ระดับไฮเอนด์ !!! รีวิว Panasonic 50VT30 3D NeoPlasma ทีวีของพี่เคน

หลังจากปีที่แล้ว Panasonic ได้คลอด 3D NeoPlasma รุ่น “ตัวแม่” อย่าง VT20 ออกมา นับได้ว่าในช่วงปี 2010 นั้น ภาพ 3 มิติถือว่าดีที่สุดในช่วงนั้น แถมการแสดงเฉดสีดำก็ทำได้อย่างยอดเยี่ยมเมื่อมาวางเทียบกับ LED TV รุ่นท็อปๆของค่ายอื่น มาในปี 2011 นี้ Panasonic พร้อมกับ Brand Ambassador สุดหล่อคนเดิม “พี่เคน ธีรเดช” ก็ขอต่อยอดความสำเร็จด้วยการปล่อยขีปนาวุธลูกใหญ่รุ่น VT30 3D NeoPlasma รุ่นท็อปล่าสุดมาประกาศศักดาในตลาด Plasma TV ไฮเอนด์บ้านเรา

ความ “พิถีพิถัน” ตั้งแต่แรกเริ่มแกะกล่องสินค้าออกมานั้นทำให้ผมอึ้งไปอยู่พักนึง เนื่องจากการ “ใส่ใจในทุกๆรายละเอียด” ที่ผมไม่เคยพบเจอมาก่อน ตั้งแต่ตัวคลิปพลาสติคที่เอาไว้ล็อคกล่อง+การปลดล็อคอันแสนแยบยลเพื่อที่จะเอาฐานตั้งออกมาจากกล่องได้ (มิเช่นนั้นฐานตั้งจะโคลงเคลงไปมาระหว่างขนส่ง แต่นี่ล็อคไว้แน่นมาก) แถบคิ้วพลาสติกกันกระแทกตรงขอบทีวี สายรัดปลั๊กไปแบบห่วงเข็มขัด พร้อมแปะกระดาษเล็กๆบอกวิธีปลดล็อค สิ่งต่างๆเหล่านี้ผมบอกได้เลยว่า “เป็นความใส่ใจ” ที่ทั้งรู้สึกและสัมผัสได้ตั้งแต่เริ่มต้นเลยครับ สมกับเป็นทีวีระดับไฮเอนด์ของญี่ปุ่นอย่างแท้จริง !!!
| Brand | Panasonic |
| Model | 50VT30 |
| Size | 50″ |
| Type | 3D Neo Plasma TV |
| Resolution | Full HD 1920 x 1080 |
| 3D Type | Active |
| Panel | Infinite Black Pro |
| Connection | HDMI x 4 , USB x 2 |
| Internet Service | Viera Connect |
| Sound System | V-Audio ProSurround |
ราคา 75,990 บาท

รางวัล Best Plasma TV Award 2011-2012
ดีไซน์
ส่วนการดีไซน์ของ VT30 นั้นผมให้นิยามว่ามันมี “ความเรียบง่าย” มากขึ้นกว่ารุ่น VT20 ของปีที่แล้ว แต่ในความเรียบง่ายก็ยังแอบแฝงความหรูเอาไว้ โดยกระจกที่ใช้เป็นกระจกแผ่นเดียวไปจนถึงสุดขอบ “One-Glass-Sheet Design” ไม่ใช่กรอบพลาสติก ทำให้ย้อนนึกไปถึง NeoPlasma รุ่นแรกๆอย่าง PY800 และ PY850 เมื่อซัก 2 ปีที่แล้ว โดยการดีไซน์เน้นโทนสีดำอันเป็นเอกลักษณ์ บ่งบอกถึง “จุดยืน” ของตัวเองที่เน้นคุณภาพของภาพเป็นหลัก โดยเฉพาะการแสดงสีดำได้ดำสนิท ความบางของตัวเครื่องนั้นอยู่ในระดับ “บางกำลังดี” คือบางลงจากรุ่นก่อนๆเยอะมาก แต่ก็ไม่ได้บางปรี๊ดแบบ LED สมัยนิยม ซึ่งแอบชวนให้เสียวไส้เรื่องความแข็งแรงของตัวเครื่อง ฐานตั้งเป็นทรงสี่เหลี่ยมปรับหมุนซ้ายขวาได้ ส่วนด้านหลังมีการติดพัดลมระบายอากาศให้ถึง 4 ตัว พร้อมกับลำโพงวูฟเฟอร์ในตำแหน่งตรงกลางหลังเพื่อเสริมอรรถรสเสียงในย่านความถี่ต่ำ ในขณะที่รีโมทคอนโทรลยังเป็นทรงอนุรักษ์นิยม ไม่ได้มีการเปลี่ยนแปลงจากเดิมไปมากนัก เน้นเรียบง่าย แต่ปุ่มลัดสำคัญๆก็ยังอยู่ครบครับ

หน้าตรงเน้นโดนเรียบง่าย กระจกแผ่นเดียว

ด้านหน้ากับโลโก้ Panasonic

คิ้วเงินเสริมความหรูหราโดยยังไม่ทิ้งความเรียบง่าย

ปุ่มกดเปิด/ปิด ด้านซ้ายล่าง

โลโก้ Features ต่างๆอยู่ขอบขวาล่างของตัวเครื่อง

แผ่นสติ๊กเกอร์จุดขายหลักๆก็มี 3D / Infinite Black Pro / THX 3D

ด้านข้างเป็น Plasma TV ที่บางได้ใจ แต่ก็ยังดูแข็งแรงมาก

ปุ่มกดด้านข้างตัวเครื่อง

แผ่นหลัง จะสังเกตุเห็นพัดลมระบายอากาศ และ กระดาษคู่มือบอกวิธีการประกอบเครื่อง

ปลั๊กเป็นแบบ 3 ขามี Ground แต่เป็นแบบ Fixed นะครับ ไม่สามารถถอดเปลี่ยนได้

ช่องต่อส่วนใหญ่ต้องใช้ Adaptor ยกเว้น USB และ HDMI

ช่องต่อด้านข้าง

สาย Adaptor ทั้งหลายแหละ

แว่น 3D แบบ Active Shutter รุ่นใหม่ เบากว่าเดิม

มีช่องต่อ USB สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้

รีโมทคอนโทรลทรงอนุรักษ์นิยม
ภาพ
สเป็คทางด้านภาพของ Panasonic นั้นถือว่าเป็นจุดเด่นในระดับภาษาวัยรุ่นที่เรียกว่า “ขั้นเทพ” เลยครับ เริ่มจากความละเอียดหน้าจอแบบ Full HD 1920 x 1080 เทคโนโลยีภาพ 3D แบบ Active พร้อมฟังก์ชั่นเปลี่ยนภาพ 2D ให้เป็นภาพ 3D ตัว Panel เป็นแบบ Infinite Black Pro ดำที่สุด สะท้อนน้อยที่สุดในตลาด ณ ตอนนี้ ยิ่งไปกว่านั้นโหมดภาพสำเร็จรูปอย่าง THX ซึ่งเป็นโหมดภาพที่ให้แสงสีถูกต้องตามมาตรฐานเฉกเช่นโรงหนัง ก็ถูกบรรจุไว้ในโหมดภาพสำเร็จรูปให้เลยตั้งแต่ต้น รวมถึงโหมด ISF ที่ใช้ปรับภาพขัั้นสูงก็ยังมีมาให้อีก เรียกได้ว่ามีทั้ง THX และ ISF Certified ทั้งคู่เลยครับ เรามาดูรีวิวกันทีละส่วนเลย เริ่มจากส่วนพื้นฐานกันก่อนครับ
สัดส่วนภาพ :: Aspect Selection
สัดส่วนภาพของ Panasonic นั้นมีให้เลือกเยอะมาก หลักๆก็พวก 16:9 / 4:3 / และ Just ซึ่งเป็นโหมดที่ทำให้ดูฟรีทีวี4:3 “แบบเต็มจอ” แล้วสัดส่วนตรงกลางจอ “เพี้ยนน้อยที่สุด” ทีนี้ถ้าท่านดูหนังไฮเดฟจาก Blu-ray หรือ HD Player ก็แนะนำให้เลือก 16:9 และปิด 16:9 Overscan ให้เป็น “Off” เพื่อให้ Pixel มันแสดงออกมาครบถ้วนสมบูรณ์ ไม่ Crop พื้นที่ด้านข้างบางส่วนไป ส่วนอีกจุดเด่นคือเมื่อเราดูฟรีทีวีแบบ 4:3 แถบสีด้านข้างหรือที่เรียกว่า “Side Bar” ก็สามารถปรับระดับความเข้มของสีเทาให้สว่างมากหรือน้อย ซึ่งเราสามารถเลือกระดับได้ เพื่อให้อายุการใช้งานของ Pixel บริเวณขอบด้านข้างเท่าเทียมกับ Pixel ที่แสดงตรงกลางจอครับ อีกทั้งยังช่วยป้องกันการ Burn-In อีกด้วย

สัดส่วนภาพจากหนัง 2.35:1 ในจอ 16:9 พร้อม Subtitle
โหมดภาพสำเร็จรูป :: Viewing Mode
โหมดภาพสำเร็จรูปของ Panasonic ถือว่าเป็น “พระเอกตัวจริง” ในงานนี้ เนื่องจากให้โหมดภาพสำเร็จรูปอย่าง THX ซึ่งค่าแสงสีและสัดส่วนของภาพ ได้ถูกปรับออกมาให้ถูกต้องตามมาตรฐาน ซึ่งสีสันจะออกโทนนุ่มนวล สบายตา ติดอุ่นนิดๆ ซึ่งเป็นโหมดที่ทางเราแนะนำหากดูในห้องที่ค่อนข้างมืดหรือคุมแสงได้ หากดูในห้องนั่งเล่นที่มีแสงเข้าอาจะดูมืดไปซักนิด ส่วนอีกโหมดที่ถูกซ่อนไว้คือโหมด “Professional” โดยเราต้องไปเปิด ISFccc ให้เป็น On ซะก่อนแล้วเราจะเข้าไปปรับค่าภาพชั้นสูงในโหมดได้ โดยสามารถเข้าไปปรับ White Balance และ Color Management System ได้ครับ ในณะที่โหมดอื่นๆเช่น Dynamic แนวภาพก็จะเน้นสดใสซาบซ่า ภาพติดอุณหภูมิสีแบบเย็น ออกฟ้านิดๆ โหมด Normal ที่เหมาะกับการดูทุกสถานการณ์ และที่สำคัญก็ยังมีโหมด Game แถมมาให้ด้วย สีสันภาพสบายตามาก ใครบอกว่า Plasma TV ไม่เหมาะกับเกมส์ แหม….ทำไปได้ !!!

โหมดภาพสำเร็จรูป หากตั้งไว้ในห้องมืดๆหรือปิดไฟ แนะนำไปเลย THX ภาพถูกต้อง เป็นธรรมชาติ ส่วนโหมด Professional ต้องไปเปิด ISFccc ให้เป็น On ก่อนนะครับ ถึงเข้าไปเล่นได้
ทดสอบความดำ
ขึ้นชื่อความดำและการคุมแสงสะท้อนที่ยอดเยี่ยมก็ต้องมาทดสอบกันหน่อยด้วย Content พระจันทร์ในคืนมืดของ Pioneer ก็ยอมรับเลยว่าหากเทียบกับ LCD หรือ LED นี่ความดำของ 50VT30 นี่ “ขี่ทุกตัว” แบบไม่เหลือซาก ถึงแม้ไม่ได้ดำสนิทแบบดำปิ๊ดปี๋ หากดูใกล้ๆก็ยังดูติดดำสว่างเล็กน้อยเท่านั้น คงต้องเอา Full LED ที่มีฟังก์ชั่น Local Dimming ที่ Dim ได้ขั้นเทพจริงๆเท่านั้นถึงจะสูสีกันหน่อย (เช่น LG LW9500) ที่แถมการคุมแสงสะท้อนที่ดีไม่แพ้รุ่นที่แล้วเลยครับ ปี 2011 นี้ต้องยกให้ Panasonic VT30 Series เป็น Plasma TV ที่ดำที่สุด คุมแสงสะท้อนได้ดีที่สุดไป

ดำมากๆ Infinite Black Pro คุมแสงและป้องกันการสะท้อนได้ดีมาก
ทดสอบภาพ 2 มิติ
หนัง Blu-ray ที่เราใช้ทดสอบก็ได้แก่เรื่อง Avartar และเรื่อง Batman The Dark Knight ครับ และอย่าเพิ่งเบื่อไปซะก่อนหละว่าทำไมผมใช้แต่หนังเรื่องเดิมๆซ้ำๆ เหตุผลง่ายๆ คือผมจำแนวภาพในสมองได้อย่างแม่นยำ มันจึงเป็นหนังที่เป็น Reference ในการทดสอบได้อย่างดีไงหละครับ
โดยแนวภาพของ Panasonic ผมใช้โหมด THX และ Professional Mode ในการทดสอบเป็นหลักเพราะค่าแสงสีค่อนข้างถูกต้องแม่นยำตามมาตรฐานครับ โดย 2 โหมดนี้ ภาพจะค่อนข้างติดทึมและมืดนิดนึง แต่ “รายละเอียด” และ “ความถูกต้องของแสงสี” ก็สามารถแสดงออกมาได้ดีมากซึ่งถือได้ว่าอยู่ใน “ระดับอ้างอิง” เลยก็ว่าได้ แนะนำว่า 2 โหมดนี้พยายามใช้ในห้องมืดหรือที่คุมแสงได้นะครับ ถึงจะรีดพลังภาพออกมาได้อย่างหมดจด เพราะโทนภาพติดทึมมาพอสมควร แล้วยิ่งหากโดนกวนด้วยแสงจากภายนอก จะทำให้คุณภาพของภาพดร็อปลงอย่างเห็นได้ชัด
ในขณะที่ทดสอบกับหนังเรื่อง Avatar สีสันก็ถือว่าถูกต้อง เป็นธรรมชาติมาก ไม่ได้จัดจ้าน หรือสดจี๊ดแบบ LED โดยทั่วไป ภาพเคลื่อนไหวลื่นไหลสมูธดีเยี่ยม การคุม Noise ก็ทำได้ดีขึ้นในฉากมืด

ภาพจากเรื่อง Avatar
ส่วนเรื่อง Batman :: The Dark Knight ตอนผมดูเป็นช่วงบ่ายแก่ๆ ปิดม่านดูแต่ก็ยังมีแสงจากภายนอกเล็ดลอดเข้ามาบ้างเพราะไม่ใช่ม่านทึบ ส่งผลให้รายละเอียดในที่มืดดูดร็อปตาม เลยลองแก้ไขโดยการ เพิ่ม Brightness ให้เป็น +2 ภาพถูกขับออกมาได้กลมกลืนเป็นธรรมชาติ คือไม้่ได้สดเด้งลอยเด่นออกมาแบบ LED TV นะครับ ซึ่งมักจะดูเกินจริง แต่ภาพนั้นเหมือน “สายน้ำในลำธาร” ที่ที่ไหลไปเรื่อยๆเนิบๆ ไม่ได้รุนแรงกระโชกโฮกฮากแบบน้ำตกไนแองการ่า ดูได้นานไม่หลอกตา ซึ่งหากชอบภาพแนวสีสัน “ถูกต้อง” “เป็นธรรมชาติ” และ “ลื่นไหลแบบวายน้ำในลำธาร” แบบนี้เจ้า VT30 ก็ให้ความพอดีได้อย่างลงตัว

ภาพจากเรื่อง Batman :: The Dark Knight กับฉากเต็มจอ 16:9 ด้วยกล้อง IMAX

24p Smooth Film เอาไว้แทรกเฟรมภาพ เพิ่มมิติภาพ+ความลื่นไหล
อีกหนึ่งคือลูกเล่น “การแทรกเฟรมภาพ” หากต้องการใก้ฉากแพนกล้องลื่นไหลวืบๆหรือต้องการเพิ่มมิติของภาพ หากเจอ Source 24p ก็จะเป็น 24p Smooth Film หากเป็น Source 50Hz/60Hz ก็จะเป็น Intelligent Frame Creation (IFC) ซึ่งก็ใช้หลักการคำนวณแทรกเฟรมภาพเหมือนกับ LCD / LED TV อย่างไรก็ตาม ด้วยความทำ “จอภาพ” รุ่นนี้มันก็ใกล้เคียงกับ “จอฉาย” แล้วทั้งเรื่องแสงสี และรวมถึงความเป็นธรรมชาติของภาพเคลือนไหว ผมว่าก็ไม่มีความจำเป็นที่จะเปิดใช้ให้ลดทอนคุณค่าของตัวมันเองครับ (เดิมๆก็ดีอยู่แล้วว่างั้นเถอะ !!!)
หากให้วิจารณ์ตรงๆผมว่า Panasonic 50VT30 มันเหมาะไปอยู่ในห้องที่ “คุมแสงได้” หรือให้ดีที่สุดควรไปอยู่ใน “ห้องโฮมเธียเตอร์” ไปเลยครับ ถึงจะแสดงศักยภาพและความคุ้มค่าออกมาได้มากที่สุด ส่วนแนวภาพโดยสรุปแล้วจะออกแนว “เข้มลึก” เหมือนกาแฟดำ โดยไม่ทิ้งรายละเอียดและความสบายตาในการรับชม ส่วนค่ายเกาหลีจะออกแนว “สว่างสดใส” เหมือนกาแฟใส่นมสด !!!
ทดสอบกับฟรีทีวี
สำหรับการดูทีวี ผมคงบอกตามตรงตามความรู้สึกว่าน่าจะทำภาพได้ดีกว่านี้ครับ คือพวกช่อง Free TV ความละเอียดมาต่ำและหยาบโลนมากอยู่แล้ว อาจจะต้องการทีวีที่สามารถแสดงสีที่สดเด้งมาช่วยขับภาพเพื่อให้ภาพดูดีขึ้นมาให้ได้ แต่ Panasonic ตัวนี้จะเน้นแสดงความถูกต้องของภาพต้นฉบับออกมา ทำให้คุณภาพของภาพจาก Free TV จึงอยู่ในเกณฑ์ปานกลางเท่านั้น ใช้งานทั่วไปได้ไม่มีปัญหาครับ

ฟรีทีวีจากช่อง 7 ความคมชัดอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง

อีกซักรูปกับข่าวช่อง 3
ทดสอบกับเกมส์
PS3 ก็ถูกเลือกมาใช้ในงานนี้เช่นเคยครับ ผมปรับเป็นโหมด Game ลองเล่นเกมส์ต่อสู้ไวๆอย่าง Dragon Ball Z ก็รู้สึกได้อรรถรส แถมแนวภาพยังค่อนข้างสบายตามาก พอลองเปลี่ยนไปเล่นเกมส์ PES 2011 (Winning) ภาพถือว่าลื่นไหลดีเยี่ยม ไม่พบโกสท์แต่อย่างใด ข้อเด่นของ Plasma เวลาเล่นเกมส์ก็คือเรื่อง “สบายตา” นี่แหละครับ ทำให้เราเล่นเกมส์ได้นานถึงแม้จะปิดไฟห้องก็ตาม ผมว่าสำคัญกว่าเรื่อง “ภาพเคลื่อนไหว” ซะอีกนะเนี่ย !!

เกมส์ Dragon Ball ถึงแม้สีสันของต้นฉบับดูฉูดฉาด แต่ภาพที่แสดงออกมาก็สบายตามาก

อัดกันโจ๋งครึ่มแบบนี้เลย

วินนิ่ง ลื่นไหล ไร้โกสท์ !!!
ทดสอบภาพ 3 มิติ
แผ่นการ์ตูน Blu-ray ที่เรามักใช้อ้างอิงเป็นประจำก็ได้แก่เรื่อง Despicable Me และ Cloudy with a Chance of Meatball ครับ โดย Panasonic ใช้เทคโนโลยีแบบ 3D Active แถมแว่น Active Shutter Glasses มาให้ 2 อัน โดยแว่นตาของ Panasonic เป็นแว่นประเภท Active เจ้าเดียวในตอนนี้ที่เอนคอดูแล้วภาพไม่มืดและสีไม่เพี้ยน แต่เสียดายนิดนึงที่การกระพริบ Flickering เมื่อเจอแสงภายนอก ก็ยังคุมได้ไม่ดีนักเมื่อเปรียบเทียบกับ Sony ที่คุมให้แว่นนิ่งไม่กระพริบได้อย่างดีเยี่ยม แต่ Sony ดันเอนคอดูภาพแล้วสีเพี้ยน ภาพเหลื่อมซ้อนกัน (เอาวะ !!! ได้อย่างเสียอย่าง) และแว่นก็สามารถชาร์จแบตเตอรี่ได้ด้วยช่องต่อและสาย USB ครับ
คุณภาพของภาพ 3D จะเน้นไปที่ “ความลึกของภาพ” เป็นหลัก โดยระดับแสงสีก็ถือว่ายังคงความอิ่มเอิบได้ดีหากเราดูในที่คุมแสงได้ แต่ถ้าโดนแสงภายนอกรบกวน ภาพจะดูค่อนข้างมืดไปพอสมควรเลยครับ อาจจะต้องกลับไปดูโหมด Cinema หรือ Normal ที่มีความสว่างขึ้นมาแทน การคุม Crosstalk ทำได้ดีเยี่ยมเช่นเคย โดย 3D แท้ๆเราสามารถปรับระดับ “Effect” ความลึกมีมิติของภาพได้ด้วยตั้งแต่ -3 ถึง +3 แต่ผมไม่แนะนำให้ปรับนะครับ ให้่คงค่ากลางไว้ที่ 0 จะดีที่สุด ไม่มึนหัว ไม่มี Crosstalk

ภาพ 3 มิติหากคุมแสงได้ มิติก็จะได้แนวลึก ภาพ 3 มิติมีความนิ่งดีเยี่ยม และ Crosstalk น้อยมาก

สามารถปรับระดับความมีมิติของภาพ (Effect)

ฉากจรวดพุ่งแบบนี้ได้เห็นมิติใน “เชิงลึก” มาเป็น “เชิงลอย” บ้าง

มิติลึกตื้นและลำดับขั้นก็แสดงออกมาได้ชัดเจนเช่นเคย

หากห้องคุมแสงได้ 100% ภาพจะดีสุดติ่ง หากคุมไม่ค่อยได้ คุณภาพจะดร็อปลงไปเยอะพอควร
ทดสอบกับ 3D ประเภท Side by Side และ Top Bottom
อย่าเพิ่งสับสนกับประเภทของทีวี 3 มิติ และ Content 3 มิตินะครับ ทีวี 3 มิติในปัจจุบันมี 2 ประเภทได้แก่ 1. Active (Panasonic / Samsung / Sony) และ 2. Polarized (LG /ProVision) ส่วนประเภทของ Content 3 มิติที่ฮิตๆกันตอนนี้ก็มี 3 แบบได้แก่ 1. Framepack (3D Blu-ray) 2. Side by Side 3. Top Bottom โดยทีวี 3 มิติทั้ง 2 ประเภทก็สามารถเล่น Content 3D ได้แทบทุกประเภทอยู่แล้วครับ
โดยผมนำ Content 3D แบบ Side by Side กับ Top Bottom มาทดสอบ เริ่มจากฟุตบอลโลกรอบชิงชนะเลิศปีที่แล้วระหว่าง สเปนกับฮอลแลนด์ ที่เป็น 3D แบบ Side by Side เพียงแค่เรากดปุ่ม 3D บนรีโมทแล้วก็เลือก 3D เท่านั้นเองครับ ภาพก็จะรวมร่างกันเป็น 3 มิติ

3D แบบ Side by Side
เฉกเช่นกับ 3D แบบ Top Bottom ครับ ผมทดสอบกับ Resident Evil : Afterlife ซึ่งเรื่องนี้ผมก็ไปรับชมที่โรงหนัง 3 มิติมาเช่นกันครับ (Dolby 3D ที่ Major Hollywood) มิติภาพและฉากแอ็คชั่นหลายๆฉากโดยเฉพาะ “ฉากบู๊..ยิง…ทิ่มแทง” และ “ฉากโยนแว่นกระแทกหน้าจอ” สุดแสนคลาสสิคก็ช่วยให้ทีวีเผยศักยภาพของตัวมันเองออกมาได้อย่างหมดเปลือก ภาษาชาวบ้านคือ หากคุณมีทีวี 3 มิติที่ดีแล้ว คุณจะต้องหา Content 3 มิติมาส่งเสริมมันด้วย !!!

ภาพ 3D แบบ Top Bottom เรื่อง Resident Evil :: Afterlife
ทดสอบการฟังก์ชั่น 2D เป็น 3D
หลังจากปีที่แล้วฟังก์ชั่น 2D to 3D Conversion ของ Panasonic เป็นหมัน ทำได้แค่ดู Content 3 มิติแท้ๆอย่างเดียว มาปีนี้มีการพัฒนาเสริมฟังก์ชั่นนี้ขึ้นมา ทำให้ทีวี 3 มิติของ Panasonic ดูสมบูรณ์แบบมากยิ่งขึ้น โดยผมลองฉากจากหนังเรื่อง Batman :: The Dark Knight โดยมิติภาพที่ได้ก็ถือว่ามีมิติ “ระดับพื้นๆ” เท่านั้นเหมือนฟังก์ชั่น 2D to 3D Conversion ของค่ายอื่นครับ โดยเราสามารถปรับระดับ “3D Depth” ความลึกมีมิติของภาพ 3 มิติได้อีกด้วย แต่เช่นเคยผมปรับเพิ่มขึ้นมา ผลที่ได้ก็คือมิติภาพก็ยิ่งดีขึ้น แต่อาการมึนหัวก็อาจจะถามหามากขึ้นเช่นกัน โดยแนะนำ “ระดับน้อยๆ” เช่น Min หรือ Med ก็พอ และจะสมดุลย์กับสุขภาพผู้รับชมมากกว่าครับ

2D to 3D Conversion รุ่นใหม่ปีนี้ให้มาแล้ว !!!

2D->3D Depth เลือกน้อยๆไว้ก่อนนะครับ จะได้ดูได้นานๆ หุหุหุ
เสียง
อย่างที่เกริ่นไปตั้งแต่หน้าแรกว่า 50VT30 มี วูฟเฟอร์เล็กมาให้ด้วย 1 ลูก ซึ่งรุ่นล่างกว่าอย่าง U30 ไม่มี โหมดเสียงสำเร็จรูปก็ออกจะทีให้น้อยไปซักนิด มีแค่ Music / Speech / User อย่างไรก็ตามเราก็สามารถปรับระดับ Bass และ Treble ตามใจชอบได้เช่นกัน มีโหมด Surround ขั้นสูงสุดอย่าง V-Audio ProSurround หากต้องการเสียงแนวโอบล้อมรอบทิศทางสมจริง การทดสอบนั้นจากแผ่นคอนเสิร์ตต่างๆ รวมถึงเพลง mp3 จาก USB แนวเสียงก็ดูมีน้ำมีนวลไม่แห้งฝาก คุณภาพของเสียงอยู่ในเกณฑ์ปานกลาง ไม่มีปัญหากับการใช้งานทั่วไป แต่หากเปิดดังๆก็จะมีแตกให้สังเกตุได้บ้าง ผมไม่เห็นความต่างของคุณภาพเสียงของ VT30 และ VT20 (ปีที่แล้ว) มากเสียเท่าไหร่นัก จากการสันนิษฐานคือ 50VT30 ถูกออกแบบมาเน้นเรื่องดีไซน์ “ความบาง” มากกว่าจะไปเติมลูกเล่นด้านคุณภาพเสียง เพราะบางเลยมีข้อจำกัดเรื่องขนาดของลำโพง เหมือนพวก LED TV บางๆทั้งหลาย แต่โดยรวมแล้วก็ไม่ได้มีอะไรให้ติหรือให้ชมเป็นพิเศษสำหรับการใช้งานทั่วไปครับ

เมนูระบบเสียงของ Panasonic 50VT30
ช่อง
ปีนี้ Panasonic มาแปลกคือทีวีมีดีไซน์ที่บางเฉียบมาก ดังนี้จึงทำให้ช่องต่อบางช่องจึงต้องใช้ Adaptor แทน (เพราะพื้นที่แคบลง) อาทิเช่นช่องต่อ AV และ Component เป็นต้น ส่วนช่องต่อหลักเช่น HDMI และ USB ก็สามารถเสียบตรงได้เลยไม่มีปัญหาแต่อย่างใด ส่วนการเชื่อมต่อ Internet ก็ทำแบบไร้สาย Wireless ผ่าน USB WiFi Dongle หรือ แบบมีสาย โดยใช้สาย Lan นี่แหละครับ ส่วนช่องต่อ USB ก็รองรนับ External Haddisk (ซะที) และที่สำคัญสามารถรองรับพวกไฟล์ 3D MKV ด้วย แหล่มไปเลย !!!
สรุปช่องต่อ ของ Panasonic 50VT30
HDMI x 4
Component x 1
AV x 2
Optical Out x 1
RGB PC x 1
USB x 2 (ใส่ HDD ได้ 1 ช่อง)
SD card x 1
Antenna x 1
Lan x 1

ช่องต่อสวนใหญ่ต้องใช้ Adaptor ยกเว้น USB และ HDMI

ช่องต่อด้านข้าง

เสียบ USB WiFi Dongle เพื่อเชื่อมต่อ Internet ไร้สาย

เหล่าสายสัญญาณต่อที่เป็น Adaptor จะเยอะไปไหน (ฮา) !!!

ต่อ External HDD ผ่าน USB ดูรูปภาพนิ่ง Jpeg

เพลง mp3 ก็เล่นได้สบายมาก โชว์ปกก็ได้ แต่ไม่รองรับภาษาไทย

เล่นเพลง mp3 ของ สวีทนุช โชว์ปกด้วย (Rip มากจากแผ่นแท้เพราะเสียงดีมาก)

ไฟล์ MKV แบบ 1080p เรื่อง Speed Racer รองรับ Subtitle ภาษาอังกฤษ แต่ภาษาไทยยังไม่ได้
เพิ่มเติม
1.Viera Connect :: เล่นคอนเทนต์บนโลกอินเตอร์เน็ต ไม่ว่าจะเป็น YouTube, Facebook, Skype หรือจะโหลด Apps มาเพิ่มก็ได้ครับ เพียงแค่กดปุ่ม Viera Connect บนรีโมทเท่านั้นครับ ก็จะนำมาสู่หน้าเมนูหลักของ Viera Connect แล้วครับ

หน้าตาของเมนูหลักหน้า Viera Connect

ขาดไม่ได้สำหรับวีดีโอคลิปยอดนิยมจาก YouTube

สูตรทำอาหารเมนูเด็ดจาก Dumenu (ดูเมนู) เป็นภาษาไทยซะด้วย

WOW TV รวบรวมหนังเก่าๆจากต่างประเทศให้เราได้รับชมกัน

Facebook ก็เล่นได้ครับ

จะคอมเมนท์เพื่อของนเรา…

ก็สามารถคอมเมนท์ได้ พิมพ์แบบแป้นตัวเลขบนมือถือได้เลย

ดูรูปของ Facebook ของ LCDTVTHAILAND

Shoutcast เป็นวิทยุออนไลน์ มีหลายคลื่น หลายแนว หลายภาษา

Associated Press เว็บอ่านข่าว อัพเดทสถานการณ์ได้ตลอดเวลา

จะโหลด Apps เพิ่มเติมก็มีใน Viera Market ตอนนี้ Apps ส่วนใหญ่ฟรีท้างน้านนนน !!!

ไปโหลดเกมส์ยิงจุดโทษมาเล่นให้หายคิดถึง เพราะตอนสมัยเรียนมักจะ “โดดเรียน” มาเตะจุดโทษกินตังค์ประจำ 555+

สุดท้ายไปโหลด Apps รีโมทคอนโทรลของ Viera มาใช้งานบน iPhone ได้นะครับ ใช้นิ้วเลื่อนๆควบคุมได้สะดวกดี
2. Pixel orbiter :: ระบบป้องกัน Image Retention แบบพิกเซลเคลื่อนที่
โดยพิกเซลจะขยับไปในทิศทางขึ้นลงซ้ายขวาตามช่วงเวลา เพื่อไม่ให้พิกเซลนั้นๆเปิดแช่ค้างไว้นานจนเกินไป ป้องกัน Image Retention (ติดชั่วคราว)ซึ่งอาจจะก่อให้เกิดอาการ Burn-In (ไหม้ค้างติดถาวร) ซึ่งภาพจะไหม้ค้างติดหน้าจอ อาทิเช่นโลโก้ช่องต่างๆ ถึงแม้เทคโนโลยี Panel ในปัจจุบันจะปรับปรุงดีขึ้นมากมายแล้วก็ตาม ก็แนะนำให้เปิดไว้ตลอดเวลานะครับ !!!

แนะนำให้เปิด Pixel Orbiter ให้เป็น On ไว้ตลอดเวลานะครับ ช่วยป้องกัน Image Retention
สรุป
ข้อดี
1. โหมดภาพอย่าง THX และ Professional (ISF) ให้สีสันถูกต้องตามมาตรฐาน เหมาะมากที่เอาไว้ดูหนังในห้องโฮมเธียเตอร์ที่คุมแสงหรือมืดสนิท
2. สีดำดำสนิทที่สุดในบรรดา Plasma TV ปี 2011
3. Viera Connect มี Apps ต่างๆที่น่าสนใจอาทิเช่น YouTube, DuMenu, Facebook และโหลดมาเล่นเพิ่มเติมได้
4. ช่องต่อ USB เล่นไฟล์ 3D แบบ Hidef จาก External Harddisk ได้
ข้อเสีย
1. ภาพค่อนข้างมืดและดร็อปหากเจอแสงจากภายนอกรบกวน ภาพดูทึมๆไม่สดใส (ถึงแม้จอกระจกจะลดสะท้อนได้ดีก็ตาม)
2. แว่น 3 มิติยังมีการกระพริบอยู่
3. รีโมทคอนโทรลทรงเดิมมานานแสนนาน
สรุป
Panasonic 50VT30 เป็น 3D NeoPlasma TV รุ่นท็อปที่สุดของ Panasonic ในปีนี้ ให้สีสันถูกต้อง มีมิติ ดำสนิท ไม่ใช่สดใสแสบทรวงแบบ LED แนวภาพจะคล้ายๆในโรงหนัง ออกแนวสบายตา ถึงแม้ความสว่างโดยรวมจะต่ำไปซักนิด ฉะนั้นการที่จะรีดศักยภาพมันออกมาให้สูงสุดนั้น เราจำเป็นต้องคุมปัจจัยภายนอก อาทิเช่นแสงรบกวนและแสงไฟภายในห้องให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นภาพจะดูทึมๆไร้อารมณ์ แต่หากผ่านเงื่อนไขข้างต้นมาได้ทั้งหมดแล้ว Panasonic 50VT30 ก็จะเป็นหนึ่งในสุดยอด HDTV ระดับไฮเอนด์ในปัจจุบัน เฉกเช่น 50VT20 (รุ่นปีที่แล้ว) ที่ทดสอบกันในห้องคุมไฟได้แล้วผงาดเหนือคู่แข่ง LED TV กันแบบไม่เห็นฝุ่น และอย่างที่ผมบอกคือ Plasma TV มันเหมือน “สายน้ำในลำธาร” คือไหลไปเรื่อยๆ ท่ามกลางพรรณไม้สีเขียวชะอุ่มตาที่รายล้อมตามสองข้างทาง ซึ่งจะดูลื่นไหล เย็นตา สบายใจ สงบ และเป็นกลาง แต่ทว่ามันไม่ใช่ “น้ำตก” ที่มีความรุนแรง ตื่นเต้น หรือกระหน่ำสะใจแบบ LED TV ที่ท่านเห็นกันตามห้าง ดังนี้หากท่านชอบภาพแนว Plasma TV และห้องของท่านสามารถ “คุมแสงไฟภายนอกและภายใน” ได้สมบูรณ์แล้วหละก็ Panasonic 50VT30 ก็เปรียบเสมือน “ลำธารอีกสาย” ที่จะมาให้ความสุขกับท่านถึงบ้านเลยหละครับ