รีวิวลำโพง Mission VX Series ลำโพงอังกฤษมาดโมเดิร์น กับสุ้มเสียงที่แตกต่าง

Mission แบรนด์ลำโพงสุดคลาสสิคจากประเทศอังกฤษ ที่มีสินค้าสร้างชื่ออย่างลำโพงเรือธงซีรี่ย์ SX ที่งดงามทั้งในเรื่องงานดีไซน์และคุณภาพเสียง แต่นั่นก็แลกมาด้วยค่าตัวที่ค่อนข้างสูง จนอาจจะเป็นอุปสรรคให้กับนักเล่นหน้าใหม่ไปเสียหน่อย
ล่าสุดทาง Mission ได้เปิดตัวลำโพงซีรี่ย์ใหม่ VX ที่ทำราคาลงมาได้น่าคบหาและสามารถเอื้อมถึงได้ไม่ยาก แต่ยังคงไว้ซึ่งเอกลักษณ์จากซีรี่ย์ SX โดยประกอบไปด้วยลำโพงเซอร์ราวด์รุ่น VX-S, ลำโพงวางหิ้งรุ่น VX-1 กับ VX-2, ลำโพงตั้งพื้นรุ่น VX-3 กับ VX-4 และสุดท้ายลำโพงเซ็นเตอร์ VX-C

สำหรับเซ็ตที่ทางทีมงานกำลังจะทดสอบนั้น มาในระบบ 5.1 แชนแนล ที่ทาง HiFi Tower ผู้นำเข้ารายใหม่ได้จัดมาให้ โดยประกอบไปด้วย VX-1, VX-3 และ VX-C ที่นำมาเข้าชุดกับแอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ MS-200 เป็นชุดโฮมมาตรฐานในราคากลางๆ ที่คนเล่นเครื่องเสียงเอื้อมถึงได้ไม่ยาก
สรุปราคา Mission VX Series + MS-200
VX-1 Bookshelf Speaker ราคาพิเศษ 6,000 บาท
VX-3 Floorstand Speaker ราคาพิเศษ 13,500 บาท
VX-C Center Speaker ราคาพิเศษ 5,000 บาท
MS-200 Active Sub-Woofer ราคาพิเศษ 8,900 บาท
Design – การออกแบบ

เริ่มดูจากตัวลำโพงวางหิ้งกันก่อน VX-1 ใช้ไม้ MDF ทำสีดำ เป็นวัสดุสำหรับตัวตู้ ซึ่งทางผู้ผลิตก็ได้ทำการเก็บงานมาค่อนข้างเรียบร้อย ไม่มีคราบกาวให้พบเห็นให้สะดุดตา ตู้ลำโพงสูงประมาณ 25 ซม. กว้าง 16 ซม. ใช้ไดร์เวอร์วูฟเฟอร์ขนาด 4.5 นิ้ว มีค่าความต้านทานอยู่ที่ 4 โอห์ม และทวิตเตอร์โดมผ้าขนาด 1 นิ้ว

ด้านหลังใช้ขั้วต่อสายลำโพงไบน์ดิ้งโพสต์ แบบซิงเกิ้ลไวร์ พร้อมท่อเบสรีเฟล็กซ์ด้านหลังตัวตู้

ต่อด้วย VX-3 เป็นลำโพงวางพื้นรุ่นรองท็อปในซีรี่ย์ VX ที่ใช้วัสดุเดียวกันกับลำโพงวางหิ้ง ไดร์เวอร์มีทั้งหมด 4 ตัวด้วยกัน ประกอบด้วยวูฟเฟอร์ Black Pulp Fibre แบบแอ็คทีฟ 1 ดอก แบบพาสซีฟ 3 ดอก ใช้ทวิตเตอร์โดมผ้าแบบเดียวกับ VX-1 ด้านหลังขั้วต่อสายลำโพงแบบไบไวร์ พร้อมบริดจ์สีทองสวยงาม

ด้าน VX-C ลำโพงเซ็นเตอร์ประกอบด้วยเบสไดร์เวอร์ขนาด 4.5 นิ้ว 2 ดอก พร้อมทวิตเตอร์บริเวณกึ่งกลางตามธรรมเนียมลำโพงเซ็นเตอร์ทั่วไป ตัวตู้มีขนาดกว้างประมาณ 40 ซม. ขนาดกำลังกระทัดรัด

ใช้ขั้วต่อสายลำโพงไบน์ดิ้งโพสต์แบบซิงเกิ้ลไวร์เหมือนกัน

สุดท้ายในเซ็ตนี้ก็คือ MS-200 แอ็คทีฟซับวูฟเฟอร์ตู้ปิดแบบช่วงชักยาว กำลังขับ 250 วัตต์ มีอัตราตอบสนองความถี่ในช่วง 35 – 150 Hz พร้อมไดร์เวอร์ความถี่ต่ำขนาด 10 นิ้ว น้ำหนักกำลังดีที่ 13 กิโลกรัม

ด้านหลังเป็นช่องเสียบสายสัญญาณ, ตัวปรับความดัง, ปรับเฟส, ปรับอัตราการตอบสนองความถี่
สวิตช์เปิดปิด และช่องเสียบสายไฟแบบ IEC ไว้ให้อัพเกรดความแรงเล็กน้อย

ส่วนขาเป็นยางแบบปลายทู่ ไม่ใช่สไปค์แหลมแต่อย่างใด
งานดีไซน์โดยรวมก็ค่อนข้างเรียบร้อยสมราคาครับ อาจจะมีเรื่องความสวยงามของลายไม้บริเวณตัวบอดี้ที่ดูแล้วออกจะธรรมดา หากเทียบกับ Wharfedale Diamond 200 ที่คุณชานมเพิ่งจะรีวิวไปเมื่อไม่นานมานี้
ความจริงหากพิจารณาภาพรวมจะเห็นว่าสองเซ็ตนี้หน้าตาคล้ายคลึงกันมาก สาเหตุนั่นก็เพราะว่าทั้ง Mission และ Wharfedale นั้นเป็นผลิตภัณฑ์ต่างแบรนด์ภายใต้บริษัทผลิตเครื่องเสียงยักษ์ใหญ่นามว่า IAG Group นั่นเองครับ ประจวบเหมาะว่าทางผู้นำเข้าในไทยก็เป็นเจ้าเดียวกัน ผมเลยอาจจะมีเสริมในเรื่องของการเปรียบเทียบแนวเสียงของสองเซ็ตนี้เล็กน้อย เผื่อว่าจะได้ช่วยให้ทุกท่านตัดสินใจได้ง่ายขึ้นครับ

หากทุกท่านได้ดูงานดีไซน์คร่าวๆในหน้าที่แล้วจะพบว่าลำโพงหลักในเซ็ตจะเป็นลำโพงตู้ปิดแทบทั้งหมด ซึ่งนั่นเป็น DNA ที่ถ่ายทอดมาจากรุ่นสู่รุ่น จาก SX สู่ MX จนถึง VX ตัวที่เรากำลังรีวิวกันอยู่นี้ แน่นอนว่าตามสัญชาติญาณคนไทยหัวใจรักเบสแบบผมก็ย่อมจะสงสัยแล้วถ้าปิดสนิทไม่มีลมออกแบบนี้ จะเอาแรงกระแทกจากที่ไหนมาปรนเปรอคนฟังเวลาต้องที่ต้องขับเสียงย่านความถี่ต่ำ? คำตอบนั้นอยู่ที่ไดร์เวอร์แบบ ABRs นี่แหละครับ

ABRs ย่อมาจาก Auxiliary Bass Radiators เป็นชื่อเรียกไดร์เวอร์ลำโพงแบบพาสซีฟที่ไม่มีวอยซ์คอย นิยมใช้ร่วมกับลำโพงแบบตู้ปิด เพื่อให้วิศวกรสามารถปรับจูนการไหลวนของอากาศภายในตู้ได้อย่างแม่นยำ และเพิ่มอัตราการตอบสนองเสียงย่านความถี่ต่ำให้ดีขึ้น

งาน ดีไซน์การไหลเวียนอากาศภายในตู้ของ VX-3 กว่าจะมาเป็นลำโพงหนึ่งตัวไม่ใช่เลื่อยไม้แล้วนำมาแปะก็ฟังเพลงได้เลยนะครับ ต้องมีการปรับแต่งกันพอสมควรกว่าจะได้สุ้มเสียงที่ลงตัว
แม้ ABRs นั้นไม่ใช่เรื่องใหม่อะไร เพราะมีการนำมาใช้อยู่ในลำโพงหลายแบรนด์ แต่สำหรับแบรนด์ Mission แล้ว พวกเขาได้ทำการปรับจูนคุณลักษณะพิเศษบางอย่างของไดร์เวอร์ชนิดนี้ให้สามารถขับเอาเสียงเบสที่มีประสิทธิภาพออกมาจากตัวตู้ปิดแบบนี้ได้ เสมือนกับแรงลมที่ขับออกมาทางท่อเบสรีเฟล็กซ์ ฉะนั้นทางผู้ผลิตจึงยืนยันว่าหายห่วงได้เลยกับเรื่องเสียงเบสจากลำโพงซีรี่ย์นี้
Setup – การติดตั้ง

การจัดวางของลำโพงทำได้ไม่ยากครับสามารถยึดตามหลักการวางลำโพงแบบ 5.1 ทั่วไปได้ทันที เมื่อวางเสร็จแล้วก็อาจจะเอาระบบปรับจูนเสียงจาก AVR ของท่านมาใช้ในการคำนวณความดังเบาของลำโพงในจุดต่างๆ ให้ออกเท่ากัน เพื่อผลลัพธ์ที่ดีที่สุดครับ
อ้อ แล้วก็อย่าลืมหยิบเอาแผ่นยางรองฐานที่แถมมาให้ในกล่องแปะเข้าที่ใต้ลำโพงคู่หลังกับเซ็นเตอร์ด้วย ส่วนตัวลำโพงตั้งพื้นก็สวมสไปค์ให้เรียบร้อยก่อน จึงค่อยยกไปวางประจำตำแหน่งครับ น่าเสียดายที่ทาง Mission น่าจะแถมจานรองมาให้สักหน่อยวางเพียวๆ แบบนี้ เกิดเขยื้อนนิดหน่อยอาจจะทำให้พื้นกระเบื้องเป็นรอยได้

Sound – เสียง
เริ่มทดสอบด้วยแทร็คฮิตประจำออฟฟิศ Hey Jude ในเวอร์ชั่นของ Yao Si Ting ด้วยแรกคิดว่าลำโพงจากแดนผู้ดีคงให้เสียงนุ่มๆ สุขุมเป็นแน่แท้ ทว่าพอเสียงเปิดมาก็ต้องเปลี่ยนความคิดกันเล็กน้อย เพราะน้ำเสียงที่ออกมานั้นมีความใสกระจ่าง ไม่นุ่มละมุนอุ่นห้องอย่างที่คาดการณ์กันไว้

ทดสอบกันต่อด้วยแทร็ค The Missing Plutonium จากคณะ Human Don’t be Angry เพลงโพสต์โฟล์คที่มีจังหวะย้ำตุ้บๆ ที่เหมาะนักที่จะนำมาวัดความเจ๋งในการตอบสนองเสียงความถี่ต่ำให้กับลำโพง ซึ่งผลลัพธ์ที่เราได้ก็เป็นที่น่าพอใจครับ เสียงที่ได้มีแรงปะทะเข้าอยู่ แต่ยังลึกไม่มาก ไดนามิคเสียงที่ได้นั้นแคบไปหน่อย คิดว่าถ้าได้ความลึกมากกว่านี้น่าจะโอเคเลย อย่างไรก็ตามท่านอื่นอาจจะพอใจกับแรงปะทะแบบนี้ก็ได้ แล้วแต่ความชอบครับ

Sound – เสียง (ต่อ)
เมื่อฟังเพลงกันเสร็จก็มาดูหนังกันต่อ ผมหยิบเอา Mad Max : Fury Road ขึ้นมาลองก่อน แน่นอนว่าด้วยคาแร็คเตอร์เสียงแบบเปิดกระจ่างทำให้เสียงบรรยากาศโดยรอบมีตัวตนที่ชัดเจน เศษหินดินรถที่ปลิวว่อนในฉากพายุทรายจึงมีมิติครบทุกอนู

ยอมใจทีมซาวด์เอ็นจิเนียร์ของ Mad Max จริงๆ พวกเขาละเมียดละไมในการบันทึกเสียงแทบทุกจุด จนคว้าเอารางวัลออสการ์ลำดับเสียงยอดเยี่ยมมาครอง

ถ้าดู Mad Max แล้วเหนื่อย แสดงว่าคุณเข้าถึงตัวหนังแล้ว
สนุกแบบไม่ต้องคิดมาก ซัดกันได้ตลอดเวลา
ทดสอบต่ออีกนิดกับเรื่อง San Andreas ในฉากมหาสึนามิเพื่อที่จะใช้วัดประสิทธิภาพในการขับเสียงความถี่ต่ำของซับวูฟเฟอร์ MS-200 โดยสุ้มเสียงที่ออกมามีความอึกทึกใช้ได้ หากแต่เพียงว่าเมื่อเสียงเริ่มไล่ระดับดังขึ้น ตัวไดร์เวอร์ก็มีอาการสั่นที่รุนแรงอย่างเห็นได้ชัด คาดว่าคงจะมีบางช่วงที่เสียงเกินกำลังไปบ้าง จึงส่งผลให้เกิดอาการดังกล่าว

ซึนามิแบบไม่สมเหตุสมผลของ San Andreas บทหนังดูธรรมดา
แต่เสียงโดยรวมอยู่ในเกณฑ์ดี ซึ่งก็เหมาะจะเอามาทดสอบเครื่องเสียงจริงๆ
Conclusion – สรุป
หลายครั้งที่ทดสอบลำโพงผมมักจะมีภาพจำติดอยู่ในหัว ว่าลำโพงอังกฤษเสียงจะนุ่มละมุน เหมาะแก่การฟังแบบต่อเนื่องเป็นเวลานาน แต่กับ Mission VX Series นั้นเหมือนกับอังกฤษยุคใหม่ ที่ดูสว่างชัดเจนมากขึ้น แน่นอนว่าคาแร็คเตอร์ที่รุกเร้ามากขึ้นช่วยส่งผลให้เราดูหนังได้สนุกขึ้น โดยที่ยังไม่ทิ้งความสุขุมแบบผู้ดีไปมากนัก

อีกข้อดีของลำโพงตัวนี้คือเป็นลำโพงที่ออกแบบตู้มาแบบปิดคู่กับการใช้ไดร์เวอร์แบบ ABRs ดังที่ผมได้เกริ่นไปในหน้าที่แล้ว เมื่อไม่มีท่อเบสยิงลมออก การปรับจูนลำโพงไม่ให้เบสบวมก็ทำได้ง่าย แต่ก็ต้องแลกมาด้วยแรงปะทะที่ลดน้อยลง ฉะนั้นสำหรับท่านที่ชอบเสพย์เสียงความถี่ต่ำที่ลึก…แรง…แบบเข้าถึง ลำโพงตู้ปิดตัวนี้น่าจะต้องได้ตำแหน่งจัดวางที่เสริมเสียงเบสให้หนาขึ้นอีกระดับน่าจะช่วยให้เสียงออกมาดูมีมิติมากขึ้น

ด้วยคาแร็คเตอร์แบบนี้เมื่อนำมาเทียบกับ Wharfedale Diamond 200 ลำโพงต่างค่ายที่อยู่ใต้ร่มโรงงานเดียวกัน จะเห็นว่า VX ให้เสียงที่คึกคักฟังสนุกกว่า Diamond จะมาเนิบๆ นุ่มละมุน ซึ่งในจุดนี้ก็ต้องแล้วแต่ความชอบของคนฟังว่านิยมแบบไหนมากกว่ากัน เพราะทั้งสองรุ่นสองค่ายก็สามารถไปทดลองฟังกันได้ที่ร้าน HiFi Tower เจ้าถิ่นโซนปิ่นเกล้า ตัวแทนจำหน่ายโดยตรงของลำโพงทั้งสองแบรนด์ครับผม
สรุปราคา Mission VX Series + MS-200

VX-1 Bookshelf Speaker ราคาพิเศษ 6,000 บาท
VX-3 Floorstand Speaker ราคาพิเศษ 13,500 บาท
VX-C Center Speaker ราคาพิเศษ 5,000 บาท
MS-200 Active Sub-Woofer ราคาพิเศษ 8,900 บาท
ขอขอบคุณร้านไฮไฟทาวเวอร์(HiFi Tower)
ร้านขายเครื่องเสียงใหญ่ที่สุดในย่านฝั่งธน
ที่เอื้อเฟื้ออุปกรณ์ในการทดสอบครั้งนี้ด้วยครับ โทร. 02-8817273-7