รีวิว Sony HT-Z9F Soundbar สุดครบเครื่องที่มาพร้อมกับ Dolby Atmos และ DTS:X

Sony HT-Z9F ซาวด์บาร์รุ่นใหม่แกะกล่องจาก Sony ที่มาพร้อมความสามารถแบบจัดเต็มโดยเฉพาะความสามารถในการรองรับระบบเสียงอย่าง Dolby Atmos และรวมไปถึง DTS:X และยังมี Vertical Surround Engine อีกด้วยที่จะจำลองเสียงจากด้านบนที่จะช่วยเพิ่มอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์มากยิ่งขึ้น
ซึ่งซาวด์บาร์รุ่นนี้ตอบโจทย์สำหรับผู้ที่ไม่สะดวกในการหาชุด Home Theater แบบเต็มรูปแบบเพราะพื้นที่ของห้องมีจำกัด อาทิเช่น คอนโดฯ, หอพัก หรือห้องนอน เป็นต้น Sony HT-Z9F จึงเป็นอีกหนึ่งทางเลือกโดดเด่น ด้วยคุณสมบัติต่างๆ ทั้งการจำลองเสียงเซอร์ราวด์ ที่ไม่แพ้ชุดดูหนังเต็มรูปแบบ แต่ได้เปรียบกว่าเรื่องความสะดวกในการติดตั้ง

อ่านประกาศตัดสินรางวัลคลิกที่ภาพด้านบนได้เลย
นอกจากนี้ Sony HT-Z9F ในส่วนของเรื่องการฟังเพลงก็ทำแบบจัดเต็มเช่นกัน ทั้งรองรับไฟล์เสียงแบบ Hi-Res รวมไปถึงและยังสามารถฟังเพลงผ่านอุปกรณ์ที่รองรับการส่งสัญญาณแบบ LDAC ได้อีกด้วย และยังมีอะไรที่น่าสนใจอีกเพียบสามารถอ่านที่รีวิวนี้เลย
Spec ของ Sony HT-Z9F
•ซาวด์บาร์รูปแบบ 3.1 Channel พร้อมซับวูฟเฟอร์แบบไร้สาย
•รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X •มี Vertical Surround Engine ช่วยจำลองให้เสียงให้ใกล้เคียงระบบเสียง 7.1.2 Channel •มี S-Force Pro Front Surround เทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มความสมจริงของเสียงของลำโพงคู่หน้าที่จะช่วยให้เสียงดูมีมิติโอบล้อมและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น
•รองรับการเล่นไฟล์เสียงระดับ Hi-Res
•Chromecast Built-in รองรับใช้งานบริการสตรีมมิ่งเพลง
•Bluetooth และ LDAC เพื่อการใช้งานฟังเพลงแบบไร้สายคุณภาพสูง
•รองรับ Google Assistant สามารถใช้งานร่วมกับ Google Home
•การเชื่อมต่อรองรับ Wi-Fi และ LAN
•4K HDR Pass-Through ส่งภาพ 4K HDR ได้
ราคา 26,990 บาท
Design – การออกแบบ
เริ่มต้นกันที่การออกแบบกันก่อน โดย Sony HT-Z9F นั้นจะเป็นซาวด์บาร์ในรูปแบบ 3.1 Channel และจะมาในโทนสีดำ ด้านบนตัวเครื่องจะเป็นสีดำเงาสลับกันกับดำด้าน มีขนาดตัวที่ไม่ใหญ่จนเกินไปเรียกว่ากำลังพอดีๆ ส่วนความยาวจะอยู่ที่ 39.37 นิ้ว พร้อมด้วยความลึก 3.93 นิ้ว และความสูงที่ 2.52 นิ้ว ถือว่าเป็นขนาดที่เหมาะกับชั้นวางอย่างพอดิบพอดี

หน้าตาของ Sony HT-Z9F เรียบง่ายแต่เข้ากันกับทุกชั้นวาง

ดอกลำโพงของ Sony HT-Z9F รองรับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X
รองรับการเล่นไฟล์เสียงแบบ Hi-Res Audio อีกด้วย

รองรับทั้ง Dolby Atmos และ DTS:X รวมไปถึงมี Chromecast Built-in มาให้อีกด้วย
ส่วนการแสดงผลนั้นก็รองรับ 4K HDR Pass-Through ส่งภาพ 4K HDR ได้ไม่มีปัญหา

ปุ่มควบคุมด้านบนแบบระบบสัมผัส มีทั้งปุ่ม เปิด/ปิด, เพิ่ม/ลดเสียง, ช่องสัญญาณ
และปุ่มเลือกบริการสตรีมมิ่งเพลง

หน้าจอแสดงผลอยู่ในตำแหน่งที่ชัดเจนสามารถดูง่าย สามารถปรับระดับแสงไฟที่หน้าจอนี้ได้ด้วย

ช่องเชื่อมต่อทางด้านหลังมีมาให้อย่างครบครัน
ช่องเชื่อมต่อด้านหลัง มีมาให้ครบครันโดยเป็น HDMI I์N จำนวน 2 ช่องและ HDMI OUT จำนวน 1 ช่อง และ LAN จำนวน 1 ช่อง ส่วนอื่นก็จะเป็น ช่อง Optical จำนวน 1 ช่อง ช่องเชื่อมต่อแบบ 3.5mm จำนวน 1 ช่องและช่อง USB อีก 1 ช่อง
*ข้อสังเกตในบริเวณช่องเชื่อมต่อแบบ HDMI นั้นจะมีความลาดเอียงถ้าผู้ใช้งานที่ใช้งานสาย HDMI ที่มีหัวสายขนาดใหญ่ อาจจะลำบากในการเสียบสาย HDMI เล็กน้อย
ดีไซน์ซับวูฟเฟอร์
อีกหนึ่งจุดเด่นของ Sony HT-Z9F อีกจุดคือ ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สาย ซับวูฟเฟอร์ของ Sony HT-Z9F นั้นจะมาในขนาด ความกว้าง 7.48 นิ้ว ลึก 15.4 นิ้ว และสูง 15.04 นิ้ว ซึ่งก็ไม่ใหญ่จนเกินไปมีขนาดประมาณเคสคอมพิวเตอร์เล็กๆ เครื่องนึงเท่านั้น

ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายของ Sony HT-Z9F เพียงแค่เปิดเครื่องก็พร้อมที่จะเชื่อมต่อทันที

ขนาดซับวูฟเฟอร์ใกล้เคียงกับเคสคอมพิวเตอร์เล็กๆ
มีรูคายเบสที่อยู่ด้านหน้าไม่ต้องกังวลว่าเบสจะบวมไปรบกวนเสียงย่านอื่นๆ
รีโมทคอนโทรล
ก่อนอื่นนั้นจุดที่น่าประทับใจในการใช้งาน Sony HT-Z9F นั่นก็คือการที่ตัวซาวด์บาร์เองนั้นสามารถแสดงผลเมนู Interface ไปยังหน้าจอทีวีการใช้รีโมทเลยมีความสะดวกสบายมากขึ้นเป็นอย่างมาก ซึ่งใครหลายๆ คนก็คงทราบกันดีว่าตามปกติแล้วนั้นซาวด์บาร์นั้นจะมีเพียงไม่กี่รุ่นเท่านั้นที่สามารถแสดงผลหน้าเมนู Interface ขึ้นไปยังทีวีได้จุดนี้เป็นอีกจุดหนึ่งที่เป็นข้อดีของ Sony HT-Z9F
ถ้าเป็นผู้ใช้งานที่คุ้นเคยกับผลิตภัณฑ์ที่เป็นทีวี หรือเครื่องเสียงของ Sony อยู่แล้วก็จะพบว่ามีการจัดวางปุ่มของรีโมทนั้นจะคล้ายคลึงกับรีโมททีวีของ Sony ไม่ว่าจะเป็นปุ่มด้านบนก็จะมีปุ่มเปิด/ปิด เลือกช่องสัญญาณ HDMI 1/2, TV, ช่องเชื่อมต่อแบบ 3.5mm, USB และ Bluetooth นอกเหนือจากนั้นยังมีปุ่มสำหรับการเลือกโหมดเสียงให้เลือกใช้กันอีกด้วย อีก 7 โหมดเสียง และยังมีปุ่มโหมด Voice เพื่อทำให้เสียงพูดกระจ่างชัดขึ้นมาและ Night ที่จะมีการคอมเพรสเสียงลงในย่านสูงและเบสเพื่อที่จะไม่ให้เสียงรบกวนคนอื่นๆ ในบ้านเวลารับชมคอนเทนท์ต่างๆ
และที่เป็นจุดเด่นอีกหนึ่งจุดของ Sony HT-Z9F นั้นก็คือปุ่มเปิดปิดฟีเจอร์ Vertical Surround Engine ที่สามารถใช้งานง่ายแค่กดเปิดปิดเท่านั้นเอง เรียกได้ว่าถ้าอยากจำลองเสียงภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ระบบเสียง Dolby Atmos หรือ DTS:X ให้ใกล้เคียงระบบเสียง 7.1.2 Channel แบบเดียวกับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X เพียงแค่กดปุ่มบนรีโมท
ถัดมาก็จะเป็นส่วนของปุ่มควบคุม ขึ้น-ลง/ซ้าย-ขวาใช้ควบคุมเมนู และยังมีปุ่มลัดในการเข้าไปฟังบริการสตรีมมิ่งเพลงที่เราได้เชื่อมต่อเอาไว้อีกด้วย และอีกหนึ่งปุ่มก็คือปุ่ม Home นั่นเองไว้เรียกใช้งานเมนูของ Sony HT-Z9F ไปยังทีวี
สุดท้ายนั้นก็จะเป็นส่วนของการควบคุมระดับเสียง นอกจากมีปุ่มควบคุมเสียงของซับวูฟเฟอร์แล้วนั้นก็ยังมีปุ่มควบคุม Play/Pause และสุดท้ายปุ่ม Display ใช้แสดงข้อมูลของคอนเทนท์เสียงที่กำลังทำการเล่นอยู่ด้วย

หน้าตาของรีโมทของ Sony HT-Z9F ดูคุ้นหน้าคุ้นตากันดี

Vertical Surround Engine ที่สามารถใช้งานง่ายเพียงแค่กดปุ่มบนรีโมท
Features – ลูกเล่น
Sony HT-Z9F นั้นมีความสามารถในการเชื่อมต่อแบบครบครันทั้ง Wi-Fi, Bluetooth, LAN รวมไปถึงการส่งสัญญาณเสียงไร้สายอย่าง LDAC อีกด้วย ซึ่งการส่งสัญญาณไร้สายคุณภาพสูงแบบ LDAC นั้นก็เป็นอีกหนึ่งนวัตกรรมที่เป็นเอกสิทธ์เฉพาะ Sony
เท่านั้นยังไม่พอ Sony HT-Z9F ยังมี Chromecast Built-in มาให้ในตัวซาวด์บาร์เอง ทำให้เราสามารถสตรีมมิ่งเพลงจากบริการต่างๆ เช่น Spotifyและ Deezer ได้อย่างสะดวกสบาย ในส่วนของการ Cast เพลงจากบริการสตรีมมิ่งไม่ว่าจะเป็น Deezer, Spotify ก็ทำได้ดีเยี่ยมลื่นไหล
และการใช้งาน Google Assistant ร่วมกับ Google Home ก็สามารถใช้งานได้ เพียงแค่ผู้ใช้งานดาวน์โหลดแอปพลิเคชั่น Google Home มาและเชื่อมต่อ Sony HT-Z9F กับลำโพงอัจฉริยะ Google Home เข้ากับเครือข่ายภายในบ้านเพียงเท่านี้ก็สามารถใช้คำสั่งเสียง Voice Search ผ่านลำโพงอัจฉริยะ Google Home โดย Voice Search นั้นสามารถใช้ในการค้นหาหรือสั่งให้เล่นเพลงในบริการสตรีมมิ่ง Spotify ได้เลย

หรือจะเป็นบริการสตรีมมิ่งผ่าน Chromecast Built-in ก็สามารถใช้งานสะดวกสบายไม่แพ้กัน
แต่ฟีเจอร์สำคัญที่ถือเป็นตัวชูโรง คือ Vertical Surround Engine ซึ่งทาง Sony แจ้งว่า สามารถจำลองเสียงภาพยนตร์ที่ไม่ใช่ระบบเสียง Immersive Surround ให้มีความโอบล้อมสมจริงใกล้เคียงระบบ 7.1.2 Channel เทียบเท่าระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X เลยทีเดียว นอกจากนี้ยังมี S-Force Pro Front Surround เทคโนโลยีที่จะช่วยเพิ่มความสมจริงจากเสียงของลำโพงคู่หน้าให้ดูมีมิติโอบล้อมและเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ซึ่งจะได้ทดสอบผลลัพธ์เมื่อใช้งานจริงกันต่อจากนี้

ฟีเจอร์ด้านเสียงที่เป็นตัวชูโรงของ Sony HT-Z9F Vertical Surround Engine
และ S-Force Pro Front Surround
Sound – เสียง
สำหรับ Sony HT-Z9F นั้นรองรับการเชื่อมต่อสัญญาณเสียงที่หลากหลาย ทั้งแบบใช้สายและไร้สาย และแน่นอนว่ารองรับระบบเสียงรอบทิศทางที่กำลังได้รับความนิยมในปัจจุบันอย่าง Dolby Atmos และ DTS:X ดังที่เกริ่นไปแล้ว ซึ่งในส่วนของระบบเสียงทั้งสองแบบนี้สามารถเข้าไปอ่านรายละเอียดจากบทความเพิ่มเติมกันได้ที่นี่ Dolby Atmos และ DTS:X
ครั้งนี้จะแบ่งการทดสอบเป็นสองส่วน สำหรับส่วนแรก เราจะทดสอบกับคอนเทนท์ที่เป็นภาพยนตร์ และ ส่วนที่สองทดสอบกับคอนเทนท์จำพวกคอนเสิร์ตและเพลงต่างๆ
รองรับทั้ง Dolby Atmos และ DTS:X
ก่อนอื่นขอแนะนำโหมดเสียงที่มีให้ใช้งานใน Sony HT-Z9F กันก่อน โดยจะมีโหมดเสียงให้ใช้ทั้งหมด 7 โหมดเสียงด้วยกัน ได้แก่
1. Auto Sound: โหมดเสียงที่ Sony HT-Z9F จะทำการปรับแต่งเสียงอัตโนมัติเมื่อทำการเล่นคอนเทนท์ต่างๆ แต่จากการทดสอบกับหลายๆ คอนเทนท์ พบว่า ไม่มีความแตกต่างจากโหมด Standard แบบชัดเจน
2. Cinema: โหมดเสียงนี้จะให้เนื้อเสียงในลักษณะที่มีความก้องกังวาลและโอบล้อม รวมไปถึงเสียงในย่านต่ำจะมีปริมาณและลงลึกที่สุดเมื่อเทียบกับโหมดอื่นๆ ส่วนย่านเสียงสูงนั้นก็ไม่เน้นแหลมบาดหูจนเกินไป อาจจะพูดได้ว่าถ้ารับชมภาพยนตร์ที่เป็นแนวแอ็คชั่นก็สามารถตอบโจทย์เป็นอย่างดี เพียงแต่ย่านเสียงกลางจะดูมีความเด่นชัดน้อยกว่าย่านอื่นอยู่เล็กน้อย
3. Music: โหมดนี้มีไว้เพื่อรับชมคอนเสิร์ตอย่างแน่นอนตามชื่อ เสียงที่สามารถรับรู้ได้ชัด คือ การจำลองเสียงโอบล้อมหายไป พร้อมๆ กับเสียงย่านเบสนั้นจะลดปริมาณลง ในขณะที่ย่านเสียงกลางจะถูกเติมเต็มเข้ามา ส่วนเสียงสูงนั้นจะไม่ได้แตกต่างจากโหมดอื่นๆ มากนักเรียกว่าพอดีๆ ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป โดยรวมเสียงในโหมดนี้เน้นความเป็นธรรมชาติของมิติเสียง และให้ความกระชับ ชัดเจน
4. Game: เสียงในโหมดนี้จะคล้ายกับโหมด Cinema เรียกได้ว่าแยกความแตกต่างยากพอตัว สิ่งที่แตกต่างจะเป็นเรื่องของเบสที่เพิ่มขึ้นเล็กน้อยและเสียงโอบล้อมมากกว่า เหมาะกับเวลาเล่นเกมเวลาที่ต้องการเอฟเฟ็กต์เสียงรอบทิศทางที่โอบล้อมมากกว่าปกติ
5. News: โหมดนี้จะเป็นโหมดที่เน้นในย่านของเสียงกลาง เพื่อที่จะทำให้เสียงพูดเด่นชัดขึ้น ทั้งย่านสูงและย่านเบสนั้นจะถูกลดระดับลงไปพอสมควร
6. Sport: โหมดเสียงนี้ ส่วนของย่านเสียงกลางนั้นจะถูกเพิ่มเข้ามาและเสียงในย่านความถี่สูงจะเหมือนถูกกดไว้เล็กน้อยเพื่อเน้นให้เสียงพูดชัดเจนมากยิ่งขึ้น ในขณะที่ให้ความโอบล้อมแบบโหมด Cinema แต่ย่านเบสนั้นจะมีมวลน้อยกว่าโหมด Cinema เล็กน้อย
7. Standard: เป็นโหมดเสียงที่มีความสมดุลในทุกๆ ย่าน ไม่มากไม่น้อยจนเกินไป ความรู้สึกโอบล้อมและมวลของเสียงอาจจะน้อยกว่า Cinema เล็กน้อย แต่มีความเป็นธรรมชาติมากกว่า
ทดสอบกับภาพยนตร์
ทางเราจะทำการทดสอบเสียงที่เป็นคอนเทนท์ภาพยนตร์ผ่าน Ultra HD Blu-ray player เพื่อให้รองรับระบบเสียงทั้ง Dolby Atmos และ DTS:X โดยเริ่มที่แผ่น Dolby Atmos Demo Disc เพื่อดูความสามารถในการถอดรหัสเสียง Dolby Atmos ว่าทำได้จริงหรือไม่
ถึงแม้ว่าภายนอกที่เห็นนั้น HT-Z9F ติดตั้งตัวขับเสียงแบบ 3.1 Channel แต่หลังจากทดลองฟังก็พบว่า เสียงที่ออกมานั้นสามารถแยกเซอร์ราวด์ชัดเจนกว่าซาวด์บาร์ระบบ 2.1 Channel แบบสังเกตได้ แม้ว่ามิติเสียงด้านหลังและเหนือศีรษะจะไม่ชัดเป๊ะแบบชุดโฮมเธียเตอร์ที่มีลำโพงเซอร์ราวด์ติดตั้งอยู่จริง แต่ก็สามารถรับรู้ทิศทางเสียงกว้างเกินขีดจำกัดของลำโพงซาวด์บาร์เดิมๆ
คำแนะนำเพื่อให้ผลลัพธ์เสียงรอบทิศทางที่ดี โดยเฉพาะ Vertical Sound ของ Dolby Atmos คือ ระดับความสูงที่ติดตั้ง HT-Z9F จะต้องอยู่ใกล้เคียงกับระดับหูของผู้ฟัง ต่ำกว่าได้ไม่เกิน 0.6 ม. และควรนั่งอยู่ในจุดที่เรียกว่า Sweet Spot ซึ่งมีระยะห่างประมาณ 1.85 เมตร

ทดสอบกับ Dolby Atmos Demo Disc
จบจากแผ่น Dolby Atmos Demo Disc ก็มาต่อกันที่อีกหนึ่งระบบเสียงที่ Sony HT-Z9F นั้นรองรับ คือ DTS:X อีกหนึ่งฟอร์แมตเสียงที่ในปัจจุบันที่สามารถถ่ายถอดเสียงในแนวตั้งได้ (Vertical Sound) โดยอ้างอิงจาก DTS 2017 Demo Disc ฉากจากภาพยนตร์เรื่อง Jason Bourne ที่เป็นฉากที่มีการไล่ล่าของรถและรวมไปถึงเฮลิคอปเตอร์
พบว่า Sony HT-Z9F แยกทิศทางซ้ายขวาดีเยี่ยม และลำโพงซับวูฟเฟอร์ในชุดแสดงศักยภาพออกมาแบบสมน้ำสมเนื้อ ซึ่งนับว่าเกินตัวจากขนาดชุดลำโพงที่เห็นไปมาก ความลึกของย่านเบสทำได้ดีกับวูฟเฟอร์ขนาดเพียง 160 มม. เสียงมีความหนักแน่นเหมาะกับการชมภาพยนตร์แบบแอ็คชั่นก็ว่าได้ ส่วนฉากที่มีเสียงจากเฮลิคอปเตอร์ไล่ล่าจากทางด้านบน HT-Z9F สามารถขยายบรรยากาศให้ดูสมจริง และเพิ่มความเร้าใจในการรับชมยิ่งขึ้นไปอีก

ทดสอบกับ DTS:X 2017 Demo Disc

กับฉากไล่ล่าในภาพยนตร์เรื่อง Jason Bourne อีกหนึ่งข้อดีของซาวด์บาร์คือสามารถแสดงโหมดเสียงและบิตเรท
หลังจากที่ทดสอบกันกับ Demo Disc ของทั้ง 2 ระบบไปแล้ว ก็มาทดสอบกันกับภาพยนตร์เต็มเรื่องกันบ้าง คือ Lone Survivor ระบบเสียง DTS:X โดยทดสอบกันในฉากที่มีเฮลิคอปเตอร์บินผ่านกลุ่มของพระเอกไป ต่อเนื่องกันด้วยฉากดวลปืนกันระหว่างกลุ่มพระเอกและผู้ก่อการร้าย
น้ำหนักเสียงจาก Sony HT-Z9F ยังคงทำได้ดีเกินตัวเช่นเคย เสียงปืน เสียงกระสุนรวมไปถึงระเบิด และเสียงเครื่องของเฮลิคอปเตอร์มีความหนักแน่น และดุดัน บรรยากาศโอบล้อมดี จึงใช้ยืนยันได้แน่นอนว่า Sony HT-Z9F สามารถรับภาพยนตร์แนวแอ็คชั่นแบบเอาอยู่

ทดสอบกับ Lone Survivor เสียงหนักแน่นเต็มอารมณ์ ถูกหูผู้ที่ชอบเสียงปืนแน่นๆ
หลังจากภาพยนตร์เรื่อง Lone Survivor ก็มาต่อกันกับภาพยนตร์เรื่องที่ 2 กันเลย กับเรื่อง Independence Day: Resurgence และภาพยนตร์เรื่องนี้ก็มีระบบเสียง Dolby Atmos ซึ่ง Sony HT-Z9F สามารถถ่ายทอดเสียงอย่างลงตัวไม่ว่าจะเป็นเสียงระเบิด เสียงของปืนลำแสงจากยานเอเลี่ยน หรือเสียงที่เป็นรายละเอียดเล็กๆ น้อยๆ อย่างพวกเศษซากชิ้นส่วนของยาน ก็สามารถถ่ายทอดรายละเอียดออกมาชัด เสียงโอบล้อมเต็มอิ่มเวลาเราเห็นยานบินร่อนไปมา

Independence Day: Resurgence ตัว Sony HT-Z9F ก็ถ่ายทอดเสียงออกมาอย่างน่าตื่นเต้น
ในแง่บรรยากาศโอบล้อมต้องบอกว่า HT-Z9F เหนือกว่าซาวด์บาร์ทั่วไปอยู่ขั้นหนึ่ง ต้องยกอานิสงส์ให้กับ Vertical Surround Engine ที่ช่วยในการถ่ายทอดบรรยากาศโดยการผสานมิติเสียงด้านสูงจากระบบเสียง Immersive Sound ผ่านชุดลำโพงซาวด์บาร์แบบ 3.1 ได้ดีเลยทีเดียว ถ้าอยากได้บรรยากาศเสียงที่โอบล้อมมากยิ่งขึ้นก็เพียงแค่กดปุ่ม Vertical Surround Engine เท่านั้นเอง
กรณีที่ทำการ “ปิด” ใช้งาน Vertical Surround Engine พบว่า ความโอบล้อมจากความกว้างของบรรยากาศเสียงลดทอนไป แต่ก็จะได้ความหนาแน่นของเวทีเสียงด้านหน้า พร้อมเนื้อเสียงและมวลเบสเข้ามาแทน ผลลัพธ์จึงเหมาะกับคอนเทนต์ที่เน้นดุลเสียงที่เป็นธรรมชาติ อย่าง การฟังเพลง (ดังที่จะกล่าวถึงต่อไป) แต่ทั้งนี้ก็ขึ้นกับผู้ใช้งานว่าชอบสไตล์ไหน ซึ่งก็มีข้อดีแตกต่างกันคนละแบบ ไม่มีสูตรตายตัว
หมายเหตุ: แนะนำให้ทดลองใช้งานร่วมกับโหมดเสียง Standard เพื่อความกลมกลืนกลมกล่อมของเสียงในแต่ละย่านเป็นลำดับแรก
ทดสอบดนตรีและคอนเสิร์ต
มาต่อกับคอนเสิร์ตกันบ้าง แผ่นที่หยิบมาทดสอบนั้นจะเป็น Hans Zimmer: Live in Prague คอนเสิร์ตนี้เป็นการแสดงสดของนักประพันธ์เพลงชื่อดังที่ถ้าใครเป็นแฟนหนังก็คงรู้จักกันดีกับเจ้าของ Soundtrack หลายเรื่องทั้ง Interstellar, The Dark Knight, Dunkirk ฯลฯ คอนเสิร์ตนี้จะเป็นการเล่นร่วมกันระหว่างวง Orchestra และ วงดนตรีสากลที่มีนักร้องนำอีกด้วย
ลองฟังเสียงกับ Sony HT-Z9F (โดยทำการปิดใช้ฟีเจอร์ Vertical Surround Engine) พบว่า ดุลเสียงที่ได้นั้นครบถ้วน ทั้งย่านสูง กลาง และต่ำออกมากลมกลืน พูดได้เต็มปากว่าเป็นลักษณะการใช้งานที่เหมาะมากสำหรับการรับชมคอนเทนท์ที่เป็นคอนเสิร์ต ให้ผลการฟังที่สนุก เต็มอรรถรส เมื่อเทียบกับรูปลักษณ์ที่เป็นซาวด์บาร์แต่น้ำเสียงที่ได้ขนาดนี้ ไม่ธรรมดาเลย สำหรับท่านที่อยากลองโหมดเสียงต่างๆ สำหรับการฟังเพลง แนะนำ 2 โหมดด้วยกัน คือ Music และ Standard

ถ่ายทอดเสียงออกมาดีเยี่ยมเลยกับคอนเสิร์ต Hans Zimmer ผ่าน Sony HT-Z9F
ลักษณะของโหมดเสียง Music นั้น ให้รายละเอียดชัดรวมไปถึงเสียงมีความกระชับ ไร้ความบานฟุ้ง เวทีเสียงกำลังดีไม่ขยายกว้างจนกลวง ย่านเสียงต่างๆ น่าฟัง ชวนให้มีอารมณ์ร่วมไปกับการรับชม
ส่วนโหมดเสียง Standard ก็จะให้เสียงที่เป็นกลาง เบสลงได้ลึกกว่า ไม่เน้นเสริมเอฟเฟ็กต์ความโอบล้อมจนเกินพอดี จุดเด่นคือเนื้อเสียงที่อิ่มใหญ่ ฟังสบาย
เสียงจากภาพยนตร์ก็ไปแล้ว เสียงจากคอนเสิร์ตก็ไปแล้ว เรามาต่อกันในไฟล์เพลงแบบเพียวๆ ไม่มีภาพมาเกี่ยวข้องกันบ้าง ซึ่งเป็นการเน้นอีกหนึ่งจุดเด่นของ Sony HT-Z9F ในเรื่องของการเล่นไฟล์เสียงแบบ Hi-res และฟีเจอร์อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง

นี่เลย 2 ฟีเจอร์สำหรับการเล่นไฟล์เพลงที่เป็นจุดเด่นของ Sony HT-Z9F
1.Hi-Res Audio : จุดเด่นจุดแรกของ Sony HT-Z9F คือ สามารถเล่นไฟล์ที่มีความละเอียดระดับ Hi-Res สูงถึง 24bit/96kHz ซึ่งเป็นความละเอียดที่มากกว่าการฟังผ่านฟอร์แม็ต CD ตอบโจทย์ Audiophile ทั้งหลาย
2.DSEE HX: อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่เป็นเอกสิทธ์เฉพาะ Sony นั่นก็คือการปรับปรุงคุณภาพเสียงเพลงจากรูปแบบไฟล์ที่ผ่านการบีบอัดแบบที่มีการสูญเสีย (Lossy: MP3, AAC, etc.) ให้ดีขึ้น ใกล้เคียงกับมาตรฐาน Hi-Res
ข้อมูลเพิ่มเติมของ Hi-Res Audio และ DSEE HX สามารถอ่านได้ที่นี่ครับ Hi-Res Audio และ DSEE HX
ทดสอบเพลงแรก Hey Look Ma, I Made It จากศิลปิน Panic! At The Disco โดยอัลบั้มนี้เป็นรูปแบบ Hi-Res เรื่องของคุณภาพเสียงของไฟล์นั้นหายห่วง เมื่อทำการทดสอบกับ HT-Z9F ก็พูดอย่างเต็มปากว่า เสียงไม่ธรรมดา ใครที่เคยพูดว่าซาวด์บาร์ฟังเพลงไม่เพราะ ให้มาลองฟังได้เลย ย่านกลางและสูงที่ทำได้ไม่แหลมบาดหู เสียงนุ่มนวล แต่ก็ชัดเจน ย่านเสียงเบสนั้นออกมาพอดีไม่บวมหรือเบลอแต่อย่างใด แต่ทั้งนี้ควรให้ความสำคัญกับการปรับระดับเสียงของลำโพงซับวูฟเฟอร์ให้มีความสมดุลก่อน

ทดสอบกับไฟล์ Hi-Res ก็ถ่ายทอดเสียงออกมาอย่างดีเยี่ยม
หลังจากที่ทดสอบกับการเล่นเพลงแบบ Hi-Res กันไปแล้ว ก็ถึงคราวมาดูความสามารถของฟีเจอร์ DSEE HX ฟีเจอร์นี้จะช่่วยเพิ่มคุณภาพเสียงของไฟล์เพลงบีบอัดให้ได้ใกล้เคียงกับ Hi-Res สำหรับไฟล์ที่ใช้ทดสอบเป็นนามสกุล .MP3 กับเพลง No One Else Like You จากศิลปิน Adam Levine หนึ่งในเพลงประกอบภาพยนตร์เรื่อง Begin Again
เมื่อฟังเสียงผ่านฟีเจอร์ DSEE HX ผลที่ออกมาทำน่าพึงพอใจมาก แม้ว่าคุณภาพเสียงที่ได้จะยังแตกต่างจาก Hi-res แท้ๆ อยู่บ้าง แต่ก็ดีขึ้นกว่าเดิมจากการเติมเต็มบางย่านเสียงที่ขาดหายไป อาทิ เสียงย่านต่ำที่มีปริมาณกลมกล่อมขึ้น เพิ่มฐานเบสให้หนา ยิ่งไปกว่านั้นอาการเสียงแหลมจากไฟล์ MP3 มักมีการแกว่ง ปลายเสียงขาด ฟีเจอร์ DSEE HX ก็สามารถชดเชยอาการเหล่านี้ได้

ฟีเจอร์ DSEE HX เปลี่ยนไฟล์ .MP3 ให้ดีขึ้นกว่าเดิม

ฟังเพลงผ่าน Bluetooth ก็ยังมีฟีเจอร์ DSEE HX มาช่วยเพิ่มคุณภาพของเสียงให้ดีขึ้นแบบรู้สึกได้
ข้อแนะนำสุดท้ายกับการฟังเพลงประเภท Lossy รวมไปถึงการฟังผ่านทาง Bluetooth นั้น ทางเราขอแนะนำให้ เปิดฟีเจอร์ DSEE HX เพราะว่าฟีเจอร์นี้มีส่วนช่วยในการเพิ่มคุณภาพเสียงจากการรับฟังรูปแบบนี้ได้น่าสนใจ เสียงเพลงลื่นหูน่าฟังขึ้น ไม่จำกัดว่าต้องเป็นไฟล์ Hi-Res เท่านั้น
Conclusion – สรุป
ข้อดีของ Sony HT-Z9F
1. คุณภาพเสียงที่ยอดเยี่ยมตอบรับการใช้งานทั้งรับชมภาพยนตร์ และฟังเพลง มีกำลังและมวลเสียงที่ใหญ่เกินตัวเหนือกว่าซาวด์บาร์ทั่วไป
2. การเชื่อมต่อครบครัน Wi-Fi,LAN, Bluetooth, LDAC และ USB
3. รองรับไฟล์แบบ Hi-Res และฟีเจอร์ DESEE HX ช่วยชดเชยคุณภาพเสียงไฟล์ประเภท Lossy ได้
4. ภาคถอดรหัสเสียงรอบทิศทางทั้ง Dolby Atmos, DTS:X
5. รองรับ Google Assistant และมี Chromecast Built-in มาให้ในตัว
6. Interface แสดงการตั้งค่าบนทีวี ไม่ว่าผู้ใช้มือใหม่-มือเก่า ก็ตั้งค่าได้ง่าย
7. ขนาดตัวเครื่องออกแบบมาให้พอดีกับทีวี Z9F โดยเฉพาะ แต่ทีวีรุ่นอื่นก็สามารถวางได้อย่างลงตัว
8. Vertical Surround Engine และ S-Force Pro Front Surround ช่วยขยายบรรยากาศเสียง เพิ่มอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์ได้
ข้อเสียของ Sony HT-Z9F
1. พอร์ตเชื่อมต่อด้านหลังมีความลาดเอียง ถ้าหากผู้ใช้งานใช้สาย HDMI ที่มีขนาดใหญ่อาจจะลำบากในการเสียบสายบ้างเล็กน้อย แนะนำให้จัดสาย HDMI ให้เรียบร้อยในขั้นตอนติดตั้ง หรือใช้สาย HDMI ที่มีขนาดเล็กลงก็จะเพิ่มความสะดวกในการเสียบสายได้เช่นเดียวกัน
2. ถ้าห้องที่ทำการติดตั้งมีขนาดใหญ่ เพดานห้องสูงเกินไป หรือการรับชมไม่อยู่ในตำแหน่ง Sweet spot จะทำให้ประสิทธิภาพของการถ่ายทอดเสียงเซอร์ราวด์จาก Vertical Surround Engine ลดลงไปบ้าง
สรุป
Sony HT-Z9F มีความโดดเด่นทั้งในด้านการออกแบบ ขนาดของตัวเครื่องไม่กินพื้นที่ชั้นวาง พอเหมาะกับทีวี รองรับคอนเทนต์หลากหลายทั้งภาพยนตร์ และฟังเพลง หากเซ็ตอัพลงตัวจะให้ความเต็มอิ่มในทุกๆ ย่านเสียง และสามารถถอดรหัสเสียง Dolby Atmos และ DTS:X สร้างความโอบล้อมของเสียงที่โดดเด่นแตกต่างจากซาวด์บาร์ทั่วไป รองรับไฟล์เสียงแบบ Hi-Res และยังมีฟีเจอร์ DESEE HX ช่วยเพิ่มคุณภาพเสียงไฟล์ประเภท Lossy แถมยังมี LDAC ที่สามารถเล่นเพลงแบบคุณภาพสูง ผ่านการเชื่อมต่อแบบไร้สายได้ เท่านั้นยังไม่พอ มี Chromecast Built-in และ รองรับ Google Assistant ครบครันทุกความบันเทิงตามใจต้องการ ตอบโจทย์ผู้ใช้งานที่ต้องการความสะดวกสบายในการติดตั้ง และผู้ใช้งานที่มีพื้นที่จำกัด ก็สามารถสัมผัสประสบการณ์การรับฟังเสียงที่ใกล้เคียงกับชุด Home Theater เต็มรูปแบบ
ราคาเปิดตัว 26,990 บาท
*มาตรฐานคะแนนประจำปี 2018*