เพิ่มมิติของการรับชม เปลี่ยนการฟังเป็นการสัมผัส รีวิว Klipsch R-4B Soundbar & Wireless Subwoofer
Soundbar & Wireless Subwoofer
Klipsch R-4B

Klipsch R-4B : Soundbar & Wireless Subwoofer
ราคา 14,900 บาท

สำหรับผู้ที่ชื่นชอบการรับชมภาพยนตร์ ย่อมรู้ดีว่าการเสพภาพยนตร์ที่ดีนั้น ไม่ใช่แค่เน้นคุณภาพด้านภาพเพียงอย่างเดียว ด้านเสียงเอง ก็เป็นสิ่งสำคัญอย่างยิ่ง ที่ช่วยเพิ่มรสชาติของการรับชมมากยิ่งขึ้นเป็นเท่าตัว

แต่การเพิ่มอรรถรสด้วยชุดโฮมเธียเตอร์นั้น บางท่านอาจไม่สะดวกเท่าไรนัก ด้วยข้อจำกัดของด้านสถานที่ จึงมองหาชุดซาวด์บาร์พร้อมซับวูฟเฟอร์ดีๆ แทน ซึ่งในครั้งนี้ จะมาแนะนำให้รู้จักกับ Klipsch R-4B จาก Reference Series ชุดซาวด์บาร์ที่จะทำให้คุณเข้าถึงอารมณ์การรับชมภาพยนตร์มากขึ้นกว่าเก่า
Design – การออกแบบ

เริ่มทำความรู้จักกับ Klipsch R-4B จากรูปลักษณ์กันก่อน ซึ่งหน้าตาของเจ้า R-4B นี้ ตัวซาวด์บาร์มีรูปทรงที่ดูเรียบง่าย เท่ขรึม ด้วยโทนสีดำตัดด้วยโลโก้สีทองแดง อันเป็นโทนสีประจำตัวของ Klipsch มีขนาดความยาว 40 นิ้ว และความสูงเพียง 3.5 นิ้ว สร้างเอกลักษณ์ที่โดดเด่นได้เป็นอย่างดี แต่ไม่รกและดึงดูดสายตาให้ละออกจากการรับชมภาพยนตร์

ตัวกรอบเป็นพลาสติก ด้านหน้าซาวด์บาร์เป็นตะแกรงอะลูมิเนียม ตรงกลางด้านล่างมีแผงควบคุมเล็กๆ อยู่ มีหน้าจอแสดงผล LED ใช้สัญลักษณ์ต่างๆ ในการแสดงผล มีปุ่มควบคุม 4 ปุ่ม คือ เพิ่ม/ลดเสียง, ปุ่มเลือกโหมดเชื่อมต่อ และปุ่มปิดเสียง

ภาพประกอบคำอธิบายสัญลักษณ์ต่างๆ ที่จอแสดงผลและปุ่มควบคุมของ Klipsch R-4B

ด้านหลังของซาวด์บาร์มีรูไว้ให้สำหรับแขวน ส่วนด้านล่างมีช่องเชื่อมต่ออยู่ 4 แบบ ได้แก่ ช่องเสียบรับไฟ, ช่องเสียบสาย Optical, ช่องเสียบสาย AUX และช่องเสียบ USB Type A สำหรับอัพเดทเฟิร์มแวร์ (ไม่สามารถเชื่อมต่อ USB Storage เพื่อฟังเพลง)

จะวางตามปกติก็ได้ หรือจะแขวนไว้ก็ดี ด้านหลังของซาวด์บาร์มีรูสำหรับแขวนให้ด้วย
มาดูซับวูฟเฟอร์กันบ้าง เป็นตู้ Active ทรงสี่เหลี่ยมโทนสีเดียวกับซาวด์บาร์ ตัวกรอบเป็นไวนิลลายไม้ ดูมีเสน่ห์เป็นอย่างมาก ใช้การเชื่อมต่อไร้สาย ด้านหลังจึงมีเพียงช่องเสียบรับไฟและไฟ LED เล็กๆ คอยแสดงสัญญาณเชื่อมต่อแบบไร้สาย ภายในตู้ดีไซน์เป็นแบบ Slot-Port บวกกับไดรเวอร์ที่อยู่ใต้ตู้ ยิงเสียงลงด้านล่าง เพื่อให้ได้เสียงที่ลึกและทรงพลังมากขึ้น

ราบเรียบ แต่ทรงพลัง และให้กลิ่นอายความหรูหรา อันเป็นสไตล์ของ Klipsch
ของแถมที่พ่วงมาในชุดด้วย ได้แก่ หัวแปลงสำหรับเสียบรับไฟ, รีโมต และคู่มือการใช้งาน

หัวแปลงสำหรับเสียบรับไฟ มีหลายแบบให้เลือกกันตามความเหมาะสมเลยทีเดียว
Features – ลูกเล่น
Klipsch R-4B พกลูกเล่นไว้มากมาย ที่บอกเลยว่าไม่ได้มาเล่นๆ โดยฟีเจอร์แรกนั้นคือการรองรับการเชื่อมต่อแบบไร้สายด้วยสัญญาณ Bluetooth ทั้งตัวซาวด์บาร์และซับวูฟเฟอร์เลย ไม่ต้องต่อสายให้เกะกะ หากต้องการฟังเพลงจากสมาร์ตโฟน เพียงแค่เลือกโหมด Bluetooth ก็เชื่อมต่อได้อย่างง่ายดาย

รีโมตคอนโทรลใช้งานง่าย มีสัญลักษณ์ชัดเจน โดยฟีเจอร์หลักๆ จะมีปุ่มให้กดอยู่ที่รีโมต
พร้อมด้วยฟีเจอร์ด้านโหมดการใช้งานที่หลากหลายถึง 3 โหมด ทั้งโหมดเซอร์ราวด์ ที่กระจายเสียงออกไปรอบทิศทาง เพิ่มมิติของการฟัง ซึ่ง R-4B รองรับDolby Digital อยู่แล้วด้วย จึงทำให้เสียงจากการชมภาพยนตร์ที่มี Dolby Digital มีความเสนาะหูเข้าไปอีก
หรือจะโหมด Voice Enhance อันเป็นไฮไลท์ของ R-4B สามารถเร่งเฉพาะเสียงพูดให้ดังขึ้น โดยไม่เพิ่มความดังของเสียงอื่นๆ ตามมา ช่วยในการฟังบทสนทนาของภาพยนตร์ได้ชัดเจนมากกว่าเดิม โดยการควบคุมย่านความถี่บางช่วงให้ให้กระชับขึ้น ซึ่งยังช่วยเพิ่มรายละเอียดในการฟังเพลงให้มีความไพเราะมากขึ้น
ปิดท้ายด้วยโหมดกลางคืน ที่จะปรับไดนามิกเรนจ์ของเสียงให้แคบลง ควบคุมเสียงให้อยู่ในระดับพอเหมาะแก่การฟังตอนกลางคืน ไม่รบกวนต่อภายนอก
Sound – เสียง
หลังจากที่ทำความรู้จักกับ Klipsch R-4B กันมาพอสมควรแล้ว คราวนี้มาถึงเรื่องเสียง อย่างที่เกริ่นเอาไว้ในข้างต้นว่า บางท่านอาจมีพื้นที่ที่ไม่สะดวกต่อการจัดวางชุดโฮมเธียเตอร์ แต่ต้องการชุดเครื่องเสียงระดับคุณภาพที่ไม่กินพื้นที่ มาช่วยเพิ่มมิติและอรรถรสของการรับชมภาพยนต์ R-4B คงเป็นตัวเลือกที่ดีไม่น้อยเลยทีเดียว

เริ่มการทดสอบคุณภาพเสียงด้วยการรับชมภาพยนตร์เรื่อง Zodiac เป็นภาพยนตร์แนวสืบสวนเขย่าขวัญ ไล่ล่าฆาตกรชื่อดังในตำนานของอเมริกา โทนเสียงของเรื่องจึงเน้นความหนาของเบสในการบีบอารมณ์ มีบทสนทนาเยอะ และมีเสียงย่านแหลมบางๆ เพิ่มบรรยากาศให้ขนลุก
ตัวซาวด์บาร์ของ R-4B รองรับระบบ Dolby Digital เมื่อป้อนคอนเท็นต์ที่มี Dolby Digital ตัวเครื่องจะเข้าโหมด Dolby โดยอัตโนมัติ ไม่ต้องกดปุ่มใดๆ เสียงที่ได้จึงมีความสดสมจริง เก็บรายละเอียดเสียงได้เยี่ยม ชัดเจน จากปลายเสียงแหลมที่สว่างและเปิดกว้าง ทำให้ R-4B เก็บเสียงเอฟเฟ็กต์ต่างๆ ได้อยู่หมัดแบบสบายๆ

เสียงถูกขับมาจากโคนวูฟเฟอร์ขนาด 2.5 นิ้ว และทวีตเตอร์แบบ Horn Load ขนาด 0.75 นิ้ว อย่างละ 2 ตัว ออกมา 2 ทิศทาง อันเป็นเอกลักษณ์ของ Reference Series เพื่อเสียงที่เหมาะสมต่อการฟัง มีไดนามิกเรนจ์ที่กว้างไกล ให้เสียงกลางที่คม เก็บรายละเอียดปลายเสียงของย่านแหลมค่อนข้างดี

ขุมพลังเบสจากไดรเวอร์ขนาด 6.5 นิ้ว อยู่บริเวณใต้ตู้ซับวูฟเฟอร์ ยิงเสียงลงสู่พื้นห้อง
เมื่อผสานเข้ากับซับวูฟเฟอร์ที่เป็นลักษณะการยิงเสียงลงพื้น ทำให้ได้อารมณ์ในการดูมากขึ้นทีเดียว เป็นจุดแข็งของ R-4B เลย ให้ความรู้สึกไม่แพ้กับชุดโฮมเธียเตอร์ใหญ่ ขับย่านเสียงต่ำออกมาได้ลึกมาก สัมผัสได้ถึงแรงสะเทือนที่แผ่กระจายออกมา โดยไม่รู้สึกเป็นการพุ่ง หรือถูกอัดมาจากทิศทางของตู้เพียงทางเดียว จึงสร้างความเป็นเซอร์ราวด์ได้อย่างดีเยี่ยม

ภาพยนตร์เรื่อง Zodiac มีฉากบีบคั้นค่อนข้างเยอะ ใช้เบสและเสียงปลายแหลมเป็นตัวสร้างอารมณ์ความตื่นเต้น R-4B ให้เบสที่ลึกและทรงพลัง แม้ในย่านความถี่ต่ำที่ยากต่อการได้ยิน แต่สัมผัสได้ถึงความสั่นที่ค่อยๆ แผ่ไล่ขึ้นมา ผสานเสียง “วี้~” ซึ่งซาวด์บาร์ตอบสนองย่านแหลมได้ดี สอดเสียงแหลมลึก ทำให้รู้สึกอินโดยไม่รู้ตัว คอหนังไม่รู้สึกผิดหวังแน่ๆ
นอกจากการทดสอบด้วยภาพยนตร์แล้ว ยังทดสอบด้วยการฟังเพลงผ่านสัญญาณ Bluetooth เรื่องการเชื่อมต่อนั้นไม่มีปัญหาเลย ส่วนเรื่องเสียงถือว่าอยู่ในระดับดี เพลงที่ใช้ทดสอบมีหลายประเภทด้วยกัน
หลังจากทดลองฟังแล้ว R-4B นั้นไม่ขี้เหร่เลย ให้อารมณ์สเตอริโอดีๆ นี่เอง ตอบสนองการฟังเพลงได้หลากแนว โดยเฉพาะย่านแหลมที่ไต่ไปได้สูง มีความสว่างมาก แม้ไม่มีโทนเสียงให้เลือกให้ปรับแต่งก็ตาม ปลายเสียงบางช่วงยังจับทิศทางได้ไม่ถึงกับจะแจ้ง แต่พอปรับเสียงด้วยโหมด Voice Enhance ซึ่งโหมดนี้ไม่ได้มีดีแค่ปรับเสียงสนทนาของภาพยนตร์ให้ดังขึ้นเพียงอย่างเดียว ยังปรับสมดุลของย่านเสียง ให้มีความกระชับมากขึ้น ควบคุมย่านเสียงให้คมชัด ไม่บาดหู
ตัวซับวูฟเฟอร์เองก็ผสานกับซาวด์บาร์ได้อย่างลงตัว ถึงจะเป็นไดรเวอร์แบบยิงเสียงลงพื้น แต่เสียงเบสอันหนักแน่น ไม่ได้หายไปกับพื้นเสียทีเดียว ให้ทั้งเบสต้น เบสลึก หนา บาง ชนิดขึ้นสุดลงสุด อิ่มเอิบกันถ้วนหน้า

เพลงที่ใช้ในการทดสอบมีหลากหลายสไตล์ มีจุดเด่นในแต่ละย่านเสียงแตกต่างกัน ซึ่ง R-4B ตอบสนองได้ดี อย่างเพลง Happy Pills ของ Norah Jones ที่เน้นความสว่างของเสียงร้องและเบสหนึบๆ เสียงที่ได้จากซาวด์บาร์ให้ปลายเสียงร้องค่อนข้างสว่างเลยทีเดียว
Conclusion – สรุป

โดยภาพรวมแล้วแล้ว Klipsch R-4B คือซาวด์บาร์สำหรับการชมภาพยนตร์ที่ดีเยี่ยมจริงๆ แม้จะได้มิติเสียงไม่โอบล้อมเท่า 5.1 Channel แต่ก็เข้าถึงอารมณ์รสสัมผัสได้อย่างเต็มเปี่ยม ด้วยไดนามิกเสียงที่ครอบคลุม และเนื้อเสียงที่คมละเอียด เช่น ฉากริมถนนที่พลุกพล่านในภาพยนตร์รับรู้ได้ถึงเสียงลม เสียงรถยนต์ และเสียงรอบข้างที่ชัดเจน เหมือนนั่งอยู่ในเหตุการณ์ ซึ่งเพิ่มมิติด้วยการสั่นสะเทือนของเบส เปลี่ยนการฟังให้กลายเป็นการสัมผัส เติมเต็มองค์ประกอบของภาพยนตร์

โหมดการใช้งานต่างๆ ของ Klipsch R-4B เองก็มีส่วนช่วยให้รับชมภาพยนตร์ได้ดีขึ้นมาก โดยเฉพาะโหมด Voice Enhance ที่เพิ่มความดังเสียงบทสทนาของภาพยนตร์ ซึ่งบางครั้งเวลาเรารับชมภาพยนตร์ มีบางช่วงที่เสียงพูดค่อนข้างเบา เราจึงต้องเพิ่มความดังขึ้นมา พอตัวหนังมาถึงช่วงที่เสียงเอฟเฟ็กต์ดังๆ เช่น ฉากกระซิบแล้วต่อด้วยระเบิด เกิดปัญหาเบาเสียงแทบไม่ทัน เป็นปัญหาที่ทุกคนต้องเคยเจอแน่นอน เจ้าโหมดนี้ทำให้ความกังวลเรื่องเสียงนั้นหมดไป
และอย่างที่กล่าวไว้ การทำงานของโหมด Voice Enhance ไม่ได้มีดีแค่เรื่องเสียงของบทสนทนา ยังช่วยปรับสมดุลของความถี่เสียง ช่วยให้คุณภาพเสียงในการฟังเพลงมีความเฉียบ กระชับ ตอบสนองต่อย่านเสียงต่างๆ ได้ดีขึ้น เหมือนเรียบเรียงให้เข้าที่เข้าทางนั่นเอง โหมดนี้จึงนับว่าเป็นจุดเด่นอย่างมากของ Klipsch R-4B
ข้อดีของ Klipsch R-4B
1. ให้มิติเสียงได้ดีมาก เนื้อเสียงมีความคมชัด เพิ่มความสนุกของภาพยนตร์ได้อีกเท่าตัว
2. มีโหมดการใช้งานที่เหมาะสำหรับการชมภาพยนตร์อย่างแท้จริง
3.สามารถปรับชดเชยระดับเสียงของซับวูฟเฟอร์ต่างหาก ให้เข้ากับระดับเสียงของซาวด์บาร์ได้โดยการปรับที่รีโมต
4. ซับวูฟเฟอร์เป็นแบบไร้สาย สะดวกต่อการติดตั้ง
ข้อเสียของ Klipsch R-4B
1. ไม่มีช่องเชื่อมต่อ HDMI และไม่สามารถเชื่อมต่อด้วย Wi-Fi
2. ช่องเสียบ USB ที่ให้มา ไม่รองรับการเชื่อมต่อ USB Storage เพื่อฟังเพลง
3. จอแสดงผลไม่สามารถบอกระดับความดังของซาวด์บาร์ และระดับเสียงของซับวูฟเฟอร์ จึงยากต่อการอ้างอิงระดับเสียง