รีวิว Samsung RU7200 ขนาด 55นิ้ว ทีวี 4K HDR มี Apple TV และ Airplay 2 ได้ในตัว!!
เชื่อว่าคนที่กำลังมองหา 4K HDR TV เริ่มต้นสักเครื่อง จะต้องมีตัวเลือกในใจไม่น้อย ดังนั้นเชื่อว่ารีวิวนี้จะช่วยให้คนซื้อตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ เพราะ Samsung ซีรีส์ RU7200 ถูกวางตัวมาให้จับกลุ่มลูกค้าที่คิดจะซื้อ 4K HDR TV ตัวเริ่มต้น และยังคงได้ภาพ กับลูกเล่น Smart TV ที่ดี ทำให้ซีรีส์นี้น่าสนใจเป็นอย่างมาก

สเปคเบื้องต้นของ Samsung 55RU7200
- ทีวีความละเอียด 4K (3840 x 2160) รองรับ HDR
- ขนาดหน้าจอ 55″
- พาเนล VA
- Digital TV Built-in
- มี One Remote
- Wireless LAN / Ethernet Cable
- มี Cable Management จัดสายสัญญาณ
- Smart TV Tizen OS
- YouTube รองรับค้นหาด้วยเสียงภาษาไทย
- รองรับ Apple TV และ AirPlay 2
- ราคาเปิดตัว 21,900 บาท

ดีไซน์
การออกแบบ Samsung RU7200 จะมาในโทนสีดำด้านทั้งตัวจอทีวี และขาตั้ง ตัวกรอบทีวีมีความหนาเล็กน้อย ซึ่งก็ถือว่าเข้าใจได้ในสไตล์ทีวีเริ่มต้นที่ไม่ต้องเน้นความบางชนิดภาพชนขอบ
ส่วนขาตั้งก็เป็นรูปทรงยอดฮิตตัว V กลับหัว หรือก็คือทรงกิ่งไม้ ช่วยยกจอทีวีให้สูงขึ้นจากชั้นวาง 8 เซนติเมตร หากในอนาคตผู้ใช้ต้องการหาซาวด์บาร์สักตัวมาเสริมพลังด้านเสียงก็สามารถวางตรงช่องว่างระหว่างขาตั้งได้เลย และก็ไม่ต้องห่วงว่าเอาซาวด์บาร์มาไว้ตรงนี้แล้วจะบดบังสัญญาณรีโมทนะครับ เพราะ One Remote ของ Samsung ส่งสัญญาณแบบ Bluetooth

RU7200 มาพร้อมกับการออกแบบทรงมาตรฐาน แต่ที่เด่นคือขาตั้งที่ยกสูงกว่าแบรนด์อื่น

โลโก้ Samsung พื้นสีเทาตัวอักษรสีดำ เข้ากันกับตัวเครื่อง

ขาตั้งรูปทรง V กลับหัว หรือกิ่งไม้
- Samsung RU7200 VS RU7100 = ซีรีส์ RU7200 จะแถม One Remote มาให้ แต่ซีรีส์ RU7100 ได้แต่รีโมทธรรมดา
** Samsung RU7200 VS RU7300 = ซีรีส์ RU7200 เป็นจอตรง, ซีรีส์ RU7300 จอโค้ง
บริเวณด้านหลังเครื่องเป็นทรงหลังเต่า โค้งนูนเล็กน้อย เล่นลวดลายแบบโลหะขัด ทำให้ดูไม่เรียบแบน กลุ่มช่องต่อจัดวางอยู่บริเวณด้านซ้ายของตัวเครื่อง (แต่ถ้าหันจอภาพเข้าหาตัวจะอยู่ด้านขวา) และถ้าใครสังเกตรูปขาตั้งด้านบน จะเห็นว่ากิ๊บล็อครัดสายไฟมาให้ด้วย ทำให้เราสามารถจัดสายไฟหลังเครื่องได้อย่างเป็นระเบียบ แต่น่าเสียดายที่รูสำหรับร้อยสายสัญญาณของตัวกิ๊บล็อคมีพื้นที่น้อยไปนิด หากใช้กับสายเส้นใหญ่หน่อยอย่างพวก HDMI เพียงแค่สายเส้นเดียวก็ใช้เต็มพื้นที่แล้ว ไม่สามารถนำสายอื่นๆ มาร้อยได้อีก

ถึงจะเป็นรุ่นเริ่มต้นแต่ก็ได้อุปกรณ์ Cable Management ที่จัดสายไฟมาให้

สายสัญญาณจะร้อยไปตามขาตั้งเลย สวยงาม!

กลุ่มช่องต่อด้านข้าง

ช่องต่อด้านหลัง
สรุปช่องต่อทั้งหมดของ Samsung 55RU7200
- HDMI x 3
- Optical Digital
- USB x 2
- Antenna
- Component
- LAN
- Wireless LAN Built-in

รีโมทแถมให้มาถึงสองแบบ แบบธรรมดา กับ One Remote!! *One Remote สามารถใช้คุมอุปกรณ์ที่มาเชื่อมต่อกับทีวีได้ เช่น Blu-ray Player
ภาพ
เอกลักษณ์ของทีวี Samsung คือต้องใช้พาเนลแบบ VA ที่มีจุดเด่นเรื่องระดับสีดำ แต่มีจุดด้อยในเรื่องของมุมมองด้านข้าง ดังนั้นสิ่งแรกที่ผมทำหลังเสียบปลั๊ก เปิดภาพขึ้นมาคือดูเรื่องมุมมองก่อนเลย ซึ่งหลังจากที่ย้ายไปดูซ้ายที ขวาที ผลปรากฏว่า “ชอบครับ” ไม่น่าเชื่อว่า 55RU7200 จะทำมุมมองด้านข้างได้ดีแบบนี้ ถ้าไม่นั่งในมุมที่เฉียงมากจริงๆ สีสันจะดรอปลงเพียงแค่เล็กน้อยเท่านั้น
สไตล์ภาพของ Samsung 55RU7200 ออกมาแนวโทนเปิดสว่าง ดูง่าย สบายตา เพียงแต่บางฉากจะสูญเสียรายละเอียดในที่สว่าง และที่มืดไปบ้าง ซึ่งจุดนี้ถ้าไม่ได้มานั่งจับสังเกตกันจริงๆ ก็จะไม่มีผลต่อการรับชมเลย และในบรรดาโหมดภาพอัตโนมัติทั้งหมดที่มีให้เลือก ขอแนะนำว่าให้ใช้โหมด Movie (หรือภาพยนตร์) สำหรับการรับชมจะดีที่สุด แล้วปรับ Color Temperature เป็น Warm2 เพราะในโหมดอื่น อุณหภูมิสีภาพจะเป็นโทนเย็นมากไป ซึ่งการตั้งค่าเช่นนี้สามารถนำไปปรับใช้ได้ทั้งกับคอนเทนท์ HDR และ SDR

โหมดภาพอัตโนมัติที่แนะนำให้ใช้คือโหมด Movie

ด้วยสไตล์ภาพที่เปิดสว่าง ทำให้เวลาดูแอนิเมชั่นก็จะดูดีมากเป็นพิเศษ
ส่วนเรื่องภาพเคลื่อนไหวก็ไม่ต้องห่วง เพราะซีรีส์นี้มีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว Auto Motion Plus ใส่มาให้ด้วย ทำให้เวลาถึงฉากต่อสู้ หรือฉากที่มีการแพนกล้อง เราก็จะได้เห็นภาพที่ไม่สะดุด ไม่กระชาก ดูลื่นตา โดยระดับที่แนะนำให้ใช้คือการปรับ Judder Reduction เป็นระดับ 3 – 4 ภาพเคลื่อนไหวก็จะดูดีขึ้น ส่วนระดับที่มากไปกว่านั้น ในบางฉาก บางตอนเราจะเริ่มสังเกตเห็นวุ้นตามวัตถุที่เคลื่อนไหว ถ้าใครยอมรับตรงนี้ได้จะปรับค่ามากกว่านี้ก็ไม่ว่ากัน ส่วน LED Clear Motion ก็ถือเป็นตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหวอีกประเภทหนึ่ง เพียงแต่จะเป็นการแทรกเฟรมดำเข้าไปในภาพ จึงไม่อยากแนะนำให้ใช้ เพราะภาพมันลื่นขึ้นก็จริง แต่ความสว่างก็ถูกลดทอนลงด้วย

เป็นทีวีรุ่นเริ่มต้น แต่มีตัวช่วยเรื่องภาพเคลื่อนไหว หาได้ยากในตลาด!
ดูภาพของ Samsung 55RU7200 ฉบับ “แกะกล่องเปิดเครื่อง” กันไปแล้ว คราวนี้ลองมาดูภาพหลังจากที่ผ่านกระบวนการปรับภาพแล้วกันบ้าง ซึ่งก็เป็นไปตามคาด ค่าที่วัดได้จากโหมด Movie แล้วปรับเปลี่ยน Color Temperature เป็น Warm2 ให้อุณหภูมิสีที่ดีที่สุด อยู่ที่ 6673K (ในโหมด SDR) ใกล้เคียงกับค่าสมดุลแสงขาว 6500K มากที่สุด และค่าที่ได้หลังจากการปรับภาพก็ยิ่งเข้าใกล้มากขึ้น มือใหม่อาจสงสัยว่าค่าสมดุลแสงขาวมันสำคัญยังไง หากทีวีสามารถทำสมดุลแสงขาวได้ดี ภาพที่ถ่ายทอดออกมาก็จะตรงตามโทนสีของคอนเทนท์ต้นฉบับมากที่สุด ก็เหมือนกับผ้าสีขาวนั่นเอง สาดสีอะไรลงไปก็จะเป็นสีแบบนั้น

โหมด SDR อุณหภูมิสีดีมาก

Samsung 55RU7200 แสดงสีสันได้ 95.7% ตามมาตรฐานขอบเขตสี Rec.709
ด้านภาพแบบ HDR หลังจากปรับภาพแล้วก็ดูดีขึ้นมาอีกหนึ่งระดับ เพียงแต่ไม่ได้ดีถึงขนาดผิดหูผิดตาไปจากเดิม ซึ่งก็ถือว่าเป็นเรื่องปกติสำหรับ 4K HDR รุ่นเริ่มต้น และถือว่าเป็นเรื่องดีไปในเวลาเดียวกัน ทำไมถึงบอกว่าดี? เพราะ 4K HDR TV รุ่นเริ่มต้นทำออกมาเจาะกลุ่มผู้ใช้ที่มักอยากได้ทีวี ที่ภาพดีพอประมาณ ใช้งานง่าย ซึ่งรุ่นนี้ก็ตอบโจทย์พอดี เพียงแค่ปรับค่าตามคำแนะนำก็ถือว่าใช้ได้แล้ว
มีข้อแนะนำเพิ่มเติมเล็กน้อย ในโหมด Movie ของรุ่นนี้ภาพจะดูนวลตาไปบ้าง หากใครอยากได้ความคมชัดของขอบภาพเพิ่มมากขึ้น สามารถปรับค่า Sharpness ขึ้นสักระดับ 3-5 ก็จะช่วยได้

ขอบเขตสีของ Samsung 55RU7200 ทำได้ 67.2% ตามมาตรฐาน DCI-P3
กับการเล่นเกม ซีรีส์นี้ก็ทำได้ดีไม่แพ้กัน เพียงแค่เชื่อมต่อกับเครื่องเกมคอนโซล ตัวทีวีก็จะทำการปรับเปลี่ยนโหมดภาพเป็น “Game Mode” โดยอัตโนมัติ สาเหตุที่ตัวทีวีเปลี่ยนเป็นโหมดนี้ให้ก็เพราะทำ Input lag ได้ต่ำที่สุด เพียง 12.5ms ขณะที่โหมดภาพอื่นๆ จะเฉลี่ยอยู่ที่ 79.6ms ดังนั้นถ้าใครเล่นเกม อยากลดความเสี่ยงเรื่องภาพตอบสนองช้า ก็ขอแนะนำว่าให้ใช้ Game Mode จะดีที่สุด

ระเบิดภูเขา เผากระท่อม กับเกม Battle field V
เสียง
ระบบเสียงของ Samsung 55RU7200 ให้มาเป็นแบบ Stereo กำลังขับ 20W เท่าที่ทดสอบลองฟังจริง คุณภาพเสียงอยู่ในเกณฑ์มาตรฐานของ 4K HDR TV ตัวเริ่มต้น คือเสียงไม่ได้อิ่มหนา แล้วก็ไม่ได้บางจนบาดหูมากเกินไป หากจะเอามาเปิดเพลงฟัง แนวเสียงที่เหมาะสมคือเพลงที่ไม่ได้ใช้เบสเยอะ อย่างพวกคอนเสิร์ตอคูสติกส์ โดยโหมดเสียงที่แนะนำให้ใช้คือ Standard กับ Optimised ครับ โดยทั้งสองโหมดนี้มีจุดเด่นกันคนละอย่าง โหมด Standard จะได้เนื้อเสียงที่แน่นกว่าโหมด Optimised เล็กน้อย แต่ว่าสิ่งที่โหมด Optimised ทำได้คือเวทีเสียงที่กว้างกว่าโหมด Standard อย่างชัดเจน
ยกตัวอย่างตอนทดสอบเปิดแผ่นบลูเรย์ Scorpion unplugged พอใช้โหมด Optimised ปุ๊บ รู้สึกได้ถึงเสียงที่กว้างขึ้น โอบล้อมห้องนั่งเล่นได้มากกว่า แต่ว่าเนื้อเสียงก็บางลงกว่าโหมด Standard เล็กน้อย สรุปแล้วเอาเป็นว่าขึ้นอยู่กับความชอบส่วนตัวของแต่ละคนแล้วกันครับ ว่าจะใช้โหมดไหนในการฟัง

แนวเสียงดีด เสียงร้อง ที่ไม่ต้องใช้เบสเยอะจะฟังขึ้นเป็นพิเศษ

แนะนำใช้สองโหมดนี้ Standard หรือ Optimised
เพิ่มเติม
สิ่งที่น่าประทับใจของ Samsung Tizen OS คือไม่ว่าจะเป็นซีรีส์เริ่มต้น หรือซีรีส์ท็อปสุด ลองถ้าใส่มาให้ ก็จะได้ความสามารถเท่าเทียมกัน ไม่มีตัด หรือลดทอนลง ความพิเศษของ Tizen OS ในปีนี้คือได้เพิ่มความสามารถของ Apple TV และ AirPlay 2 เข้ามา จึงทำให้คนที่ซื้อหนังไว้บน iTunes สามารถเปิดหนังเล่นได้เลยบน RU7200 ไม่ต้องใช้กล่อง Apple TV อีกต่อไป นอกจากนี้ยังสามารถ Screen Mirroring (สะท้อนภาพ) จาก iPhone ไปบนทีวีได้โดยตรง

มี Apple TV ใครที่ซื้อภาพยนตร์ไว้ใน iTunes สามารถมาล็อกอินเปิดเข้าใช้งานได้เลย

ถูกใจสาวก iPhone ตัวเครื่องมี AirPlay 2 แค่ใส่รหัส ก็พร้อม Screen Mirroring ได้ทันที

ไม่ว่าจะภาพ หรือวิดีโอก็เอาขึ้นไปแสดงได้ แถมไม่มีดีเลย์ด้วย
นอกจากนี้หากเราไปดูที่รายละเอียดบนหน้าเว็บไซต์ของ Samsung จะพบว่า Tizen OS ปี 2019 ยังรองรับ Google Assistant และ Amazon Alexa อีกด้วย ซึ่งทั้งสอง ก็จะกลายมาเป็นผู้ช่วยอัจฉริยะของเราในอนาคตทำให้ต่อไปเราก็สามารถสั่งงาน Samsung TV ด้วยเสียงภาษาไทยเพื่อตอบสนองความต้องการของเราได้ เช่น ค้นหาคลิปวิดีโอที่ต้องการ, เปิดอุปกรณ์ Smart Home ต่างๆ ที่รองรับ น่าเสียดายว่าที่ช่วงเขียนรีวิวนี้ Firmware ที่รองรับ Google Assistant กับ amazon alexa ยังไม่มา คงต้องรออัพเดทกันสักหน่อย

รองรับทั้ง amazon alexa และ Google Assistant
ส่วนของดีอะไรที่ดีอยู่แล้ว Samsung ก็ไม่ได้ถอดออกไปไหน อย่าง Samsung TV Plus ที่ได้รวบรวมเอาซีรีส์, รายการเกมโชว์ วาไรตี้ต่างๆ ของเกาหลีใต้มาไว้ให้ดูกว่า 30 ช่อง พร้อมซับไตเติ้ลภาษาไทยเสร็จสรรพ เชื่อว่าคนที่ชอบศิลปิน ติดตามซีรีส์เกาหลีต้องถูกใจอย่างแน่นอน รวมไปถึงแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งชั้นนำก็มีให้ดาวน์โหลดใน Samsung Apps Store ไม่ว่าจะ Netflix, YouTube Google Play Movie หรือ Viu แอพฯ สำหรับดูซีรีส์เกาหลีโดยเฉพาะ บางเรื่องฉายชนกับช่องของเกาหลีใต้ พร้อมซับไตเติ้ลภาษาไทยในวันถัดไป

Samsung TV Plus ชมซีรีส์ รายการเกาหลีได้ฟรีๆ

อีกหนึ่งแอปฯ สำหรับคนชอบซีรีส์เกาหลีใต้ ไม่เสียรายเดือนก็ดูได้ แต่จะมีโฆษณาคั่น

Netflix แอปฯ ยอดฮิตที่ทุกคนรู้จักกันดี เพราะมีซีรีส์ 4K HDR ให้ดูกันเยอะที่สุดแล้ว

YouTube รองรับ 4K HDR และรองรับการค้นหาด้วยเสียงภาษาไทย

Google Play Movie ไม่มีให้ดูฟรี ต้องเช่า หรือซื้อก่อนเท่านั้น

ลองเอามาเปิดบราวเซอร์ก็ลื่นไหลดี

แอปฯ หลักก็มีครบ แอปฯ เสริมอื่นๆ ก็มีอยู่อีกมากมายให้ดาวน์โหลด
สรุป
Samsung 55RU7200 อาจไม่ใช่ 4K HDR TV เริ่มต้นที่ภาพดีที่สุดในตลาด แต่เรื่องความครบเครื่องในทุกแง่มุมการใช้งานต้องยกให้รุ่นนี้ เริ่มจากการออกแบบที่มีตัวจัดการสายสัญญาณ Cable Management มาให้ ทำให้ร้อยสายได้อย่างเป็นระเบียบ ภาพอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง แต่ได้ระดับสีดำ และมุมมองที่ดีถึงแม้จะเป็นพาเนลแบบ VA ส่วนเรื่อง Smart TV ตัว Tizen OS ก็ทำได้ครบเครื่อง ทำงานรวดเร็ว เมนูใช้งานง่าย ปีนี้ยังได้ลูกเล่นพิเศษอย่าง Apple TV, AirPlay2 และยังรองรับ Google Assistant กับ amazon alexa เรียกได้ว่าเป็นสมาร์ททีวีที่รองรับการใช้งานร่วมกับผู้ช่วยอัจฉริยะมากที่สุด ส่วน YouTube ก็อัพเกรดให้ใช้งานได้ง่ายขึ้น เพราะรองรับการค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยแล้ว

ข้อดีของ Samsung 55RU7200
1. มีกิ๊บล็อคสายมาให้ติดกับขาตั้ง ช่วยจัดสายสัญญาณให้เป็นระเบียบ
2. ให้รีโมทคอนโทรลถึงสองแบบ
3. เป็นพาเนล VA ที่ให้มุมมองด้านข้างได้ดี
3. มีฟีเจอร์ตัวช่วยภาพเคลื่อนไหว
4. มี Apple TV และ Airplay 2 ในตัว
5. รองรับ Google Assistant และ amazon alexa
6. YouTube รองรับการค้นหาด้วยเสียงภาษาไทยแล้ว
ข้อเสียของ Samsung 55RU7200
1. รูของกิ๊บล็อคเล็กไปหน่อย ใส่สายสัญญาณได้ไม่กี่สายเท่านั้น
2. โหมด Movie ภาพจะดูนวลตาไปบ้าง สำหรับใครที่ชอบความคมชัดต้องปรับค่า Sharpness เพิ่มขึ้น
3. หากคนรอใช้ Google Assistant กับ amazon alexa จะต้องรอ Firmware ซึ่งทาง Samsung ยังไม่ระบุช่วงเดือนว่าจะมาตอนไหน