รุ่นกลางสเป็คดี !!! รีวิว LG 55LF630T LED TV พร้อม webOS 2.0

LG อีกหนึ่งแบรนด์ขวัญใจแฟนเว็บชาวไทย ได้เปิดตัว LED TV รุ่นใหม่ประจำปี 2015 ออกมาอวดโฉมในไทยเป็นบางรุ่นแล้ว และได้เริ่มส่งสินค้าทดสอบตามสื่อต่างๆ ตั้งแต่ไก่โห่ก่อนเริ่มขายจริง ทางผมเองก็ได้รับ 55LF630T มาทดสอบเป็นเจ้าแรกๆ เพราะคงรู้ว่าผมเองชอบทดสอบแล้วเอาสินค้าไปดองไว้นาน (ฮา) ซึ่งในความเป็นจริงคือเวลาทดสอบผมเองมักจะเอามาดูทีวีจริงๆในชีวิตประจำวันเลยนี่แหละ ดูบอล ดูข่าว ดูมวยปล้ำ WWE ตามที่ชอบ ผู้ทดสอบเองจำเป็นต้องใช้จนซึมซับมันเสียก่อน ซึ่งต้องใช้เวลาในการหยั่งรู้นิสัยใจคอและประสิทธิภาพของสินค้านั้นๆ แถมทีมงานบางท่านถ้าเห็นว่าสินค้าตัวไหนดีจริง…ก็มักจะขอยืมผมต่อไปอีกทอดหนึ่ง โดยเฉพาะอีตา “ลุงชานม” ฉายาอาจารย์โยดาประจำทีมของพวกเรานี่แหละ..หึหึ ยืมทีพี่แกล่อครบทั้งระบบภาพและเสียงแบบจัดเต็ม ประหนึ่งจะเปิดเป็นโรงหนังขนาดอลังการภายในบ้านขนาดย่อม ! เข้าสู่สาระกันบ้างก่อนออกทะเลไปไกล ผมขอทำความเข้าใจกับชื่อรุ่นทีวีของ LG ก่อนละกัน เพื่อให้ความรู้กับท่านที่เป็นมือใหม่ไปด้วย

Best Midrange Full HD LED TV Award :LG LF630T
LG 55LF630T1) 55 = ขนาดจอทีวีซึ่งในที่นี้หมายถึง 55 นิ้ว2) LF เป็นรหัสประจำปี 20153) ส่วน 630 เป็นซีรีส์ซึ่งร่นนี้คือซีรีส์ 6 เป็นรุ่นระดับกลางมิดเอ็นด์4) ลงท้ายด้วย T แปลว่ารองรับ Digital TV แบบ DVB-T2
LG 55LF630T– Full HD Resolution 1920 x 1080- LED TV- TruColor Generator- Triple XD Engine- webOS 2.0- HDMI x 3- USB x 3- ราคาเปิดตัว 44,990 บาท
สำหรับสเป็คของเจ้ารุ่นนี้ก็จัดว่างเป็นตัวกลางตารางอย่างแท้จริง เป็น LED TV พร้อมฟีเจอร์ Smart TV รุ่นใหม่ที่ใช้ระบบปฎิบัติการ webOS เวอร์ชั่น 2.0 ซึ่งทำให้การเปิดบู๊ทเครื่องไวขึ้น และตลอดจนปรับปรุงอินเตอร์เฟซให้มีลูกเล่นที่ช่วยให้การใช้งานง่ายขึ้น ซึ่งรุ่นนี้จะไม่ได้มีลูกเล่น 3D มาให้ หากเทียบเป็นรุ่น VS กับรุ่นของปี 2014 จะอยู่ระหว่างรุ่น LB620T > LF630T > LB582T หวังว่าแฟนๆที่กำลังพิจารณาทีวีที่มีรุ่นคาบเกี่ยวระหว่างปี 2014-2015 คงเห็นภาพไม่มากก็น้อยนะครับ
โดยรุ่น LF630T มาทั้ง 4 ขนาดด้วยกันได้แก่ 43″ 49″ 55″ 60″ ศึกษาสเป็คเพิ่มเติมได้ที่ด้านล่าง

การออกแบบ
เริ่มด้วยการออกแบบกันก่อน ปีนี้ LG ฉีกหนีรูปแบบขาตั้งแบบ “กิ่งไม้” ติดตั้งบริเวณซ้ายและขวาของทีวีเพื่อให้เกิดช่องว่างเผื่อจะสอดพวกลำโพง Soundbar / Soundplate ไว้ระหว่างช่องตรงกลางเพื่ออัพเกรดระบบเสียง (แต่เศร้าที่ไม่ค่อยมีใครเค้าติดกัน) เลยหันไปใช้แบบ “One Pole Stand” หรือแบบใช้เสากลางยึดฐาน ตัวกรอบทีวีสีเป็นสี “เมทัลลิค” แบบ “ทูโทน” ขอบด้านบนและด้านล่างจะออกสีเงินเข้ม ส่วนขอบด้านซ้ายและขวาเป็นสีดำ ส่วนความบางก็อยู่ในเกณฑ์มาตรฐานคือไม่หนาไม่บางจนเกินไป ซึ่งผมมองว่าสมดุลดีในแง่ของความสวยสลิมควบคู่ความแข็งแรง รูเสียบปลั๊กเป็นแบบ 3 รูหน้าหนูมิกกี้เมาส์หรือเรียกเป็นทางการว่า C6 (ส่วนหัวเลข 8 2 รูเรียกว่า C8) ตัวเครื่องแถมรีโมทธรรมดามา 1 อัน, Magic Remote อีก 1 อัน

ดีไซน์หน้าตรงของ LG 55LF630T

“ขอบทูโทน” เมทัลลิคตัดกับขอบดำ สวยไปอีกแบบ

ความบางของเครื่อง

ด้านหลังเรียบหรู

เบ้าเสียบสายไฟแบบ C8 รูปมิกกี้เมาส์
ช่องต่อ
ช่องต่อของ LG 55LF630T มีให้มา “เพียงพอ” และ “พอเพียง” สำหรับทีวีระดับมิดเอ็นด์ ประกอบไปด้วย
– HDMI x 3
– USB x 3
– Component / AV ใช้ร่วมกัน 1 ชุด
– LAN x 1
– Optical Out x 1
– Antenna x 1 (รองรับดิจิตอลทีวี)-
มี Wi-Fi Built-In เชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายได้ทันที

ช่องต่อด้านหลัง + ด้านข้าง

รีโมทของ 55LF630T การจัดวางปุ่มส่วนใหญ่คล้ายๆ คงเดิม ด้านบนเมนูหลักมีปรับเปลี่ยนเล็กน้อย
ภาพ
สำหรับสเป็คด้านภาพของ LF630T ความละเอียดหน้าจออยู่ที่ Full HD 1920 x 1080 ใช้ไฟส่องหลังแบบ Edge LED ขับเคลื่อนภาพด้วยชิพประมวลผล Triple XD Engine ส่วนภาพเคลื่อนไหวมีระบบแทรกเฟรมภาพอย่าง TruMotion เข้ามาช่วย ที่จัดว่ายังดีต่อเนื่องคือ LG รุ่นกลางไปถึงบนจะให้โหมดภาพสำเร็จรูปอย่าง Expert (ISFccc) มาให้ด้วย ซึ่งค่าแสงสีค่อนข้างถูกต้องมาตั้งแต่โรงงาน แถมยังปรับภาพเบื้องลึกได้อีกด้วย โดยรุ่น LF630T เป็นรุ่นกลางๆ จะไม่ได้มีลูกเล่นภาพ 3 มิติมาให้
ทดสอบภาพ 2 มิติด้วยคอนเทนต์โปรดทั้งหลายแหล่ เริ่มจากหนังเรื่อง Journey : The Mysterious Island เป็นแผ่นอ้างอิงอันดับ 1 ของทีมงานเพราะนำมาทดสอบคุณภาพของภาพได้หลายอย่างมาก (มาดูงานบรรยายประจำปี TAV /BAV Show ของพวกเราจะมีโชว์ให้เห็นจ้า) ใบหน้าของตาลุงอเล็กซานเดอร์ในโหมดที่ภาพถูกต้องอยู่แล้วอย่าง Expert หรือ Cinema จะแสดงสีผิวที่เป็นธรรมชาติ รายละเอียดบนเคราอันรุงรังก็ยังอยู่ครบถ้วน ได้อารมณ์หยิกหยอยอย่างพอเหมาะพอควร รอยเหี่ยวย่นยังพอเปิดให้เห็นพอสังเขป ไม่ได้แอบนวลจนหลบซ่อนหายไป จึงเป็นโหมดที่แนะนำหากท่านต้องการภาพที่ถูกต้องสไตล์โรงหนัง ส่วนโหมดอย่าง Vivid จะเติมความจัดจ้านพร้อมความหยาบกร้านเข้ามาจนเกินจริง…จึงไม่แนะนำ ส่วนโหมด APS ย่อมากจาก Auto Power Save จะปรับระดับ Backlight ให้มืด/สว่างตามสภาพแสงภายในห้อง แสงสีที่ให้มาแต่แรก็เข้าขั้นใช้ได้ พอเปิดทีวีมาครั้งแรกหลายท่านจะบ่นว่าทีวีมืดไปเพราะโหมด APS ถูกตั้งเป็นค่าแรกเริ่มเมื่อเปิดเครื่องนั่นเอง ส่วนการดูฟรีทีวีทั่วไปหากอยากให้ภาพสดใสหน่อยก็ลองโหมด Standard แบบปิด TruMotion รับประกับความสดเด้งจ้า

โหมดภาพสำเร็จรูป แนะนำหากอยากได้แนวโรงหนังและถูกต้อง ก็เลือก Expert 1 หากคิดว่าทึมไปให้เพิ่มระดับ Backlight ให้ภาพสว่างขึ้น ส่วนสัดส่วนภาพให้ปรับเป็น Just Scan สำหรับการดูหนัง HD / Blu-ray และปรับเป็น 16:9 เมื่อดูดิจิตอลทีวี

วัดค่าภาพก่อนปรับภาพ โหด Expert 1 (ISFccc) /Color Temp : Warm 2
ค่า White Balance อยู่ในเกณฑ์ดีปานกลาง

หลังจากปรับ White Balance แบบ 10 Point และ CMS แล้ว ค่าที่ได้ถือว่าเที่ยงตรงสุดๆตัวนึงของทีวี LG ที่เคยปรับมา
วัดอุณหภูมิสีเฉลี่ยได้ 6512K จัดว่าไม่ธรรมดา
ข้อสังเกตหลังการปรับภาพ
- ปัญหาน่ารำคาญที่พบเวลาปรับภาพในรุ่นก่อนๆ ถูกปรับปรุงแล้ว อาทิ เปิดเมนูค้างไว้ขณะวัดค่าปรับภาพได้ ไม่มี error
- พารามิเตอร์ปรับภาพละเอียด และผลลัพธ์ที่ได้ เที่ยงตรงกว่าทีวี LG รุ่นใหญ่ เจนเนอเรชั่นก่อนๆ บางรุ่นเสียอีก
- รายละเอียดในที่มืดแอบจมนิดหน่อย และหากเทียบกับรุ่นก่อนๆ ระดับความสว่างสูงสุดจะต่ำกว่าเล็กน้อย (ชดเชยโดนการเพิ่มระดับ Brightness ขึ้นอีกเล็กน้อย)
- อาการมุมจอดำน้อยลงมากๆ จนแทบไม่มีแล้ว
ทดสอบลึกลงไปอีกด้วยแผ่นหนัง Life Of Pi อีหนึ่งเรื่องโปรด แนวภาพก็ยังคงคุ้นตาเหมือนเดิม ผมบอกได้เลยว่าแบบนี้มันคือจอ LG IPS นี่แหละ ในฉาก “ตะวันทอแสง” เจ้า PI ยังคงโดดเดี่ยวกลางมหาสมุทรอันกว้างใหญ่ “เนื้อสีที่อิ่มเข้ม (ข้น)” อันเป็นเอกลักษณ์ช่วยส่งเสริมอารมณ์ “ไร้ความหวัง” ที่แสดงบนใบหน้าของพระเอกรุ่นเยาว์ที่นั่ง..ลอยคอ..รอคอย..บนเรือชูชีพได้อย่างดี เรื่องมุมมองด้านข้างคือจุดเด่นของจอ LG IPS กล่าวคือมีอาการ Color Shift หรือสีเปลี่ยน/ซีด ไปตามมุมมองที่เฉียง ยิ่งเฉียงยิ่งซีด แต่จอประเภทนี้ถือว่าแอบเอาอยู่พอสมควร ดีกว่าจอ LED/ LCD แบบอื่นๆแทบทุกตัว จะแพ้ก็พวก Plasma หรือ OLED เท่านั้น ส่วนระดับความดำในฉากแมงกระพรุนเรืองแสงถึงแม้ไม่ได้มี Local Dimming มาให้ แต่การกระจายแสงให้สม่ำเสมอทั่วจอหรือ Uniformity ก็อยู่ในระดับที่พอใช้ได้ ไม่ได้เป็นหย่อมๆให้ต้องกังวลซักเท่าไหร่
ถัดมาลองเรื่อง Transformers : Age of Extinction ความมันวาวของหุ่นยนต์อยู่ในเกณฑ์ดี จังหวะหุ่นยนต์ต่อสู้กันฉวัดเฉวียนให้ภาพเคลื่อนไหวอยู่ในเกณฑ์ดีเช่นกัน การเปิด TruMotion ไม่ว่าระดับ Clear หรือ Smooth ก่อให้เกิดอาการวุ้นเรืองๆน้อยมาก มีการปรับปรุงให้ดีขึ้นอย่างน่าพอใจ ช่วยยกระดับภาพเคลื่อนไหวในหลายจังหวะมีความราบลื่นขึ้น อย่างไรก็ดีผมแนะนำให้ “ปิด” ค่านี้ทิ้งเสียดีกว่าเพื่อความเป็นธรรมชาติที่สุดโดยปราศจากการเติมแต่งใดๆ ติที่คาแรกเตอร์ภาพอาจจะยังมีดำจมอยู่บ้างตามสไตล์จอ Panel แบบนี้ สามารถยกค่า Brightness เพิ่มขึ้นมาอีกซัก 3-4 ระดับเพื่อพยุงให้รายละเอียดของภาพเปิดเผยออกมามากว่านี้
โดยรวมภาพผมให้อยู่ในระดับ “ดีปานกลาง” คือดีกว่าพวกโลว์คอสต์แบบเห็นๆ แต่ก็ไม่ได้เหนือกว่า LB650 รุ่นฮิตปีที่แล้วอะไรนัก จัดเป็นทีวีระดับมิดเอ็นด์ตาม Product Segmentation ของ LG ที่ให้ภาพได้ตามระดับราคา

สีหน้าเบื่อโลกของเจ้าพาย พาเทล เม็ดสีอันอิ่มเข้มของจอ IPS ช่วยส่งเสริมอารมณ์หดหู่ได้อย่างดี

ฉากหุ่นยนต์ในเรื่อง Transformers ภาคล่าสุด ทดสอบความมันเงาและภาพเคลื่อนไหว

ดูดิจิตอลทีวีได้เลย เสียบสายอากาศ กดจูน แล้วก็เบิ่งตาดู

เสียบ External HDD ผ่านช่องต่อ USB เล่นไฟล์หนัง เพลง รูปได้ตามปกติ
เสียง
ลำโพงของ LG 55LF630T ให้มาแบบ 2 แชนแนล แชนแนลละ 10 วัตต์ รวมเป็น 20 วัตต์ เป็นระบบยิงเสียงลงล่าง มีโหมดเสียงอย่าง Standard, Cinema , Music, Soccer, Music, Game รวมถึงโหมดจำลองเสียงรอบทิศทางด้วย ผมเองทดสอบทั้งคอนเทนต์หนังและเพลงเพื่อหาโหมดเสียงที่ให้ความสมดุลที่สุดเพื่อนำมาแนะนำให้กับทุกท่าน เริ่มจากหนังเรื่อง X-Men II ฉากที่แม็กนีโต้แหกคุกพลาสติก แล้วควบคุมลูกเหล็กตามใจนึก..ให้พุ่งไปอัดหน่วยรักษาความปลอดภัย ทีวีให้ความเฟี้ยวฟ้าวได้ในระดับหนึ่ง ถือว่าพอมีเนื้องเสียงมิแห้งเหือด เช่นเดียวกับคอนเสิร์ตของป๋าๆวง Scorpions ในชุด Moment of Glory โดยใช้เพลง Moment of Glory ที่มีวงออเครสตร้าเล่นประกอบ คุณภาพเสียงก็ถือว่าฟังได้ไม่ขี้เหร่ เนื้องเสียงมี มิติสเตอริโอซ้ายขวาก็พอมี ความสามารถในการแยกชิ้นดนตรีและความสะอาดสะอ้านของเสียงอยู่ในระดับพอประมาณ โหมดเสียงที่คิดว่าโอเคสุดมี 2 โหมดคือ Standard และ Music ที่เหลือมันจะสุดโต่งไปด้านใดด้านหนึ่งจนเกินไป เช่นโหมด Soccer ก็จะเปิดกว้างจนแอบเปิดก้อง บรรยากาศในสนามและเสียงเชียร์มาเต็ม แต่เสียงคนพากย์ก็บางลงอย่างชัดเจน ดังนี้โหมดที่ผมแนะนำข้างต้นน่าจะเหมาะสมสุดแล้วกับทุกประเภทคอนเทนต์แบบครอบจักรวาล ภาพรวมถือว่าอยู่ในเกณฑ์ใช้ได้…ไม่ได้มีอะไรให้ติเป็นพิเศษสำหรับทีวีระดับนี้

ทดสอบคุณภาพเสียงด้วยหนังและคอนเสิร์ตเพื่อหาโหมดเสียงที่เหมาะสมกับการใช้งานจริงมากที่สุด
เพิ่มเติม
มาดูลูกเล่นไฮไลท์ประจำปีอย่าง webOS 2.0 กันบ้าง ย้อนกลับไปปีที่แล้ว LG ได้เปิดตัว webOS เวอร์ชั่นแรก สร้างความฮือฮาให้กับวงการ Smart TV พอสมควร มีดีมีเด่นหลายจุดทั้งการใช้งานที่ง่ายขึ้น นำทัพโดยเจ้า Launcher ซึ่งเป็นเมนูที่สไลด์ขึ้นมาจากด้านล่างเมื่อเรากดปุ่ม Home บนรีโมท ช่วยให้เราเข้าแอพส์ต่างๆได้ทันที กระนั้นยังคงมีข้อจำกัดในการใช้งานอยู่บ้างเช่น การบู๊ทเครื่องที่ค่อนข้างช้า และอาการหน่วงในหลายๆจังหวะ มาปีนี้ LG เลยนำจุดเหล่านั้นมาปรับปรุงให้ดีขึ้นจนกลายมาเป็น webOS 2.0 นี่แหละ โดยยังคง 3 ซิมเปิ้ลคอนเซ็ปต์หลักดังต่อไปนี้
1) Simple to Connect– เริ่มต้นการใช้งานได้ง่าย เมื่อเราเปิดเครื่องครั้งแรกจะมีตัวการ์ตูน Bean Bird นกน้อยกลอยใจมาคอยสอนเราเซ็ตอัพตั้งแต่จูนทีวียันเชื่อมต่ออินเทอร์เน็ต- มี Input Assist หรือตัวป็อปอัพแจ้งขึ้นมาเมื่อเราเชื่อมต่อ Input เพิ่มเติมเข้าไปถามเราว่า “ท่านจะเปลี่ยนเป็น Input ที่เพิ่งเชื่อมต่อเลยหรือเปล่าเพคะ ?” (ฮา) – Input Picker การเลือกเปลี่ยน Input จากแถบเมนูด้านขวาที่สไลด์เข้ามา โดยไม่ได้มีเมนูใหญ่เทอะทะบังสายตา
2) Simple to Switch– สามารถสลับหน้าจอไม่ว่าจะเป็นรายการทีวี แอพพลิเคชั่น หรือ VOD ได้แบบทันใจโดยไม่ต้องกดเข้าเมนูหลายชั้นให้ยุ่งยาก – มี Launcher สามารถเปลี่ยนช่องจากรายการปกติไปยังแอพส์หรืออุปกรณ์ที่เชื่อมต่ออย่าง External HDD ได้ทันที ไม่ต้องกดเข้าเมนูหลักหลายขั้นหลายตอนเหมือนแต่ก่อน- My channel สามารถเพิ่มช่องรายการโปรดในดิจิตอลทีวีได้ถึง 8 ช่อง Add ไว้ในหน้า Launcher ได้เลย ที่น่าสนใจอีกอย่างคือ webOS 2.0 สามารถจดจำการทำงานครั้งล่าสุดไว้ให้เราสามารถ Resume กลับไปได้เลยทีเดียว
3) Simple to Discover– สามารถค้นหาและดาวน์โหลดแอพส์ต่างๆผ่าน LG Store โดยเฉพาะพวก Premium Contents ที่รวบรวมแอพส์คุณภาพของไทยเพื่อคนไทย
หมายเหตุ: Magic Remote ต้องเสียเงินซื้อเพิ่มสำหรับรุ่นนี้ เพราะแถมให้แต่รีโมทธรรมดา แนะนำว่าสามารถโปโหลดแอพ LG TV – webOS มาติดตั้งบน Smart Phone ของท่านเพื่อใช้เป็นรีโมทได้อีกทาง

หน้าตาของ Launcher แถบเมนูลัดไฮไลท์เด็ดของ webOS 2.0
สังเกตได้ว่าผมเล่นแอพ You2Play อยู่ ก็เรียก Launcher ออกมาแสดงได้เลยโดย “ไม่ต้องออกจากแอพ You2Play” แน่นอนว่าขนาด SmartPhone ยังทำแบบนี้ไม่ได้

หน้ารวมแอพพลิเคชั่นใน LG Store

แอป Mthai ที่รวบรวมวีดีโอคลิปสุดเจ๋งไว้มากมาย

จากการลองเล่น webOS 2.0 ก็พบว่าการตอบสนองการใช้งานนั้น “ไวขึ้น” พอสมควร ความรู้สึก “แอบหน่วง” ที่เคยเก็บไว้ในใจตั้งแต่เวอร์ชั่นที่แล้วได้ลดน้อยลงไป การเปิดเครื่องใช้งานครั้งแรกก็บู๊ทได้ไวขึ้นจนเป็นที่น่าพอใจ แถมเวอร์ชั่นนี้ยังมีเมนูลัดที่สไลด์เลื่อนมาจากด้านขวาของจอเพื่อปรับค่า Quick Setting เช่นโหมดภาพสำเร็จรูป โหมดเสียงสำเร็จรูป เพิ่มขึ้นมาอีกด้วย โดยส่วนตัวคิดว่าเป็น OS ง่ายๆที่พกความเจ๋งในแบบง่ายๆ ช่วยลดขั้นตอนที่ดูยากและซับซ้อนของ Smart TV ได้อย่างยอดเยี่ยม ในมุมมองของผมและทีมงานก็ถือว่า LG นั้น “มาถูกทาง” (ส่วนอีกแบรนด์ร่วมประเทศก็ “มาตามนัด” ออก Tizen OS มาชนแล้ววว)
สรุป
ข้อดี
1. webOS 2.0 ปรับปรุงเรื่องสปีดและลูกเล่นการใช้งานให้ดีขึ้น
2. มีโหมดภาพสำเร็จรูปให้เลือกเยอะ โดยเฉพาะโหมด Expert ISFccc ที่รองรับการปรับภาพแบบ “ลึกซึ้ง”
3. TruMotion ปรับปรุงจนดีในระดับที่พอดูได้แล้ว
4. ลูกเล่นยังเยอะมากมายทั้ง Screen Share, ช่องต่อ USB รองรับ External HDD, แอพส์ทั้งไทยและเทศมีให้
ข้อเสีย
1. ไม่ได้แถม Magic Remote มาให้ ต้องซื้อเพิ่มเอง
2. ทำ Local Dimming ไม่ได้
3. คาแรกเตอร์ภาพยังติดทึบไปนิดหน่อย
สรุป LG 55LF630T เป็นอีกหนึ่ง LED Smart TV ระดับกลางที่ให้ความคุ้มค่าสูง เรื่องภาพ, เสียง, ดีไซน์อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน ส่วนความโดดเด่นที่แท้จริงคงต้องยกให้ webOS 2.0 ระบบปฏิบัติการ Smart TV ที่อัพเกรดเรื่องสปีดและลูกเล่นการใช้งานที่ง่ายขึ้น ฟีเจอร์ลูกเล่นอื่นๆที่สำคัญก็มีมาให้อย่างครบถ้วนทั้งการเชื่อมต่อ USB External HDD, รองรับการเชื่อมต่ออินเตอร์เน็ตไร้สายได้ทันที, Screen Share สำหรับท่านที่ต้องการ Smart TV ระดับเริ่มต้นในราคาไม่สูงนัก เจ้า 55LF630T เป็นตัวเลือกที่มีดีไม่แพ้ใครแน่นอน
