รีวิว Samsung UA55F8000 Full HD 3D Smart LED TV [2013]


So smart and vivid, its TV reinvented !!
เมื่อมองย้อนกลับไป ต้องยอมรับว่าผู้ที่จุดกระแสให้คำว่า “Smart TV” โดดเด่น และมีความหมายชัดเจนขึ้นในสายตาผู้บริโภค คงไม่มีใครทำได้เกิน Samsung และโดยเฉพาะอย่างยิ่งในปี 2012 ที่ผ่านมา ถือเป็นก้าวสำคัญเรียกว่าก้าวกระโดดที่พลิกโฉมนวัตกรรมการควบคุมทีวี โดยไม่จำเป็นต้องพึงอุปกรณ์อื่นใด แต่อาศัยเพียงตัวผู้ใช้เอง ไม่ว่าจะเป็นท่าทาง เสียง หรือใบหน้า ที่เรียกว่า Smart Interaction ได้เป็นเจ้าแรก และก็ทำได้ดีเกินคาด ถึงแม้จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น มีอีกหลายอย่างที่ต้องปรับปรุง แต่ถือเป็นการริเริ่มที่น่าสนใจมาก
Smart TV in action !
มาถึงปี 2013 ทาง Samsung ได้สานต่อแนวคิด Smart TV ในรูปแบบของตนเองเอาไว้เช่นเดิม แต่พัฒนาให้ดีขึ้น และเสริมสิ่งใหม่ที่สนับสนุนให้การใช้งานให้สะดวกมากขึ้น มาดูกันว่า ผ่านรุ่นท็อปของ Full HD 3D Smart LED TV ในปีนี้ คือ F8000 Series
ดีไซน์
เริ่มกันด้วยดีไซน์ ซึ่งเป็นจุดที่สังเกตการเปลี่ยนเปลี่ยนแปลงได้ง่ายที่สุด ซึ่งปีนี้ Samsung ดูจะจัดหนักกับลูกเล่นของฐานเยอะเป็นพิเศษ เรียกว่า จัดหนักกว่าปีก่อน เพราะลามไปถึงซี่รี่ส์ระดับรองๆ ลงมาด้วย โดยดีไซน์ฐานได้หวือหวา เรียกว่าแทบจะไม่ซ้ำกันในแต่ละซีรี่ส์ (บางทีซีรี่ส์เดียวกันแต่คนละรุ่น ดีไซน์ฐานยังไม่เหมือนกันเลย) ซึ่งก็ดูหลากหลายดี แต่ด้วยความที่เยอะแบบจัด ก็ทำเอาสับสนพอสมควรกับการแยกแยะซีรี่ส์ และบางทีดีไซน์รุ่นเล็กกลับดูสวยกว่าซีรี่ส์ใหญ่กว่าซะงั้น
สำหรับ F8000 ซึ่งถือเป็นรุ่นสูงสุดสำหรับ Full HD LED TV ณ ปัจจุบัน เชื่อขนมยายกินได้ว่าความงดงามของรูปลักษณ์ย่อมไม่ธรรมดา และแน่นอนว่าฐานตั้งโลหะชุบโครเมียมเงาวับ ทรงโค้งมน ยังเป็นจุดที่โดดเด่นเตะตามากที่สุดเช่นเคย เมื่อผนวกกับจอภาพที่บางเฉียบยิ่งขึ้น ทั้งความหนาโดยรวม และกรอบจอ เชื่อว่าตั้งที่ไหนก็คงเรียกความสนใจได้เสมอ

ผมพยายามค้นรายละเอียดเกี่ยวกับแนวคิดการออกแบบรูปทรงของรุ่น F8000 แล้ว แต่ไม่เจอ กระนั้นเพียงแค่เห็น เชื่อว่าจะทำให้หลายท่านหลงใหลได้ง่ายๆ แล้วแหละ

การปรับปรุงลงรายละเอียดปลีกย่อย อย่างการติดตั้งกล้องเว็บแคมฝังมากับตัวทีวี ทำได้กลมกลืน ลงตัวกว่าเดิม และในรุ่นใหม่ยังสามารถหดพับเก็บได้ด้วย ซึ่งจะเป็นการปิดใช้งาน Motion Control ไปโดยอัตโนมัติ

โลโก้ Samsung เรืองแสงได้ ที่บริเวณกึ่งกลางด้านล่างของจอภาพอันคุ้นเคยกันดีจาก ES8000 ปีที่แล้ว พอมาเป็น F8000 ก็ยังมีอยู่เช่นเดิม ทว่าขนาดโลโก้เล็กลงไปมาก หากตั้งคู่กันระหว่างรุ่นเก่า กับรุ่นใหม่ จึงดูว่าความโดดเด่น ชัดเจนของคำว่า Samsung จะน้อยกว่ารุ่น ES8000 อยู่พอสมควร แต่เชื่อว่าแค่เห็นดีไซน์ ไม่มองชื่อแบรนด์ ก็คงจดจำเอกลักษณ์ของ Samsung กันได้แล้วแหละ (แต่พักหลังก็เห็นมีทีวียี่ห้ออื่นเลียนแบบดีไซน์คล้ายกันไปมาเยอะเหมือนกันนะ)

มาดูด้านหลังกันบ้าง ต้องบอกว่าเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มากกว่าด้านหน้าเสียอีก! ปีนี้ Samsung ให้ความสำคัญกับด้านหลังมากเป็นพิเศษ หากจะตั้งหันหลังโชว์ก็ยังได้เลยเนี่ย ทั้งวัสดุบนแผ่นหลังที่ดูหรูหรา (ออกกึ่งเงา) และลักษณะรูปทรงของฐาน ที่รับกับการออกแบบจุดยึดเข้ากับตัวทีวี ดูสอดคล้องกลมกลืนดีมากทีเดียว

เมื่อนำฝาออก จะเห็นช่องต่อต่างๆ ดังรูปนี้ ซึ่งฝาปิดที่ว่า ยึดกับตัวทีวีด้วยแรงแม่เหล็กอ่อนๆ จึงสามารถดึงออก หรือแปะกลับเข้าไปใหม่ได้ง่ายๆ ซึ่งเมื่อเสียบสายต่างๆ แล้ว ฝาก็ยังปิดได้ครับ ไม่ได้ติดขัดอะไร

สวิทช์เพาเวอร์ ปุ่มเพียงปุ่มเดียวบนทีวีเครื่องนี้ โดยทำหน้าเปิด-ปิดการทำงาน และใช้ควบคุมเป็นปุ่มทิศทางเลื่อนลำดับตัวเลือก เปลี่ยนช่อง เปลี่ยนอินพุต ปรับระดับวอลลุ่ม กดเรียกเมนู ฯลฯ ได้ในตัว ด้วยโครงสร้างแบบจอยสติ๊ก ดังที่คุ้นเคยกันดีจากรุ่นก่อน (ES8000) แต่จะเปลี่ยนรูปลักษณ์ปุ่มไปสักนิด โดยปุ่มเปลี่ยนเป็นสี่เหลี่ยมแทนวงกลมเดิม

รีโมตคอนโทรลพื้นฐานแบบ IR หน้าตาเดิมๆ ที่คุ้นเคย

ในรุ่นก่อน (ES8000) ทาง Samsung ได้ติดตั้งภาครับสัญญาณ Bluetooth เอาไว้ภายในตัวทีวี แน่นอนเมื่อเป็น F8000 ก็ยังมีอยู่เหมือนเดิม อานิสงส์สำคัญอย่างแรก ของมาตรฐานการเชื่อมต่อไร้สายนี้ คือ การใช้งานร่วมกับ Touch Pad Remote (มีให้มาในกล่อง) อันเป็นตัวช่วยให้การใช้งาน Smart TV สะดวกกว่ารีโมตปกติ
การเลื่อนเลื่อนเคอร์เซอร์จะได้ง่ายกว่า อีกทั้งยังมีไมค์รับเสียงสำหรับใช้งานฟังก์ชั่น Voice Control อีกด้วย พูดผ่านรีโมตได้ ไม่ต้องแหกปากตะโกนใส่ทีวีอย่างเดียวนะ อิ อิ หรือแม้แต่ใช้งานฟังก์ชั่นปกติ เช่น เพิ่ม-ลดเสียง เปลี่ยนอินพุต เข้าเมนูปรับภาพ Smart Hub ฯลฯ ก็ทำได้ ซึ่งด้วยการส่งสัญญาณวิทยุแบบ Bluetooth จะนั่งมุมไหน ท่าอะไรก็สั่งได้ ไม่จำเป็นต้องหันรีโมตตรงไปที่ทีวีเหมือนรีโมต IR
หมายเหตุ: ก่อนใช้งาน Touch Pad Remote ต้องทำการ Paring รีโมตกับทีวีก่อน โดยเปิดสวิทช์ทีวี ถอดฝาช่องใส่แบ็ตเตอรี่ด้านหลังของรีโมตออก จะเห็นปุ่ม Pair ให้กดปุ่มซะ จากนั้นทีวีจะซิงค์สัญญาณกับรีโมตเองโดยอัตโนมัติ

3D Active Glasses รูปทรงคุ้นเคยเหมือนเดิมอีกเช่นกัน เทียบกับแว่นแอ็คทีฟของยี่ห้ออื่นๆ แล้ว พูดได้เลยว่าของ Samsung ดูกะทัดรัด ไม่เทอะทะ แม้รวมน้ำหนักแบ็ตฯ แล้ว ก็ยังเบามาก ตำแหน่งช่องใส่แบ็ตฯ อยู่กึ่งกลาง มีสวิทช์เพาเวอร์อยู่ด้านบน
ช่องต่อ
จำนวนช่องต่อทั้งหมดของ Samsung 55F8000 มีดังต่อไปนี้
- HDMI™ In 3 (ด้านล่าง) + 1 (ด้านข้าง)
- USB 2.0 3 (ด้านข้าง)
- การเชื่อมต่อ Ethernet 1 (ด้านล่าง) พร้อม Wi-Fi Built-In
- ช่องต่อเข้าวีดีโอ Composite 1 (ด้านล่าง)
- ช่องต่อเข้าวีดีโอ Component 1 (ด้านล่าง สามารถใช้งานเป็น Composite ได้)
- ช่องต่อเข้า RF (Antenna) 1 (ด้านล่าง)*
- สอบถามรายละเอียดเกี่ยวกับวันวางจำหน่ายพร้อมDVB-T2 Digital Tuner เพิมเติม
- ช่องต่อเข้า PC HD15 –
- ช่องต่อเข้าเสียงแบบอะนาล็อก 2 (ร่วมกับ Composite และ Component)
- ช่องต่อออกเสียงแบบดิจิทัล 1 (Optical ด้านข้าง)
- ช่องต่อออกเสียงแบบอะนาล็อก /
- ช่องต่อหูฟัง 1 (ด้านข้าง ร่วมกับช่องต่อหูฟัง)
ความเปลี่ยนแปลงทางด้านช่องต่อในส่วนของชนิด และจำนวนไม่ต่างจากเดิมนัก จะต่างก็ตรงรูปแบบของช่อง Component และ Composite ที่สามารถเสียบสายตรงเข้าทีวีได้เลย ไม่ต้องใช้อแดปเตอร์ และรุ่นนี้เป็นทีวีอีกรุ่นของ Samsung ที่ไม่มีช่อง D-SUB (VGA) หรือช่องต่อสัญญาณภาพจากคอมพิวเตอร์แบบอะนาล็อก ซึ่งปัจจุบันคอมพิวเตอร์เปลี่ยนมาตรฐาน Video Output เป็น HDMI กันหมดแล้ว คงไม่ใช้ D-SUB กันแล้วนะ หากคอมฯ มีช่อง DVI หรือ Display port ก็ไม่ได้ยุ่งยาก (เพราะเป็นมาตรฐานดิจิทัลเหมือนกัน) สามารถหาอแดปเตอร์แล้วต่อเข้า HDMI ที่ทีวีได้เลยครับ
HDMI Input ของรุ่นนี้มีทั้งหมด 4 ช่อง รองรับมาตรฐาน MHL และ ARC อย่างละ 1 ช่อง ในส่วนของช่องต่อเสียงออก มีทั้ง 2 รูปแบบ คือ Digital Optical และ Analog 3.5mm Stereo Mini Jack ซึ่งสามารถต่อใช้งานหูฟังได้ด้วย
USB 2.0 ที่มีถึง 3 ช่องนั้น นอกจากเอาไว้ชาร์จอุปกรณ์ Smart Devices ได้แล้ว ยังเอาไว้รับชมภาพยนตร์ คลิปวิดีโอ เพลง รูปภาพ ฯลฯ ที่บรรจุใน External HDD, USB Flash Drive หรือใน Smart Devices ได้อีกด้วย รวมถึงการแชร์ผ่านระบบเน็ตเวิร์ก หรือเข้าถึงออนไลน์คอนเทนต์ต่างๆ ด้วย Wi-Fi Built-in หรือจะเชื่อมต่อทางสาย LAN ก็ได้
เพิ่มเติม
คงไม่พูดถึงมิได้ กับฟังก์ชั่น Smart TV ของ Samsung 2013 Series และโดยเฉพาะรุ่นท็อปอย่าง F8000 ด้วยแล้ว กับความสามารถรองรับทุกฟังก์ชั่นแบบจัดเต็ม
ที่ผ่านมา Samsung เป็นผู้ผลิตทีวีเจ้าแรกๆ ที่เน้นเสริมคุณค่าแก่ทีวี ให้รองรับการใช้งานแบบ Smart ยิ่งขึ้น ซึ่งทำได้โดดเด่นแหวกแนวไม่เหมือนใคร ยกตัวอย่างเช่น Smart Interaction กับการควบคุม สั่งการทีวี ด้วยวิธีใหม่ๆ ทั้งตรวจจับการเคลื่อนไหว เสียง และใบหน้า สำหรับปีนี้ Smart Interaction ได้รับการพัฒนาสู่ “เวอร์ชั่น 2.0” มาดูว่าทำอะไรได้มากกว่าเดิมบ้าง
Smart Interaction 2.0
นวัตกรรมการสั่งงานทีวีรูปแบบใหม่ ประกอบไปด้วยความสามารถในการสั่งงาน 3 รูปแบบหลัก คือ

• Motion Control หรือ การสั่งงานด้วยท่าทาง สั่งงาน Smart TV เพียงขยับมือไปมา ผ่านกล้องที่ติดตั้งมาพร้อมสรรพ สามารถทดแทนการใช้เม้าส์เพื่อเลื่อเคอร์เซอร์ไปยังตำแหน่งต่างๆ บนหน้าจอได้ ซึ่งในปี 2013 นี้ Samsung ได้เพิ่มรูปแบบการสั่งงานด้วยท่าทางให้ครอบคลุมมากยิ่งขึ้นกว่าเดิม อาทิ “การปัดมือ” เพื่อเลื่อนหน้าจอหรือเปลี่ยนรูปภาพได้ หรือ “ชูนิ้วโป้ง” ทดแทนการกด Like ใน Facebook นอกจากนี้ Samsung Smart TV 2013 ยังรองรับท่าทางสั่งงานด้วยมือทั้งสองข้าง อย่างการ “ย่อ-ขยาย” ด้วยการขยับมือทั้งสองเข้าหา หรือขยับออกจากกัน ไปจนถึงการ “หมุนภาพ”
ทั้งหมดนี้ให้อารมณ์ที่คล้ายคลึงกับท่าทางการควบคุมนิ้วมือผ่าน Smart Phone มากยิ่งขึ้นนั่นเองครับ จึงไม่ต้องเสียเวลาทำการเรียนรู้มากนักก็น่าจะใช้งานกันได้ อย่างไรก็ดีการตอบสนองอาจจะมีหน่วงช้าอยู่บ้าง แรกๆ ไม่คุ้นชิน อาจจะเมื่อยแขนเมื่อยมือบ้าง และในส่วนของแอพฯ ที่รองรับ Motion Control ก็ยังมีไม่มากนัก

• Voice Control หรือ การสั่งงานด้วยเสียง สามารถควบคุม สั่งงาน หรือแม้กระทั่งค้นหาข้อมูลผ่าน Samsung Smart TV 2013 ได้ง่ายๆ โดยอาจไม่ต้องใช้รีโมทคอนโทรลอีกต่อไป อาทิเช่น สั่งเปิด/ปิดทีวี เปลี่ยนช่อง ปรับระดับเสียง เข้าสู่แอพพลิเคชัน รวมไปถึงการค้นหาข้อมูลต่างๆ โดยสั่งงานด้วยเสียงพูดผ่านรีโมทคอนโทรลของ Samsung Smart TV ที่ติดตั้งไมโครโฟนมาพร้อมสรรพ ทั้งหมดนี้ดำเนินการได้เพียงการพูดเท่านั้น ไม่ต้องพิมพ์ข้อความผ่านคีย์บอร์ดใดๆ
จากการทดสอบของทีมงานพบว่า สามารถเข้าใจสำเนียงไทยๆ ได้ดีขึ้นกว่าเดิมสำหรับคำสั่งหลักๆ ที่ไม่ยาวมากนัก (เช่น Smart Hub) และถึงแม้จะมีเสียงรบกวนบ้าง ก็ยังพอรับคำสั่งได้ครับ อย่างไรก็ดีถ้าจะไม่ให้ผิดพลาดเลย (โดยเฉพาะคำสั่งยาวๆ) คงต้องสำเนียงดีหน่อย และเช่นเคยว่าไม่รองรับภาษาไทยครับ
หมายเหตุ: วิธีดูว่าคำสั่งเสียงที่ Samsung Smart TV รับได้ มีอะไรบ้าง? ให้ดำเนินการโดยพูดคำว่า “Guide me” ตามด้วย “Show all commands” แล้วจะมีรายการแสดงขึ้นบนจอ• Face Recognition หรือ การล็อกอินเข้าระบบด้วยใบหน้าของผู้ใช้ ด้วยระบบจดจำใบหน้าผ่านกล้องบน Samsung Smart TV 2013 ระบบจะทำการสแกนใบหน้าของผู้ใช้ที่อยู่หน้าทีวีขณะนั้น และแสดงขึ้นมาบนหน้าจอ เพื่อล็อกอินใช้งาน Account ต่างๆ ได้ทันที โดยไม่ต้องเสียเวลาคีย์ข้อมูลใดๆ สำหรับประโยชน์ของฟีเจอร์นี้อาจจะไม่แตกต่างจากปีที่แล้วนัก ถือว่าเป็นการสานต่อดีกว่าครับ
Smart Hub 2013
มิใช่เฉพาะการสานต่อวิธีการควบคุมด้วยรูปแบบที่แตกต่างเท่านั้น ในส่วนของ User Interfaces อย่างหน้า Smart Hub ก็มีการพัฒนาให้รองรับการใช้งานได้โดดเด่นกว่าเดิม โดยการแบ่งหมวดหมู่การเข้าถึงให้เด่นชัดมากยิ่งขึ้น
ซึ่งหมวดหมู่ของ Smart Hub สำหรับ Samsung Smart TV 2013 แบ่งออกเป็น 3 หมวด (หากเป็น Sumsung Smart TV รุ่นที่วางขายในต่างประเทศ จะมีหมวดให้เลือกเพิ่มมากขึ้น)

3 หมวดที่ว่า ได้แก่ Apps หรือก็คือพื้นที่รวบรวมแอพพลิเคชั่นของ Samsung App ที่ดาวน์โหลดมา รวมไว้ในหน้านี้

ลำดับถัดมา คือ Social ให้คุณตามติดข้อมูลสำคัญ ทั้งการอัพเดทความเป็นไปในแวดวงสังคมของเพื่อนๆ ไปจนถึงข่าวสารบ้านเมืองจากทั่วทุกมุมโลก ได้อย่างรวดเร็ว

และสุดท้าย คือ Photos, Videos & Music ศูนย์กลางแบ่งปัน และเข้าถึงข้อมูลมีเดีย รูปภาพ วิดีโอ และเพลง ร่วมกับสมาร์ทโฟน คอมพิวเตอร์ NAS หรืออุปกรณ์ Smart Devices อื่นๆ ที่ใช้งานกันอย่างแพร่หลายในปัจจุบันได้ง่ายๆ

เช่นเคยว่า Samsung Smart TV จะให้ประโยชน์ครบถ้วนทุกกระบวนความไม่ได้ หากขาดการซัพพอร์ทในเรื่องของแอพพลิเคชั่น ซึ่งความหลากหลายคงไม่มีใครเกิน… แอพฯ พื้นฐาน อย่าง YouTube, Facebook, Twitter เป็นที่แน่ชัดว่าได้ใช้กันแน่นอน รวมถึง Local Applications ที่พัฒนามาเพื่อผู้ใช้ชาวไทยโดยเฉพาะ

Pop The Balloon ตัวอย่างอีกหนึ่งเกม ที่รองรับ Motion Control

ด้วยความโด่งดังของ Angry Birds คงไม่มีใครที่ไม่รู้จัก ล่าสุดสามารถชมในรูปแบบ Animation Series ผ่าน Samsung Smart TV ได้แล้ว

ที่น่าสนใจ คือ แอ็พเสริมทักษะสำหรับเด็กๆ บางอันอาจจะธรรมดาไปหน่อย (ไม่ค่อยมีลูกเล่นหวือหวานัก) แต่หลายอันก็ให้ความรู้แบบเพลินๆ ดีครับ (ซึ่งน่าจะดึงดูดความสนใจของเด็กๆ มากกว่าหนังสือเรียน) แอพฯ ที่เห็นในภาพนี้ รองรับ Motion Control เช่นกันครับ
ภาพ

โหมดภาพของ F8000 มีให้เลือก 4 โหมดเช่นเดิม ในรูปทดสอบพร้อมกับระดับการใช้พลังงาน (อ้างอิงจากระดับ Backlight เริ่มต้น ที่ตั้งมาจากโรงงานของแต่ละโหมด)
แล้วถ้าเทียบศักยภาพของ F8000 กับรุ่นก่อน ES8000 ล่ะ จะเป็นเช่นไร?
| Picture Mode | CTT (°K) |
Gamma | Luminance (fL) |
Consumption (W) |
Backlight |
| F8000 – Dynamic | 20035 | 1.41 | 129.3 | 125 | 20 (Max) |
| ES8000 – Dynamic | 24124 | 1.36 | 175.1 | 131 | 20 (Max) |
| F8000 – Movie (Calibrated) | 6474 | 2.23 | 56.6 | 84 | 10 |
| ES8000 – Movie (Calibrated) | 6524 | 2.19 | 52.1 | 92 | 10 |

Pre Calibration จากโหมดสำเร็จรูปจากโรงงาน โดยอ้างอิงจากโหมด Movie ที่ให้ความเที่ยงตรงได้ดีที่สุด เป็นหลัก ผลเปรียบเทียบระหว่างรุ่นใหม่ F8000 (ซ้าย) และรุ่นก่อน ES8000 (ขวา) ทั้งประเด็นเรื่องของ RGB Balance และ CMS พบว่ามีความแตกต่างกันบ้าง ไม่ถือว่ามีนัยสำคัญในเชิงคุณภาพนักครับ โดยรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้ทั้งคู่

Post Calibration ผลลัพธ์หลังจาก calibrate ปรับภาพแล้วนั้น ทั้งคู่ให้ความเที่ยงตรง ลงตัวได้ดีไม่ต่างกัน (ใช้อ้างอิงได้ดีทั้งคู่) ทั้งนี้ตัวแปรสำคัญอย่างตัวเลือกที่ใช้ในการปรับภาพก็เท่าเทียม ไม่ต่างกันครับ

RGB Only Mode ฟังก์ชั่นเสริมที่มีประโยชน์มากในการปรับภาพ โดยใช้ในการกำหนดตั้งค่า Color และ Tint ซึ่งให้ทั้งความสะดวก และอ้างอิงผลลัพธ์ได้เที่ยงตรงกว่าวิธีการเดิมๆ ที่อาศัยการมองผ่านแผ่น Color Filter

เรื่อง Backlight กับ LED TV นั่นเป็นของคู่กัน ถึงแม้ Samsung F8000 และ ES8000 จะมิได้ใช้วิธีการควบคุม Backlight แบบ Local Dimming ที่แบ่งการควบคุม LED Backlight แต่ละจุดบนจอภาพเป็นส่วนๆ อิสระจากกัน แต่เป็นรูปแบบ Micro Dimming ที่ใช้วิธีประมวลผลตามระดับความสว่างของคอนเทนต์ แล้วปรับระดับ Backlight โดยรวมให้เหมาะสมในแต่ละช่วงที่ภาพบนจอดำเนินไป
อย่างไรก็ดีรุ่นใหม่ เพิ่มเติมฟีเจอร์ Cinema Black อันเกี่ยวเนื่องกับการคอนโทรลระดับแสงสว่างของ Backlight โดยเฉพาะพื้นที่ส่วนบนและล่างของจอภาพ จะมีระดับพื้นสีดำที่ดำลึกยิ่งขึ้น สังเกตได้ชัดเมื่อทำการรับชมคอนเทนต์ภาพยนตร์อัตราส่วน 2.35:1 (21:9) ซึ่งจะมีแถบ Black Bar บน-ล่าง ตลอดการรับชม

ผลของ Cinema Black ก็ดังเช่นที่เห็นในรูปครับ ความชัดเจนจะเป็นการควบคุมแสง Backlight บริเวณขอบบนกับล่าง ทั้งนี้ระดับของการเปลี่ยนแปลงความสว่างจาก Backlight จะแปรผันตามระดับความสว่างของภาพบริเวณกึ่งกลางจอ หากภาพสว่างมาก การดิม Backlight โดยรวมก็จะไม่มาก แต่ถ้าสว่างน้อย ก็สังเกตได้ชัดๆ เลย แบบที่เห็นในรูปนั่นแล ทั้งนี้การเปิดใช้ Cinema Black จะไม่ก่อให้เกิดอาการเดี๋ยวภาพสว่างเดี๋ยวมืด จนรู้สึกวูบวาบน่ารำคาญแต่อย่างใดเลย

วิธีการควบคุมระดับ Backlight โดยการกำหนดระดับที่เหมาะสมกับสภาพแวดล้อมอัตโนมัติ ด้วยการใช้ฟีเจอร์ Eco Sensor นั้น เป็นอีกวิธีที่มีประสิทธิภาพ (มีทั้ง F8000 และ ES8000) เช่น ถ้าหากแสงสว่างข่วงเวลากลางวันเล็ดลอดเข้ามามาก ทีวีต้องปรับระดับความสว่างเพื่อให้สู้แสดงได้ Eco Sensor จะปรับระดับ Backlight ไว้ที่ระดับปกติ แต่เมื่อถึงตอนกลางคืนที่ความสว่างภายนอกลดลง ระบบก็จะดิม Backlight ลงตามลำดับ เช่นเดียวกันว่าเซ็นเซอร์จะจับการเปิด-ปิด-หรี่ไฟในห้องด้วย หากว่าท่านชอบปิดไฟดู หรือดูหนังในห้องมืด ระบบก็จะลดแสงลงตามความเหมาะสมให้เองโดยอัตโนมัติ
การเปลี่ยนแปลงของระดับ Backlight จาก Eco Sensor จะไม่เกี่ยวกับระดับความสว่างของคอนเทนต์ จึงไม่เกิดอาการวูบวาบ และการเปลี่ยนแปลงจะค่อยเป็นค่อยไป ไม่ใช่ทันทีทันใด เมื่อความสว่างบนจอเหมาะสมแล้ว ภาพจะดูสบายตา เมื่อไม่จ้าเกินไปก็ย่อมไม่ล้า ดูได้นาน ผมว่าศักยภาพจาก Eco Sensor ดีกว่าตัวเลือกถอนมสายตาหลอกๆ ที่ช่วงหนึ่งผู้ผลิตบางเจ้าชอบใส่มาให้เสียอีก และแน่นอนว่าการแสดงระดับสีดำจากการกำหนดระดับ Backlight ที่เหมาะสม จะให้ความลึกเข้มขึ้น ไม่ต้องมานั่งกังวลเรื่องแสงรั่ว (ซึ่งถ้ากำหนดไม่ดี LED TV ทุกรุ่น ทุกยี่ห้อ รั่วได้หมดและครับ) อีกทั้ง Eco Sensor ยังช่วยประหยัดพลังงานอีกต่างหาก… แล้วทำไมจะไม่ใช้ล่ะ?
ประเด็นอื่นในประหยัดพลังงาน บางกรณีที่ไม่ได้รับชมภาพบนจอ แต่ต้องเปิดทีวีทิ้งไว้ เช่น อาจจะเปิดเสียงเอาไว้เพื่อฟังข่าว ฟังเพลง หรือขณะรอดาวน์โหลด ฯลฯ สามารถดับหน้าจอลง โดยที่ทีวียังทำงานอื่นๆ เหมือนตอนเปิดเครื่องปกติก็ทำได้ โดยเลือกที่ Picture Off ระดับการใช้พลังงานจะลดต่ำลง เหลือเพียง 1 ใน 4 ของการรับชมปกติเลยทีเดียว (อ้างอิง Movie Mode)

Picture Size (หรือ Aspect) ที่เหมาะสมสำหรับการรับชมคอนเทนต์ Full HD (1920×1080) คือ Screen Fit เช่นเคย (แสดงภาพแบบ 1:1 pixel, และไม่ทำ Overscan)

ในส่วนของเทคโนโลยีโมชั่นแทรกเฟรมภาพเคลื่อนไหว หรือที่ทาง Samsung ใช้ชื่อเรียกว่า Motion Plus นั้น สามารถเลือกได้ 3 ระดับ แบบสำเร็จรูป หรือจะกำหนดเอง (Custom) ก็ได้ ดังเช่นที่ทำได้ในรุ่นก่อนทั้งนี้ โดยทั่วไปหากการรับชมมิได้รู้สึกผิดปกติรำคาญตากับภาพเคลื่อนไหวบนจอ ก็ไม่มีความจำเป็นต้องใช้งานฟีเจอร์ดังกล่าวนี้ อย่างไรก็ดี การรับชมกับคอนเทนต์บางลักษณะ รวมถึงถ้าหากเป็นทีวีจอขนาดใหญ่ด้วยแล้ว อาจสังเกตความผิดปกติของภาพเคลื่อนไหวได้ง่าย หากเกิดเหตุการณ์เช่นนี้ขึ้น สามารถใช้งาน Motion Plus ได้ครับ
จากการทดลองใช้งานพบว่า ถ้าเป็นการรับชมบลูเรย์ (1080p/24) ใช้โหมด “Clear” ก็เพียงพอ โดยระบบจะทำการแทรกเฟรมเล็กน้อย แม้ไม่ได้รู้สึกว่าลื่นปื้ดๆ แต่ให้การเคลื่อนไหวที่เป็นธรรมชาติมากกว่า กล่าวคือ อารมณ์ยังคงใกล้เคียงกับการดูม้วนฟิล์มเดิมๆ อยู่ และที่สำคัญผลกระทบจากเทคโนโลยี Motion แทรกเฟรมเสมือน ที่มากเกินไป อย่างอาการเงาวุ้นๆ เกิดขึ้นรอบๆ วัตถุที่เคลื่อนไหว จะน้อยมาก เรียกว่าแทบสังเกตได้ยาก
แต่ถ้าหากต้องการแทรกเฟรมมากขึ้น เพื่อให้ได้ความลื่นไหลใกล้เคียงดังเช่นการรับชมคอนเทนต์ที่มีระดับเฟรมเรตสูง หรือเมื่อพบว่าบางคอนเทนต์เมื่อรับชมในโหมด Clear แล้วภาพยังดูสั่นๆ หรือสะดุดอยู่ ก็เพิ่มระดับไปให้เลือกโหมด Standard แทนได้ ภาพเคลื่อนไหวจะดูไหลๆ ลื่นๆ ขึ้นแน่นอนครับ แต่ก็มีโอกาสสังเกตเห็นเงาวุ้นๆ รอบๆ วัตถุเคลื่อนไหวได้ง่ายขึ้นเช่นกัน (โดยเฉพาะในฉากที่วัตถุเคลื่อนที่บนพื้นหลังที่มีรายละเอียดซับซ้อน) ส่วนระดับการแทรกเฟรมสูงสุด คือ Smooth นั้น อย่าใช้เป็นการดี แม้ลื่นสุด แต่จะสังเกตจุดบกพร่องได้ง่ายมากๆ ซึ่งตรงนี้มิใช่ความผิดปกติ เพราะถือเป็นเรื่องปกติสำหรับฟีเจอร์แทรกเฟรมซึ่งอาศัยกระบวนการทางเทคนิคขั้นสูงอันซับซ้อน ไม่ว่ายี่ห้อใดเมื่อเปิดระดับการแทรกเฟรมสูงสุด ก็มักจะพบจุดบกพร่องแบบนี้ได้เสมอ

กับการเล่นเกมหากเป็นเกมที่มีเฟรมเรตสูง (60fps) ก็ให้ความไหลลื่นดีโดยอาจไม่จำเป็นต้องอาศัย Motion Plus อย่างไรก็ดี กับบางเกมอาจมีบ้างที่ภาพสั่น ดูสะดุด ติดขัด ก็ให้ทดลองปรับระดับของ Motion Plus ดูครับ (ดูแล้วลงตัวที่ระดับใด ก็ใช้อันนั้นแหละ เพราะผลลัพธ์จะขึ้นกับตัวแปรหลัก คือ คอนเทนต์ อยู่มาก)

คุณสมบัติที่ให้ความเที่ยงตรงสูง (ภายหลัง calibrate) จึงสามารถนำ 55F8000 มาใช้งานเป็นจอมอนิเตอร์อ้างอิงได้ดีเลยทีเดียว ภาพที่ปรากฏบนจอที่ขอบบางมาก ช่างเป็นความสมบูรณ์ที่เต็มตาดีแท้ และด้วยพื้นฐานของ LED TV ที่ไม่ต้องกังวลเรื่องของการ Burn-in จึงใช้หลากหลายหน้าที่ได้อย่างสบายใจ จะเปิดภาพนิ่งทิ่งไว้ก็ได้

และที่สำคัญการพัฒนา เปลี่ยนแปลง อันส่งผลถึงการใช้งานจริง ที่ทำได้ดีกว่าเดิม คือ เรื่องของมุมมองรับชมที่กว้างขึ้นอีกเล็กน้อย แม้รับชมในตำแหน่งมุมเอียงจากกึ่งกลางบ้าง ก็ยังได้ภาพที่ดี สีสันสดใส ไม่ขาวโพลน

ถัดมาดูในเรื่องการรับชมภาพสามมิติบ้าง กับ 3D Blu-ray ซึ่งเป็นรูปแบบ 3D Frame Packing นั้น แม้ภาพสามมิติจะดูเบลอสำหรับบางท่าน แต่กับรายละเอียดเต็ม Full HD 3D บน 55F8000 ผ่าน Active Shutter Glasses ของ Samsung ให้ภาพที่คมชัดดีมาก และการนั่งชมใกล้ๆ จอภาพ ก็ไม่ต้องกังวลเรื่องภาพเป็นเส้น ภาพที่ได้นั้นชัดเจน เต็มตา ได้อารมณ์ไปอีกแบบ
หมายเหตุ: หากเป็นการเปิดรับชม 3D Frame Packing ระบบของทีวีจะจับสัญญาณและปรับเข้าสู่โหมดการแสดงภาพ 3D ให้เองโดยอัตโนมัติ แต่หากเป็นคอนเทนต์ 3D ฟอร์แม็ตอื่นๆ เช่น SBS หรือ Top-Bottom รวมถึงการแปลง 2D to 3D จะต้องกดปุ่ม 3D เลือกโหมดที่ถูกต้องเอาเองครับ

เรื่องความลึก-ลอยนั้น สามารถปรับแต่งได้ตามรสนิยม ไปจนถึงการควบคุมระดับความสว่าง ซึ่งในบรรดาทีวีสามมิติในจักรวาลทีวีนั้น เชื่อว่าจะหารุ่นที่ดู 3D ในสภาวะสู้แสงมาชนกับ Samsung ได้ยาก ความกระจ่าง จะแจ้ง ชัดเจน ถือเป็นจุดเด่น
เสียง

ในรุ่นใหม่เพิ่มเติมขั้นตอนอ้างอิงปรับแต่งเสียงแบบง่ายๆ มาด้วย ถึงแม้จะไม่ได้อิง Standard หรือมีมาตรฐานอะไรที่ชัดเจน แต่น่าจะช่วยให้ได้เสียงที่ถูกใจได้ง่ายขึ้น
คุณภาพเสียงยังคงทำได้ดี สำหรับทีวีที่มีข้อจำกัดในการติดตั้งลำโพง การให้น้ำหนักเสียงเบสพอเพียง รายละเอียดเสียงใช้ได้ ไม่คลุมเครือ และยังมีระบบจำลองเสียงเซอร์ราวด์มาด้วย ทดลองเปรียบเทียบดูครับว่าถูกรสนิยมหรือไม่
สรุป
ข้อดี
1. ดีไซน์สวยงามทั้งหน้า-หลัง ฐานตั้งโฉบเฉี่ยวโค้งมนยึดกับทีวีได้อย่างกลมกลืน มีฝาปิดช่องต่อสายดูเรียบร้อย
2. ภาพสว่าง กระจ่างจะแจ้งเป็นที่สุด หากจะอัดสู้แสงภายในห้องที่ไม่ได้ควบคุมแสงสว่าง คงไม่มีใครเทียบได้
3. ภาพสามมิติคมชัดแม้รับชมในระยะใกล้ ภาพไม่กะพริบแม้ใช้งานในห้องสว่าง และด้วยศักยภาพของทีวี โหมด 3D ภาพก็ยังสว่างชัดเจน ไม่อึมครึมเหมือนบางยี่ห้อ
3. ตอกย้ำผู้นำ Smart TV ด้วยการเพิ่มเติมลูกเล่น Smart Interaction มากขึ้น ทั้งท่าทาง และคำสั่งเสียง สั่งงานทีวีได้ ไม่ต้องพึ่งรีโมต
4. กล้องเว็บแคม Built-In อเนกประสงค์ ใช้งานได้หลากหลาย รวมถึงจับการเคลื่อนไหว สามารถพับเก็บได้ด้วย
5. มีแอพพลิเคชั่นมากที่สุดทั้งไทยและเทศ โหลดมาเก็บในเครื่องได้เยอะ
ข้อเสีย
1. การควบคุม Backlight แบบ Micro Dimming ยังไม่ละเอียดเท่ากับ Local Dimming แต่รุ่นใหม่ได้เพิ่มเติม Cinema Black เข้ามา ช่วยให้ควบคุมระดับแสง Backlight ช่วงบนและล่างของจอภาพได้ดีขึ้น
2. มุมมองดีขึ้น แต่ยังไม่ครอบคลุมกว้างขวางเพอร์เฟ็กต์ถึงที่สุด… ซึ่งคงไม่มีใครนั่งดูทีวีเอียงๆ กันมากกระมัง
3. ขาตั้งปรับหมุนซ้ายขวาไม่ได้
4. Smart Interaction ยังมีติดขัดเมื่อใช้งานจริงอยู่บ้าง
สรุป
Samsung UA55F8000 นับเป็นผลของการตอกย้ำนวัตกรรม Smart Interaction 2.0 ให้ชัดเจนยิ่งขึ้น ในขณะที่คงศักยภาพในแง่การเป็นทีวีระดับอ้างอิง ที่ให้ความถูกต้องของสีสันได้เป็นอย่างดี แต่ที่โดดเด่นคือภาพที่สว่างกระจ่างชัดเจน เหมาะอย่างยิ่งกับการใช้งานในบ้านพักอาศัยทั่วไป และแน่นอนว่าดีไซน์นั้นตั้งโชว์ได้ ไม่อายใคร จะดูด้านหน้า หรือด้านหลัง ก็สวยนะเออ… อนาคตอัพเกรดได้ด้วยนะ