รีวิว Sony HT-MT500 เสียงเด่นฟังสบาย ดีไซน์สวยทุกมุมมอง

ปัจจุบันซาวด์บาร์กลายมาเป็นตัวเลือกลำดับต้น ๆ ของชาวคอนโดที่ต้องการอัพเกรดระบบเสียงจากลำโพงทีวีให้มีน้ำมีนวลมากยิ่งขึ้น ปัจจุบันเรามีลำโพงชนิดนี้โลดแล่นอยู่ในตลาดมากมายหลายยี่ห้อ แน่นอนว่าโซนี่เองก็ไม่พลาดที่จะส่งสินค้าของตัวเองเข้ามาแข่งขันด้วยเช่นเดียวกัน
HT-MT500 เป็นซาวด์บาร์มิติใหม่จากโซนี่ ซึ่งได้รับการนิยามว่าเป็น Compact Soundbar ที่มีจุดเด่นเรื่องขนาดตัวที่เล็กกระทัดรัดมาพร้อมกับซับวูฟเฟอร์ตัวบาง ทำให้สามารถผสมกลมกลืนเข้ากับชั้นวางทีวีในห้องได้เป็นอย่างดีโดยไม่เกะกะพื้นที่บริเวณด้านหน้าทีวี
Sony HT-MT500 2.1ch Compact Soundbar
- รองรับการเชื่อมต่อไร้สายผ่าน Wi-Fi และ Bluetooth
- รองรับ Chromecast, Spotify
- ฟีเจอร์ S-Force PRO Front Surround จำลองระบบเสียงรอบทิศทางเสมือนจริง
- ซับวูฟเฟอร์ตัวบางวางได้ 2 แนว จะตั้งพื้นแบบทั่วไป หรือวางนอนสอดไว้ใต้โซฟาก็ได้
ราคา 21,990 บาท
คลิปเทียบเสียงแบบชัดๆ เสียงจากทีวีกับเสียงจาก Sony HT-MT500
Design – การออกแบบ
จุดเด่นหลักของ HT-MT500 คงจะหนีไม่พ้นเรื่องดีไซน์ ที่ถูกคิดมาเป็นอย่างดีให้ดูกลมกลืนสอดคล้องกับตัวทีวีของโซนี่ ไม่ว่าจะเป็นในเรื่องเส้นสายหรือขนาดตัว แสดงให้เห็นถึงความใส่ใจของทีมออกแบบผลิตภัณฑ์ ตัวเครื่องมีวางจำหน่ายทั้งหมด 2 สีด้วยกัน คือขาวและดำ ซึ่งตัวที่เราได้มารีวิวจะเป็นสีดำ ด้านหน้าจะเป็นไดร์เวอร์ทั้งหมด 2 ตัว กับจอแสดงผลแบบ Dot-matrix เพื่อแสดงสถานะ

ด้านหน้าเรียบเกลี้ยง สีดำสวยวางละกลืนหายเป็นหนึ่งเดียวกับทีวี

แกะหน้ากากออกจะดูฮาร์ดคอร์ขึ้นมานิดหน่อย

ด้านบนเป็นปุ่มควบคุมแบบสัมผัส ซึ่งบริเวณพื้นผิวส่วนนี้จะทำการหุ้มด้วยหนังเทียม
ทำให้ตัวลำโพงที่ดูจะเรียบ ๆ มีจุดที่น่าสนใจขึ้นมาทันที

หน้าตาไดร์เวอร์แบบชัด ๆ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางประมาณ 5 ซม.

ด้านหลังเป็นศูนย์ร่วมช่องต่อสายสัญญาณต่าง ๆ อันได้แก่
- อะแดปเตอร์ไฟ
- LAN
- HDMI Out
- Analog 3.5 mm
- TV IN Optical

ด้านข้างเป็นช่องเสียบ USB สำหรับเล่นไฟล์เพลงนามสกุลดัง ๆ อย่าง wav, flac เป็นต้น

มาดูที่ตัวซับวูฟเฟอร์กันบ้างครับ เห็นบาง ๆ แบบนี้แต่หนักพอสมควร ด้านหน้าจะมีสติ๊กเกอร์แนะนำวิธีการวาง ด้านล่างเป็นท่อเบสรีเฟล็กซ์

หันไปด้านหลังจะเป็นปุ่มเปิด-ปิด, ไฟบอกสถานะ และปุ่ม Secure Link ด้านล่างเป็นช่องเสียบสายไฟ ซึ่งสายไฟที่แถมมาจะมีสองเส้นต่างกันที่ขนาดความยาว ก็เลือกใช้งานกันตามความเหมาะสมกันไปครับ

ปุ่มเปิดใช้งาน แต่หลังจาก Pair เข้ากับตัวซาวด์บาร์แล้ว ตัวเครื่องทั้งสองจะเปิดพร้อมกันโดยอัตโนมัติ

ช่องเสียบสายไฟ

ด้านล่างมีการแปะยางรองฐานลำโพงมาให้เรียบร้อย เพื่อป้องกันแรงสะเทือน

สุดท้ายเป็นรีโมทควบคุมขนาดย่อมลงมาเหมือนเป็นรีโมททีวีย่อส่วน ดูแล้วชวนให้คิดถึงรีโมท Hi-Fi Component ของโซนี่ในสมัยก่อน โดยปุ่มพิเศษที่น่าสนใจบนรีโมทก็เห็นจะเป็นตัวปรับความดังของซับวูฟเฟอร์ ที่น่าจะมีบทบาทสำคัญที่ช่วยให้เราเซ็ตอัพซับวูฟเฟอร์ให้ทำงานสอดคล้องกับซาวด์บาร์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Setup – การเชื่อมต่อ
การเชื่อมต่อ HT-MT500 สำหรับใช้งานร่วมกับทีีวีนั้นทำได้สองวิธีครับโดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์ดังต่อไปนี้

ทีวีของท่านมีช่อง HDMI ARC – HDMI ARC หรือ Audio Return Channel เป็นอีกหนึ่งข้อได้เปรียบของสาย HDMI ชนิดพิเศษที่ช่วยให้เราส่งข้อมูลเสียงจากทีวีย้อนทางกลับมาหาซาวด์บาร์ของเรา โดยจะมีรูปแบบการเชื่อมต่อตามผังด้านบนครับผม (เมื่อเสียบเรียบร้อยแล้วอย่าลืมไปปรับค่าที่ทีวีให้ส่งข้อมูลเสียงย้อนทางกลับมาที่ซาวด์บาร์ด้วยนะครับ) ข้อดีของการใช้ HDMI ARC นอกจากจะประหยัดสายเหลือเส้นเดียวแล้ว ตัวซาวด์บาร์ยังสามารถถอดรหัสเสียงแบบ DTS และ Dolby Digital ได้อีกด้วย
ทีวีของท่านไม่มีช่อง HDMI ARC – กรณีนี้อาจจะต้องมีอุปกรณ์พิเศษเพิ่มเข้ามาในระบบเสียหน่อย นั่นก็คือสาย Optical หรือสายไฟเบอร์ใยแก้วนำแสง (ไม่มีแถม) โดยเราจะต้องเสียบ HDMI ออกจากตัว HT-MT500 ไปเข้าที่ช่อง HDMI ช่องไหนก็ได้บนทีวี จากนั้นลากสาย Optical ย้อนกลับมาหาที่ตัวซาวด์บาร์อีกที และจบด้วยการตั้งค่าบนทีวีเหมือนข้อ 1. ครับผม
สำหรับการเชื่อมต่อแบบอื่นอย่าง Analog หรือ Bluetooth ค่อนข้างทำได้ง่ายอยู่แล้ว เพียงแค่เสียบสายแล้วกดเปลี่ยน Source ที่ ซาวด์บาร์ หรือเชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth เข้าด้วยกัน ตัวเครื่องก็น่าจะพร้อมทำงานได้ทันที
สำหรับการเชื่อมต่อแบบอื่นอย่าง Analog หรือ Bluetooth ค่อนข้างทำได้ง่ายอยู่แล้ว เพียงแค่เสียบสายแล้วกดเปลี่ยน Source ที่ ซาวด์บาร์ หรือเชื่อมต่อสัญญาณ Bluetooth เข้าด้วยกัน ตัวเครื่องก็น่าจะพร้อมทำงานได้ทันที

ข้อควรพิจารณาในการจัดวางซับวูฟเฟอร์ไร้สาย คือต้องอยู่ในจุดที่ไม่อับสัญญาณจนเกินไป อย่างใต้ชั้นวางทีวีที่มีลักษณะเป็นตู้ปิดจะดูไม่ค่อยเหมาะ เพราะนอกจากจะบั่นทอนประสิทธิภาพของตัวลำโพงแล้ว ยังทำให้ซับวูฟเฟอร์สื่อสารกับตัวเฮดยูนิตได้ไม่ค่อยดีอีกด้วย
หลังจากวางเรียบร้อยแล้วก็ทำการเปิดสวิตช์ แล้วตัวซาวด์บาร์กับซับวูฟเฟอร์จะค้นหากันเองและจับสัญญาณ สังเกตจากหน้าจอแสดงผลจะขึ้นคำว่า PLEASE WAIT ซึ่งเมื่อทุกอย่างลงตัวเรียบร้อยไฟแสดงสถานะที่ด้านหลังซับวูฟเฟอร์ก็จะเป็นสีเขียวพร้อมใช้งาน
Sound – เสียง

ออกแบบซาวด์บาร์ให้เล็กลงทั้งที จะทำให้ธรรมดาก็กระไรอยู่ ทางโซนี่จึงได้เติมเอาฟีเจอร์ LDAC ที่ชาวออดิโอไฟล์คุ้นหูกันดีเข้าไป เพื่อให้การฟังเพลงผ่านบลูทูธออกมามีประสิทธิภาพสูงสุดในทุกไฟล์ฟอร์แมต จึงเป็นที่มาของสัญลักษณ์ Hi-Res Audio ที่แปะหราอยู่หน้าลำโพงตัวนี้
เราเริ่มทดสอบซาวด์บาร์ตัวนี้ด้วยเพลงร้องเสียงบางใสของ Radka Toneff ที่มีชื่อว่า The Moon Is a Harsh Mistress โทนเสียงที่ถ่ายทอดออกมามีความหวานอุ่น ปลายแหลมติดขุ่นนิดหน่อยแต่ช่วยให้มวลรวมไม่บาดหูจนเกินไป

ขยับจังหวะขึ้นมาอีกนิดในบทเพลง Shocked ของ Joe Cocker นักร้องชายที่มีเอกลักษณ์เสียงแหบโดดเด่น ซึ่งเนื้อเสียงหยาบแห้งดังกล่าวเมื่อถ่ายทอดออกมาผ่านซาวด์บาร์ตัวนี้ดูเหมือนจะมีความแผดแสบทรวงน้อยไปนิด อาจจะเป็นเพราะตัวไดร์เวอร์ถูกออกแบบมาให้ตอบสนองเรนจ์ความถี่สูงที่ไม่ได้ไกลมากนักทำให้ปลายเสียงจึงไม่เปิดสว่างได้อารมณ์ร็อคสักเท่าไร
ถ้าจะพูดถึงคาแร็คเตอร์เสียงของซาวด์บาร์ตัวนี้ ถ้าเอากันแบบดิบ ๆ ไม่ต้องมีซับวูฟเฟอร์มาเสริม ดูจะมีความเด่นในย่านเสียงกลางค่อนไปทางเสียงกลางต่ำ ในสไตล์เสียงแบบโซนี่ซะส่วนใหญ่ ซึ่งพอมีซับวูฟเฟอร์เข้ามาเสริมฐานเสียงต่ำ ก็จะทำให้มิติเสียงที่ได้ดูหวือหวาน่าฟังมากยิ่งขึ้น

เด่นย่านกลางต่ำแบบนี้ แล้วรายละเอียดเสียงเวลาฟังแทร็คที่เป็นแนวแจ๊ส หรือเพลงบรรเลงคลาสสิคล่ะ เหมาะไหม?
ตอบกันตรง ๆ ถ้าจะเอาแบบได้ยินเสียงคนยืนเคาะเบลล์ในระยะ 30 หลาห่างจากไมโครโฟนก็คงจะไม่ถึงขนาดนั้น คือความใสของลำโพงตัวนี้จะอยู่ในเกณฑ์กลมกล่อม ไม่ได้เด่นล้ำหน้าออกมาเท่าไรนัก ซึ่งส่วนตัวผมว่าไม่น่าเกลียดเท่าไรนัก ส่วนใครที่อยากให้ยกระดับความใสขึ้นอีกสักหน่อย ก็สามารถเลือกที่จะเปิดใช้งานฟีเจอร์ CLEAR AUDIO+ บนรีโมทเพื่อให้ย่านเสียงแหลมถูกยกระดับขึ้นมาอีกขั้นหนึ่ง
สำหรับเสียงจากการรับชมภาพยนตร์และเล่นเกม ผมแนะนำให้เปลี่ยนโหมดเสียงไปที่ Movie เพื่อให้เวทีเสียงได้โอบล้อมด้านกว้างมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะช่วยสร้างสนามเสียงเสมือนที่จะทำให้เราได้อินไปกับคอนเทนต์ที่กำลังรับชมอยู่เบื้องหน้า แต่ถ้าเกิดใครอยากรู้สึกว่าเสียงยังมาไม่ถึงด้านหลังจริง ๆ อาจจะลองหา ลำโพงวางหิ้งแบบไร้สายของ Sony เอง มาเสียบเพิ่มเข้าไปในซิสเต็มเหมือนในรูปด้านบนก็ได้เช่นกันครับผม
Features – ลูกเล่น
นอกจากซับวูฟเฟอร์ไร้สายที่ดูหวือหวาจับต้องได้แล้ว ตัวเครื่องมีอีกสองฟีเจอร์เด่นที่ไม่ควรพลาด คือการที่ตัวเครื่องเป็น Chromecast built-in และมีแอปพลิเคชั่น Spotify ติดตั้งมาให้ภายในตัวเครื่อง เพื่อช่วยเปิดโลกออนไลน์ให้กับซาวด์บาร์ตัวนี้ได้อย่างเต็มรูปแบบ

ตัวอย่างเช่น ถ้าคุณเป็นสมาชิก Spotify อยู่แล้ว ก็เพียงแค่เอารหัสมาล็อกอินผ่านตัวซาวด์บาร์ คุณก็สามารถฟังเพลงได้ทันทีไม่ต้องง้ออุปกรณ์อื่นเพิ่ม แต่ถ้าใครไม่ได้เป็นสมาชิก ก็สามารถเลือกใช้งานฟีเจอร์ Chromecast เข้ากับมือถือแอนดรอยด์ของคุณเพื่อฟังเพลงจากแอปพลิเคชั่นสตรีมมิ่งเพลงออนไลน์อื่น ๆ อย่างเช่น Tidal, Deezer, Google Play Music ก็ได้เช่นเดียวกัน

สมาร์ทโฟนใครที่มี NFC ก็สามารถมาแตะที่สัญลักษณ์ NFC บนเครื่องเพื่อทำการ Pairing ได้ทันที
อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ช่วยอำนวยความสะดวกสบายให้กับผู้ใช้
Conclusion – สรุป
Sony HT-MT500 เป็นอีกหนึ่งซาวด์บาร์หน้าตาดีที่มีดีกรีเสียงน่าพอใจเลยทีเดียว ด้วยเนื้อเสียงฟังสบายไม่จัดจ้านแต่กลางเด่นเป็นเอกลักษณ์แบบ Sony ลำโพงตัวผอมตัวนี้จึงเหมาะกับการมาตั้งหน้าทีวีตามความตั้งใจของวิศวกรผู้ออกแบบอย่างไม่มีข้อกังขา ที่น่าแปลกใจคือซับวูฟเฟอร์ตัวบางที่สามารถขับย่านเสียงต่ำออกมาได้ดีเกินลักษณะตัว หรือจะว่าไปมันก็คงคล้าย ๆ กับ Bassbox ที่นักเล่นเครื่องเสียงรถยนต์รู้จักกันดี แต่กรณีนี้เราประยุกต์มาใช้งานกับเครื่องเสียงบ้านก็ดูเข้าท่าไปอีกแบบ

ส่วนของฟีเจอร์การเชื่อมต่อต่าง ๆ ก็เรียกว่าครบทุกรูปแบบการใช้งานหลัก ตั้งแต่ HDMI In เพื่อขับเสียงจากช่อง ARC ของทีวี ไปจนถึง Chromecast built-in ที่เราจะสตรีมเพลงจากแอนดรอยด์เครื่องไหนก็ได้มายังซาวด์บาร์ตัวนี้ ครบเครื่องทุกการใช้งาน พร้อมดีไซน์เรียบหรูดูมีระดับ ท่านไหนสนใจก็เชิญไปทดลองฟังกันได้ที่โชว์รูม Sony ครับผม
ข้อดี
- ดีไซน์สวย งานประกอบเนี๊ยบ วางหน้าทีวีแล้วไม่สูงบังจอ ที่สำคัญคือมันกลืนหายเป็นหนึ่งเดียวกับทีวีไปเลย แต่พอปิดทีวีปั๊บ ก็กลับมากลายเป็นเฟอร์นิเจอร์สวย ๆ 1 ชิ้นเหมือนเดิม
- เสียงดี สะอาด ปราศจากความจัดจ้าน ทำให้ฟังต่อเนื่องได้นาน ส่วนซับวูฟเฟอร์เห็นตัวบาง ๆ แต่ก็ทำโซฟาสั่นได้ เป็นมินิซิสเต็มที่ถูกจูนให้ทำงานร่วมกันอย่างกลมกลืน
- ลูกเล่นแพรวพราว ครบทุกการเชื่อมต่อทั้งแบบมีสายและไร้สาย จะ iOS หรือ Android ก็สตรีมเพลงมาฟังบนซาวด์บาร์ตัวนี้ได้ง่าย ๆ
ข้อเสีย
- บางทีเวลาปิดเครื่องไปนาน ๆ พอกลับมาเปิดใช้งานอีกที จะใช้เวลาเปิดเครื่องกับ Pairing ค่อนข้างนาน
- ซับวูฟเฟอร์แม้จะโฆษณาว่าเหมาะกับการวางไว้ใต้โซฟา แต่นั่นหมายความว่าบริเวณใกล้ ๆ จะต้องมีเต้าเสียบปลั๊กไฟไว้ด้วย ซึ่งถ้าพิจารณาดูตามผังห้องคอนโดในเมืองไทยส่วนใหญ่ จึงค่อนข้างเป็นไปได้ยากนิดนึง