ชุดลำโพง Atmos ระดับอ้างอิง !!? รีวิว Klipsch Reference Premiere Dolby Atmos 5.1.2
Klipsch Reference Premiere Dolby Atmos 5.1.2

ชุดลำโพง Atmos ระดับอ้างอิง !!?
ดังที่ทราบกันว่ามาตรฐานโฮมเธียเตอร์กำลังก้าวผ่านสู่ยุคถัดไป… นอกจากระบบภาพความละเอียดสูงระดับ 4K/Ultra HD และเทคโนโลยี HDR แล้ว ด้านเสียงก็ได้รับการพัฒนาสู่ยุคของ Immersive Audio ระบบเสียงรอบทิศทางแบบ 3 มิติ ซึ่งควบรวมเสียงโอบล้อมโดยเพิ่มเติมมิติด้านสูงเข้ามาด้วย นำร่องโดยจ้าวแห่งระบบเสียงภาพยนตร์ที่คุ้นเคยกันดี คือ “Dolby Atmos” และตามติดมาด้วย “DTS:X”
หากต้องการสัมผัสรับฟังมิติใหม่ของระบบเสียงรอบทิศทางข้างต้น ย่อมจำเป็นต้องมีการอัพเกรดระบบลำโพงเพิ่มเติมกันสักเล็กน้อย และด้วยเหตุนี้ผู้ผลิตลำโพงชื่อดังที่คร่ำหวอดในแวดวงระบบเสียงในโรงภาพยนตร์และโฮมเธียเตอร์สัญชาติอเมริกันอย่าง Klipsch จึงเข้าร่วมวงไพบูลย์นำเสนอชุดลำโพงใหม่ที่พร้อมรองรับระบบเสียง Dolby Atmos และ DTS:X ด้วยซีรี่ส์ล่าสุด Reference Premiere Dolby Atmos!

การที่ Klipsch นำคำว่า “Reference” มาใช้กับซีรี่ส์ลำโพงนี้ก็ด้วยความหมายที่ตรงตัว คือ ชุดลำโพงที่เน้นเป้าหมายถ่ายทอดคุณภาพเสียงถูกต้องตรงตามมาตรฐานอ้างอิง อันมีที่มาจากการผสมผสานนวัตกรรมด้านเสียงอันยอดเยี่ยมระดับตำนาน ที่เริ่มต้นจากชายที่ชื่อว่า Paul W. Klipsch

ชุดลำโพง Reference Series ของ Klipsch นั้นมีมานานแล้ว หลายท่านคงจะคุ้นเคยกันดีกับลำโพงที่ติดตั้งตัวขับเสียงกลาง-ต่ำสีทองแดง ผสานตัวขับเสียงสูงทรงฮอร์น อันเป็นเอกลักษณ์ของชุดลำโพงที่มีประสิทธิภาพและความคุ้มค่าในระดับสูงนี้ ปัจจุบัน Reference Series ได้รับการพัฒนามาถึงเจนเนอเรชั่นที่ 3 นามว่า Reference Premiere

ปัจจุบัน Reference Premiere มีลำโพงทั้งหมด 13 รุ่น ประกอบไปด้วย
– ลำโพงตั้งพื้นพร้อม Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ “Built-in” 1 รุ่น คือ RP-280FA
– ลำโพงตั้งพื้น 3 รุ่น คือ RP-280F, RP-260F และ RP-250F
– ลำโพงวางขาตั้ง 2 รุ่น คือ RP-160M และ RP-150M
– ลำโพงเซ็นเตอร์ 4 รุ่น คือ RP-450CA, RP-450C, RP-440C และ RP-250C
– ลำโพงเซอร์ราวด์แบบ Bi-pole 2 รุ่น คือ RP-250S และ RP-240S
– ลำโพง Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ “Add-on” 1 รุ่น คือ RP-140SA
ก่อนจะไปว่ากันต่อเกี่ยวกับรายละเอียดและจุดเด่นของลำโพงในซีรี่ส์ Reference Premiere ผมขอทวนความจำเกี่ยวกับลำโพงที่ทำหน้าที่สร้างมิติเสียงด้านสูง (Height Channel) สำหรับ Dolby Atmos (และสามารถใช้งานร่วมกับ DTS:X ได้ด้วย) กันสักหน่อยว่ามีลักษณะใดบ้าง เพื่อให้ท่านได้ใช้เป็นข้อมูลในการตัดสินใจ…

ลำโพงด้านสูงที่ใช้งานร่วมกับระบบเสียง Dolby Atmos แบ่งออกเป็น 2 รูปแบบใหญ่ๆ ตามลักษณะการติดตั้ง
1. Top Speakers หรือลำโพงที่ติดตั้งบนฝ้าเพดาน ตำแหน่งของลำโพงลักษณะนี้จะติดตั้งอยู่เหนือศีรษะของผู้ฟังจริงๆ แต่ต้องอาศัยการติดตั้งที่ยุ่งยากสักหน่อย เพราะต้องมีการเจาะยึดฝ้าเพดานเพิ่มเติม
2. Dolby Atmos Enabled Speakers ลำโพงพิเศษที่ใช้หลักการยิงเสียงขึ้นไปสะท้อนกับฝ้าเพดานลงมา แบ่งออกเป็น 2 แบบย่อย คือ “Integrated (Built-in) Speakers” แบบที่ฝังมากับลำโพงคู่หน้าและ/หรือลำโพงเซอร์ราวด์ กับแบบ “Add-on Speakers” ที่เป็นตู้ลำโพง-ขนาดเล็กแยกอิสระ สำหรับนำไปวางบนลำโพงคู่หน้าและ/หรือลำโพงเซอร์ราวด์ทั่วไป รูปแบบนี้จึงติดตั้งใช้งานได้ง่าย แต่ลักษณะสภาพแวดล้อมการติดตั้งก็จะส่งผลกับศักยภาพของลำโพงรูปแบบนี้อยู่บ้าง
ทั้ง 2 รูปแบบข้างต้น มีพร้อมให้เลือกใช้งานจากชุดลำโพง Klipsch Reference Premiere Dolby Atmos!

โดย Dolby Atmos Enabled Speakers “Built-in” มาในรุ่น RP-280FA ซึ่งเป็นลำโพงตั้งพื้นรุ่นสูงสุดของซีรี่ส์ฯ รับหน้าที่เป็นทั้งลำโพงคู่หน้า พร้อมๆ กับเสริมสร้างมิติเสียงด้านสูงโดยอาศัยตัวขับเสียงอีกชุดหนึ่งฝังอยู่ด้านบนตู้ลำโพง

ส่วน Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ “Add-on” มาในรุ่น RP-140SA ลักษณะเป็นตู้ลำโพงอิสระขนาดเล็ก จึงสามารถนำไปเพิ่มเติมติดตั้งบนลำโพงตั้งพื้นหรือลำโพงวางขาตั้งอื่นใดในซีรี่ส์ Reference Premiere ได้อย่างลงตัว

แต่หากท่านใดต้องการลำโพงด้านสูงรูปแบบ “Top Speakers” ที่ให้ทิศทางเสียงเหนือศีรษะผู้ฟังจริงๆ จากลำโพงที่ติดตั้งบนฝ้าเพดาน ทาง Klipsch เขาก็มีเช่นกัน โดยใช้งานร่วมกับลำโพงฝังฝ้าหลากหลายรุ่น อย่างไรก็ดีสำหรับรีวิวในครั้งนี้จะเน้นทดสอบรายงานผลเฉพาะรูปแบบ Enabled Speakers ครับ
Design – การออกแบบ
กลับมาที่จุดเด่นของลำโพงซีรี่ส์ใหม่ของ Klipsch… มาดูกันว่า Reference Premiere ได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมจุดใด จึงได้ผลลัพธ์ทางเสียงยอดเยี่ยมเหนือกว่าเจนเนอเรชั่นก่อนหน้า

“ปากฮอร์น” อันเป็นเอกลักษณ์ซึ่งถูกใช้ในลำโพงของ Klipsch ทุกรุ่น โดยรูปแบบของ Reference Premiere เป็นโครงสร้างที่เรียกว่า Tractrix Horn ได้รับการพัฒนาปรับปรุงมาจาก Reference II อีกทีหนึ่ง ความเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจน คือ ไดเมนชั่น จากเดิมจะเป็นรูปทรงสี่เหลี่ยมผื้นผ้า 60×90 ก็กลายมาเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส 90×90 เมื่อผสานกับโครงสร้างทรงกลมบริเวณใจกลาง จะยิ่งส่งเสริมมุมกระจายเสียงของทวีตเตอร์ได้ครอบคลุมกว้างขวางยิ่งขึ้น ผลลัพธ์ที่ตามมา คือ เวทีเสียงที่โอ่อ่าเปิดกว้าง และการตอบสนองทางไดนามิกยอดเยี่ยมยิ่งขึ้น
วัสดุที่ใช้ขึ้นรูป Tractrix Horn นี้ ยังเปลี่ยนมาใช้ซิลิโคนทดแทน ABS ในเจนฯ ก่อน คุณสมบัติทางเรโซแนนซ์จึงดีขึ้น ส่งผลถึงการตอบสนองต่อเสียงความถี่สูงที่ราบเรียบและให้ความนุ่มนวลเป็นธรรมชาติมากกว่า
ซึ่ง Klipsch ยังได้ทำการปรับปรุงตัวขับเสียงสูงที่เรียกว่า Titanium Linear Travel Suspended (LTS)Tweeters เพิ่มเติม ด้วยการออกแบบโครงสร้าง Phase Plug ใหม่ เพื่อขยายขีดความสามารถในการถ่ายทอดรายละเอียดเสียงอันซับซ้อนจากทั้งดนตรีและภาพยนตร์

วัสดุที่ใช้ผลิตโคนวูฟเฟอร์อันโดดเด่นของ Klipsch คือ Copper Cerametallic ยังถูกนำมาใช้กับ Reference Premiere เช่นเคย ทว่าภายในได้รับการปรับปรุงเพิ่มเติมโครงสร้าง Titanium Voice Coil เพื่อการขยับตัวได้อย่างมีเสถียรภาพ เสียงเบสจะสะอาด และตอบสนองฉับไวกว่าเดิม

โครงสร้างแบบ Tractrix Horn นั้น มิได้ส่งผลดีเฉพาะกับการควบคุมมุมกระจายเสียงของทวีตเตอร์เท่านั้น ทว่ายังสามารถนำมาประยุกต์กับท่อเบสได้ด้วยจึงก่อเกิดเป็น Tractrix Port เป็นการไฟน์จูนให้การถ่ายเทมวลอากาศจากภายในตู้ลำโพงเป็นไปอย่างราบรื่น รวดเร็ว และลดทอนเสียงรบกวนจากลมหมุนวนบริเวณปลายท่อได้อีกต่างหาก

หากสังเกตจะเห็นว่าลำโพงตั้งพื้นและลำโพงวางขาตั้งจะติดตั้งฐานมาพร้อมจากโรงงาน ซึ่งฐานนี้นอกจากเพิ่มความมั่นคงแล้ว ยังทำหน้าที่ยกหน้าลำโพงให้แหงนขึ้นเล็กน้อยเพื่อผลทางเสียงด้วย

รายละเอียดปลีกย่อยอย่างการลบมุมบริเวณแผงหน้า ซึ่งวัสดุเป็น MDF ดูผสานกลมกลืนเป็นชิ้นเดียวกับตัวตู้มากกว่าวัสดุ ABS ที่ใช้ในรุ่น Reference II อีกทั้งเปลี่ยนวัสดุปิดผิวให้ดูพรีเมียมยิ่งขึ้นด้วยวีเนียร์โพลีเมอร์ลายปัดเสี้ยนสีดำ และลวดลายไม้ หน้ากากผ้าก็ใช้การยึดติดด้วยแม่เหล็ก ถอดใส่ได้สะดวกแล้วยังมีส่วนช่วยให้แผงหน้าลำโพงดูสวยงามสะอาดสะอ้านดี (ไม่มีรู)
และแล้วก็มาถึงรายละเอียดของรุ่นลำโพงในซีรี่ส์ Reference Premiere Dolby Atmos ที่จะทำการทดสอบในครั้งนี้แบบ 5.1.2 ประกอบไปด้วย…

ถือเป็นพระเอกของโฮมเธียเตอร์ชุดนี้เลยทีเดียวสำหรับ RP-280FA โดยตัวอักษร A ต่อท้าย มีที่มาจาก Atmos นั่นเอง อย่างที่เรียนให้ทราบแล้วว่ารุ่นนี้เป็นรูปแบบ Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ “Built-in”ตัวขับเสียงจึงแยกเป็น 2 ชุด
ชุดที่ทำหน้าที่ Front Channel ประกอบไปด้วย Linear Travel Suspension Titanium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว ติดตั้งภายในโครงสร้าง Tractrix Horn และวูฟเฟอร์ Spun Copper Cerametallic Cone ขนาด 8 นิ้วคู่ บวกกับขนาดตัวตู้ที่ใหญ่กว่าลำโพงโฮมเธียเตอร์ตั้งพื้นทั่วไป เบสจึงจุใจมากๆ ทว่าก็ต้องการพื้นที่จัดวางมากกว่า และห้องหับควรมีปริมาตรที่มากตามไปด้วยจึงจะได้ผลลัพธ์ลงตัวเป็นที่สุดโดยเฉพาะการตอบสนองย่านความถี่ต่ำลึก
ส่วนชุดของลำโพง Height Channel ติดตั้งอยู่ด้านบนตัวตู้เดียวกันนี้ก็ไม่น้อยหน้า เพราะใช้ตัวขับเสียงขนาดเดียวกับลำโพงวางขาตั้งรุ่นใหญ่ในซีรี่ส์เดียวกันอย่าง RP-160M เลยทีเดียว ประกอบไปด้วย Linear Travel Suspension Titanium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว ติดตั้งภายในโครงสร้าง Tractrix Horn และวูฟเฟอร์ Spun Copper Cerametallic Cone ขนาด 6.5 นิ้ว

ด้วยลักษณะของ Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ “Built-in” แน่นอนว่าในตู้ลำโพงเดียวกันจะต้องเห็นขั้วลำโพง 2 ชุด โดยชุดล่างสำหรับ “Front Channel” (ซึ่งรุ่นนี้เป็นรูปแบบไบ-ไวร์) และชุดบนสำหรับ”Height Channel”

ถัดมา คือ ลำโพงเซ็นเตอร์ รับหน้าที่โดย RP-450CA ลำโพงเซ็นเตอร์รุ่นใหญ่สุดของซ๊รี่ส์ ซึ่งขนาดนั้นใหญ่จริงๆ จนบางครั้งอาจวางในช่องชั้นทีวีทั่วไปไม่ได้ แต่ทางผู้ผลิตก็ออกแบบโดยให้สามารถใช้ลำโพงนี้เป็นฐานเพื่อตั้งวางทีวีไว้ด้านบนตัวตู้เลยก็ได้
เหตุผลที่ลำโพงเซ็นเตอร์ในชุดนี้ต้องมีตัวตู้ขนาดใหญ่พิเศษก็เพื่อให้การถ่ายทอดดุลเสียงต่ำใกล้เคียงกับลำโพงคู่หน้าแบบตั้งพื้นขนาดใหญ่อย่าง RP-280FA จนได้ความต่อเนื่องกลมกลืนของสนามเสียงนั่นเอง ผลพลอยได้ คือ น้ำเสียงสนทนาจาก Center Channel รุ่นนี้ จะมีความหนักแน่น ถ่ายทอดไดนามิกได้อย่างเยี่ยมยอด (รายละเอียดจะกล่าวถึงอีกครั้งช่วงรายงานคุณภาพเสียง)
ซึ่งตัวขับเสียงสำหรับลำโพงเซ็นเตอร์รุ่นนี้ ประกอบไปด้วย Linear Travel Suspension Titanium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว ติดตั้งภายในโครงสร้าง Tractrix Horn และขนาบข้างด้วยวูฟเฟอร์ Spun Copper Cerametallic Cone ขนาด 5 นิ้ว จำนวน 4 ตัว

ลำโพงเซอร์ราวด์รับหน้าที่โดย RP-160M ซึ่งเป็นลำโพงวางขาตั้งขนาดใหญ่ที่สุดของซีรี่ส์ ตัวขับเสียงประกอบไปด้วย Linear Travel Suspension Titanium Tweeter ขนาด 1 นิ้ว ติดตั้งภายในโครงสร้าง Tractrix Horn และวูฟเฟอร์ Spun Copper Cerametallic Cone ขนาด 6.5 นิ้ว ลักษณะพิเศษต่างๆ ก็เหมือนกับย่อส่วนรุ่นลำโพงตั้งพื้นลงให้วางบนขาตั้ง ลักษณะพื้นฐานโครงส้รางตัวตู้และตัวขับเสียงจึงมีความใกล้เคียงกัน และยังรวมไปถึงขั้วลำโพงแบบไบไวร์ด้านหลังด้วย

อุปกรณ์ชิ้นสำคัญ ขาดไม่ได้สำหรับระบบโฮมเธียเตอร์ คือ ลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ ครั้งนี้รับหน้าที่โดย R-112SW ซึ่งอยู่ในตระกูล “Reference” ของ Klipsch เช่นเดียวกัน…
หากยังจำกันได้ นี่คือรุ่นพี่ของ R-110SW ที่เคยทดสอบไปก่อนหน้านี้ หน้าตาการออกแบบจึงเหมือนกันเปี๊ยบ โดยเป็นลำโพงแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์แบบตู้เปิด จัดวางท่อเปิดแบบ Slot port ไว้ด้านหน้าอันเป็นทิศทางเดียวกับตัวขับเสียง จะแตกต่างจาก R-110SW ก็ตรงขนาดตัวตู้ที่ใหญ่ขึ้น สัมพันธ์กับขนาดตัวขับเสียง spun-copper Cerametallic woofer เส้นผ่านศูนย์กลาง 12 นิ้ว และภาคขยายดิจิทัลกำลังขับ 600 วัตต์ (Dynamic power เพิ่มขึ้นจาก R-110SW ที่ 450 วัตต์)

การจัดวางปุ่มควบคุมและจุดเชื่อมต่อสัญญาณต่างๆ ทางด้านหลัง ก็เหมือนกับ R-110SW โดยรับสัญญาณแบบ Low-level ทาง Stereo/LFE Line Input และช่องต่อที่อยู่ข้างล่าง คือ WA-2 Port สำหรับติดตั้งใช้งานร่วมกับตัวรับสัญญาณเสียงแบบไร้สาย (เป็นอุปกรณ์เสริมต้องซื้อเพิ่ม)
Setup – การติดตั้ง
เหมือนเช่นลำโพงโฮมเธียเตอร์ทุกรุ่น ที่ต้องทำการติดตั้งอย่างเหมาะสมจึงจะสามารถรีดศักยภาพออกมาอย่างเต็มที่ และ Klipsch Reference Premiere Dolby Atmos นี้ ก็ไม่มีข้อยกเว้น

สำหรับลำโพงวางขาตั้ง และลำโพงเซ็นเตอร์จะให้แผ่นยางสำหรับติดรองตู้ลำโพงมาด้วย แนะนำให้ติดไว้ครับ ส่วนลำโพงตั้งพื้นมี 2 ทางเลือก กรณีที่ตั้งวางบนพรม หรือพื้นที่ไม่เรียบ หรือไม่ได้ระนาบ แนะนำให้ใช้เดือยแหลมและทำการปรับระดับให้เรียบร้อย แต่หากเป็นพื้นแข็งที่ได้ระนาบมั่นคงอย่างพื้นคอนกรีต พื้นกระเบื้อง แนะนำให้ใช้แผ่นยางติดแทน

การติดตั้งใช้งานร่วมกับ Dolby Atmos/DTS:X AV Receiver จะต้องกำหนดลักษณะลำโพง (Speaker Configuration) ให้ถูกต้องตรงตามการใช้งาน ซึ่งสำหรับบททดสอบนี้อ้างอิงการใช้งานร่วมกับ Denon AVR-X7200WA (F/W 6880-7971-5211-00) จะต้องกำหนดในส่วนของ Amp Assign หัวข้อ Height Speakers เป็น “Using Dolby Speakers”

สำหรับท่านที่ยังไม่มั่นใจว่าจะปรับตั้งเสียงของลำโพงรูปแบบ Dolby Atmos Enabled Speakers อย่างไร เบื้องต้นอาจใช้ระบบ Speakers Auto Calibration ได้ ซึ่งผลลัพธ์จากระบบ Audyssey MultEQ XT32 ของ AVR-X7200WA ทำได้ลงตัวดีทีเดียว
Sound – เสียง
เริ่มต้นทำการทดสอบแบบ 5.1.2 โดยทำการเปรียบเทียบระหว่างใช้งานลำโพง Front Dolby Atmos Enabled Speakers ที่ติดตั้งมากับ RP-280FA กับทดลองไม่ใช้งาน (Off) เพื่อดูว่าลำโพงพิเศษ Height Channel รูปแบบนี้มีส่วนเติมเต็มมิติเสียงด้านสูงได้จริงหรือไม่?

คอนเทนท์ที่ใช้ในการทดสอบ คือ แผ่นบลูเรย์ Dolby Atmos Demonstration Disc (Sep 2015 Ver.) แทร็กที่ชื่อว่า Audiosphere สามารถใช้อ้างอิงมิติเสียงโอบล้อมจากลำโพงรอบทิศทางทั้งบนและล่างได้ดีมากๆ แนะนำเลย

ผลลัพธ์ชัดเจนว่า Front Dolby Atmos Enabled Speakers ช่วยเติมเต็มมิติเสียงด้านสูงได้จริงไม่อิงนิยาย หากไม่มีแล้วล่ะก็ บรรยากาศเสียงด้านบนจะหายไป แต่แน่นอนว่าเวทีเสียงด้านสูงที่ได้จากระบบ 5.1.2 รูปแบบนี้ อาจจะเทหนักไปทางด้านหน้าตามตำแหน่งของลำโพง Height Channel คำแนะนำเพิ่มเติม คือ ไม่ควรตั้งลำโพงเซอราวด์หลังต่ำเกินไปแต่ให้ทำการยกสูงสักหน่อย (ต้องสูงไม่น้อยกว่า 1.20 – 1.50 ม. ขึ้นไป) เพราะลำโพงเซอร์ราวด์ในระบบ 5.1.2 จะทำหน้าที่ควบรวมเสริมสร้างทั้งทิศทางเสียงด้านหลังและเติมเต็มบาลานซ์มิติเสียงด้านสูง ถึงแม้หน้าที่หลังจะไม่เด่นชัดเท่า Rear Height Channel ในระบบ 5.1.4 แต่กรณีนี้ก็ช่วยได้มากเหมือนกันครับ

ทดสอบกับภาพยนตร์ดูบ้างกับ Transformers Age of Extinction (Dolby Atmos) สิ่งที่ยืนยันได้เลย คือ น้ำหนักเสียงจากชุดลำโพง Enabled Speakers แบบ “Built-in” ที่ฝังอยู่ด้านบนลำโพงตั้งพื้นขนาดใหญ่อย่าง RP-280FA มีความโดดเด่นกว่าลำโพงลักษณะ “Add-on” หลายๆ รุ่น (ที่มักจะมาในแบบตู้ลำโพงขนาดกะทัดรัดติดตั้งตัวขับเสียงขนาดเล็ก) อย่างเห็นได้ชัด จุดนี้ส่งผลไปถึงบรรยากาศด้านสูงจาก RP-280FA มีสเกลเสียงที่โอ่อ่ากว่า และที่สำคัญ คือ “ความหนักแน่น” จากเอฟเฟ็กต์ด้านสูง พลังดูดมหาศาลของยานลอยฟ้าขนาดยักษ์จากแชปเตอร์ 20 เสียงเครื่องบิน เฮลิคอปเตอร์ในแชปเตอร์ 12 – 13 ไปจนถึงเสียงฟ้าคำรามจากแทร็กที่ชื่อว่า Amaze ในแผ่น Dolby Atmos Demonstration Disc ฟังดูมีสเกลยิ่งใหญ่พร้อมพลังเสียงที่สมจริงกว่ามาก จนลืมลำโพง Add-on เล็กๆ ไปเลย

อย่างไรก็ดีหากเทียบกับชุดลำโพง 5.1.2 ที่ใช้งานลำโพงรูปแบบ Top (Middle) Speakers ติดตั้งอยู่บนฝ้าเพดาน (ทดสอบอ้างอิงร่วมกับลำโพง KEF Ci200RR-THX) พบว่า การชี้ตำแหน่งทิศทางเสียงจาก Transformers แชปเตอร์ 20 จะมีความชัดเจนสมจริงกว่าบ้าง อ้างอิงได้จากตำแหน่งยานแม่จะอยู่บนศีรษะชัดเจนมากๆ ในขณะที่ผลลัพธ์จาก Front Enabled Speakers อาจจะพอถ่ายทอดบรรยากาศด้านสูงได้ก็จริง แต่ตำแหน่งยังไม่ชัดแจ้งมากเท่า ทั้งนี้หากต้องการเสริมผลลัพธ์ด้านมิติทิศทางเสียงด้านสูงสำหรับ Enabled Speakers ให้เทียบเท่ากับ Top Speakers คงต้องทำการเพิ่มเติม Enabled Speakers อีกชุดหนึ่งที่ลำโพงเซอร์ราวด์ เพื่อใช้งานแบบ 5.1.4 ครับ

เนื่องจากต้องการชี้ให้เห็นถึงความแตกต่างที่ได้จากระบบเสียงยุคใหม่ จึงเน้นรายงานเสียงเอฟเฟ็กต์จาก Height Surround Channel ก่อน อย่างไรก็ดีต้องขอบอกว่า ความยอดเยี่ยมของซิสเต็มลำโพงโฮมเธียเตอร์ชุดนี้ ที่โดดเด่นที่สุดเห็นจะไม่พ้น RP-280FA ที่รับหน้าที่สำคัญเป็นลำโพงคู่หน้านี่แหละ ซึ่งมากกว่าครึ่งของความอลังการ เวทีเสียงโอ่อ่า มาจากลำโพงคู่นี้นี่เอง แรงปะทะและเสียงความถี่ต่ำอันหนักแน่นจากวูฟเฟอร์สีทองแดงคู่ขนาด 8 นิ้ว เป็นอะไรที่น่าประทับใจมาก
Klipsch Reference Premiere Dolby Atmos มิใช่ลำโพงสไตล์เสียงหวานแหวว หากจะให้ยกแนวเพลงที่เข้ากันกับคาแรคเตอร์ของลำโพงคู่นี้ ผมนึกถึง Main Title from Star Wars/ The Flag Parade แทร็กหนึ่งในอัลบั้ม Mega Movies (SACD Stereo/Multi-channel) อำนวยเพลงโดย Erich Kunzel และวง Cincinnati Pops Orchestra กับอัลบั้มไลฟ์คอนเสิร์ตสุดอลังการ Moment of Glory (SACD Stereo/Multi-channel) จากวงร็อคไอ้แมงป่องผยองเดช Scorpions ร่วมกับวง Berliner Philharmoniker ที่ฟังผ่านลำโพงชุดนี้แล้วมันสะใจจริงๆ กับแนวเสียงเปิดเผยที่มาพร้อมพลังอันดุดันและความยิ่งใหญ่โอ่โถงของเวทีเสียง
ยอมรับว่าทีแรกมองว่าซับวูฟเฟอร์ขนาด 15 นิ้ว รุ่น R-115SW น่าจะดูลงตัวกว่า ในแง่การเติมเต็มย่านต่ำลึกให้สมน้ำสมเนื้อกับศักยภาพของลำโพงคู่หน้า ทว่าเมื่อใช้งานจริงศักยภาพของ R-112SW ก็ไม่ทำให้ผิดหวัง การรับชมร่วมกับภาพยนตร์ระบบเสียง Dolby Atmos หลายๆ ไตเติล รวมไปถึง San Andres อย่างที่ทราบว่าเรื่องนี้บันทึกเสียงย่าน LFE มาอย่างหนักหน่วง ลำโพงซับวูฟเฟอร์รุ่นนี้ก็ไม่แสดงอาการอ่อนเปลี้ยใดๆ แต่ยังคงเติมเต็มเสียงเอฟเฟ็กต์ต่ำลึกได้อย่างต่อเนื่อง ซึ่งขนาดตัวตู้ที่ไม่เล็กไม่ใหญ่จนเกินไปนี้ ยังช่วยให้จัดหาที่ทางตั้งวางได้สะดวกกว่า R-115SW ที่มีขนาดใหญ่กว่าด้วย

ทั้งขนาดและอัตราตอบสนองความถี่ของ RP-450CA ลำโพงเซ็นเตอร์ในชุดนี้ พูดได้ว่าเป็นลำโพงขนาด Large ได้อย่างเต็มปาก ดูเผินๆ ก็ไม่ต่างจากลำโพงตั้งพื้นขนาดย่อมๆ ที่นำมาวางนอนเท่าไหร่… การถ่ายทอดน้ำหนักและสเกลเสียงจึงไม่ได้ยิ่งหย่อนไปกว่า RP-280FA เลย แต่เหนือสิ่งอื่นใด คือ เสียงสนทนามีความหนักแน่น แม้แต่เสียงต่ำๆ จากนักร้องชายก็มีพลังฟังแล้วสมจริงดีมาก น้อยนักที่ลำโพงเซ็นเตอร์ทั่วไปจะให้ได้ถึงขนาดนี้

ดังที่เรียนไปในตอนต้นว่า ในระบบ 5.1.2 ลำโพงเซอร์ราวด์จะทำหน้าที่ 2 อย่าง คือ ถ่ายทอดมิติเสียงโอบล้อมด้านหลัง และเติมเต็มบรรยากาศด้านสูงโดยเป็นตัวบาลานซ์เสียงจาก Front Height Speakers มิให้น้ำหนักทิศทางเสียงด้านสูงเทไปด้านหน้ามากจนเกินไป ซึ่ง RP-160M สามารถทำหน้าที่ดังกล่าวได้โดยสมบูรณ์ ด้วยมุมกระจายเสียงที่กว้างขวางจาก LTS Tweeter และ Tractrix Horn จึงส่งผลให้การแจกแจงรายละเอียดทิศทางเสียงโอบล้อมทำได้จะแจ้งชัดเจนดีด้วย และเสียงความถี่ต่ำจาก Copper Cerametallic Woofer ขนาด 6.5 นิ้ว ก็ให้ได้เกินตัว ไม่ได้รู้สึกว่าเป็นจุดอ่อนเมื่อเทียบกับศักยภาพของลำโพงคู่หน้าและเซ็นเตอร์ในชุด
ในอนาคตหากต้องการบรรยากาศโอบล้อมด้านสูงที่สมบูรณ์ยิ่งขึ้นก็สามารถเพิ่มเติมลำโพง Dolby Atmos Enabled Speakers แบบ Add-on ของ Klipsch คือ RP-140SA โดยนำมาวางบนลำโพงเซอร์ราวด์คู่นี้ในแบบ 5.1.4 ได้ครับ (ในรูปด้านบนเป็นการทดลองใช้งานร่วมกับ Onkyo SKH-410)
Conclusion – สรุป
คงไม่เป็นการเกินเลย หากจะบอกว่านี่เป็นลำโพง Enabled Speakers รูปแบบลำโพงตั้งพื้นที่ดีที่สุด ณ เวลานี้! นอกจากคุณภาพเสียง “ระดับอ้างอิง” ตามชื่อแล้ว ขณะเดียวกันลักษณะลำโพงรูปแบบนี้ก็เอื้อต่อการติดตั้งใช้งานให้สัมผัสศํกยภาพระบบเสียงใหม่จาก Dolby Atmos และ DTS:X ที่เพิ่มเติมมิตเสียงด้านสูง ผสานพลังเสียงสไตล์อเมริกันของ Klipsch ที่ให้ทั้งความดุดัน เสียงเบสลงได้ลึกและกระชับ เติมเต็มอรรถรสการรับชมภาพยนตร์และรับฟังดนตรีออร์เคสตร้าวงใหญ่ได้เป็นอย่างดี

หมายเหตุประกอบการให้คะแนน
– การพัฒนาที่ก้าวกระโดดจาก Reference II อันมีที่มาจากพื้นฐานการออกแบบที่เอื้อกับคุณภาพเสียง พร้อมด้วยการออกแบบรูปลักษณ์ที่ดูลงตัวสวยงามมากยิ่งขึ้น โดดเด่นด้วย Spun-copper Ceramatalic woofer สีทองแดง และ Tractrix Horn อันเป็นเอกลักษณ์, ผิวตัวตู้วีเนียร์โพลิเมอร์ลวดลายปัดเสี้ยน ดูสวยงามและทนทานกว่าไวนีล
– เสียงดุดัน หนักแน่น กระแทกกระทั้น เบสลงได้ลึกสมใจอยาก Home Theater lover ขณะเดียวกันก็ให้ความฉับไว และรายละเอียดที่เด่นชัดเมื่อรับฟังดนตรี จุดเด่นของ Enabled Speakers แบบ Built-in ที่เหนือกว่ารูปแบบ Add-on ทั่วไป คือ น้ำหนักและสเกลเสียงที่เติมเติมบรรยากาศได้ดีกว่าอย่างเห็นได้ชัด
– การผนวกฝังลำโพง Enabled Speakers เข้ามา ช่วยให้เข้าถึงมิติใหม่ของระบบเสียงเซอร์ราวด์เพิ่มเติมบรรยากาศด้านสูงได้สะดวกเพราะติดตั้งง่าย, หน้ากากลำโพงยึดติดด้วยแม่เหล็กถอดใส่ง่ายดีและช่วยให้แผงหน้าดูสะอาดตา (ไม่ต้องมีรูยึดหน้ากาก)
– ขั้วลำโพงเป็นพลาสติกดูธรรมดาแต่ให้ความมั่นคงในการเสียบต่อ ลำโพงตั้งพื้นสามารถเลือกอุปกรณ์รองรับเลือกได้ระหว่างแผ่นยางกับสไปก์ให้เหมาะสมกับพื้นที่ตั้งวางเพื่อเสริมความมั่นคงได้, ลำโพงซับวูฟเฟอร์รับสัญญาณทาง Low-level เพียงอย่างเดียว แต่สามารถเพิ่มเติมการเชื่อมต่อสัญญาณแบบไร้สายได้ด้วย (เป็นอุปกรณ์เสริม)
– ชุดลำโพงที่ถึงพร้อมทั้งความสามารถรองรับระบบเสียงยุคใหม่อย่าง Dolby Atmos รวมถึง DTS:X ได้แบบง่ายๆ ไม่ยุ่งยากในการติดตั้ง และคุณภาพเสียงระดับอ้างอิงที่มีความโดดเด่นหาตัวจับยากหลายประการ สามารถเติมเต็มการรับชมภาพยนตร์ได้อย่างมีอรรถรส
by ชานม !
2016-07
ราคาตั้ง Klipsch Reference Premiere Dolby Atmos
RP-280FA = 119,900 บาท
RP-450CA = 49,900 บาท
RP-160M = 27,900 บาท
RP-140SA = 25,900 บาท
R-112SW = 29,900 บาท
*ราคาพิเศษโปรดสอบถามร้านค้าตัวแทนจำหน่าย
ขอขอบคุณ Sound Republic, Thailand ที่เอื้อเฟื้อชุดลำโพงในการทดสอบ
สอบถามรายละเอียดเพิ่มเติม โทร. 02-448-5489, 02-448-5465-6