รีวิว Klipsch The Three II ลำโพงไร้สายสไตล์วินเทจรุ่นล่าสุด เชื่อมต่อได้หมดทุกช่องทาง

ช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาต้องยอมรับว่าลำโพงไร้สายได้กลายมาเป็นที่นิยมในหมู่นักฟังอย่างแพร่หลาย ด้วยความที่ใช้งานง่าย ติดตั้งไม่ยุ่งยาก ทำให้มันสอดรับกับไลฟ์สไตล์แบบดิจิตอลของคนในยุคปัจจุบันได้รวดเร็ว
ด้วยเหตุเหล่านี้เราจึงเห็นบรรดาค่ายเครื่องเสียงลงมาลุยในตลาดนี้กันอย่างดุเดือด โดย Klipsch เองก็เป็นหนึ่งในนั้น แต่ครั้งจะเข้าไปชนตรง ๆ ด้วยดีไซน์นำสมัยก็ดูจะเชยเกินไป แล้วทางบริษัทเองก็มีเส้นสายงานออกแบบตู้ลำโพงรุ่นบุกเบิกซึ่งเป็นของดีอยู่แล้ว ทำให้สุดท้ายก็ออกมาเป็น Klipsch The Three II ที่มีดีไซน์วินเทจเป็นเอกลักษณ์ตัวนี้

Klipsch The Three II (ชื่องงไหมครับ สรุปจะ Three หรือจะ II) เป็นหนึ่งในลำโพงรุ่นใหม่จากซีรี่ส์ Heritage Wireless จากที่ก่อนหน้านี้เคยมีรุ่น The Three เฉย ๆ และ The Three | Google Assistant ที่ออกมาทำตลาดเมื่อไม่กี่ปีก่อนหน้านี้ ซึ่งตัวปัจจุบันนี้จะมีสีให้เลือกสองแบบคือ Walnut และ Matte Black
สเปคโดยย่อของ Klipsch The Three II
– ตัวเครื่องมีไดร์เวอร์ทั้งหมด 5 ตัว คือฟูลเรนจ์ 2 ตัว, วูฟเฟอร์ช่วงชักยาว (long-throw) 1 ตัว และพาสซีฟเรดิเอเตอร์อีก 2 ตัว
– รองรับสัญญาณเสียงผ่าน Bluetooth, USB Type B, AUX 3.5 มม. และมีภาค Phono สำหรับเครื่องเล่นแผ่นเสียง
– กำลังขับ 120 วัตต์ มีช่วงตอบสนองความถี่อยู่ที่ 45Hz~20kHz
ราคาจำหน่าย 18,900 บาท
Design – การออกแบบ

แนวทางการออกแบบของลำโพงในซีรี่ส์นี้จะเป็นการดึงเอา DNA จากไลน์อัป Heritage มาใส่ไว้ตามจุดต่าง ๆ ซึ่งจุดที่โดดเด่นออกมาก็จะเป็นการเอาไม้แท้มาผสมผสานเข้ากับความเงางามจากแผงควบคุมโลหะซึ่งมีความมันวาว ส่งให้ภาพรวมออกมาดูโดดเด่นลงตัว

ตัวที่เราได้มารีวิวจะเป็นสี Walnut ฉะนั้นแผ่นไม้ด้านบนกับล่างก็จะเป็นสีเนื้อไม้จริงสวยงาม

แผงควบคุมสีโลหะด้านบน ประกอบไปด้วยสวิตช์เปิด-ปิด ตัวหมุนเลือก Source และตัวปรับระดับเสียง ซึ่งทั้งสองตัวจะไม่สามารถหมุนฟรี แต่จะเป็นสเต็ป ๆ แทน

บริเวณตัวเครื่องจะเป็นโซนที่ไดร์เวอร์ทั้ง 5 ตัว ถูกติดตั้งเอาไว้ และบังด้วยแผงผ้าสานละเอียดเหมือนลำโพงคลาสสิคหลาย ๆ รุ่น

ด้านหลังเป็นจุดรวมช่องต่อสายไฟและสายสัญญาณต่าง ๆ ซึ่งจะมีสายแถมมาให้ในกล่องครบทุกเส้นยกเว้นสายอะนาล็อกขาวแดง

ด้านล่างเป็นขาตั้งทรงกลมสี่มุมเก็บงานเรียบร้อยโชว์เนื้อไม้แท้สวยงาม

เรียกว่าเป็นลำโพงไร้สายไม่กี่รุ่นหรือเปล่าที่ยังคงแถมรีโมทควบคุมมาให้ ส่วนตัวผมว่าค่อนข้างจะใช้งานได้สะดวกกว่าการมีแอปพลิเคชั่นรีโมท
Sound – เสียง
ในการทดสอบนี้ทีมงานเลือกที่จะใช้ช่องต่อ USB เป็นช่องทางหลักในการทดสอบ เพราะเป็นช่องสัญญาณที่ให้ประสิทธิภาพสูงที่สุดและมีโอกาสโดนสัญญาณรบกวนน้อยที่สุด ตรงจุดนี้ทาง Klipsch ได้เขียนระบุไว้ในคู่มือด้วย ว่าให้โหลดไดร์เวอร์มาติดตั้งก่อนจะเสียบสาย เพื่อให้มั่นใจได้ว่ามันจะสามารถทำงานได้อย่าง 100% ซึ่งสามารถเข้าไปโหลดได้ที่นี่ เลื่อนลงมาล่างสุดเลยนะครับ ที่เขียนว่า “The Three / The Sixes USB Driver”
มาลองทบทวนการจัดวางไดร์เวอร์ของตัวเครื่องอีกทีจากแผนภาพด้านล่างนี้ จะเห็นว่าทาง Klipsch เลือกวางวูฟเฟอร์ไว้ตรงกลาง ระหว่างไดร์เวอร์ฟูลเรนจ์สองข้าง จากนั้นที่บริเวณด้านข้างตัวตู้ จะประกบด้วยพาสซีฟเรดิเอเตอร์ทั้งสองฝั่ง ซึ่งเป็นเลย์เอ้าต์การจัดวางที่ลำโพงไร้สายหลายยี่ห้อนิยมใช้ เพราะลำพังแล้วตัววูฟเฟอร์อย่างเดียวน่าจะให้เสียงต่ำที่ไม่ลึกสะใจเท่าไรนัก การมีพาสซีฟเรดิเอเตอร์มาช่วยก็จะช่วยเพิ่มน้ำหนักและการกระแทกให้ดูเป็นลูกมากยิ่งขึ้น

ไดร์เวอร์ Full-range กับพาสซีฟเรดิเอเตอร์

ไดร์เวอร์เบสหนึ่งเดียวถูกจัดวางไว้ตรงกลางระหว่างไดร์เวอร์ฟูลเรนจ์
จากทั้งหมดทั้งมวลด้านบนนี้ ผลักให้ Klipsch มีสุ้มเสียงที่ค่อนข้างโดดเด่น ไดร์เวอร์ฟูลเรนจ์สามารถถ่ายทอดเสียงกลางไปถึงแหลมได้อย่างนุ่มนวลโดดเด่น คือมีปลายเสียงที่ทอดตัวออกไปได้ไกลโดยยังคงความหวานฉ่ำของย่านความถี่เสียงกลางไว้
อย่างเช่นเพลง Dream A Little Dream – Laura Fygi ที่นอกจากเสียงของนักร้องนำที่ทำหน้าที่เสมือนเมโลดี้หลักแล้ว เราจะได้ยินเสียงกีต้าร์คลาสสิคที่คอยบรรเลงคอร์ดประคองเพลงไปเรื่อย ๆ ซึ่งตัว The Three II สามารถถ่ายทอดเสียงร้องออกมาได้หวานน่าฟัง และยังคงให้รายละเอียดของเสียงกีต้าร์แบบครบครันไม่ตกหล่น

สำหรับย่านเสียงต่ำผมเลือกเพลงฟังก์ยุค 80 อย่าง Act Like You Know – Fat Larry’s Band มาทดสอบ เพราะตลอดเพลงเราจะได้ยินเสียงเบสเดินเป็นเมโลดี้อยู่ทั้งเพลงเรื่อย ๆ ไล่จากโน้ตสูงไปต่ำ โดยเสียงที่ขับออกมาผ่าน The Three II สามารถแยกแยะโน้ตแต่ละขั้นออกมาได้อย่างชัดเจน ไม่คลุมเครือ แรงปะทะเข้าถึงสัมผัสได้ไม่ยาก ช่วยส่งให้เพลงร็อคที่มีจังหวะเด่นอย่างเพลง Bullet to the head – Rage Against Machine ฟังสนุกโดยที่ไม่คาดคิดว่าจะถูกขับออกจากตู้ลำโพงเล็ก ๆ ตู้นี้
หลังฟังเพลงกันจนเอียนผมก็ได้มีโอกาสทดลองใช้งานมันเป็นลำโพงคอมพิวเตอร์ทั่วไปสำหรับเล่นเกมและดูหนังผ่านคอมพิวเตอร์ แน่นอนว่าคาแร็คเตอร์ที่ได้ก็ไม่แตกต่างจากการฟังเพลงสักเท่าไร อาจจะมีในเรื่องของเสียงเบสที่อาจจะครางหึ่งไปบ้าง อย่างฉากที่ Iron Man รวมพลังสู้กับธานอสครั้งแรกใน Avengers: Infinity War เสียงเบสที่ออกมาอาจจะไปรบกวนจังหวะพูดในบางครั้ง เนื่องจากบางฉากอาจจะมีเสียงโทนต่ำที่ดังต่อเนื่องเป็นต้น

ด้วยความที่เรามีภาค Phono ในตัวเราจึงสามารถเสียบเครื่องเล่นแผ่นเสียงแล้วเล่นเสียงออกได้ทันที
ส่วนคุณภาพนั้นถ้าฟังจริงจังคงจะสู้กับ Phono แยกไม่ได้ แต่ก็ถือว่าสามารถตอบโจทย์เรื่องความสะดวกสบายได้เป็นอย่างดี

อีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทาง Klipsch ไม่ได้นำมาโฆษณา คืออีกหนึ่งฟีเจอร์ที่ทาง Klipsch ไม่ได้นำมาโฆษณา คือลำโพงตัวนี้มาพร้อมกับ aptX codec
ซึ่งช่วยให้ประสิทธิภาพของเสียงที่สตรีมออกมาจากสมาร์ทโฟนมีความเสถียรมากขึ้น
สร้างความคมกระชับให้กับเสียงที่ได้อีกพอสมควร เมื่อใช้งานร่วมกับอุปกรณ์ที่รองรับ
Conclusion – สรุป

ต้องยอมรับว่าที่บรรดาสื่อต่างประเทศยกย่องให้ Klipsch The Three II เป็นลำโพงไร้สายอีกตัวหนึ่งที่น่าจับตามองไม่ใช่เรื่องผิดแต่อย่างใด ด้วยดีไซน์วินเทจร่วมสมัยประกอบกับคุณภาพเสียงที่อยู่ในระดับที่ไม่น้อยหน้าใคร ทั้งยังรองรับการเชื่อมต่อแหล่งสัญญาณเกือบจะทุกรูปแบบ ไม่ว่าจะเป็น Bluetooth, USB หรือ AUX 3.5 มม. และยังมีภาค Phono ไว้สำหรับใช้งานกับเครื่องเล่นแผ่นเสียงได้อีกด้วย ครบจบในตัวเดียวอย่างที่พวกเขาต้องการจริง ๆ

ความน่าเสียดายอย่างหนึ่งที่เกิดขึ้นก็คือทาง Klipsch เลือกที่จะตัดฟีเจอร์การเชื่อมต่อไร้สายผ่านสัญญาณ Wi-Fi ออก ทั้งที่รุ่นก่อนหน้าก็มีมาให้แบบครบครัน เพราะว่ามันมาพร้อมกับ DTS Play-Fi ที่ช่วยเราสตรีมเสียงแบบความละเอียดสูงไปได้แบบไม่มีการลดทอน
ถ้าคุณเป็นคนหนึ่งที่กำลังมองหาลำโพงไร้สาย ที่ดีไซน์ไม่ซ้ำซากเหมือนของใคร Klipsch The Three II จะเป็นหนึ่งในชื่อที่ต้องคิดถึง และควรจะพาตัวเองไปทดลองฟังเสียงของมันให้ได้ เพราะถ้าเรื่องเงินเป็นอุปสรรคเพียงเล็กน้อยของคุณแล้ว ลำโพงไร้สายตัวนี้อาจจะย้ายกลับไปวางอยู่ที่บ้านคุณโดยไม่รู้ตัวก็เป็นได้
ข้อดี
– ดีไซน์วินเทจย้อนยุค งานประกอบเนี๊ยบสมราคาหาตัวจับยาก
– คุณภาพเสียงโดดเด่นไม่แพ้ใคร กลาง,แหลม,ต่ำ ชัดเจน เวทีเสียงกว้างเกินตัว
– รองรับการเชื่อมต่อที่จำเป็นหลาย ๆ อย่าง ถ้าต่อผ่านสาย USB ได้จะให้คุณภาพเสียงที่ดีที่สุด
ข้อเสีย
– อาจพบเห็นอาการเบสครางเก็บตัวช้าได้บ้างขณะรับชมภาพยนตร์ แนะนำว่าอย่านำไปวางในมุมอับจนเกินไป
– ตัดการเชื่อมต่อผ่าน Wi-Fi ออก ทั้งที่รุ่นก่อนหน้ายังมีมาให้

Klipsch The Three II – ราคาจำหน่าย 18,900 บาท
สนใจสินค้าติดต่อ Sound Republic (บริษัท โฮม ไฮ ไฟ จำกัด)
สำนักงานใหญ่และศูนย์บริการ (ตรงข้ามสายใต้ใหม่): 284, 286 ถนนบรมราชชนนี แขวงฉิมพลี เขตตลิ่งชัน กรุงเทพฯ 10170
Tel. 02-448-5489, 448-5465-6 Fax. 02-408-8172 www.facebook.com/soundrepublic.th