี

ภาพจากดิจิตอลทีวี สัญญาณแบบ 1080i ดูบนจอใหญ่ก็ยังไหว
ส่วนสายเกมคอนโซล เกมมอร์พีซีทั้งหลาย ถ้าจะเลือกทีวีจอใหญ่มาเล่นเกมโดยเฉพาะ แบรนด์ Samsung ถือว่าตอบโจทย์มากที่สุด เพราะรองรับฟีเจอร์ VRR (Variable refresh rate) ที่จะช่วยปรับเฟรมเรตระหว่างการ์ดจอกับทีวีให้ตรงกัน ช่วยให้ไม่เกินภาพขาด/Screen Tearing เวลาเล่นเกม โดยเฉพาะเกมประเภท FPS ที่ต้องมีการปรับเปลี่ยนภาพเร็วๆ เกือบตลอดเวลา และถ้าไม่มั่นใจว่าฟีเจอร์นี้เปิดอยู่หรือเปล่า ก็ให้ลองเข้าไปที่ Setting > Game Mode Setting > FreeSync เลือกเป็น Ultimate ครับ แถมค่า HDMI Input Lag ก็ต่ำอยู่ราวๆ 15ms เท่านั้น

ลองต่อกับเกมคอนโซล Xbox สามารถติ๊ก VRR ได้

เช็คให้ชัวร์ว่าในหัวข้อ FreeSync ได้เลือกหัวข้อ Ultimate ไว้

ด้วยฟีเจอร์นี้ไม่ว่าจะเจอฉากไหนก็เล่นได้ลื่นๆ ภาพไม่ขาดแน่นอน
เมื่อเป็นรุ่นรองท็อปแบบนี้ ย่อมต้องมีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวใส่มาให้ด้วย ในระดับ Auto ภาพเคลื่อนไหวลื่นมากครับ เพียงแต่จะไม่เป็นธรรมชาติเท่าไหร่นัก เพื่อแก้ตรงจุดนี้ขอแนะนำให้ใช้เป็น Custom แล้วปรับ Blur Reduction เป็นระดับ 7 และ Judder Reduction เป็น 3 ภาพจะไม่กระตุก อีกทั้งยังไม่เกิดภาพซ้อนในช่วงที่มีวัตถุเคลื่อนไหวเร็วๆ อีกด้วย จึงทำให้ภาพดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น

ระดับของ Motion ที่แนะนำ แต่ถ้าชอบลื่นกว่านี้ก็สามารถเพิ่มระดับตามความชอบได้ เพียงแค่ปรับแล้วต้องระวังเรื่องภาพซ้อนสักหน่อย
เสียง
ในซีรีส์ Q80R ไม่ว่าจะเป็นขนาด 55″, 65″ หรือ 75″ ก็จะมีจำนวนแชนแนลของลำโพง พร้อมทั้งกำลังขับเท่ากันทั้งหมดคือ 2.2CH กำลังขับ 40W จุดวางลำโพงอยู่ในตำแหน่งใต้กรอบจอด้านล่างบริเวณซ้าย-ขวา ของตัวเครื่อง ยิงเสียงแบบ Down Firing แรกเริ่มที่ได้ยินเสียงของรุ่นนี้ ความประทับใจก็เกิดขึ้นมาเลย เพราะเนื้อเสียงลำโพงกำลังพอเหมาะ ไม่แห้ง ไม่หนาจนเกินไป เวทีเสียงถือว่ามีความกว้างครอบคลุมพื้นที่การแสดงผล เสียงเบสพอมีให้ได้ยินพอหอมปากหอมคอ น่าเสียดายที่โหมดเสียงอัตโนมัติของรุ่นนี้ไม่ได้มีให้เลือก จึงทำให้สไตล์เสียงของทีวีมีเพียงแค่แบบเดียว สำหรับใครที่ชอบเบสเยอะหน่อย หรืออยากให้เสียงกลางชัดขึ้น ก็ต้องให้ไปปรับแต่งที่ Equaliser แทน

เนื้อเสียงของลำโพงดีกว่าที่คิด กลมกล่อม

ปรับ Equaliser ตามความชอบของแต่ละคนได้
ในหมวด Sound ของ Samsung มีสองหัวข้อที่จะไม่พูดถึงไม่ได้ ตัวแรกคือ Dolby Atmos Compatibility หัวข้อนี้เอาไว้สำหรับใช้กับคนที่เอาทีวีไปต่อกับซาวด์บาร์ หรือแอมป์ ในกรณีใช้งาน HDMI ARC เพื่อที่จะได้ฟังเสียงแบบ Dolby Atmos กับอีกข้อคือ Auto Volume ฟีเจอร์นี้เหมาะกับการใช้งานกับดิจิตอลทีวี เพราะผมเชื่อได้เลยว่าคนที่ดูดิจิตอลทีวีบ่อยๆ เวลาเปลี่ยนไปแต่ละช่องก็จะรู้เลยว่าเสียงที่ออกมามันจะไม่เท่ากัน เมื่อเปิดฟีเจอร์นี้ก็จะช่วยปรับแต่งเสียงแต่ละช่องให้ออกมาในระดับที่พอดี ไม่ดังมากจนเกินไป

ใครจะฟังเสียงแบบ Dolby Atmos และดูดิจิตอลทีวีไม่อยากได้ยินเสียงพุ่งให้ดูฟีเจอร์นี้
เพิ่มเติม
ระบบปฏิบัติการที่ Samsung ใช้คือ Tizen OS ที่มีจุดเด่นในเรื่องของความเร็ว และใช้งานง่าย ในปีนี้ก็มีการเพิ่มแอปพลิเคชั่นใหญ่ที่น่าสนใจอย่าง Apple TV เข้ามา ด้วยแอปฯ นี้ทำให้ผู้ใช้อุปกรณ์ของ Apple สามารถ Cast ภาพ หรือวิดีโอขึ้นไปเล่นบน Samsung Smart TV ได้ทันที และภายในแอปฯ ยังมีบริการ Apple TV+ ที่เป็นบริการสตรีมมิ่ง รวมไปถึงคนที่เคยซื้อหนังไว้บน iTunes ก็สามารถล็อคอินแล้วมาดูบนทีวีได้เลย ไม่ต้องใช้กล่อง Apple TV อีกต่อไป

Apple TV รวมทุกบริการของ Apple ไว้ให้แล้ว

Apple TV+ สตรีมมิ่งความละเอียด 4K HDR
ส่วนแอปพลิเคชั่นที่ใช้งานกันประจำอย่าง Netflix, YouTube และ Amazon Prime Video ก็มีให้ใช้งานบนตัวเครื่องเช่นกัน ทั้งสามแอปฯ ต่างรองรับการสตรีมมิ่งแบบ 4K HDR ทั้งหมด ใครที่บอกว่าไม่รู้จะหาคอนเทนท์ 4K ดูได้จากที่ไหนก็ตรงนี้เลย มีให้ดูกันจนตาแฉะแน่นอน

YouTube รองรับ HDR

ภาพจากสตรีมมิ่ง Netflix
อีกจุดเด่นหนึ่งของ Tizen OS ก็คือมี Samsung TV Plus ที่เป็นบริการสตรีมมิ่งซีรีส์, วาไรตี้-เกมโชว์ และ K-POP ส่งตรงจากเกาหลีกว่า 28 ช่อง พร้อมซับไตเติ้ลภาษาไทย โดยความคมชัดของภาพจะขึ้นอยู่กับความเร็วของอินเทอร์เน็ตขณะนั้น

Samsung TV Plus เอกสิทธิ์เฉพาะคนใช้ทีวี Samsung

บราวเซอร์ใช้งานได้ดี

มีแอปพลิเคชั่นอื่นๆ ที่น่าสนใจให้ดาวน์โหลดอีกบนสโตร์
สรุป
ข้อดีของ Samsung 75Q80R
1. เป็นทีวีที่ใช้พาเนล VA คุณภาพดี มุมมองด้านข้างเป็นรองมุมตรงแค่นิดเดียว
2. กล่อง One Connect ทำให้จัดสายสัญญาณได้เป็นระเบียบ
3. เมื่อใช้โหมดภาพ Movie พร้อมปรับ Color Temperature เป็น Warm 2 ก็ได้ภาพที่พร้อมใช้งาน
4. ถึงจะดูจอใหญ่ 75″ ก็ยังสามารถอัพสเกลภาพได้คมชัด
5. มี Local Dimming
6. มี VRR ปรับเฟรมเรตของการ์ดจอ ให้ตรงกับอัตรารีเฟรชเรต เหมาะกับการเล่นเกม!
7. Input Lag ต่ำ
8. มี Apple TV ในตัว
ข้อเสียของ Samsung 75Q80R
1. การติดตั้งต้องอาศัยความระมัดระวังสูง เพราะจอใหญ่ น้ำหนักมาก
2. ระดับ Local Dimming ส่งผลกับความสว่างทั้งภาพ และ Peak Brightness แนะนำเปิดระดับ Low- Standard หากเปิดระดับ High แล้วชมคอนเทนท์ HDR เวลา ซับไตเติ้ลขึ้นมา อาจเกิดแสงเรืองตามขอบซับไตเติ้ล
3. โหมดเสียงอัตโนมัติมีน้อย ถ้าอยากได้เสียงตรงใจต้องปรับ Equaliser เอา

เป็นทีวีจอใหญ่คุณภาพคับแก้ว สมกับเป็นซีรีส์รองท็อป ด้วยชิปประมวลผลภาพที่ดี จึงทำให้การอัพสเกลภาพทำได้อย่างยอดเยี่ยม จะเปิดคอนเทนท์ Full HD หรือ 4K ก็เอาได้อยู่หมัด และด้วยการวางหลอดแบล็คไลท์แบบ Direct Full Array LED จึงทำให้คุมระดับสีดำได้ดี ตัวเลือกปรับภาพต่างๆ ขอแค่ปรับให้ถูกต้อง ก็พร้อมที่จะใช้งาน ถ่ายทอดภาพได้อย่างดีเยี่ยม ฟีเจอร์ที่ให้มาก็ครอบคลุมการใช้งานในปัจจุบันทั้งหมด ไม่ว่าสตรีมมิ่งชั้นนำ YouTube, Netflix, Apple TV แถมยังมี Samsung TV Plus ส่งตรงช่่องเกาหลี 28 ช่อง เอาใจคอเกาหลีสุดๆ