เสียงสนั่นฟังสนุก! รีวิว JBL Cinema SB250 ซาวด์บาร์ 2.1 แชนแนลพร้อมซับวูฟเฟอร์ไร้สาย

JBL Cinema SB250 เซ็ตซาวด์บาร์ 2.1 แชนแนล ในระดับเริ่มต้นรุ่นล่าสุด มาพร้อมกับฟีเจอร์การเล่นเพลงอันหลากหลายที่ตอบสนองการใช้งานทั้งแบบไร้สายและมีสายในยุคปัจจุบัน ภายในเซ็ตประกอบด้วยซับวูฟเฟอร์ไร้สายขนาดดอกลำโพง 6.5 นิ้ว มาช่วยเพิ่มมิติเสียงเน้นความลึกตื้นให้ชัดเจนยิ่งขึ้น

นอกจากนี้ SB250 ยังถูกออกแบบมาสำหรับการรับชมภาพยนตร์โดยเฉพาะ ทำให้ตัวเครื่องมาพร้อมโหมดพิเศษ Surround ที่จะช่วยสร้างบรรยากาศเสียงให้โอบล้อมผู้ฟังเพื่อเพิ่มอรรถรสในการรับชมภาพยนตร์ให้ดีเยี่ยมขึ้นไปอีก
ข้อมูลโดยย่อของ JBL Cinema SB250
– รองรับระบบเสียง 2.1 แชนแนล พร้อมฟีเจอร์จำลองเสียงเซอร์ราวด์
– รองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายผ่านบลูทูธ
– กำลังขับสูงสุดของซิสเต็มอยู่ที่ 200W
– ตอบสนองความถี่ในช่วง 45Hz – 20kHz
ราคา 11,900 บาท
Design – การออกแบบ
ดีไซน์โดยรวมของซิสเต็มนี้มาในโทนสีดำดุดันดังชื่อซีรี่ย์ Cinema ตัวซาวด์บาร์มีความยาวอยู่ที่ 32.7 นิ้ว หนา 2.5 นิ้ว และสูง 3 นิ้ว โดยประมาณ วัสดุโดยรวมทั้งเซ็ตเป็นพลาสติกสีดำแข็งแรง แต่ที่บริเวณขอบของตัวซาวด์บาร์มีการขลิปด้วยพลาสติกสีดำมันวาวให้ดูหรูหราแบบพอดีพอดี

ขาตั้งสามารถหมุนปรับระดับความสูงเพื่อจัดสมดุลย์ให้เท่ากันได้

ด้านบนเป็นปุ่มควบคุมต่างๆ ได้แก่ เปิดเครื่อง, เลือกอินพุต, เพิ่มลดเสียง, เปิดปิดโหมดเซอร์ราวด์
และสุดท้ายปุ่มเปิดใช้งานโหมดบลูทูธ

ด้านหลังเป็นสวิตช์เปิดเครื่องและบรรดาช่องต่อต่างๆ รวมไปถึงปุ่มแพร์ริ่งซับวูฟเฟอร์
กับสวิตช์เลือกโหมดเสียงว่าใช้งานแบบวางโต๊ะ หรือแขวนผนัง

นอกเหนือจากช่อง USB ตรงกลางแล้ว ด้านซ้ายประกอบไปด้วยสวิตช์จ่ายไฟหลักและช่องเสียบสายไฟ

ด้านขวาเป็นพอร์ตออพติคัลกับ AUX IN สองพอร์ตยอดนิยมที่ทีวีและเครื่องเล่นในปัจจุบันใช้งานเป็นหลัก

มาดูที่ซับวูฟเฟอร์ขนาด 6.5 นิ้วกันบ้าง ตัวเครื่องตู้มีลักษณะเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส มีด้านกว้าง,ยาว อยู่ที่ 9.5 นิ้ว
สูงประมาณ 12.6 นิ้ว ถือว่าขนาดพอเหมาะกับห้องสตูดิโอในคอนโด

ซับวูฟเฟอร์ตัวนี้มีลักษณะการขับเสียงแบบดาวน์ไฟร์ริ่ง หรือยิ่งเสียงลงพื้นเพื่อสร้างแรงปะทะ

สังเกตบริเวณฐานขาตั้งทั้งสี่ด้าน จะถูกแปะด้วยแผ่นยางรองมาตั้งแต่ออกจากโรงงาน
เพื่อช่วยลดแรงปฏิกิริยาของพื้นที่มีต่อตัวลำโพงเมื่อขับเสียง

ด้านหลังเป็นท่อลมเส้นผ่าศูนย์ยาว 5 นิ้วโดยประมาณ

แผงควบคุมด้านหลังจะไม่มีอะไรมาก เนื่องจากเป็นพาสซีฟซับวูฟเฟอร์ มีเพียงไฟแสดงสถานะ,
สวิตช์ปรับเฟส และปุ่มแพร์ริ่งกับซาวด์บาร์

JBL นับว่าเป็นแบรนด์ใจป้ำระดับหนึ่งเลยทีเดียว บรรดาอุปกรณ์ที่แถมมากับซิสเต็มเรียกได้ว่าพร้อมใช้งานสุดๆ
มีสายไฟมาให้ 5 เส้น, สายอะนาล็อก และสายอ็อพติคัล

รีโมทขนาดเล็กเหมาะมือ ไล่เลี่ยกับรีโมทเครื่องเล่นเพลงในรถยนต์ ใช้แบตเตอรี่ CR2025
โดยเราสามารถควบคุมความดังของซับวูฟเฟอร์ผ่านรีโมทนี้ได้อีกด้วย
Sound – เสียง

ใครที่เคยได้ฟังลำโพง JBL มาบ้างก่อนหน้านี้ น่าจะพอมีไอเดียเกี่ยวกับเสียงของแบรนด์นี้อยู่บ้างแน่นอน ด้วยน้ำเสียงชัดแจ่มฟังสนุก เนื้อเสียงมีความกระชับ ซึ่งผมว่าค่อนข้างจะถูกจริตกับการเอามารับชมภาพยนตร์พอสมควร
ดังนั้นผมจะเน้นการทดสอบไปที่การใช้งานแบบ เอ็นเตอร์เทนเม้นท์เต็มรูปแบบ เพื่อดึงเอาขีดสุดของความสามารถจากซาวด์บาร์ตัวนี้ออกมาให้ได้ชมกัน

สำหรับการจัดวางเราสามารถเลือกได้ว่าจะแขวนผนังแบบรูปด้านบน หรือจะตั้งกับชั้นวางทีวีก็ไม่มีปัญหา เพียงแค่อย่าลืมไปปรับสวิตช์ EQ ด้านหลังเลือกโหมดเสียงให้ถูกต้องว่าตอนนี้ใช้แบบ Wall หรือ Table ก็จะช่วยให้เราขับเสียงที่ดีที่สุดออกมา

อีกหนึ่งจุดคืออย่าวางซับวูฟเฟอร์ไกลกับตัวซาวด์บาร์มากนัก เพราะทั้งสองอุปกรณ์จะเชื่อมต่อกันด้วยสัญญาณไร้สาย ถ้าเกิดไปวางไว้ในมุมอับที่สัญญาณไม่สามารถทะลวงเข้าไปถึง อาจส่งผลให้ตัวเครื่องทำงานเชื่อมกันได้ไม่เต็มประสิทธิภาพ แล้วเกิดอาการเสียงสะดุดขึ้นได้ ซึ่งตามรูปด้านบนถือว่าเป็นจุดที่ค่อนข้างลงตัวเลยทีเดียว
ผมเริ่มทดสอบด้วยการเปิด Star Wars – The Force Awaken ในฉากไล่ลาที่ดาวแจ็คคู ในฉากนี้เราจะได้ทดสอบทั้งเสียงเบส และเสียงบรรยากาศโดยรอบในช่วงที่เรย์ขับมิลเลเนียมฟอลค่อนหลบกองทัพปฐมภาคี

SB 250 ให้ความสดของเสียงที่เป็นเอกลักษณ์แบบไม่ผิดคาด ตั้งแต่เสียงพูดไปยันเสียงยานเฉี่ยวผนังดูใกล้ชิดจนสัมผัสได้ และมีทิศทางที่ชัดเจน ทำให้มิติซ้ายขวาของซาวด์บาร์ตัวนี้ดูดีเลยทีเดียว
ตรงนี้ถ้าเรากดเปิดใช้งานโหมด Surround ตัวลำโพงจะทำการจำลองเสียงให้เวทีกว้างขึ้น ซึ่งผมเดาว่า JBL น่าจะเซ็ตให้ไดร์เวอร์ทำการบีบสัญญาณเสียงให้เล็กลงเพื่อให้ได้ระยะเสียงที่โอบล้อมมากขึ้นจากจุดนั่งฟัง แต่ก็แน่นอนว่ามิติเสียงที่เฟี้ยวฟ้าว ก็ต้องแลกมาด้วยเนื้อเสียงที่บางลงเช่นกัน

กดเปิดโหมด Surround ทำให้เหมือนไปช่วยเรย์ขับยานข้างๆ

หลังจากดูยานบินไปมาฉากเดิมซ้ำๆ จนเริ่มจะเวียนหัว ผมก็เปลี่ยนมาเปิด Mad Max บ้าง ในฉากไล่ล่าที่พี่แมกซ์ต้องมาเจอกับการรุมลงแขกจากบรรดาแก๊งเด็กแวนซ์ทะเลทราย จนทำเอารถบรรทุกเกือบพัง เป็นอีกหนึ่งฉากที่ใช้ทดสอบเครื่องเสียงได้อย่างดี ทั้งเสียงระเบิด, เสียงมอเตอร์ไซค์ที่ขี่เลี้ยวไปมา คลอด้วยแบ๊คกิ้งแทร็คจากวงออเครสต้าคอยปลุกเร้าอารมณ์ ถ้าถ่ายทอดออกมาไม่ดีก็ไม่ต่างอะไรกับนั่งดูรายการเรื่องจริงผ่านจอ

ซับวูฟเฟอร์ตัวนี้แม้ไซส์จะเล็กแต่ความดังของเสียงย่านความพี่ต่ำที่ขับออกมานั้นไม่ธรรมดา ในช่วงจังหวะระเบิดตกใส่รถฟังแล้วเหมือนมีแรงปะทะเกิดขึ้นตรงหน้าจริง แต่ว่ายังแยกความใหญ่โตได้ไม่ค่อยขาด ทำให้แยกยากว่าอันไหนเสียงระเบิด หรือเสียงกลองจากแบ๊คกิ้งแทร็ค ส่วนเรื่องรายละเอียดในฉากนั้นผ่านฉลุย ยังคงไว้ซึ่งความสดสนุกเช่นเดิม

ไหนๆ ซื้อซาวด์บาร์มาทั้งที จะเอามาดูหนังอย่างเดียวก็ดูไม่คุ้มค่าตัว ผมเลยลองเปิดเพลงฟังดูด้วยการเชื่อมต่อผ่านบลูทูธจาก iPhone ของผม โดยเลือกเอาแทร็คคันทรี่ร็อคใสๆ Late To the Party ของ Kacey Musgraves ร่างอวตารของ Taylor Swift ในสมัยที่ยังทำดนตรีแบบคันทรี่อยู่

เสียงใสๆ ของ Kacey ถูกถ่ายทอดมาได้ชัดเจนคมกริบ คลอกับเมโลดี้จากโฟล์คกีต้าร์ซะจนหวาน ระหว่างที่กำลังจะเลี่ยนก็มีเสียงกระเดื่องที่ขับออกมาจากซับวูฟเฟอร์ช่วยทอนให้กลมกลืนกัน ฟังเพลินๆ กันไปจากตอนแรกที่กลัวว่าเสียงซาวด์บาร์ตัวนี้เสียงจะจัดเกินฟังเพลง กลายเป็นเสียงที่สดฟังสนุกขึ้นมาทันที
Conclusion – สรุป
JBL Cinema SB250 ถูกออกแบบมาให้เหมาะเหม็งกับการดูหนังตามชื่อซีรี่ย์ของมันจริงๆ ด้วยเสียงกลางแหลมที่สดและพุ่งทะยานพร้อมสร้างความบันเทิงในการรับชมได้ทันที นอกจากนี้ยังมีฟีเจอร์จำลองเสียง Surround ช่วยให้เราได้เสียงที่โอบล้อมคนฟังมากขึ้นไปอีกระดับ สร้างบรรยากาศในการดูหนังให้สนุกขึ้นกว่าลำโพงทีวีหลายช่วงตึก
ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายที่มาในเซ็ตต้องบอกว่าไม่ได้ทำงานขี้เหร่แต่อย่างใด มันสามารถตอบสนองเสียงความถี่ต่ำได้ดังและกระชับแบบไม่มีบกพร่อง จะมีก็แต่หากเราวางซับวูฟเฟอร์ในตำแหน่งที่สัญญาณเสียงโดนขวางจากโต๊ะหรือตู้มากเกินไป เสียงที่ได้จะไม่ต่อเนื่องกับสัญญาณจากซาวด์ในบางช่วง เหมือนกับเป็นเสียงสะท้อนที่ตามหลังเสียงจากซาวด์บาร์อะไรประมาณนั้น ตรงนี้ก็ต้องหาที่ลงดีๆ ครับไม่งั้นจะมาขัดอรรถรสความมันส์เอาเปล่าๆ
อีกอย่างคือระดับความดังของเสียงเบสควรจะต้องได้รับการปรับจูนเล็กน้อย ให้ขับออกมาเป็นแผ่นเดียวกันกับเสียงเบสที่ได้จากลำโพงของซาวด์บาร์ ก็คงต้องลองทดสอบฟังกันไปครับ แต่ส่วนใหญ่แล้วถ้าดูหนังหรือเล่นเกมอาจจะไม่ค่อยเห็นผลชัดเจน ต้องฟังแทร็คออดิโอไฟล์นั่นแหละครับ ถึงจะพอจับสังเกตุได้
สรุปสุดท้ายว่าซิสเต็มซาวด์บาร์ตัวนี้ให้เสียงที่คุ้มค่าตัวไม่ใช่เล่นๆ สามารถใช้ดูหนัง, ฟังเพลง หรือเล่นเกมได้อย่างสนุกสนานในระดับหนึ่ง หากเดิมแล้วคุณดูหนังผ่านลำโพงทีวีมาล่ะก็ การอัพเกรดมาเล่นซาวด์บาร์ชุดนี้น่าจะช่วยเติมความเร้าใจให้เวลาว่างของคุณได้ดีทีเดียว แต่ทั้งนี้ห้องที่ติดตั้งจะต้องไม่มีขนาดที่ใหญ่โตจนเกินไป JBL Cinema SB250 จึงจะสามารถแสดงอานุภาพออกมาได้อย่างเต็มขีดจำกัด
ข้อดี
– เสียงสดฟังสนุก ใช้ชมภาพยนตร์แล้วได้อรรถรสเร้าอารมณ์ได้เป็นอย่างดี สร้างความแตกต่างแบบชัดเจนจากลำโพงทีวี
– ระบบการเชื่อมต่อหลากหลายทั้งแบบมีสายและไร้สาย เพิ่มอิสระในการใช้งานได้เป็นอย่างมาก
ข้อเสีย
– ซับวูฟเฟอร์แบบไร้สายอาจทำงานได้ไม่เสถียรหากมีสิ่งกีดขวางที่ค่อนข้างหนาในระยะสัญญาณ แนะนำให้วางในจุดเปิดโล่ง เพื่อประสิทธิภาพในการเชื่อมต่อ จะช่วยให้ตัวลำโพงทำงานได้อย่างสอดคล้องกับตัวซาวด์บาร์ แล้วยังช่วยดันเสียงความถี่ต่ำให้เด่นชัดขึ้น
– ไม่มีช่องต่อ HDMI

JBL Cinema SB250
ราคา 11,900 บาท