เพชรนี้เลอค่า… อมตะ ?? รีวิว Wharfedale Diamond 100 Series HomeTheater Speakers
Home Theater Speaker System
Wharfedale Diamond 100 Series

เพชรนี้เลอค่า เกินราคา ??
หากไล่ดูรายชื่อลำโพงเก่าแก่ที่กุมหัวใจนักเล่นเครื่องเสียงอย่างยาวนาน จะต้องมียี่ห้อ “Wharfedale” อยู่ในอันดับต้นๆ ที่สร้างชื่อเสียงมายาวนานในฐานะลำโพงที่ให้เอกลักษณ์เสียงในแบบ “อังกฤษ” อย่างชัดแจ้ง และโดยเฉพาะอย่างยิ่ง Wharfedale Diamond Series อันเป็นที่ถูกอกถูกใจของนักเล่นชาวไทย ไม่ว่าหน้าใหม่ หรือมือเก๋า ด้วยระดับราคาที่คุ้มค่าอย่างยิ่ง
ย้อนกลับไปในราวปี 1982 ลำโพง Wharfedale Diamond คู่แรกถือกำเนิดขึ้น ด้วยรูปทรงตัวตู้ขนาดกะทัดรัด ปริมาตรประมาณ 5 ลิตร ติดตั้งตัวขับเสียง คือ ทวีตเตอร์โดมผ้า ขนาด 19 มม. และวูฟเฟอร์ช่วงชักยาวขนาด 120 มม. สิ่งที่ถูกกล่าวขวัญกันในวงการขณะนั้น คือ คุณภาพเสียงในการถ่ายทอดสเตริโออิมเมจอย่างโดดเด่นในงบประมาณที่แสนคุ้มค่า จนสร้างปรากฏการณ์ “ขายดีเป็นเทน้ำเทท่า” นับแต่นั้นมา Diamond Series ก็ยังคงเป็นซีรี่ส์ลำโพงของ Wharfedale ที่ขายดีที่สุดต่อเนื่องยาวนาน ดูท่าจะไม่สิ้นสุด… บัดนี้เราจะมาพิสูจน์กันครับว่า เพราะเหตุใด
Design – การออกแบบ

Wharfedale Diamond 100 Speaker Series มีจำนวนลำโพงทั้งสิ้น 8 รุ่น
เป็นลำโพงตั้งพื้นเสียเยอะ ถึงครึ่งหนึ่ง คือ 4 รุ่น ส่วนลำโพงวางหิ้งมี 2 รุ่น และเซ็นเตอร์อีก 2 รุ่น

สำหรับรุ่นที่จะทำการทดสอบในครั้งนี้ คือ Diamond 155, 121 และ 101C
โดยจะเป็นลำโพงไซส์เล็กที่สุดของแต่ละหมวด (ตั้งพื้น-วางหิ้ง-เซ็นเตอร์) แต่ดูจากขนาดแล้วก็พูดว่าเล็กได้ไม่เต็มปาก
155 ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นนั้น รับหน้าที่เป็นลำโพงคู่หน้า 121 เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ และ 101C เป็นลำโพงเซ็นเตอร์ ตามลำดับ และจะมีลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์จากซีรี่ส์ POWERCUBE SPC-10 มาให้ใช้เข้าคู่กันอย่างดิบดีด้วยครับ (รายละเอียดของลำโพงซับวูฟเฟอร์จะกล่าวถึงต่อไป) ทั้งหมดนี้ ก็เพื่อใช้งานเป็นลำโพงโฮมเธียเตอร์ 5.1 นั่นเอง แต่ก่อนจะไปว่ากันเรื่องของผลลัพธ์อย่างคุณภาพเสียง มาดูคุณสมบัติของลำโพง Wharfedale ตระกูล Diamond รุ่นล่านี้กันก่อน ว่ามีอะไรเด่นบ้าง

เริ่มกันที่ตัวขับเสียง ซึ่งเป็นส่วนสำคัญในการสร้างเสียง และ Diamond 100 Series ก็เป็นก็ดังเช่นลำโพงของ Wahrfedale รุ่นอื่นๆ ที่ยึดมั่นกับทวีตเตอร์โดมผ้ามาโดยตลอด โดยมีขนาดเส้นผ่านศูนย์กลางที่ 25mm แต่จุดที่เปลี่ยนแปลงไป คือ ทวีตเตอร์โดมผ้านี้ ถูกติดตั้งไว้ภายในโครงสร้าง “เวฟไกด์” แบบใหม่
ลักษณะของเวฟไกด์ดังกล่าวมองเผินๆ คล้ายๆ กรวยของวูฟเฟอร์ (เป็นหลุมเว้าลึกเข้าไป มีขอบนอกนูนเหมือนกับขอบเซอร์ราวด์ด้วยนะ) แต่อันที่จริงเป็นวัสดุสังเคราะแข็ง หล่อขึ้นเป็นรูปทรงเพื่อควบคุมมุมกระจายเสียงของทวีตเตอร์ต่างหาก

กล่าวถึงทวีตเตอร์ไปแล้ว คราวนี้มาดูในส่วนของวูฟเฟอร์มิดเรนจ์/เบส กันบ้าง… ก็อีกเช่นกันว่า ท่านใดที่คุ้นเคยกับลำโพงของ Wharfedale มาก่อน จะทราบว่าเจ้านี้เขาเลือกใช้วูฟเฟอร์ที่นำเอาวัสดุ “ถักสาน” ทำเป็นไดอะแฟรมมาช้านาน สำหรับ Diamond Series ก็ยึดมั่น Woven Kevlar เช่นเคย ใช้มาไล่ตั้งแต่ Diamond 8, 9, 10 จนมาถึง Diamond 100 ก็ยังคงใช้ Woven Kevlar… แต่ทว่า
มีลักษณะบางอย่างของ Kevlar Cone ใน Diamond 100 ที่เปลี่ยนแปลงไปจากรุ่นก่อน
อันเป็นผลเกี่ยวเนื่องจากการผนวกเทคโนโลยีการพัฒนาไดรเวอร์ที่ถ่ายทอดลงมาจากลำโพงระดับ
Audiophile Class รุ่นล่าสุด อย่าง "Jade Series"

Wharfedale Jade Series
ขอแนะนำหน้าตาของ Wharfedale “Jade” Series (ในรูป คือรุ่น Jade 7 ตัวท็อปของซีรี่ส์ ราคา 1 แสนพอดีเป๊ะ) ลำโพงระดับ “Audiophile Class” กันก่อน ซึ่งบรรจุไว้ด้วยเทคโนโลยีการผลิตลำโพงขั้นสูง โดยในส่วนของเทคนิคการออกแบบตัวขับเสียงบางจุด อย่างการผนวกโครงสร้างพิเศษเข้ากับรูปแบบการถักสานเพื่อขึ้นรูปโคนวูฟเฟอร์นั้น ถูกถ่ายทอดจากซีรี่ส์นี้ ลงมายัง “Diamond 100” ด้วยแหละ

ประการแรก ลวดลายถักสานที่ไดอะแฟรม (โคน) เหมือนกัน โดยวัสดุสานนี้ก็คือ “เคฟล่าร์” สำหรับ Diamond 100 (ส่วน Jade เป็น Acufiber) แต่ที่พิเศษ คือ ผนวกลักษณะโครงสร้าง “ลายแฉก” จากรูปทรงครึ่งวงรี (Semi-elliptical) วางเรียงในแนวรัศมี ซึ่งเป็นเทคนิคที่ทาง Wharfedale ใช้เสริมเพิ่มความแกร่งให้กับตัวโคน ป้องกันการเสียรูป
นอกจากนี้ในส่วนขอบเซอร์ราวด์ของวูฟเฟอร์ Diamond 100 ก็ยังมีลวดลายเป็นเส้นตัดไขว้กันไปมา เหมือนกากบาท ทาง Wharfedale เรียกว่า “Diamond Pattern” ซึ่งเทคนิคเสริมขอบเซอร์ราวด์นี้ เริ่มใช้ตั้งแต่รุ่น Diamond 10 แล้วครับ อันเป็นเทคนิคเพิ่มเสถียรภาพของเซอร์ราวด์เพื่อลดปัญหาคลื่นสั่นค้าง ช่วยให้ไดรเวอร์หยุดตัวได้ดีขึ้น (เขาว่างั้นนะ)


ซ้าย : Wharfedale Diamond 100 (New) และ ขวา : Wharfedale Diamond 10
ไหนๆ ก็อ้างถึง Diamond 10 (รุ่นก่อน รูปขวามือ) แล้ว หากเทียบวูฟเฟอร์ของ Diamond 100 (รูปซ้าย) จะเห็นลักษณะโครงสร้างถักสานที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว ยังมีจุดที่ต่างกัน คือ โครงสร้าง Dust Cap ที่เป็นจุกแหลมๆ ผนวกเข้ามาตรงใจกลาง Woven Kevlar Mid/Bass Cone ในรุ่นก่อนๆ (ซึ่งใช้มาตั้งแต่ Diamond 8) ตอนนี้ถูกแทนที่ด้วย “Dust Cap ทรงโดม” ผมไม่แน่ใจเรื่องของวัสดุ แต่มันให้ความหยุ่นตัวสูง (เอานิ้วกดเบาๆ แล้วเด้งกลับขึ้นมาได้) ถูกทำหน้าที่ในการจูนเสียง โดยเฉพาะย่านกลางสูงเพื่อให้มีความกลมกลืนต่อเนื่องกับเสียงของทวีตเตอร์

เทคโนโลยีเด็ดซึ่งถ่ายทอดลงมาจากรุ่น Jade อีกประการ คือ การออกแบบโครงสร้างตัวตู้ด้วย
เมื่อเทียบโครงสร้างตัวตู้ของ Diamond 100 Series (ซ้าย) กับ Jade Series (ขวา) จะเห็นว่าคล้ายกันมาก เทคนิคการดามตัวตู้บริเวณกึ่งกลางด้วยโครงทรงบวก (+) และคาดโครงแนวขวางทางด้านหน้า และหลังตู้นั้น เหมือนกันเลย แต่จุดหนึ่งจากทั้งคู่ ที่ออกจะแปลกกว่าทุกครั้ง คือ การปรับจูนตัวตู้แบบ Bass-reflex ที่มิได้ใช้ “ท่อ” แบบทุกครั้งที่เห็นในลำโพงทั่วๆ ไป

หากมองเผินๆ อาจนึกว่า Diamond 100 เป็นลำโพงตู้ปิดทึบ (Acoustic Suspension) เนื่องจากมองมุมไหนก็ไม่ยักเห็นท่อเปิด ทว่าอันที่จริงช่องเปิดมันซ่อนอยู่ข้างใต้ตัวตู้ลำโพงครับ โดยลักษณะจะเป็นช่องด้านล่างตัวตู้ 2 จุด จึงต้องมีการเว้นช่องว่างให้อากาผ่านเข้าออก เพื่อปรับความดันอากาศ ด้วยช่องว่างระหว่างตัวตู้ด้านล่างกับแผ่นฐาน (plinth) เทคนิคนี้มิได้ประยุกต์ใช้งานเฉพาะกับรุ่นตั้งพื้น (Floorstanding) เท่านั้นนะครับ แต่รวมถึงรุ่นวางหิ้ง (Bookshelf) ด้วย

ในส่วนของเซ็นเตอร์จะแปลกออกไปเล็กน้อย เนื่องจากไม่มีแผ่นฐาน จึงเปิดให้เห็นตำแหน่งท่อด้านล่างตัวตู้โดยตรง และติดตั้งขายางยกตัวตู้ให้สูงจากพื้นเล็กน้อย เพื่อให้มีช่องว่างให้อากาศผ่านได้ จากจุดนี้จะเห็น Acoustic Foam ซึ่งอันที่จริงก็มีติดตั้งในรุ่นอื่นๆ ด้วยเช่นกัน (สำหรับเซ็นเตอร์สามารถดึงโฟมออกได้ แต่แนะนำให้อุดเอาไว้)

อีกจุดหนึ่งที่อาจไม่เกี่ยวกับเสียง ทว่าส่งผลกับคุณค่าของลำโพงแม้กระทั่งเวลาที่ไม่ได้เปิดฟังเสียง
บางที่การที่มีลำโพงสีพื้นๆ เดิมๆ ซ้ำกันไป ซ้ำกันมา อยู่แค่ไม่กี่สีในตลาด ก็ออกจะน่าเบื่อ ในจุดนี้ต้องนับว่า Wharfedale ใจกว้างมากๆ ทำผิวตัวตู้ลวดลายไม้สำหรับ Diamond 100 Series ให้เลือกกันถึง 7 สี มณี 7 แสง เลยทีเดียว แม้จะยังใช้ไวนีลอยู่ ยังไม่ใช่ผิวไม้แท้ แต่เท่านี้ก็สวยได้ใจ งานประกอบเองก็สมราคาครับ
(แต่ไม่แน่ใจว่าทางตัวแทนจำหน่ายนำเข้ามากี่สีนะครับ)

อีกหนึ่งจุดประดับเล็กๆ อย่างขอบโลหะสีเงินเงา กับแผงหน้าสีดำซึ่งเป็นวัสดุสังเคราะห์มีผิวด้าน
ดูแล้วก็ตัดกัน โดดเด่นดี

เมื่อผสานกับหน้ากากผ้า ที่มีขนาดพอดีกับขนาดไดรเวอร์ (และขอบโลหะ) ที่กล่าวไปเมื่อกี๊ จึงไม่ถูกหน้ากากบดบังไป เรียกว่าถึงใส่หน้ากากผ้าไว้ ก็ยังดูเก๋ดีทีเดียว แบบนี้นำไปตั้งวางในห้องแล้วดู “ขึ้น” อยู่นะ

ลำโพงทุกรุ่นของ Diamond 100 Series มาพร้อมขัวต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ 2 ชุด แบบไบไวร์ ดูดีอย่างที่เห็น
แต่ที่พิเศษ คือ การจัดวางชั้วลำโพงเป็นเอกลักษณ์ไขว้สลับกันในแนวตั้ง ซึ่งเพิ่มความสะดวกในการเสียบต่อสายลำโพงได้ดีมากๆ พร้อมจัมเปอร์โลหะชุบทองขนาดใหญ่ตามรูป
ดูรายละเอียดโดยรวมของ Wharfedale Diamond 100 Series ไปแล้ว ต่อไปเจาะในส่วนของลำโพงในชุด
แยกแต่ละรุ่นกันบ้างครับ ว่าเป็นอย่างไร
Design – การออกแบบ

เริ่มจากลำโพงคู่หน้า แบบตั้งพื้น คือ Diamond 155 ถึงแม้จะเป็น “รุ่นตั้งพื้น” ที่มีขนาดเล็กสุดในซีรี่ส์
แต่ขนาดโดยรวมก็ไม่ได้เล็กนะครับ ดูจากปริมาตรตัวตู้ถือว่ากระเดียดไปทางใหญ่อยู่ ออกแบบเป็นลำโพงตู้เปิด Bass-reflex port อยู่ด้านล่าง ติดตั้งวูฟเฟอร์ Woven Kevlar คู่ ขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 165 มม. และ Soft Dome Tweeter ขนาด 25 มม. น้ำหนักต่อข้าง เกือบ 20 กก. เลยทีเดียว นับว่าไม่น้อย (ดูรูปโครงสร้างตัวตู้ที่ลงไว้ในหน้าแรก ก็คงพอจะทราบว่าหนักเพราะอะไร)

ถัดมาเป็นลำโพงวางขาตั้ง รุ่นเล็กสุดของซีรี่ส์ คือ Diamond 121 มารับหน้าที่เป็นลำโพงเซอร์ราวด์
(แต่จะมีสลับมาใช้งานเป็นคู่หน้าในบางโอกาส จะกล่าวถึงในช่วงรายงานการทดสอบ)
ขนาดตัวตู้ก็นับว่ากะทัดรัด (แต่ไม่เล็กมาก) ตามสไตล์ลำโพงวางขาตั้งไซส์เล็ก มาพร้อมวูฟเฟอร์ Woven Kevlar ขนาด 130 มม. และ Soft Dome Tweeter ขนาด 25 มม. ออกแบบเป็นตู้เปิด ท่อพอร์ทอยู่ด้านล่างเช่นเดียวกับรุ่นตั้งพื้น

ผู้รับหน้าที่สำคัญในการถ่ายทอดเสียงสนทนาของภาพยนตร์ คือ Diamond 101C เป็นลำโพงเซ็นเตอร์ไซส์เล็กสุดของซีรี่ส์ ขนาดกำลังดี ไม่เล็ก ไม่ใหญ่ จัดวางวูฟเฟอร์คู่ Woven Kevlar ขนาด 130 มม. ขนาบ Soft Dome Tweeter ขนาด 25 มม. (ตัวขับเสียงไซส์เดียวกับ 121) ท่อพอร์ทจัดวางด้่านล่างตัวตู้เช่นเดียวกัน

ลำโพงโฮมเธียเตอร์จะสมบูรณ์มิได้เลย หากขาดลำโพงซับวูฟเฟอร์ และรุ่นที่รับหน้าที่สำคัญดังกล่าวนี้ คือ
ลำโพงซับวูฟเฟอร์ของ Wharfedale ในซีรี่ส์ POWERCUBE รุ่น SPC-10

ลวดลายตัวตู้นับว่าแม็ตช์เข้ากับลำโพงหลักในซีรี่ส์ Diamond 100 ได้พอดิบพอดี ภายใต้ตัวตู้ลายไม้โค้งมน ดูเก๋ไก๋นี้ (ออกแบบเป็นตู้ปิด) อัดแน่นไปด้วยพละกำลังจากภาคขยาย Class D ขนาด 215W (450W Peak)

ตัวขับเสียงขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 10 นิ้ว ติดตั้งไว้ด้านล่างของตัวตู้ในลักษณะ “ยิงลงพื้น”
การใช้งานจะต้องติดตั้งเดือยแหลมรองรับตัวตู้ เพื่อให้ตำแหน่งตัวขับเสียงมีช่องว่างห่างจากพื้นเล็กน้อย

ความเก๋อีกอย่างของ SPC-10 คือ ปุ่มปรับระดับเสียง และครอสโอเวอร์จะติดตั้งอยู่ด้านบนตัวตู้ ซึ่งให้ความสะดวกต่อการใช้งานมากกว่านำไปไว้ด้านหลังตัวตู้ครับ แต่มิใช่แค่นั้น เพราะว่าปุ่มปรับนี้จะมีไฟเรืองสว่างเป็นวงอัตโนมัติเมื่อทำการหมุนปรับด้วย เจ๋งมาก เวลาใช้งานในห้องโฮมฯ มืดๆ มองเห็นชัดดีนักแล (ไฟนี้จะดับลงไปเองเมื่อมิได้มีการสัมผัสปรับอะไร)

จะดูว่าแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ให้ความยืดหยุ่นต่อการใช้งานมากน้อยเพียงใด ก็ต้องดูที่ช่องต่อด้านหลัง
ซึ่ง SPC-10 นับว่า จัดเต็ม ให้ความยืดหยุ่นดีมาก ช่องต่อสัญญาณเสียงอินพุตทั้งแบบ Low-level (เชื่อมต่อทางสายสัญญาณ RCA) รองรับทั้งแบบ Stereo Input สำหรับใช้งานกับซิสเต็มฟังเพลง และ Mono LFE สำหรับซิสเต็มโฮมเธียเตอร์ และ High-Level Input (เชื่อมต่อสัญญาณทางสายลำโพง)
และยังมีเมนเพาเวอร์สวิทช์ (ตัดไฟเมื่อไม่ใช้งานนานๆ) และสวิทช์ปรับชดเชยเฟส (0°/180°) ทั้ง 2 ปุ่มปรับนี้ จะอยู่ทางด้านหลัง จัดวางเหนือช่องต่ออินพุต ขั้วต่อสายไฟเป็นแบบ IEC ถอดสายได้
Setup – การติดตั้ง

ในชุดลำโพง Wharfedale Diamond 100 ในรุ่นตั้งพื้น และซับวูฟเฟอร์ จะให้จานรองสไปก์ (เดือยแหลม) มาด้วย

การใช้งาน Diamond 155 ลำโพงตั้งพื้น ซึ่งจะต้องติดตั้งเดือยแหลมเอาไว้เสมอ และปรับระดับให้ได้ระนาบที่มั่นคง ห้ามละเลยเป็นอันขาด ส่วนท่านใดที่กังวลว่าเดือยแหลมของลำโพงจะทำให้พื้นเป็นรอย สามารถนำจานรองมาใช้งานได้ดังรูป

และเช่นกัน เมื่อใช้งานร่วมกับลำโพงซับวูฟเฟอร์ จะละเลยไม่ติดตั้งเดือยแหลมมิได้เป็นอันขาด เนื่องจากเดือยแหลมจะเป็นตัวกำหนดระยะห่างของวูฟเฟอร์กับพื้น กรณีที่พื้นตั้งวางไม่ได้ระนาบ จะต้องปรับเดือยแหลมเพื่อให้ลำโพงมีเสถียรภาพ สามารถนำจานรองมาใช้งานได้ ถ้ากลัวพื้นเป็นรอย

ในส่วนของลำโพงวางขาตั้ง และลำโพงเซ็นเตอร์จะมีการติดตั้งวัสดุสังเคราะห์รองรับตัวตู้อยู่แล้ว
สามารถวางบนขาตั้ง หรือชั้นวางที่มั่นคงได้โดยตรง

การเชื่อมต่อสายลำโพง กรณีที่จะเชื่อมต่อแบบ “ไบไวร์” หรือ “ไบแอมป์” จะต้องถอดจัมเปอร์โลหะออกก่อน
ซึ่งขั้วลำโพงของ Wharfedale ออกแบบให้เอื้อต่อการเสียบต่อสายลำโพงหลายๆ ลักษณะได้สะดวกดี

สำหรับการเชื่อมต่อซับวูฟเฟอร์นั้น เพียงเชื่อมต่อสายสัญญาณจากช่อง Subwoofer Out ของ AV Receiver มายังช่อง Low Level “1/LFE” In ของ Wharfedale SPC-10

การตั้งค่าเริ่มต้นของซับวูฟเฟอร์ ให้ปรับระดับ Level ที่แผงหน้าปัดเริ่มต้นไว้ที่ตำแหน่ง 12 น., Phase 0° จากนั้นเปิดสวิทช์เพาเวอร์ของซับวูฟเฟอร์ และ AVR เสียบสาย Mic แล้วดำเนินขั้นตอน Speaker Auto Calibration ที่ AVR ได้เลย
Sound – เสียง

ต้องบอกว่าหาความหยาบกระด้างไม่เจอเลยจริงๆ สำหรับลำโพงรุ่นนี้ เสียงนุ่มนวล ฟังได้ต่อเนื่อง สบายๆ ปลายเสียงนุ่มหู ไม่มีสากเสี้ยน ซิบๆ ให้ระแคะระคายหู น้ำเสียงอิ่มเอิบน่าฟัง ไม่ว่าจะฟังเสียงของนักร้องหญิง ก็เนียนนุ่ม หรือเสียงของนักร้องชายก็อิ่มหนา ความพิเศษของ 155 ลำโพงตั้งพื้น ที่ไม่กล่าวถึงมิได้ คือ การถ่ายทอดสเกลเสียงได้โอ่อ่า อลังการดีมาก ขนาดเวทีเสียงแผ่ขยายออกไปกว้างขวางเลยระนาบลำโพงออกไปได้อย่างน่าสนใจ จุดนี้มิได้ส่งผลเฉพาะการรับฟังดนตรี ในการรับชมภาพยนตร์จะช่วยเปิดสนามเสียงด้านหน้าให้มีขนาดความกว้างได้อย่างน่าสนใจ
ถึงแม้ 155 อยู่ในฐานะลำโพงตั้งพื้นรุ่นเล็กสุดของ Wharfedale Diamond 100 Series แต่โดยลักษณะและศักยภาพการใช้งานจริง อาจดูไม่เหมือนกับลำโพงเล็กนัก นอกเหนือจากการถ่ายทอดเสียงได้โอ่อ่าใหญ่โตดังที่กล่าวไปข้างต้นแล้ว การถ่ายทอดเสียงย่านต่ำก็นับว่ามีปริมาณที่จุใจ เบสต้นมีมวลอิ่มแน่น ย่านลึกก็ลงได้ต่ำเกินตัว จะนำไปฟังเพลงคลาสิก บิ๊กแบนด์แจ๊ซ หรือจะรับชมภาพยนตร์โดยใช้งานแบบ 2.0 เพียงลำพัง ก็ตอบสนองการใช้งานได้ไม่เคอะเขิน อย่างไรก็ดีด้วยลักษณะดังกล่าวอาจต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมในการตั้งวาง เพื่อให้ลำโพงถ่ายทอดดุลเสียงอย่างเหมาะสมด้วย

หากเป็นห้องโฮมเธียเตอร์เป็นสัดส่วน ไม่มีปัญหาเรื่องตำแหน่งตั้งวาง ดูจะลงตัวกับ 155 เป็นที่สุด แต่ถ้าเป็นสภาพห้องรับแขกที่อาจมีพื้นที่ตั้งวางลำโพงจำกัด ทำนองว่าลำโพงต้องอยู่ชิดติดผนัง กรณีที่นำ 155 มาใช้งาน ปริมาณเบสจะถูกส่งเสริมโดยสภาพแวดล้อมจนล้ำขึ้น ดุลเสียงย่านต่ำจึงโด่งขึ้นมากลบย่านกลาง-แหลม อยู่บ้าง กรณีนี้อาจแก้ปัญหาโดยใช้ Room EQ ของ AV Receiver เพื่อชดเชยดุลเสียงที่โด่งล้ำนี้ขึ้นได้ แต่แนวทางที่อยากแนะนำ คือ พิจารณารุ่นวางหิ้งจะดีกว่าครับ อาจจะเป็น 122 หรือ 121 ก็ได้

121 นั้น ในเซ็ตนี้ถึงแม้ดูเหมือนจะถูกกำหนดมาโดยปริยายให้ทำหน้าที่เป็นลำโพงเซอร์ราวด์ แต่โดยศักยภาพก็สามารถใช้งานได้อย่างยืดหยุ่น ไม่ว่าจะนำมาใช้งานเป็นลำโพงไฮไฟ สำหรับฟังเพลง 2 แชนเนล ขนาดย่อมๆ หรือจะโยกนำไปใช้งานเป็นลำโพงคู่หน้าในระบบโฮมเธียเตอร์ก็ยังได้ ถึงแม้การถ่ายทอดสเกลเสียง ความโอ่อ่า จะย่อหย่อนลงจากรุ่นตั้งพื้นบ้าง ทว่าในบางสถานการณ์ 121 ก็สามารถตอบสนองการใช้งานได้อย่างลงตัว
ปริมาณเบสอาจแตกต่างกันบ้างตามขนาด ทว่าความอิ่มเอิบ และผ่อนคลายในน้ำเสียงนั้น ยังถือเป็นเอกลักษณ์ของ Diamond 100 Series ทุกรุ่น ไม่ว่าวางหิ้ง เซ็นเตอร์ หรือตั้งพื้น เมื่อนำมาใช้งานร่วมกันในระบบเสียงรอบทิศทาง ย่อมจะส่งเสริมเอกลักษณ์ของ Wharfedale Diamond 100 ซึ่งกันและกัน ในแง่ความ ทดลองกับ Bee Gees – One Night Only SDBlu-ray Version ที่มาพร้อมกับระบบเสียง PCM 2.0/DTS HD Master Audio 5.1 กับมาสเตอร์เสียงใหม่ที่ให้รายละเอียดสูงถึงระดับ 24-bit/96kHz Wharfedale Diamond 100 ชุดนี้แสดงความยิ่งใหญ่ของ 3 พี่น้องมือเก๋านี้ภายใน MGM Grand @ Las Vegas ได้อย่างเต็มอิ่ม การถ่ายทอดเสียงร้องของ 3 พี่น้อง Gibb ผ่านลำโพงเซ็นเตอร์ 101C ฟังแล้วฟินสุดๆ นี่แหละคือการฟังแบบผ่อนคลาย ฟังได้เรื่อยๆ นานๆ ไม่สะดุด ชุดนี้จัดเต็ม

ไม่ว่าฟังเพลง หรือรับชมภาพยนตร์นั้น ต้องยกเครดิตให้กับลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ POWERCUBE SPC-10 ในการเติมเต็มความสมบูรณ์ให้กับซิสเต็ม เพราะนอกจากลำโพงซับวูฟเฟอร์รุ่นนี้จะรูปสวยแล้ว เสียงยังไม่ธรรมดา ถือเป็นอีกหนึ่งบทพิสูจน์ว่า ลำโพงซับวูฟเฟอร์ทุกวันนี้มีศักยภาพที่สูงขึ้นกว่าในอดีต ตัวตู้ดูภายนอกมิได้ใหญ่อะไรนัก แต่ให้มวลเสียงความถี่ต่ำได้แผ่ลึก กำลังขับอาจจะลงไว้เบาะๆ แค่ 2 ร้อยกว่าวัตต์ ยี้ห้ออื่นบางทีลงสเป็กกำลังขับแบบ Peak อย่างเดียวจะลงเลขเยอะๆ ก็ได้ แต่การใช้งานในห้องทดสอบพื้นที่ราว 16 ตร.ม. ก็ไม่มีทีท่าว่าจะแป้กแต่อย่างใด มวลเสียงเต็มพื้นที่ไม่มีย่อหย่อน ท่านใดกำลังมองๆ หาลำโพงซับวูฟเฟอร์งบประมาณ 2 หมื่น อย่าลืมใส่รายชื่อ SPC-10 ด้วย ไปลองฟังให้ได้ครับ
Conclusion – สรุป
ไม่แปลกที่ Wharfedale Diamond Series จะติดโผรายชื่อลำโพงขายดีที่ให้ความคุ้มค่าในระดับสูง กับน้ำเสียงที่ฟังสบาย เบสอิ่มแน่น พร้อมทั้งเทคนิคงานออกแบบตัวตู้ที่ประณีต กับเทคโนโลยีที่ถ่ายทอดลงมาจากรุ่น Jade ที่มีราคาสูงกว่าหลายเท่า ท่านใดอยากสัมผัสลำโพงอังกฤษ ที่ให้ความผ่อนคลาย สุภาพ ไม่รุกเร้า ฟังสบายต่อเนื่องได้นานๆ อารมณ์ไม่สะดุด ลองฟัง Diamond Series รับรองไม่ผิดหวังครับ

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– เทคโนโลยีการถ่ายทอดคุณภาพเสียงที่ถ่ายทอดลงมาจาก Jade Sereis ลำโพงระดับ Audiophile Class โดยตรง โครงสร้างแน่นหนา ผิวตัวตู้ให้ลวดลายไม้แบบโมเดิร์น งานประกอบเนี้ยบ
– สไตล์เสียงนุ่นนวล ฟังสบาย ไม่มีความหยาบกระด้างใดๆ ให้ได้สัมผัส สำหรับ Diamond 155 ให้ขนาดเสียงได้อิ่มใหญ่ เวทีเสียงกว้างขวางใหญ่โต แต่ต้องหาที่ทางให้พอเหมาะ เหลียกเลี่ยงพื้นที่จำกัดคับแคบ ลำโพงซับวูฟเฟอร์ POWERCUBE SPC-10 นอกจากรูปลักษณ์ดูดี ไม่เทอะทะแล้ว เสียงยังโดดเด่นคุ้มค่ามาก ให้ได้ทั้งความหนักแน่น และลึกล้ำ
– สไปก์ปรับระดับโลหะเงาดูดีเกินราคา และให้ความมั่นคงได้เป็นอย่างดี มาพร้อมจานรองสไปก์ ป้องกันพื้นเป็นรอย
– ขั้วต่อสายลำโพงไบดิ้งโพสต์ใหญ่ มั่นคง ดูดี จัดวางในลักษณะเอื้อต่อการเสียบต่อสายลำโพงได้อย่างสะดวก
– สานต่อตำนาน Best Seller ที่ให้ทั้งความคุ้มค่า และคุณค่าจากงานประกอบตัวตู้ที่ประณีต กับคุณภาพเสียงในสไตล์ผ่อนคลาย ฟังสบาย อันเป็นเอกลักษณ์สำหรับลำโพงอังกฤษยี่ห้อนี้
by ชานม !
2013-10
ราคา Wharfedale Diamond 100 Series
Diamond 155 Floorstanding = 22,000.-
Diamond 121 Bookshelf = 9,900.-
Diamond 101C Center = 8,500.-
POWERCUBE SPC-10 Active Subwoofer = 15,900.-

ขอขอบคุณร้านไฮไฟทาวเวอร์(HiFi Tower)
ร้านขายเครื่องเสียงใหญ่ที่สุดในย่านฝั่งธน
ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบครั้งนี้ด้วยครับ โทร. 02-8817273-7